ผู้เขียน หัวข้อ: โรงงานรับผลิตลูกกลิ้ง เฟืองเฟืองงามมิ่ง และยอย สปริง มู่เล่ย์ ยอย พร้อมส่ง  (อ่าน 5 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

06-12-2018 , 21:27:00
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 34826
    • ดูรายละเอียด

เรารับผลิต เฟืองดอกจอก ขายเฟือง เฟืองงามมิ่ง ยอย หลากหลายชนิด สปริง เหล็ก คอปปิ้ง พวงมาลัย มู่เล่ย์ เกลียว กลึง พวงมาลัย  ราคาถูก
หน้าที่และองค์ประกอบสายพานลำเลียง (Fuction and Componnents of Belt Conveyor)
สายพานลำเลียงก็ราวกับเครื่องจักรอื่นๆโดยทั่วไป คือมีส่วนประกอบหลักและก็วัสดุอุปกรณ์ประกอบอื่นๆอีกมากมายในแต่ละองค์ประกอบ แต่ละเครื่องใช้ไม้สอยยังมีหลากหลายแบบอย่าง การออกแบบสายพานลำเลียงยัังไม่มีมาตราฐานสากลเข้ามาควบคุมประกอบกับ การออกแบบจะวางแบบให้สมควรเฉพาะงาน โดยเหตุนั้นวิศวกรผู้ออกแบบจะใช้ศาสตร์แล้วก็ศิลปของตนเอง ดังนั้นไม่ว่ารูปแบบ การเลือกใช้องค์ประกอบ จำนวนเครื่องใช้ไม้สอยที่ติดตั้งตำแหน่งที่จัดตั้งเครื่องมือ มีมากมายต้นแบบเช่นกัน ส่วนประกอบหลักๆที่สำคัญต่อการออกแบบสายพานลำเลียงเพียงพอแบ่งได้ดังนี้
Conveyor belt (สายพานลำเลียง) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่รองรับสิ่งของขนถ่ายแล้วก็ส่งกำลัง
Head terminal (ส่วนปลายด้านหัว) เป็นส่วนที่ปลายสุดท้ายที่ปฏิบัติหน้าที่จ่ายอุปกรณ์ออกมาจากสายพาน
Foot terminal or Tail terminal (ส่วนปลายด้านหลัง) เป็นส่วนที่รับสิ่งของเข้าสายพาน
Thoughed belt idler or Carring idler (ชุดลูกกลิ้งสายพานรูปแอ่ง หรือ ลูกกลิ้งรองรับสายพานด้านบรรทุกสิ่งของ) เป็นชุดลูกกลิ้งซึ่งปฏิบัติหน้าที่รองรับสายพานด้านพาวัสดุไปในหนึ่งชุดประกอบด้วยลูกกลิ้งหนึ่งลูกหรือมากกว่า
Return Idlers (ชุดลูกกลิ้งพากลับ) เป็นชุดลูกกลิ้งที่ทำหน้าที่รองรับสายพานด้านไม่บรรทุกวัสดุ (สายพานเปล่า) ในหนึ่งชุดประกอบด้วยลูกกลิ้งหนึ่งลูกหรือมากกว่า
Drive (ชุดขับ) เป็นชุดเครื่องใช้ไม้สอยซึ่งปฏิบัติภารกิจขับสายพานให้เคลื่อน ประกอบด้วยชุดต้นกำลัง,เครื่องมือส่งต่อกำลัง และล้อขับสายพาน ซึ่งชุดต้นกำลังเช่น มอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องจักรกล,เครื่องมือส่งต่อกำลัง อย่างเช่น เครื่องไม้เครื่องมือปฏิบัติหน้าที่รับ รวมทั้งส่งกำลังระหว่างชุดต้นกำลังเดินทางไปยังล้อขับสายพาน เพื่อขับสายพานในความเร็วที่อยากได้
Take-up Device (อุปกรณ์ปรับความตึง) เป็นอุปกรณ์สำหรับปรับให้สายพานมีความตึงและก็ยังปฏิบัติภารกิจเก็บ สายพานส่วนเกิน
Snub Pulley (ล้อกดสายพาน) เป็นล้อสายพานที่ปฏิบัติหน้าที่กดสายพาน เพื่อเพิ่มโค้งสัมผัสให้กับสายพานบนล้อขับสายพาน (Drive Pulley)
Bend Pulley (ล้อดัด) เป็นล้อสายพานที่ปฏิบัติหน้าที่เปลี่ยนทิศทางของสายพาน
Head Pulley (ล้อหัว) เป็นล้อสายพานที่จัดตั้งอยู่ที่ปลายด้านหัวของสายพานของชุดลำเลียง บางทีทำหน้าที่กระเป๋านล้อ ขับสายพาน
Tail Pulley (ล้อด้านหลัง) เป็นล้อสายพานที่จัดตั้งอยู่ที่ตำแหน่งปลายสุดด้านท้ายของสายพาน ครั้งคราวปฏิบัติภารกิจเป็นล้อปรับ ความตึงสายพาน
Take-up Pulley (ล้อปรับความตึง) หมายถึง พูลเล่ย์ที่เดินทางเปลี่ยนแปลงตำแหน่งได้ใช้ประโยชน์เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือปรับ ความตึงสายพาน
Anti Run Back or Back Stop (เครื่องมือต่อต้านการเขยื้อนกลับ) เป็นวัสดุอัตโนมัติสำหรับป้องกันสายพานเคลื่อนกลับทิศทาง ขณะที่สายพานขนสิ่งของเคลื่อนที่ชันแล้วชุดต้นกำลังหยุดการทำงาน
Retarder (รีทราดเดอร์) เป็นเครื่องมือ สำหรับป้องกันความเร็วสายพานสูงเกิน ใช้ในกรณีจัดตั้งชุดสายพานเอียงลดน้อยลง
Brake (เบรค) เป็นวัสดุที่ปฏิบัติภารกิจเบรคให้สายพานหยุดการทำงาน หรือหยุดเพื่อทำงานทำนุบำรุง
Cleaner or Belt wiper (เครื่องใช้ไม้สอยชำระล้างหรือใบเฉือน) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับนำอุปกรณ์ที่ติดบนสายพานหรือบนล้อสายพานออก
Discharge Chute (รางจ่ายสิ่งของ) เป็นเครื่องใช้ไม้สอยที่ออกแบบ เพื่อบังคับแนวทางไม่ให้วัสดุกระเด็นกระจัดกระจายออก แล้วก็ปกป้องอันตรายอันจะเกิด จากการหมุนของล้อสายพานและสายพาน
Drive Support (อุปกรณ์รองรับชุดขับ) ปฏิบัติภารกิจรองรับรวมทั้งจับยึดชุดขับทั้งหมด
Walk way and hand rail (ทางเท้าและก็ราวจับ) เป็นช่องทางสำหรับเดินพร้อมราวจับ ยึดติดทางข้างๆของโครงสายพาน ใช้เพื่อสำหรับการทะนุบำรุง รวมทั้งตรวจการดำเนินการของสายพาน
Hood (ฝาครอบ) เป้นอุปกรณ์ที่ยึดโครงสายพานครอบเหนือสายพาน เพื่อป้องกันแสงแดด,ฝน,ลม รวมทั้งการฟุ้งกระจายของวัสดุที่ถ่าย ลักษณะของฝาครอบนิยมสร้างเป็นรอน (Conrrugated)
Wind Guard (โครงกันลม) เป็นโครงสำหรับยึดฝาครอบกันลม
Corbel connection (ข้อต่อ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับยึดต่อความยาวของโครงสายพาน ชนิดมีส่วนยื่นรองรับ
Decking (ชั้นกีดกันวัสดุ) เป็นชั้นปิด หรือฝาครอบปิดที่ติดตั้งระหว่างแผ่นสายพานด้านบนแล้วก็ข้างล่าง เพื่อป้องกันอุปกรณ์ที่อยู่ข้างบน ของสายพานตกหล่นลงสู่แผ่นสายพานข้างล่าง
Gravity take-up (ชุดถ่วงปรับความตึง) เป็นชุดปรับความตึงของสายพานโดยอาศัยน้ำหนักดึงในแนวตั้ง
Bent (ขาตั้งแบบมีจุดหมุน) เป็นขาตั้งที่ปฏิบัติหน้าที่รองรับน้ำหนักขององค์ประกอบแล้วก็ชุดสายพาน ขาตั้งนี้อยู่แนวตั้งในเวลาที่โครงสายพาน อาจเอียงลาด
Lateral Frame (โครงข้อต่อสายพาน) เป็นข้อต่อให้โครงสายพานให้ยาวมากขึ้น โดยดครงข้อต่อนี้จะปฏิบัติหน้าที่เป็นจุดรองรับปลายของ องค์ประกอบสายพานที่จะมาต่อชนกัน
Knuckle joint (ข้อต่องอ) เป็นข้อต่อที่รองรับองค์ประกอบและสายพานที่เปลี่ยนทิศทาง รอบๆนี้จะมีลูกเกลือกสายพานติดอยู่ด้วย เพื่อรองรับ การดัดโค้งของสายพาน
Frame (ส่วนประกอบสายพาน) เป็นส่วนประกอบที่ทำด้วยเหล็ก เพื่อรองรับน้ำหนักและก็เป็นที่ยึดติดเครื่องไม้เครื่องมือทั้งผองของระบบสายพานนั้นๆบางทีอาจเป็นโครงเหล็กถัก(Truss),โครงเหล็กพับหรือโครงเหล็กสัณฐาน
Loading hopper or chute (ภาชนะรูปกรวยหรือราง) ติดอยู่ใกล้ส่วนท้ายของสายพานลำเลียงปฏิบัติหน้าที่รองรับ และนำวัสดุไปสู่ สายพานลำเลียง
Screw take-up (สกรูเกลียวปรับความตึง) เป็นเครื่องไม้เครื่องมือปรับความตึงของสายพานโดยใช้การดึงของสกรู
มอเตอร์ ( Motor )
มอเตอร์เป็นเครื่องกลไกกระแสไฟฟ้า (Electormechnical Energy) ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า (Electric Energy) ให้เป็นพลังงานกล (Mechanical Energy) ในรูปของการหมุนเคลื่อนมีประโยชน์สำหรับเพื่อการใช้ประโยชน์งานได้อย่างกว้างขวาง ถูกนำไปร่วมใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุไฟฟ้า รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยประมาณ 80-90% ลักษณะมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Energy) แสดงดังรูป
แนวทางการทำงานของมอเตอร์
มอเตอร์กระแสไฟฟ้าที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้งานแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ มอเตอร์ไฟฟ้า กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ใช้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง (DC Source) เป็นมอเตอร์แบบเบื้องต้นที่ถูกสร้างมาใช้งาน แล้วก็มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ใช้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้าไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Source) มอเตอร์จำพวกนี้ถูกพัฒนามาจากมอเตอร์ระแสตรง เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างกว้างขวางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
มอเตอร์ไฟกระแสตรงมี แม่เหล็กถาวร 2 ขั้ว วางอยู่ระหว่างขดลวดตัวนำ ขดลวดตัวนำจะได้รับแรงกดดันไฟฟ้ากระแสตรงป้อนให้สำหรับเพื่อการทำงาน นำมาซึ่งอำนาจแม่เหล็ก 2 ชุด มีขั้วแม่เหล็กเช่นเดียวกันวางใกล้กันเกิดแรงกระตุ้นทำให้ขดลวดตัวนำหมุนเขยื้อนได้เรื่องทำงานพื้นฐานของมอเตอร์ไฟกระแสตรง
มอเตอร์ไฟกระแสตรง (D.C. Motor)
เมื่อมีกระแสไหลผ่านเข้าไปในมอเตอร์กระแสจะแบ่งออกไป 2 ทาง คือ ส่วนที่หนึ่งจะผ่านเข้าไปที่ขดลวดสนามแม่เหล็ก(Field coil) ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้นและก็อีกส่วนหนึ่งจะผ่านแปลงถ่านคาร์บอนและก็ผ่านคอมมิวเตเตอร์ เข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์ส่งผลให้เกิดสนามไฟฟ้าขึ้นเหมือนกัน ซึ่งทั้งสองสนามจะเกิดขึ้นเวลาเดียวกัน ตามคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กแล้วก็จะไม่มีการติดกัน จะมีแต่กี่ลบล้างและมีการเสริมกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงบิตในอาร์เมเจอร์ ทำให้อาร์เมเจอร์หมุนซึ่งสำหรับการหมุนนั้นจะเป็นไปตามกฎมือซ้ายของเฟลมมิ่ง (Fleming’s left hand rule)
สายพานแบนส่งกำลัง เป็นสายพานที่ใช้ในอุตสาหกรรมโรงสี ชนิดสายพานแล้วก็ความแข็งแรงจะมากขึ้นตามปริมาณชั้นของผ้าใบที่ใช้ในการผลิต
คุณสมบัติของสายพาน:
• ความทนทานต่อการแยกชั้นของผ้าใบ การใช้งานของสายพานส่งกำลังประเภทนี้ จะใช้ส่งกำลังระหว่างพูเลย์ที่มีรอบการหมุนสูง ทำให้สายพานมีการแยกชั้นได้ง่าย เพราะฉะนั้นการยึดติดของผ้าใบแต่ละชั้น จึงจะต้องมีความแข็งแรงมากพอ ซึ่งก็คือแรงยึดระหว่างกาวกับผ้าใบ และยางกาวกับยางในจำเป็นต้องแข็งแรง เนื่องจากว่าหากมีการแยกชั้นของผ้าใบขึ้น ระหว่างการใช้งาน จะทำให้สายพานมีอายุการใช้งานสั้น
• ความทนทานต่อแรงดึง สายพานที่ใช้จำเป็นจะต้องถูกดึงด้วยแรงที่มีค่าค่าหนึ่ง เพื่อเกิดแรงเสียดทานสำหรับเพื่อการขับเคลื่อน ความแข็งแรงของสายพาน สามารถเพิ่มหรือลดได้ โดยการเพิ่มหรือลดปริมาณของชั้นผ้าใบ
• ความทนทานต่อการกร่อน ผ้าใบข้างล่างของสายพาน จะสัมผัสกับพูเลย์(Pulley) ทำให้อายุการใช้งานของสายพาน ขึ้นอยู่กับความคงทนของผ้าใบ ซึ่งผ้าใบที่ใช้เป็นผ้า COTTON ขนาดต่างๆกัน
KENTEC Pin Coupling
- Pin coupling คัปปลิ้งแบบสลัก
- จัดตั้งทำตั้งศูนย์ได้ง่าย
- ทำรูเพลาสูงสุดได้ถึง160mm
- สามารถพิจารณาแนวทางการหมุนของมอเตอร์โดยการถอดสลักออก
KENTEC Chain Coupling
- คัปปลิ้งรับแรงบิดได้สูง เมื่อเทียบกับคัปปลิ้งที่มีขนาดใกล้เคียงกัน
- ทำรูเพลาสูงสุดได้ถึง200mm
- คัปปลิ้งราคาย่อมเยาเหมาะสมกับงานส่งกำลังทั่วๆไป
Sprocket
คุณลักษณะ:
- เหมาะสำหรับงานส่งกำลังในรอบช้า
- สามารถรับแรงบิดได้สูง(Torque) ใช้งานในสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นละอองมากมายและอุณหภูมิสูงเจริญ
- Martin มีผลิตอีกทั้ง Sprocket สำหรับงานส่งกำลังรวมทั้ง Sprocket สำหรับงานโซ่ลำเลียง
Martin-Flex Coupling
- ชิ้นยางรอบรับการกระชากของเครื่องจักรได้เป็นอย่างดี (shock load)
- รองรับการเยื้องศูนย์ได้สูงยิ่งกว่าคัปปลิ้งทั่วๆไป
- ชิ้นยางถอดออกตามแนวรัศมี ติดตั้งง่ายไม่ต้องเคลื่อนย้ายมอเตอร์หรือเครื่องจักร
- ไม่ต้องใช้สารหล่อลื่น แล้วก็สามารถสำรวจสภาพชิ้นยางได้ด้วยการดูจากภายนอก
- ใช้ร่วมกับ taper bush ถอดประกอบกับเครื่องจักรได้ง่าย
- มีรุ่น FRAS ชิ้นยางกันไฟฟ้าสถิต และก็ทนความร้อนได้สูง
TIMING PULLEY
คุณลักษณะ:
- สามารถทำอัตราทดได้สูงขึ้นมากยิ่งกว่า มู่เลย์แบบร่องวีแล้วก็รองรับกำลังของมอเตอร์ได้มากกว่าสามารถผลิตรองรับสายพานได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ ตัวอย่างเช่น HTD,GT2,XH,H,L,XL,RPP,STPD,T,AT
- สามารถใช้ร่วมกับ Taper Bush สำหรับการประกอบเพลา
คำว่าการผลิต ในภาษาอังกฤษมีการใช้คำอยู่ 2 คำคือ Manufacturing และก็ Production ซึ่งสื่อความหมายต่างกันดังต่อไปนี้
1. Manufacturing หมายความว่า ขั้นตอนการเปลี่ยนวัตถุดิบหรืออุปกรณ์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถแตะต้องได้
2. Production หมายความว่า กรรมวิธีเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบหรือวัสดุให้แปลงเป็นผลิตภัณฑ์เสร็จ เช่นเดียวกันกับคำว่า Manufacturing แม้กระนั้นแตกต่างตรงที่ Production จะรวมเอางานบริการต่างๆเข้าไปด้วย เป็นต้นว่า การสร้างอาหารบรรจุกระป๋อง บริษัทประกันภัย บริการที่ได้รับจากโรงหมอแล้วก็การเข้ารับการเรียนรู้จากมหาวิทยาลัย เป็นต้น
สแตนเลส หรือเป็นรู้จักกัน ว่า เหล็กกล้าไม่เป็นสนิม คือ โลหะเหล็กในกลุ่มที่มีความต้านทานการกัดกร่อนสูง ผสมระหว่างเหล็กและก็คาร์บอน ซึ่งองค์ประกอบจะมีปริมาณคาร์บอนต่ำ มีโครเมียม เป็นส่วนผสมหลัก ราวๆ 10.5 % หรือมากกว่า กระตุ้นให้เกิดการผลิตฟิล์มถ่ายรูปโครเมียมออกไซด์
 
ผลิตภัณฑ์ที่ร้าน KGSthai จำหน่าย ตัวอย่างเช่น
1. เฟืองโซ่ เฟืองตรง เฟืองดอกจอก เฟืองตัวหนอน เฟืองสะพาน เฟืองามมิ่ง เฟืองทองบรอนซ์ เฟืองโซ่ลำเลียง เฟืองดอกจองเฉียง และก็เฟืองสั่งทำพิเศษ
2. มู่เล่ย์สำเร็จรูป มู่เล่ย์ชั้น มู่เล่ย์สายพานแบน มู่เล่ย์เตเปอร์ แล้วก็มู่เล่ย์สั่งทำพิเศษ
3. โซ่เดี่ยว โซ่คู่ โซ่สแตนเลส โซ่ปีก โซ่ลำเลียง แล้วก็โซ่สั่งทำพิเศษ
4. ข้อต่อเต็มข้อ ข้อต่อครึ่งข้อ ข้อต่อปีก และก็ข้อต่อสั่งทำพิเศษ
5. คอปปิ้ง ยอยเฟือง ยอยโซ่ ยอยสลัก NK, MD, MT, ROTEX, NORTEX และก็คอปปิ้งลักษณะพิเศษต่างๆ
6. ลิ่มสำเร็จรูป ลิ่มเหล็ก ลิ่มสแตนเลส
7. สปริงดึง สปริงดัน สปริงดีด สปริงเตเปอร์ แผ่นสปริง สปริงขึ้นรูป สปริงลาน สปริงแท่นเจาะ สปริงแม่พิมพ์(สปริงสี) และก็งานดัดสปริงทุกประเภท
8. เหล็กหลอม รวมทั้งงานหล่อตามแบบทุกประเภท
9. ใบพัดมอเตอร์อลูมิเนียม พวงมาลัยเหล็กหล่อ พวงมาลัยอลูมินัม พวงดอกไม้ชุบโครเมี่ยมเพลาเกลียว
วิวัฒนาการของการสร้างในทีแรกๆจะอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1760. – 1830. ซึ่งเริ่มที่อังกฤษรวมทั้งเป็นตอนๆขณะที่มีการประดิษฐ์เครื่องจักรจำพวกต่างๆมาใช้เพื่อสำหรับการผลิตดังต่อไปนี้
1. การประดิษฐ์เครื่องจักรละอองน้ำของวัตต์ (Watt’s Steam Engine) ในปี ค.ศ. 1776. และมีการสร้างจริงในปี ค.ศ. 1785
2. การพัฒนาอุปกรณ์กล (Machine Tools) โดย John Wilkinson ที่ได้ประดิษฐ์เครื่องคว้าน(Boring Machine) เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1775.
3. การประดิษฐ์เครื่องกรอได้ (Spining Jenny) หูก (Power loom) และก็เครื่องจักร อื่นๆที่ใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า โดยมีจุดหมายเพื่อเพิ่มผลิตผล
4. ระบบของโรงงาน (Factory System) ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ของการจัดองค์กรเพื่อการผลิตเยอะมากๆโดยใช้วิธีการรากฐานของการแบ่งกลุ่มของผู้คนงาน
     "เหล็ก" เป็นคำที่คนไทยทั่วไปนิยมใช้เรียกเหมารวมกันคือ เหล็ก (iron) แล้วก็ เหล็กกล้า (steel) ซึ่งตามความเป็นจริงนั้น สิ่งของทั้ง 2 แบบงี้แตกต่างกันหลายประการ อย่างไรก็แล้วแต่ เหล็กเป็นสิ่งของรากฐานที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาสังคมแล้วก็ความเป็นอยู่ของมนุษย์ตั้งแต่อดีตกาลจนกระทั่งตอนนี้และก็ต่อไปในอนาคตอีกนานมาก
      เหล็ก (iron) สัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ Fe เป็นแร่โลหะประเภทหนึ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ ส่วนใหญ่มีสีแดงอมน้ำตาล ปกติสามารถดูดติดแม่เหล็กได้ พบได้มากในชั้นหินใต้ดินรอบๆที่ราบสูงแล้วก็เทือกเขา อยู่ในรูปก้อนสินแร่เหล็ก (iron ore) ผสมปนเปกับโลหะประเภทอื่นๆแล้วก็หิน เมื่อประยุกต์ใช้ประโยชน์จำเป็นต้องผ่านแนวทางการทำให้บริสุทธิ์ด้วยวิธีการ "ผลาญ" (ใช้ความร้อนสูงเผาให้สินแร่เหล็กเปลี่ยนเป็นของเหลวในช่วงเวลาที่กำจัดแร่อื่นที่ไม่ได้อยากต้องการออกไป) นอกนั้นธาตุเหล็กยังเป็นสารอาหารที่ร่างกายคนเราปรารถนา เนื่องด้วยเป็นองค์ประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดงของพวกเราอีกด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่ขาดธาตุเหล็กจะเป็นโรคโลหิตจางได้ง่าย
     เหล็กกล้า (steel) คือโลหะผสมชนิดหนึ่ง โดยธรรมดาเหล็กกล้าหมายความถึง "เหล็กกล้าคาร์บอน (carbon steel)" ซึ่งประกอบด้วยธาตุสำคัญๆเป็น เหล็ก (Fe) คาร์บอน (C) แมงกานีส (Mn) ซิลิคอน (Si) และธาตุอื่นๆอีกบางส่วน เหล็กกล้าเป็นสิ่งของโลหะที่ไม่ได้มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ว่าถูกทำขึ้นโดยความสามารถมนุษย์ (รวมทั้งเครื่องจักร) โดยตั้งอยู่บนเบื้องต้นของการปรับแก้เหล็ก (Fe/iron) ให้มีคุณลักษณะโดยรวมดีขึ้น ดังเช่น เปลี่ยนรูปได้ดังที่อยากได้ แข็งแรง ยืดหยุ่น ทนทานต่อแรงชนหรือสภาพการณ์ทางธรรมชาติ สามารถรับน้ำหนักได้มาก ไม่ฉีกขาดหรือแตกหักง่าย ฯลฯ สมควรสำหรับเพื่อการใช้งานในด้านต่างๆในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างนานาประการ ด้วยทุนที่ต่ำ เพื่อขายได้ในระดับราคาที่คนธรรมดาทั่วไปซื้อมาใช้ได้ ซึ่งนับว่ามีข้อดีดีมากยิ่งกว่าสิ่งของอื่นๆมาก
การผลิตท่อ (Pipe and Tube Manufacturing)
สำหรับในการผลิตท่อนั้นจะใช้ขั้นตอนการต่างๆเป็นต้นว่า การเชื่อมชน (butt welding) การเชื่อมเกย (lap welding) การเชื่อมชนด้วยไฟฟ้า (electric butt welding)
- การเชื่อมชน (butt welding process) สามารถทำเป็น 2 วิธี กล่าวอีกนัยหนึ่ง แนวทางแรก นำเหล็กอ่อนทำท่อ (skelp) มาอบให้ร้อนจนถึงมีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิการตกผลึกใหม่ (recrystallization temperature) แล้วต่อจากนั้นนำไปดึงผ่านแบบดาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนระฆัง เรียกว่า กรวยเชื่อม (welding bell) ในขณะเหล็กอ่อนทำท่อ (skelp) ถูกบังคับให้วิ่งผ่านกรวยเชื่อมจะเปลี่ยนรูปเปลี่ยนเป็นท่อ และก็ขอบทั้งสองข้างถูกบังคับให้วิ่งมาชนกันและก็เชื่อมติดกันโดยอาศัยความร้อนและแรงกด หลังจากนั้นท่อที่ได้จะถูกส่งต่อไปยังชุดลูกรีด เพื่อรีดให้ได้ขนาดต่อไป
สำหรับแนวทางที่สองจะนำเหล็กพืดทำท่อ (skelp) ที่ผ่านการอบให้ร้อนจนได้ที่แล้ว ส่งผ่านเข้าไปในชุดลูกรีด (rolls) เพื่อรีดบังคับให้แผ่นเหล็กแปลงเป็นท่อ และขอบทั้งสองข้างเชื่อมชิดกันโดยอาศัยความร้อนและก็แรงอัดจากลูกรีด แนวทางการเชื่อมชนนี้จะใช้ผลิตท่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 75 มิลลิเมตร ลงมา
- การเชื่อมชนด้วยไฟฟ้า (electric butt welding) นำแผ่นเหล็กมาตัดให้ได้เรื่องกว้างตามที่ปรารถนา จากนั้นนำเข้าเครื่องรีดกระทำรีดให้เป็นท่อ ในขณะแผ่นเหล็กนั้นมีอุณหภูมิอยู่ที่อุณหภูมิบรรยากาศธรรมดา โดยใช้ชุดลูกรีด (rolls) ต่อจากนั้นเชื่อมรอยต่อของขอบให้ติดกัน โดยใช้เครื่องเชื่อมไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ กรรมวิธีนี้นิยมใช้เพื่อสำหรับการผลิตท่อขนาดใหญ่ที่มีความดกอยู่ในช่วง 3.2 -12.7 มิลลิเมตร สามารถผลิตท่อขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึง 915 มิลลิเมตร
- การเชื่อมเกย (lap welding process) เหล็กอ่อนทำท่อที่ผ่านการอบให้ร้อนจนตราบเท่ามีอุณหภูมิสูงขึ้นยิ่งกว่าอุณหภูมิการตกผลึกใหม่ (recrystallization temperature) ถูกเอามาดึงผ่านแบบดายเพื่อทำให้แปลงเป็นท่อก่อน แล้วป้อนเข้าสู่ชุดลูกรีด (rolls) เพื่อรีดแต่งให้ขอบทั้งสองข้างมาอยู่ในลักษณะซ้อนกันหรือเกยกัน (overlapping) อาศัยความร้อน เหล็กแกนแบบ (mandrel) แล้วก็แรงบดอัดจากลูกรีดทำให้ขอบทั้งสองข้างเชื่อมติดกัน ขั้นตอนการนี้ใช้สำหรับเพื่อการผลิตท่อที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ในระหว่าง 50 - 400 มม.
- การสร้างท่อที่ไม่มีตะเข็บ (Piercing) เป็นแนวทางการผลิตท่อที่มีคุณภาพสูง ทนต่อแรงอัดได้สูงมาก แม้กระนั้นผลิตยุ่งยากกว่าแบบมีตะเข็บ รวมทั้งมีความดกกว่า การผลิตท่อโดยใช้เพลาแกนดันระหว่างกึ่งกลางชิ้นงานและให้วิ่งในทิศทางเดียวแท่งแกนจะเป็นตัวนำศูนย์ก่อน ใช้แรงอัดรวมทั้งความร้อนของเหล็กเป็นตัวควบคุมขนาดของรูท่อ
- การอัดรีดท่อ (Tube Extrusion) การอัดรีดท่อ เป็นวิธีผลิตท่อแบบไม่มีตะเข็บอีกแนวทางหนึ่ง ใช้แนวทางเช่นเดียวกับการอัดรีดโดยตรง การทำแนวทางลักษณะนี้ตัวอัดจับงานหมุนด้วยความเร็วมากมายราวๆ 10 ฟุตต่อนาที ใช้ผลิตท่อเหล็กพวกเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ บางครั้งอาจจะทำกรรมวิธีการขึ้นรูปเย็นก็ได้อุณหภูมิของงานก่อนนำมาอัดขึ้นรูปประมาณ 2,400 องศาฟาเรนไฮต์
ระบบคลัทช์รวมทั้งคับปลิ้ง
1.จำพวกของคัตช์
คลัตช์ที่ใช้งานกันอยู่จะแบ่งตามโดยประมาณรูปร่างของผิวแผ่นคัตสช์ ที่สามารถแบ่งออกเป็นคลัตช์แผ่นเดียวคลัตช์หลายแผ่นคลัตช์หลายลาเมลลาคลัตช์หลายเรียว
1.1คลัตช์ลาเมลา(LMELLAR CLUTCH)เป็นคัตสช์ชนิดหลายแผ่นเรียงทับกันสลับกัน โดยคลัตช์แผ่นนอกจะสวมอยู่ในร่องตัวบ้านและก็คัตสช์แผ่นในจะสวมอยู่บนร่องเพลาตาม แผ่นคัสตช์สามารถขยับได้ แผ่นคัสตช์หลายแผ่นที่ทับกันจะถูกปลอบโยนเลื่อนตันกดบังคับให้แขนกดมีลักษณะการทำงานด้วยแขนกด ปฏิบัติงานด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า ดำเนินงานด้วยแรงกดดันน้ำมัน
 
1.2 คลัตช์แบบเรียว เป็นคลัตช์ที่มีพื้นที่เสียดทานรูปร่างเรียวอยู่ภายในตัวเรือนคลัจช์ชนิดนี้สามารถส่งด้านในโมเมนต์บิดได้มาก สามารถเลื่อนปลอกเลื่อนตามแนวแกนจะทำเป็นกำเนิดแรงอัดผ่านแขนกระเดื่องแผ่นคลัตช์ให้สัมผัสกับตัวบ้านจะได้แรงอัดสัมผัสสูงมากมาย คลัตช์จำพวกนี้มีลักษณะรูปร่าง
2. ชนิดของคับปลิ้ง
คับปลิ้งที่ใช้เป็นงานทั่วไปของเครื่องจักรมีหลายประเภทขึ้นกับวัตถูมุ่งมาดปรารถนาสำหรับในการใช้งาน สามารถแยกประเภทของคับปลิ้งออกเป็น 2 ชนิด คือ คับปลิ้งแบบตัดทอนกำลังมิได้ กับคับปลิ้งแบบตัดต่อกำลังได้ ดังต่อไปนี้
- คับปลิ้งแบบฝาประกบ(SPLIT COUPLING)เป็นคับปลิ้งแบบตัดต่อกำลังไม่ได้ ทำจากเหล็กหลอม 2 ชิ้น ยึดติดกันขาดสกรูให้บีบอัดเพลาทั้งคู่ไว้ การส่งถ่ายกำลังจะผ่านรอบๆบีบอัดจากแรงของสกรู แม้ต้องการส่งถ่ายการหมุนที่คงที่ก็จะใส่ลิ่มอัด คับปลิ้งประเภทนี้มีลักษณะ
 คับปลิ้งแบบหนักแบบแปลน(FLANGE COUPLING)เป็นคับปลิ้งจำพวกตัดต่อกำลังมิได้ จะประกอบไปด้วยหน้าแบบแปลน 2 ชิ้น สวมอัดอยู่ที่ส่วนปลายของเพลา และก็มีสกรูสร้อยขันยึดติดด้วยกัน สามารถใสลิ่มเพื่อการประกอบให้มั่นคงก็ได้ คับปลิ้งชนิดนี้มีลักษณะ
คับปลิ้งแบบเพลา (SHAFT COUPLING)กับปลอกเรียว เป็นคับปลิ้งแบบตัดต่อกำลังมิได้ ปฏิบัติภารกิจยึดเพลาที่มีขนาดความโตพอๆกับและอยู่ในแนวศูนย์เดียว ผิวที่ยึดมีลักษณะเรียวทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ลิ่มอัดช่วยที่ปลายของเพลา คับปลิ้งประเภทนี้มีรูปร่างลักษณะ
 คับปลิ้งแบบขยับเขยื้อนได้ เป็นคับปลิ้งที่ใช้กับเพลาที่ไม่ร่วมศูนย์สามารถขยับเลื่อนแนวแกนขณะหมุนดำเนินการได้ คับปลิ้งประเภทนี้มีความยืดหยุ่นได้เหมาะสมสำหรับในการดูดรับภาระชนแล้วก็การสั่นสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นมาจากการหมุนได้ดี คับปลิ้งชนิดนี้มีลักษณะ
 คับปลิ้งแบบฟันโค้ง เป็นคับปลิ้งใช้เพลาที่เยื้องศูนย์มุมตามแนวรัศมีหรือขยับตามแนวแกน สามารถส่งถ่ายโมเมนได้มากรวมทั้งมีความเร็วรอบสูง คับปลิ้งชนิดนี้มีล้อสวมอยู่ที่ปลายของเพลาทั้ง 2 ข้าง โดยเฟืองโค้งอยู่ข้างนอกของล้อและก็จะขบกับเฟืองตรงที่อยู่ด้านในของล้อและล้อจะขบฟันเฟืองตรงที่อยู่ด้านในของตัวเรือนคับปลิ้งชนิดนี้มีลักษณะ
 คับปลิ้งแบบข้อต่อ(JOINT COUPLING)เป็นคับปลิ้งซึ่งสามารถเยื้องศูนย์ของเพลาได้มากกว่าชนิดฟันโค้ง คับปลิ้งข้อต่อที่ใช้งานได้ดิบได้ดีเป็นแบบบอลล์ จะสามารถส่งถ่ายการหมุนระหว่างเพลาด้วยบอลล์เหล็กกล้า ทำให้การส่งถ่ายการหมุนของเพลาได้บ่อยไม่สั่นคับปลิ้งข้อต่อมลักษณะ
 คับปลิ้งแบบยูนิเวอร์แซล(UNIVERSAL JOINT)คับปลิ้งประเภทนี้ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนกากบาท 2 ชิ้นแล้วก็ส่วนที่ขยับเลื่อนไปมาตามแนวเพลา ซึ่งเป็นเพลาแบบฟันสไปลน์ใช้ในงานวัสดุกล ดังเช่นว่า เครื่องกัดขนาดเล็ก คับปลิ้งประเภทนี้มีลักษณะรูปร่าง
- คับปลิ้งแบบเมมเบรน(MEMBRANE COUPLING)เป็นคับปลิ้งที่สามารถส่งถ่ายโมเมนต์ที่ความเร็วรอบสูงได้ดี การหมุนที่เป็นมุมจะกระทำด้วยแผ่นเมมเบรนที่ทำด้วยคับปลิ้งที่สามารถดัดได้ แต่ว่าหักมุมต่อหนึ่งแผ่นเมมเบรมห้ามเกิน 1 องศา ด้วยเหตุว่าคับปลิ้งเพราะว่าคับปลิ้งจำพวกนี้ไม่สามารถที่จะดัดไปมาได้ แต่ว่าการหักมุมต่อมีการหลอกลวงลื่นเหมาะสมสำหรับใช้ในงานที่อุณหภูมิสูง คับปลิ้งประเภทนี้มีลักษณะ
 คับปลิ้งแบบยืดหยุ่น(FLEXIBLE COUPLING)เป็นคับปลิ้งที่ใช้กับเพลาที่ไม่ร่วมศูนย์รับภาระการชนการสั่นสั่นสะเทือนได้รอบทิศทาง องค์ประกอบที่รองรับการยืดหยุ่นทำจากยาง หรือทำมาจากสปริง คับปลิ้งจำพวกนี้มีลักษณะ
 คับปลิ้งแบบตัดต่อกำลัง เป็นคับปลิ้งที่นำมาใช้เมื่ออยากได้ตัดต่อกำลังให้กับเพลา 2 ตัว คับปลิ้งแบบตัดต่อกำลังจะแยกเป็นคับส่งถ่ายกำลังด้วยลักษณะรูปร่าง และด้วยลักษณะแรง
หน้าที่การใช้แรงงานของคลัตช์
หน้าที่หลักของคลัตช์ประการแรก ใช้สำหรับในการตัดและก็ต่อการส่งกำลังระหว่างเพลา 2 ตัว คลีตช์สามารถที่จะต่อกำลังระหว่างเพลา 2 เพลา ด้วยความฝืดได้อย่างรวดเร็วรวมทั้งนิ่มนวลเป็นส่วนประกอบเครื่องยนต์ที่ดีไซน์มาใช้เพื่อการทุ่นแรง เช่น คลัตช์ของรถมอเตอร์ไซค์คลัตช์ของรถยนต์คลัตช์ของปั๊มน้ำมันจั่นตอกเสาเข็มงานก่อสร้างคลัตช์ที่ใช้กับเครื่องกลที่ต้องใช้ต้นการส่งจากเครื่องยนต์มอเตอร์สถานที่ทำงานไม่ตลอดครั้งคราวจะต้องหยุดรอจังหวะแล้วก็บางโอกาสอยากได้ส่งกำลังคลัตช์ส่งต่อกำลังระหว่