ผู้เขียน หัวข้อ: กรณียกเลิกสัญญาการให้ ฐานประพฤติเนรคุณ  (อ่าน 6 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

12-10-2018 , 12:01:37
  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 89
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

             
                การเพิกถอนการให้ฐานประพฤติเนรคุณ นั้น เป็นเรื่องที่เราจะต้องมาพูดถึงเมื่อมีการกรณีมีการให้ทรัพย์สินแก่ผู้รับการให้ ผู้รับการให้นั้น อาจจะเป็นผู้ใดก็ได้ อาจจะเป็นลูกหลาน เป็นญาติมิตร เป็นเพื่อน หรือแม้แต่คนที่
ไม่รู้จักกันก็ตาม การให้นั้นจะต้องเป็นทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่ดิน แก้ว แหวนเงินทอง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นทรัพย์สินทั้งนั้น
เมื่อมีการให้แก่บางคนอาจจะไม่ทราบถึงการให้นั้น ผู้รับการให้สามารถเรียกคืนได้ หากปรากฏว่า ผู้รับการให้ประพฤติผิดต่อผู้ให้ ด้วยเหตุใดนั้น ทนายความเชียงใหม่ จะได้นำเสนอให้ท่านผู้อ่านทราบในกฎเกณฑ์ข้อกฎหมายเสียก่อนดังนี้
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
                มาตรา 531  อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้
        (1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาชญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายลักษณะอาชญา หรือ
        (2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ
        (3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้
                จะเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดให้มีเหตุสามารถเพิกถอนการให้ได้จำนวน 3 เหตุด้วยกัน อันได้แก่
                เหตุแห่งการเพิกถอนการให้ประการที่หนึ่ง คือ. การประทุษร้ายต่อผู้ให้ในความผิดอาญา ซึ่งอาจจะเป็นความผิดอาญา เช่นการทำร้ายร่างกายผู้ให้ การฆ่าผู้ให้ เป็นต้น
                ทนายเชียงใหม่ มีตัวอย่าง ในกรณี การทำร้ายร่างการผู้ให้เป็นความผิดอาญา ทำให้สามารถเพิกถอนการให้ได้ดังนี้
                คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 412/2528
                การที่จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ผู้เป็นมารดาจนได้รับอันตรายแก่กาย ย่อมเป็นการแสดงว่าจำเลยขาดความกตัญญู แม้โจทก์จะได้รับบาดเจ็บไม่ถึงสาหัสก็ถือได้ว่าจำเลยได้ประพฤติเนรคุณโดยประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(1) แล้ว โจทก์จึงเรียกถอนคืนการให้ได้
                เหตุแห่งการเพิกถอนการให้ประการที่สอง. การกระทำของผู้รับการให้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้ นั้น การกระทำดังกล่าวไม่จำเป็นที่จะต้องถึงขนาดที่จะเป็นต้องเป็นความผิดอาญาเหมือนดังเหตุที่หนึ่ง เพียงแค่เป็นคำที่หยาบคาย ไม่สุภาพ แสดงถึงการเหยียบหยาม ไม่ให้ความเคารพนับถือ ก็ถือเป็นถ้อยคำหมื่นประมาท ทำให้ผู้ให้ชื่อเสียงชื่อก็สามารถเพิกถอนการให้ได้
                ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้นำตัวอย่างที่ศาลเคยตัดสินมาให้ท่านผู้อ่านได้เป็นกรณีตัวอย่างดังนี้
                คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2535
                หมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(2)หาจำเป็นต้องถึงกับเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาททางอาญาไม่เพียงแต่ได้ความว่า เจตนาดูหมิ่นก็ถือว่าประพฤติเนรคุณแล้ว จำเลยซึ่งได้รับการให้ที่ดินจากโจทก์ผู้เป็นบิดาด่าว่าโจทก์ว่า "ไอ้แก่กูไม่นับมึงเป็นพ่อ ออกไปให้พ้น ไม่ไปมึงตายกูไม่รับรู้" เป็นการแสดงเจตนาดูหมิ่นโจทก์เรียกโจทก์ว่าไอ้แก่ ขึ้นมึงขึ้นกูกับโจทก์ว่าไม่นับถือโจทก์เป็นบิดา ขับไล่โจทก์ออกไปให้พ้น มิฉะนั้นโจทก์ตายจำเลยไม่รับรู้ ย่อมทำให้โจทก์อับอายเสียชื่อเสียงและเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณได้
                เหตุแห่งการเพิกถอนการให้ประการที่สาม คือ บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ให้ขอสิ่งจำเป็นแก่ชีวิตต่อผู้รับแล้วผู้รับบอกปัดไม่ยอมให้ การที่ผู้ให้ไปอยู่ที่อื่นผู้รับไม่ได้ตามไปเลี้ยงดู ถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็น ผู้ให้ถอนคืนการให้ไม่ได้
                ตามตัวอย่างดังนี้ ที่ทนายจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำเสนอดังนี้
                คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2341/2537
                การกล่าวอ้างว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้รับบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้และเป็นผู้ยากไร้เมื่อจำเลยสามารถจะให้ได้นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ขอสิ่งจำเป็นเลี้ยงชีวิตต่อจำเลยแล้ว จำเลยบอกปัดไม่ยอมให้และเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบ มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยมิได้นำสืบและอุทธรณ์ในข้อนี้แสดงว่าจำเลยยอมรับ และมิใช่หน้าที่ศีลธรรมอันดีของผู้รับการให้จะพึงปฏิบัติต่อผู้ให้ด้วยการให้สิ่งตอบแทนแก่ผู้ให้ตามวิสัยแต่อย่างใดดังนั้น การที่โจทก์แยกไปอยู่กับ ซ. แล้วจำเลยไม่ตามไปเลี้ยงดูโจทก์ จะฟังว่าจำเลยแสดงเจตนาบอกปัดไม่ยอมเลี้ยงดูให้สิ่งของจำเป็นแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้ และจำเลยสามารถให้ได้อันเป็นการประพฤติเนรคุณที่จะเรียกถอนคืนการให้หาได้ไม่
                คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2551
                เหตุที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุที่จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประพฤติเนรคุณตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (3) นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ให้มีความจำเป็นเพราะขาดแคลนปัจจัยในการดำรงชีวิต แล้วผู้ให้ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้รับ และผู้รับอยู่ในฐานะที่จะให้ได้โดยไม่เดือดร้อน แล้วผู้รับปฏิเสธที่จะให้นั้น การที่จำเลยจะขายที่ดินที่โจทก์ยกให้แต่ถูกโจทก์ห้ามปราม จำเลยจึงไปอยู่เสียที่อื่นจนโจทก์ต้องไปอาศัยอยู่กับน้องสาวนั้น จะฟังว่าโจทก์ได้ขอความช่วยเหลือจากจำเลยและจำเลยอยู่ในฐานะที่จะให้ความช่วยเหลือโจทก์ได้โดยไม่เดือดร้อน แล้วจำเลยไม่ช่วยเหลือหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณโจทก์ตามฟ้อง
 
                ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงบางอย่างเป็นข้อเท็จจริงที่ได้คิดว่าจะเป็นเหตุแห่งการเพิกถอนการให้แต่ก็สามารถฟ้องร้องขอให้เพิกถอนการให้ได้ แต่บางกรณีแม้จะเป็นเหตุร้ายแรงก็ไม่เป็นเหตุที่สามารถเพิกถอนการให้ได้ ฉะนั้น การที่ผู้รับได้รับสิ่งของจากผู้ให้แล้ว ควรที่จะตอบแทนผู้รับให้ยามยาก ไม่ควรปล่อยปะละเลย

ขอบคุณบทความจาก : https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/

Tags : ทนายเชียงใหม่