ผู้เขียน หัวข้อ: สถานที่ท่องเที่ยว "อยุธยา" กรุงเก่าของเราแต่ก่อน  (อ่าน 3 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

08-12-2017 , 05:40:44
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 18598
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นอดีตเมืองของไทย มีหลักฐานของการเป็นเมืองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่โดยประมาณ พุทธศักราชที่ 16 - 18 โดยมีร่องรอยของที่ตั้งเมือง โบราณสถาน โบราณวัตถุ แล้วก็เรื่องราวเรื่องราวในลักษณะ ตำนานตำนาน ไปจนกระทั่งหลักแผ่นจารึก หน่วยงานเรียนวิทยาศาสตร์ และก็วัฒนธรรมแห่งองค์การสหประชาชาติ หรือองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ มีมติให้ประกาศจดทะเบียนนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็น " มรดกโลก " เมื่อวันที่ 13 เดือนธันวาคม 2534 มีพื้นที่ครอบคลุมในรอบๆโบราณสถานเมืองอยุธยา
อยุธยา นอกเหนือจากการที่จะเป็นจังหวัดที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเมืองไทย มีโบราณสถานที่น่าสนใจมาก แถมการเดินทางไปอยุธยาก็มิได้ยากด้วย เนื้อหานี้จะพาไปพบกับ 10 ที่เที่ยวห้ามพลาด รับประกันโดย ‘สำนักงานจังหวัดอยุธยา’
 
1.พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย  อยุธยา

ทุ่งมะขามหย่องตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เคยเป็นสนามรบการสู้รบระหว่างไทย-พม่าหลายหน จนกระทั่งกำเนิดเป็นมหาความกล้าหาญคือ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระสุริโยทัยพระอัครมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปรจนถึงจำเป็นต้องพระแสงของ้าวสิ้นพระชนม์บนคอช้าง และก็ยังเป็นสมรภูมิในศึกอื่นๆอีกมาจำนวนมากรวมทั้งฉะนั้น ทางรัฐบาลก็เลยได้ทำโครงงานสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย เป็นแผนการจัดสร้างขึ้นตามพระราชดำริ รัฐบาลแล้วก็ประชาราษฎร์คนไทยได้ร่วมกันสร้างก้มเกล้าฯมอบเพื่อสรรเสริญสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2535
 
2.วัดมหาธาตุ  อยุธยา

เป็นปรางค์ที่สร้างในช่วงแรกของยุคอยุธยาซึ่งได้รับอิทธิพลของปรางค์เขมรคละเคล้าอยู่ ด้านล่างก่อสร้างด้วยศิลาแลงแต่ว่าที่เสริมใหม่ตอนบนเป็นก้อนอิฐถือปูน สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงซ่อมแซมพระปรางค์ใหม่โดยเสริมให้สูงยิ่งกว่าเดิม แต่ว่าในเวลานี้ยอดพังทลายลงมาเหลือเพียงแค่ชั้นมุขแค่นั้น รวมทั้งสิ่งที่น่าดึงดูดในวัดอีกอย่างคือ เศียรพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งมีรากไม้ปกคลุมรู้เรื่องว่าเศียรพุทธรูปนี้จะร่วงลงมาอยู่ที่โคนต้นไม้ในยุคเสียกรุงจนถึงรากไม้ขึ้นปกคลุมมีความสวยงามประหลาดตาไปอีกแบบ ตั้งอยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์

3.วัดพระราม  อยุธยา

เป็นวัดที่ใหญ่มหึมากว้างขวาง มีพระปรางค์ขนาดใหญ่เห็นชัดเจนแต่ไกล องค์ปรางค์ก่อด้วยก้อนอิฐสอปูน เป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาช่วงต้นที่นิยมทำเป็นพระปรางค์ เพราะเหตุว่าได้รับอิทธิพลแบบเขมรโบราณจากเมืองละโว้ (จังหวัดลพบุรี)
อยู่นอกเขตวังไปทางด้านทิศตะวันออก ตรงกันข้ามกับวิหารพระมงคลบพิตร สมเด็จพระราเมศวรทรงทำขึ้นตรงรอบๆที่ฌาปนกิจศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่1 (พระผู้เป็นเจ้าอู่ทอง) พระราชบิดา วัดนี้มีสระขนาดใหญ่อยู่หน้าวัด เมื่อมีการสร้างกรุงศรีอยุธยา น่าจะมีการขุดเอาดินในหนองมาถมพื้นที่วังแล้วก็วัด พื้นที่ที่ขุดเอาดินมาได้แปลงเป็นบึงใหญ่ สระมีชื่อปรากฎในกฎมณเฑียรบาลว่า “สระชีขัน” ถัดมาแปลงชื่อเป็น “บ่อน้ำพระราม” ปัจจุบันนี้เป็น “สวนสาธารณะบ่อน้ำพระราม” ซึ่งใช้เป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของชาวจ.พระนครศรีอยุธยา และก็สำหรับนักเดินทางที่มาเยือน
 
 
4.วัดแม่นางปลื้ม  อยุธยา
 

 

วัดเธอปลิ้ม แม่ยินดีเป็นประชาชนอยู่ริมน้ำชานพระนครคนเดียว ไม่มีบุตรหลาน วันหนึ่งสมเด็จพระกษัตริย์(ทรง)พายเรือมาแต่ท่านเดียว ท่ามกลางสายฝนเมื่อเสด็จมาถึงเห็น(ทอดพระเนตร)กระต๊อบยังมีแสงตะเกียงอยู่ เวลานั้นค่ำอยู่ สมเด็จพระนเรศวรจึงได้(ทรง)แวะขึ้นมาในกระท่อมเธอปลาบปลื้มเห็น ผู้ชายเสื้อผ้าแฉะขึ้นมา ก็เลยได้กล่าวเชิญด้วยความโอบอ้อมอารี แม้กระนั้นพระองค์ท่านทรงเสียงดังตามบุคลิกของทหารชาตินักรบ แม่ยินดีได้พูดตักเตือนว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าเสียงดังนักเลย ในขณะนี้เย็นมากมายแล้วเดี๋ยวพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงได้ยินจะโกรธเอาพระองค์กลับพูดด้วยเสียงอันดังขึ้นอีกว่า เราอยากดื่มน้ำจันทน์ เราแฉะเราหนาว ต้องการไดน้ำจันทน์ให้ร่างกานอบอุ่นพลันแม่ปลื้มยิงสะดุ้งมากยิ่งกว่าเดิมอีก เพราะวันนี้เป็นวันพระ แม่ยินดีได้บอกว่า หากจะดื่มจริงๆเจ้าจะต้องข้อตกลงว่า ไม่ให้เรื่องแพร่หลายเดี๋ยวพระเจ้า แผ่นดินรู้ จะอันตราย พระนเรศวรสัญญา แม่ยินดีจึงหยิบน้ำจันทน์ให้รับประทาน(เสวย) สมเด็จพระพระราชาได้ประทับพักแรมที่บ้านของแม่ปลื้มเช้าได้เสด็จกลับวัง ถัดมาได้จัดขบวนมารับแม่ปลาบปลื้มไปเลี้ยงในวัง ด้วยความที่แม่ยินดีเป้นคนมีเมตตา ควรรัภักดีต่อพระราชา ภายหลังจากแม่ปลื้มเสียชีวิต สมเด้จพระพระราชาจัดงานศพให้สมเกียรติ แล้วสมเด็จพระนเรศวรจึงสร้างวัดให้แม่ปลาบปลื้ม นามว่า “วัดเธอยินดี” พระประทานของที่นี่หมายถึงหลวงพ่อขาว ซึ่งงามมาก
 
 
5.วังช้างอยุธยา แล เพนียด

ลานพักช้างน้อย ลานนี้นับว่าเป็นลักษณะเด่นของวังช้างแห่งนี้เลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยงตรงได้เล่นกับช้างแสนน่ารักเยอะแยะ เมื่อเข้าไปจะมีข้าราชการคอยต้อนรับ มีบริการการถ่ายภาพกับช้าง ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าบริการเพียงแค่ท่านละ 40 บาท ถ้าไปในวันเสาร์อาทิตย์ หรือ วันหยุดนักขัตฤกษ์ จะได้ดูการโชว์ความสามารถของช้างน้อยประกอบกับเสียงเพลง มีคนพากษ์ แล้วก็เสริมด้วยกิจกรรมลอดท้องช้าง ให้เป็นสิริมงคลสำหรับแขก ถ้าไปวันปกติที่นี่ก็มีบริการขี่ช้างทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 - 17.00 น. หากผู้ใดกันพอใจที่จะมาพักค้างแรมเพื่อมาซึมซับกับวิถีชีวิตการเลี้ยงช้างของหมู่บ้านช้างเพนียดหลวง ก็สามารถติดต่อขอพักได้ในโครงงาน ‘ประสบการณ์คราวหนึ่งที่มาเลี้ยงช้างที่จังหวัดอยุธยา’ สามารถซักถามเพิ่มเติมถึงที่กะไว้ เลขโทรศัพท์ 08-6901-3981 หรือ 08-1821- 7065
 
 
6.วัดภูเขาทอง อยุธยา
 

เป็นวัดยอดนิยมมากมายวัดหนึ่งที่จะจำเป็นในเทศกาลไหว้พระเก้าวัด พระเจ้าหงสาวดีบุเรงท่วมเป็นผู้ผลิตภูเขาทองคำขึ้นเมื่อ พุทธศักราช 2112 คราวยกพลมาตีกรุงศรีอยุธยา เวลาที่ประทับอยู่จังหวัดอยุธยาได้สร้างพระเจดีย์เทือกเขาทองคำใหญ่แบบมอญขึ้นไว้เป็นของที่ระลึกเมื่อคราวรบชนะไทย โดยรูปแบบของฐานเจดีย์มีลักษณะคล้ายกับแบบมอญประเทศพม่า คาดการณ์ว่าสร้างเจดีย์องค์นี้ขึ้นเพื่อชัยชนะแม้กระนั้นทำได้เพียงแค่พื้นฐาน แล้วยกทัพกลับ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากพระราชสำนักหลวงไปราว 2 กม. สามารถใช้เส้นทางเดียวกับทางไปจังหวัดอ่างทอง ทางหลวงลำดับที่ 309 กิโลเมตรที่ 26จะมีป้ายสำหรับบอกทางแยกซ้ายไปวัดนี้ วัดเทือกเขาทองนี้หนังสือคำพูดกล่าวให้การคนเมืองเก่าพูดว่า ได้ผลิตขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวรเมื่อปี พุทธศักราช 1930 ครั้งสมเด็จพระพระราชามหาราชทรงกอบกู้เอกราชกลับมาเมื่อ พุทธศักราช 2127 จึงโปรดเกล้าให้สร้างเจดีย์แบบไทยไว้เหนือฐานแบบมอญและก็พม่าที่สร้างเพียงแต่พื้นฐานไว้ ในสมรภูมิทุ่งมะขามหย่อง ความสามารถช่างมอญเดิมก็เลยปรากฏเหลือเพียงแค่ฐานทักษิณด้านล่างแค่นั้น เจดีย์ภูเขาทองจึงมีลักษณะสถาปัตยกรรมสองแบบผสมกัน
 
อยุธยามิได้มีที่เที่ยวแค่เพียงนี้ แม้กระนั้นยังมีที่เที่ยวที่คอยคุณไปเยือนอีกเยอะแยะ เรียนข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้จากเว็บไซต์ 'สำนักงานจ.พระนครศรีอยุธยา'
 
 
7.ตลาดน้ำอโยธยา  อยุธยา


เป็นจุดศูนย์รวมนัก ท่องเที่ยวคนไทย และก็ชาวต่างประเทศที่กำลังจะได้เพลินใจไปกับบรรยากาศ และทิวภาพอันงดงามแบบไทยๆด้วยการเดินชมตลาดเพื่อชิมอาหารรสชาดอร่อยๆ เรียบลำคลองยาว หรือจะซื้อหาของกินของกำนัลบนร้าน ที่ตั้งเรียงรายอยู่ในเรือนไทยอันงาม รอบตลาดน้ำอโยธยาของพวกเรา ก็เพลินใจไม่แพ้กัน ในเวลาเดียวกันนี้ก็ยังมีเรือบริการรับส่ง ไปยังท่าเรือข้างในตลาดอีกด้วยเพื่อ สะท้อนถึงวิถีการ เดินทางในอดีตสมัย ตลาดน้ำอโยธยา เปิดให้บริการแต่ละวัน ในช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมาท่องเที่ยวคงจะเป็นตอนๆเย็นของทุกวัน เพราะแดดร่มลมตก อากาศเย็นสบายเดินช๊อปปิ้งบันเทิงใจแน่ๆ ยิ่งวันหยุดคนบางทีอาจจะมากหน่อยนะ มีของฝากและก็ ของกินมากให้กินกันทั้งวัน
 
8.วัดหน้าพระเมรุ  อยุธยา


เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ได้ถูกเมียนมาร์ทำลายแล้วก็ยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจ.พระนครศรีอยุธยา พระอุโบสถมีขนาดยาว 50 เมตร กว้าง 16 เมตรเป็นแบบอยุธยาตอนแรกซึ่งมีเสาอยู่ด้านใน ตั้งอยู่ริมลำคลองสระบัวด้านทิศเหนือของคูเมือง (เดิมเป็นแม่น้ำลพบุรี) ตรงกันข้ามกับพระราชสำนักหลวง สร้างในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้น พุทธศักราช 2046 มีชื่อเดิมว่า “วัดพระเมรุราชิการาม” ซึ่งมีอยู่ข้างพระอุโบสถ พุทธรูปหินแบบนั่งแขวนพระบาทยุคทวาราวดีนี้ นับเป็น 1 ใน 5 องค์ที่มีอยู่ในประเทศไทย
 
9.วัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา


เป็นวัดสำคัญที่สร้างอยู่ในพระราชวังหลวงเปรียบเทียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งกรุงเทพฯหรือวัดมหาธาตุที่กรุงจังหวัดสุโขทัย ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทองคำ) ทรงสร้างพระราชมนเทียรเป็นที่ประทับที่บริเวณนี้ ถัดมาสมเด็จพระบรมไตรโลกท้องนาถทรงย้ายพระราชวังขึ้นไปทางด้านเหนือแล้วก็อุทิศที่ดินเดิมให้สร้างวัดขึ้นข้างในเขตวังรวมทั้งโปรดเกล้าฯให้สร้างเขตพุทธาวาสขึ้น เพื่อเป็นที่สำหรับประกอบพิธีสำคัญต่างๆก็เลยเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ถัดมาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสถูปใหญ่สององค์เมื่อ พุทธศักราช2035 องค์แรกทางทิศตะวันออกเพื่อใส่พระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมตรีโลกที่นาถพระราชบิดาและก็องค์ลำดับที่สองคือองค์กึ่งกลางเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 พระบรมเชษฐา ถัดมาในปี พ.ศ. 2042 ทรงสร้างพระวิหารขนาดใหญ่และก็ในปี พุทธศักราช2043 ทรงหล่อพุทธรูปยืนสูง 8 วา (16 เมตร) ห่อหุ้มด้วยทองคำหนัก 286 ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม) ติดตั้งเอาไว้ในวิหาร พระนามว่า “พระศรีสรรเพชญดาญาณ” ซึ่งตอนหลังเมื่อคราวเสียกรุง พ.ศ. 2310 พม่าได้เผาลอกทองไปหมด ในยุครัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้เชิญชิ้นส่วนทรุดโทรมของพระประธานองค์นี้ลงมาจังหวัดกรุงเทพมหานครและใส่ชิ้นส่วนซึ่งซ่อมแซมมิได้เหล่านั้นเอาไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นแล้วพระราชทานชื่อเจดีย์ว่า “เจดีย์สรรเพชญดาญาณ” สำหรับเจดีย์องค์ที่สามถัดมาทางทิศตะวันตก สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระหน่อพุทธางกูร) ลูกชายได้โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อใส่พระบรมอัฐิของสมเด็จพระรามาหัวหน้าที่ 2 เจดีย์สามองค์นี้เป็นเจดีย์แบบลังกา ระหว่างเจดีย์แต่ละองค์มีมณฑปก่อคั่นไว้ซึ่งคงจะมีการสร้างในราวรัชกาลสมเด็จพระเจ้าพระราชวังทองคำ แล้วก็มีร่องรอยการบูรณะ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารพระมงคลบพิตรในเขตสวนประวัติศาสตร์จังหวัดอยุธยา
 
 
10.วัดใหญ่ชัยมงคล  อยุธยา



 

วัดใหญ่ชัยมงคลถือได้ว่าวัดมีความจำเป็นทางประวัติศาตร์เยอะที่สุดรวมทั้งเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดวัดหนึ่งในจ.พระนครศรีอยุธยา จึงเป็นธรรมดาที่จะพบเจอนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเดินทางมายังวัดที่นี้ จุดสนใจของวัดใหญ่ชัยมงคลนี้ เป็นเรื่องราวทางประวัติศาตร์ในยุคกรุงศรีอยุธยา รวมไปถึงสถาปัตยกรรมที่เด่น ชมเจดีย์ที่สูงที่สุดในอยุธยา ด้านหลังวัดมีตำหนักสมเด็จพระพระราชามหาราช ให้ผู้นับถือเลื่อมใสเข้ามาเคารพบูชา นอกจากนี้ รอบๆ บริเวณยังมีมีสวนหย่อมที่สวยงามให้พักผ่อนอีกด้วยนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเที่ยวอยุธยาจึงไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง
 
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ไหว้พระ อยุธยา

ที่มา : http://travel.sanook.com/1390156

Tags :  ไหว้พระ 9 วัดอยุธยา, ที่เที่ยวอยุธยา, ร้านอาหารอยุธยา