แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 11
1

น้ำมันนวดสมุนไพร
ฆ่าความปวด หวดความอ่อนเพลีย
            สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกรอบ คราวนี้พวกเราจะมารีวิวผลิตภัณฑ์เหมือนเดิมแต่จะแน่นวิชาการสักนิดสักหน่อย เพราะครั้งนี้จะมีรายละเอียดข้อมูลที่ได้รับมาจากแหลงต่างๆมาอธิบายด้วยขา เพราะว่าเป็นผลิตภัณฑ์คลายกล้ามเนื้อ ซึ่งพวกเราเองเคยใช้ยามาหลายตัวเช่นกัน มาดูกันดีกว่าคะ
          [url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url] ลักษณะของการปวดเมื่อยร่างกายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา รวมทั้งเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะคนที่ทำกิจกรรมบางอย่างในท่าเดิมนานๆเช่น พนักงานสำนักงาน หรือผู้ที่ออกแรงกล้ามมากเกินไป ซึ่งถ้าหากเกิดอาการปวดเมื่อยล้าขึ้นมาแล้ว หลายๆคนก็เลือกที่จะทุเลาอาการปวดด้วยยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อลักษณะของการปวดปวดเมื่อยเนื้อตัวหายไปเร็ว วันนี้ เราจะมารีทิวทัศน์ผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยสำหรับในการลดลักษณะของการปวดเมื่อยล้ากล้ามเนื้อกันนะคะ มาดูกันว่ายาคลายกล้ามส่วนใหญ่แล้วเป็นอย่างไร บอกกันกล้วยๆเป็น ถ้าเรากำเนิดอาการปวดปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคนส่วนมากและจากนั้นก็จะเลือกหาน้ำมันนวดยาคลายกล้าม ดังเช่น ยาพารา บางทีก็อาจจะเป็นยาคลายกล้ามแบบเม็ด หรือแบบที่เป็นครีมนวด ซึ่งมักจะเป็นยาใช้บรรเทาลักษณะของการเจ็บปวดฉับพลันจากการที่กล้ามหดเกร็ง เพราะการบาดเจ็บหรือโรคที่เกี่ยวโยงกับกล้ามและกระดูก ซึ่งยาบางชนิดจะมีสารสเตอรอยด์ผสมอยู่ด้วย และก็ถ้าหากรับประทานยาคลายกล้ามมากมายๆบางทีอาจเสี่ยง กระตุ้นให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นขึ้นมาอีก ซึ่งวันนี้ พวกเรามีผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งมาเสนอแนะ ซึ่งบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อได้ ลองมามองกันนะคะว่า ผลิตภัณฑ์ตัวนี้เป็นอย่างไร
            มาดูประโยชน์ที่ได้รับมาจากน้ำมันนวดกันจ้ะ

  • ปวดก้านคอ บ่า ไหล่ จากการนั่งทํางานนานๆทํางานหน้าคอมฯ Office syndrome เป็นต้น
  • คนทํางานที่จำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อ ดังเช่น ยกของหนัก
  • นักกีฬา หรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากการออกกําลังกาย
  • นักท่องเที่ยว นักเดินทาง
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับ กระดูก ข้อต่อ เอ็น กล้าม ดังเช่นว่า ข้อเข่าอักเสบ, เอ็นอักเสบ, กระดูกทับ เส้นประสาท ฯลฯ
          ซึ่งพวกเรามาดูผลกระทบจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อกัน
ทำไมถึงจะต้องเลือก น้ำมันนวดเนื่องจากว่า ยาคลายกล้ามปกติที่เราทาน ทำให้กล้ามรู้สึกหายปกติจริง เราจะคิดว่ามันหายเป็นปกติ รวมทั้งบริหารร่างกายได้ปกติไม่เจ็บ แม้กระนั้นที่จริงแล้วกล้ามยังอักเสบอยู่ ถ้าเกิดเรายังใช้งานกล้ามเนื้อเหมือนเดิมจะทำให้กล้ามเนื้ออักเสบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การที่รับประทานยาแล้วออกกำลังกายส่วนนั้นต่อเป็นเวลานานๆเข้า ก็บางทีอาจจะอัดเสบเรื้อรังได้ อันนี้เป็นข้อผลร้ายทางอ้อมมาจากการทานยาคลายกล้าม ซึ่งคนส่วนมากแล้วก็จะใช้กล้ามเนื้อหรือทำงานปกติทุกสิ่งทุกอย่างเพราะเหตุว่าเราไม่รู้เรื่องสึกปวดหรือเจ็บแล้ว ซึ่งมันเป็นอะไรที่ผิดด้วยเหตุว่าการทานยาคลายกล้ามเนื้อยาเมื่อเราทาน
ข้อเสนอเป็น หลังจากใช้ยาแล้ว 48 ชั่วโมงให้ยาหมดฤทธิ์แล้วจริงๆนะคะ จึงค่อยไปออกกำลังกายหรือปฏิบัติงานตามปกติจ้ะ ส่วนจำต้องพักนานขนาดไหนนั้น ไม่มีผู้ใดรู้ดีเท่าตัวคุณว่าร่างกายของคุณเป็นอย่างไรเพราะมีหลายต้นสายปลายเหตุร่วมกัน เช่นว่าเราเจ็บแค่ไหน รักษายังไง รับประทานยาแล้วปลดปล่อยให้ร่างกายปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมตนเอง อย่างงี้นานหน่อยนะคะ ซึ่งนอกเหนือจากที่จะกินยาแล้วเนี่ยจำต้องกายภาพบำบัดช่วยนะคะ ดังเช่นว่า ยืดกล้าม ประคบ นวด อย่างถูกวิธีนะคะ ขอย้ำนะคะจำต้องถูกวิธี
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะกับใครบ้าง?

  • คนที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก
  • คนที่ปวดมือแล้วก็คอจากการเล่นมือถือ
  • ปวดหลังจาก Office syndrome
  • คนที่ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • คนที่ปวดเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • ผู้ที่ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • เจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท จนกระทั่งปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นมือถือ
  • เมื่อยจากการทำงานหนัก
  • ช๊อปจัดหนัก จนปวดขา


          และก็หลังจากที่ เราได้ตรวจสอบและลองใช้แล้วนะคะ มันได้ผลดีจริงๆจุดเด่นของมันเป็น ซึมซาบเร็วแห้งเร็วไม่เหนียวเหนอะหนะ อีกอย่างก็คือใช้ง่ายจ้ะ ข้อเสนอสำหรับในการใช้นะคะ คือนอกเหนือจากที่จะพ้นตัวยาจะเบาๆซึมเข้าไปข้างใน 5 นาที อากาศจะเริ่มบรรเทาลง ซึ่งบางบุคคลบางครั้งก็อาจจะพ้นสเปรย์ไปเฉยๆและจากนั้นก็คอยให้มันแห้งก็ได้ แต่ถ้าเกิดนวดอย่านวดแรงเกินไป ให้นวดเบาๆพอนะคะ มันจะก่อให้เห็นผลได้ดีขึ้น ซึ่งผลที่ได้นะคะ หลังจากที่ได้ใช้แล้วทีนี้คืออาการปวดเมื่อยล้าจากการหักโหมออกกำลังกายของพวกเราก็หายไป ตอนต้นพวกเราปวดขามากเลยเพราะว่าวิ่งเหลือเกิน ลงไปแล้วเช็ดเบาๆแล้วทิ้งไว้สักราวๆ 5 นาทีนะ จะคิดว่าอากาศมัน ไม่มีผลข้างๆใดๆเลยนะคะ คือเคยปวดขาจนอยากตัดขาทิ้งนะ แต่ว่าปานกลางสเปรย์ตัวนี้ไปแล้วนอนพักตื่นตอนเช้ามาหายเป็นปลิดทิ้งเลย ความรู้สึกก่อนหน้านี้ที่แบบปวดขามากมายก็หาย ตอนนี้ผ่านมาได้7 วันแล้ว ไม่มีลักษณะของการปวดกลับมาคะ ซึ่งเห็นผลก้าวหน้าทีเดียว ดีมากยิ่งกว่าทานยาเม็ดอีก
          สำหรับคนใดกันแน่ที่  มีน้ำมันนวดติดบ้านกันไว้ก็ดีแล้วนะคะ เนื้อหานี้เป็นเพียงรีวิวการใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นความความเห็นส่วนตัวเท่านั้นนะคะมิได้ขายคออะไร พวกเราใช้แล้วเห็นผลจริงก็เลยมาบอกต่อซึ่ง บทความนี้เราได้หารายละเอียดต่างๆนอกเหนือจากนี้จากเว็บต่างๆนะคะ เพื่อมาประกอบสำหรับการรีวิว ซึ่งถ้ามีข้อผิดพลาดประการใด สามารถแนะนำและแนะนำกันเข้ามาได้ และสามารถติดตามบทความรีวิว ของเราได้เรื่อยเลย แล้วก็พวกเราจะมีผลิตภัณฑ์ดีๆตัวไหนมาชี้แนะอีกห้ามพลาดเด็ดขาดนะคะ เจอกันในบทความหน้า สวัสดีจ้ะ

2

น้ำมันนวดสมุนไพร
โรคนี้จะไม่สามารถที่จะหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่อาจจะหายขาดได้เอง แม้ว่าอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงลดน้อยลงก็ตาม แล้วก็สุดท้ายก็จะกลายเป็นโรคเรื้อรังและก็ก่อให้เกิดความลำบากในการดำรงชีพเพิ่มมากขึ้น
1.น้ำมันนวด จะเข้าไปช่วยกระตุ้นหลักการทำงานของระบบประสาท ให้ดำเนินงานก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ลดอาการตึงเครียดให้พวกเราผ่อนคลายจากการความอ่อนแรงและก็ความอ่อนล้าสะสม
2.การนวดน้ำมัน จะเข้าช่วยการกระตุ้นลักษณะการทำงานของเลือด ให้ทำงานก้าวหน้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและก็สามารถหล่อเลี้ยงออกสิเจนแล้วก็สารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน คุ้มครองป้องกันโรคต่างๆรวมทั้งลดระดับความดันโลหิตได้ดีด้วย
3.เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมบำรุงและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆในร่างกายให้ดำเนินการได้ดีแล้วก็มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดสารพิษ อีกทั้งภายในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น มองผ่องใสแล้วก็ชีวิตชีวาเยอะขึ้น
5.น้ำมันนวดช่วยในเรื่องการนอนให้ดีขึ้นกว่าเดิม ผ่อนคลายสมองและร่างกายต่างๆมีผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนสนิทได้ดีกว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้อย่างดีเยี่ยม
นอกจากนั้นการนวดน้ำมันยังมีประโยชน์อีกหลายอย่างต่อสุขภาพร่างกาย ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางแก่คนรักสุขภาพได้อย่างยอดเยี่ยม
ลดอาการปวดหัวไมเกรน
     สำหรับผู้ที่เคยทรมาทรกรรมจากลักษณะของการปวดหัวไมเกรนอยู่หลายครั้ง แพทย์ก็ได้ชี้แนะให้ลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการค้นคว้าของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถทุเลาอาการข้างเคียงของโรคไมเกรน และนอนได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
น้ำมันนวด[/url] สมารถเเก้อาการปวดหลัง เป็นอาการที่ทุกคนจำต้องเคยเผชิญ ซึ่งเพียงพอปวดหลังขึ้นมาทีไรเราก็อยากจะเอนหลังพักผ่อน หรือไม่ก็ไปนวดผ่อนคลายลักษณะของการปวดปวดเมื่อย แม้ว่าจริงแล้วลักษณะของการปวดข้างหลังบางทีอาจจะมิได้มีเหตุที่เกิดจากลักษณะของการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเพียงเท่านั้น แม้กระนั้นยังอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะปัญหาสุขภาพอื่นๆได้อีกเยอะแยะ เป็นต้นว่าที่พวกเราจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจต้นเหตุของอาการปวดหลังทางขวา ว่ามีเหตุมาจากอะไรและก็อันตรายไหม เพื่อจะได้รู้ทันอาการเจ็บเจ็บไข้ของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาที่อยู่ข้างบน
          ลักษณะของการปวดหลังข้างขวาด้านบน เป็นลักษณะของการปวดหลังที่อยู่บริเวณตั้งแต่รอบๆด้านหลังไหล่ไปจนถึงใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายกรณีด้วยกัน โดยต้นสายปลายเหตุที่มักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดลักษณะของการปวดข้างหลังด้านบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานๆหรือชูของหนักผิดท่า


          น้ำมันนวดสามารถช่วยการชูของหนักหรือการนั่งทำงานในท่าทีที่ผิดจำต้องต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆๆก็เป็นต้นเหตุที่นำมาซึ่งอาการปวดกล้ามรอบๆหลังส่วนบนด้านขวาได้  โดยรอบๆหลังส่วนบน เว้นเสียแต่กล้ามเนื้อหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อไหล่รวมทั้งกล้ามคอ เพราะฉะนั้นถ้าหากมีลักษณะอาการปวดหลังขวาที่อยู่ข้างบนจากการใช้งานหนักก็ชอบมีลักษณะปวดคอรวมทั้งไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย ทราบแบบนี้แล้วถ้าเกิดผู้ใดกันแน่ที่ยังนั่งดำเนินงานในท่าเดิมนานๆก็ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ แล้วก็ควรนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งดำเนินงานที่ถูกต้องก็คือควรจะให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาค่ะ


ความไม่ดีเหมือนปกติของกระดูกและก็ข้อ


          ม้ำมันนวดกระดูกบริเวณหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง แล้วก็กระดูกต้นแขน ซึ่งหากว่าเกิดความไม่ปกติกับกระดูกกลุ่มนี้ก็อาจจะส่งผลให้บริเวณหลังด้านขวาทางด้านบนกำเนิดลักษณะของการปวดได้ โดยต้นสายปลายเหตุที่ทำให้กระดูกเปลี่ยนไปจากปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่ข้างหลังส่วนบนขวามีการอักเสบ ยิ่งไปกว่านี้ภาวการณ์กระดูกพรุนก็สามารถส่งผลให้เกิดอาการปวดที่กระดูกบริเวณด้านขวาทางด้านบนได้ ช่วงเวลาที่คนเจ็บโรคมะเร็งบางประเภทในระยะแพร่ไป อย่างโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ รวมทั้งโรคมะเร็งไต ก็จะมีลักษณะอาการปวดกระดูกรอบๆหลังส่วนบนเช่นกัน


ความแปลกของอวัยวะภายใน


          ลักษณะของการปวดข้างหลังส่วนบนขวาไม่ได้เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากกล้ามแล้วก็กระดูกรอบๆหลังส่วนบนเท่านั้น แต่ว่ายังอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากลักษณะของการเจ็บป่วยของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายได้ อาทิเช่น โรคตับ นิ่วในไตและในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้แต่อาการติดเชื้อในไต หรืออาจจะเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดลุกลามขึ้นบริเวณหลังด้านขวาก็ได้ ส่วนคุณสุภาพสตรี แม้มีลักษณะปวดที่ข้างหลังส่วนบนขวา โน่นบางทีอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การตำหนิดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูกที่บริเวณท่อรังไข่ได้อีกด้วยค่ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          น้ำมันนวด ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับหลังส่วนบนพอดิบพอดี ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อปอดมีความผิดธรรมดาก็สามารถทำให้เกิดลักษณะของการปวดหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะนำมาซึ่งอาการปวดข้างหลังข้างบนขวาก็เช่น โรคปอดอักเสบ โรคมะเร็ง อาการติดโรคของเยื่อหุ้มปอดหรือช่องอก นอกจากนั้นอาการน้ำหลากปอด หรือแม้กระทั้งหัวใจล้มเหลว ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังขวาที่อยู่ข้างบนได้ ด้วยเหตุนั้นถ้ามีอาการปวดที่หลังด้านบนขวาแบบเรื้อรังแล้วก็ร้ายแรง ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดค่ะ

Tags : น้ำมันนวดสมุนไพร

3

รางจืด
ชื่อสมุนไพร  ยาเขียว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน กำลังช้างเผือก , ขอยชะนาง , รางเอ็น , เครือชาเขียว (ภาคกึ่งกลาง) , ยาเขียว , เครือเข้าเย็น , หนามแน้ (ภาคเหนือ) , ดุเหว่า (ปัตตานี) , น้ำขัง (สระบุรี) , ทิดพุด (นครศรีธรรมราช) , คาย (ยะลา) , แอดแอ ,ย้ำแย้ (จังหวัดเพชรบูรณ์) หน้าจอลอดิเออ , ซั้งถะ ,พอเพียงหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ  Blue trumphet vine , Laurel clockvine
ชื่อวิทยาศาสตร์  Thumbergia laurifolia Lindl
วงศ์    Acanthaceae
บ้านเกิด ยาเขียวเป็นพืชเถาในเขตร้อนรวมทั้งเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย เช่น ประเทศแถบประเทศอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา เมียนมาร์ ไทย มาเลเซีย อินโนดีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งเขตกวางตุ้ง ประเทศจีน แล้วก็ไตหวัน ในประเทศไทยพบได้บ่อยตามป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้นทั่วไป ในทุกภาคของประเทศ รวมทั้งเป็นพืชที่ชอบเติบโตได้เร็วมาก แต่เดี๋ยวนี้นิยมปลูกตามบ้านช่องทั่วๆไป เพราะมีการทำการวิจัยออกมาว่าสามารถกำจัด/ล้างสารพิษในร่างกายได้
ลักษณะทั่วไป
ต้นรางจืดเป็นไม้เถาสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพาดพันขึ้นหุ้มต้นไม้ใหญ่ๆได้อีกทั้งต้น เถามีลักษณะกลม อย่างเช่น ข้อข้อ สีเขียว วาว เมื่อเถาแก่เป็นสีน้ำตาลมากขึ้น และยาวได้มากกว่า 10 เมตร ใบเป็นใบคนเดียวสีเขียวเข้มออกเป็นคู่ตรงกันข้ามตรงข้อของลำต้น ใบมีลักษณะเหมือนใบย่านางรูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 ซม. (เซนติเมตร) ยาว 8-15 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบหรือหยักตื้น เส้นใบมี 5 เส้น ออกฐานใบเดียวกัน  ดอก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ 3-4  ดอก กลีบแผ่ขยายออกเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวราว 1 เซนติเมตร มักมีน้ำหวานบรรจุอยู่ในหลอด ดอกมีสีม่วงปนน้ำเงิน ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1 ซม. เมื่อผลแห้งแล้ว จะแตก 2 ด้าน จากจะงอยส่วนบน มักมีดอกในช่วงฤดูหนาว (พ.ย.-จับพาพันธ์) ดอกที่โรยแล้วบางดอกบางทีอาจติดผล เมื่อแก่เปลือก ผลเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็น 2 ส่วน เม็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆคล้ายหนามอยู่บนเปลือกเม็ด และก็สามารถนำไปเพาะแพร่พันธุ์ต่อไปได้
การขยายพันธุ์
รางจืดสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือปักชำ สำหรับการปักชำจะใช้กิ่งพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี หรือกิ่งจำพวกแก่ที่สีน้ำตาลอมเขียว ด้วยการตัดกิ่งยาว 20-30 เซนติเมตร โดยให้มีตากิ่งหรือข้อกิ่งติดมาขั้นต่ำ 1-2 ตา แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยนำปักชำในทรายหรือแกลบที่ไม่มีดินแล้วรดน้ำให้ชุ่มจนรากแตกหน่อแล้วจากนั้นจึงค่อยนำไปลงถุงเพาะชำเพื่อลงปลูกถัดไป หรือปักชำลงดินรอบๆที่อยากได้ปลูก แล้วก็รดน้ำสม่ำเสมอ 1-2 ครั้ง/วัน จนกระทั่งกิ่งเริ่มแทงยอดอ่อน
สำหรับในการปลูกจากการเพาะเม็ดนั้น นับว่าเป็นแนวทางที่สามารถได้ต้นที่มีความแข็งแรงที่สุด เนื่องจากว่าจะได้ต้นที่สามารถแตกกิ่งกิ้งก้านได้มาก กิ่งแขนงยาวได้หลายเมตร และก็ลำต้นมีอายุนานมากกว่าการปลูกจากต้นเพาะชำ
แต่การขยายพันธุ์ยาเขียวโดยมากชอบนิยมใช้แนวทางการปักชำมากยิ่งกว่า เพราะว่าโอกาสในการงอกมีมากยิ่งกว่า รวมทั้งใช้เวลาน้อยกว่าการเพาะเมล็ด สำหรับวิธีการปลูกรางจืดนั้นมีดังนี้  นำเอากิ่งที่ได้จากการปักชำ หรือต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเม็ด มาปลูกลงดินโดยให้ขุดหลุมปลูกมีความกว้างลึกประมาณ 1x1 ฟุต แล้วรองตูดหลุมด้วยปุ๋ยคอกราว 1 ใน 4 ของหลุม กลบดินนิดหน่อย วางกิ่งปลูกหรือต้นกล้าลงกึ่งกลางหลุมแล้วกลบขอบดินให้แน่น รดน้ำตามให้เปียกแฉะ ควรจะปลูกขอบรั้วหรือกำแพงเพื่อให้เถารางจืดสามารถยึดเกาะแล้วก็เลื้อยพาดไปได้ หรือไม่ก็ทำค้างให้เถารางจืดเกาะเลื้อย  รางจืดเป็นไม้ที่สามารถรุ่งโรจน์ก้าวหน้าในดินแทบทุกชนิด และก็เป็นไม้ที่อยากแดดปานกลาง คือ ไม่ได้อยากต้องการแสงอาทิตย์ที่จัดมากเกินความจำเป็น แล้วก็มีความต้องการน้ำปานกลาง ในระยะต้นปลูกต้องรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดระยะเวลา เมื่อต้นโตแล้วให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเวลาเช้า ส่วนการให้ปุ๋ยนั้นใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยคอก ใส่รอบๆโคนต้นปีละ 2 ครั้ง โดยการพรวนดินโคนต้นให้ร่วนซะก่อนก็เลยให้ปุ๋ย แล้วรดน้ำตาม
การเก็บใบยาเขียว  สำหรับใบรางจืดที่จะเก็บมาใช้ทางยา ควรเก็บจากต้นที่แก่ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป และให้ทยอยเก็บจากใบข้างล่างรอบๆโคนกิ่งก่อน แล้วก็ค่อยเก็บไปจนกระทั่งกลางกิ่ง ไม่ควรเก็บให้ถึงรอบๆปลายกิ่งหลังจากเก็บมาแล้ว แม้ไม่ใช้โดยทันที ให้นำใบมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำไปผึ่งแดด 5-7 แดด เมื่อแห้งแล้วให้เก็บใสถุงหรือกล่องไว้ ระวังอย่าให้โดนน้ำ เนื่องจากว่าอาจเกิดเชื้อราได้
องค์ประกอบทางเคมี ฟลาโวนอยด์, ฟีนอลิก, apigenin, cosmosin, delphinidin-3,5-di-O-beta-D-glucoside, chlorogenic acid, caffeic acid, lutein – Chlorophyll a Chlorophyll b  Pheophorbide a  Pheophytin a
คุณประโยชน์ / คุณประโยชน์
                ยาเขียวจัดเป็นยารสเย็นใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้ ถอนพิษผิดสำแดง แล้วก็พิษอื่นๆใช้แก้ร้อนใน อยากกินน้ำ รักษาโรคอาการหอบหืดเรื้อรัง แล้วก็แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆใช้แก้พิษเบื่อเมาเนื่องมาจากเห็ดพิษ สารหนู หรือสารกำจัดแมลง
                หนังสือเรียนยาไทย: ใบ ราก และเถา รสจืดเย็น ตำคั้น หรือเอารากฝนกับน้ำ หรือต้มเอาน้ำยาดื่มทำลายพิษ แก้ไข้ ทำลายพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในหิวน้ำ แก้ประจำเดือนผิดปกติ แก้ปวดหู ตำพอก แก้ปวดบวม เถาแล้วก็ใบ กินแก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้พิษร้อนต่างๆราก รสจืดเย็น แก้อักเสบ แก้ปวดบวม แก้แฮงค์ แก้อาการปวดหัวมึนหัวอันเนื่องมาจากพิษเหล้า ถอนพิษเหล้า พิษตกค้างภายในร่างกาย ใช้รากเข้ายารักษาโรคอักเสบและก็ปอดบวม รากและก็เถา ใช้กินเป็นยารักษาอาการร้อนในหิวน้ำ รักษาพิษร้อนทั้งมวล อีกทั้งต้น รสจืดเย็น ถอนพิษยาเบื่อเมา หรือใช้ปรุงเป็นยาเขียว ทำลายพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดง พิษเบื่อเมาเนื่องมาจากเห็ดพิษ สารหนู หรือสารกำจัดแมลง และพิษทั้งมวล  รักษาหอบหืดเรื้อรัง แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆปรุงยาแก้มะเร็ง แพทย์ยาแผนไทยใช้เพื่อช่วยจับสารพิษในตับหรือล้างพิษในตับ
           สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา: ใช้ ใบรวมทั้งราก ปรุงเป็นยาถอนพิษไข้ เป็นยาพอกรอยแผล น้ำร้อนลวก ไฟเผา ทำลายพิษยากำจัดแมลง พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากดื่มเหล้ามากเกินไป หรือยาเบื่อชนิดต่างๆ(กล่าวว่ารากรางจืดมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า))
           ตำรายาท้องถิ่นนครราชสีมา: ใช้ ใบ แก้โรคเบาหวาน
           ประเทศมาเลเซีย: ใช้ใบแก้ประจำเดือนไม่ดีเหมือนปกติ แก้ปวดบวม
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการทำการวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณของรางจืดมานานแล้ว ซึ่งมีผลการศึกษาเรียนรู้ ดังต่อไปนี้

  • พ.ศ. 2521 นักค้นคว้าจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มัธยมมหิดล เป็นกรุ๊ปแรกที่ทดสอบป้อนผงรากรางจืดให้หนูทดลองก่อนให้น้ำยาสตริกนินแต่พบว่าไม่ได้เรื่อง หนูชักแล้วก็ตาย แม้กระนั้นถ้าหากผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อน พบว่าหนูทดลองไม่เป็นอะไร มีความหมายว่าผงรากยาเขียวสามารถดูดซับสารพิษชนิดนี้ไว้
  • พ.ศ. 2523 อาจารย์พระสรัสวดี เตชะเสนแล้วก็แผนก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้น้ำคั้นใบรางจืดป้อนหนูทดลองที่กินยากำจัดศัตรูพืช“โฟลิดอล”พบว่าแก้พิษได้ ลดอัตราการตายลงจาก 56% เหลือแค่ 5% แค่นั้น ตอนที่กรรมวิธีฉีดกลับไม่ได้เรื่อง
  • พ.ศ. 2551 สุชาสินี คงกระพันชาตรีธ์ ใช้สารสกัดแห้งใบรางจืดป้อนหนูทดลองที่ได้รับสารกำจัดศัตรูพืชกรุ๊ปออร์แกนโนฟอสเฟตชื่อมาราไธออนพบว่าช่วยได้ 30%
  • พ.ศ. 2553 จิตบรรจง ตั้งปอง มหาวิทยาลัยวงกลมลักษณ์ พบว่าสารประกอบในใบยาเขียวช่วยปกป้องการเสียชีวิตของเซลล์ประสาทของตัวทดลองที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว จึงสามารถคุ้มครองปกป้องสูญเสียการเรียนรู้แล้วก็ความจำได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง


มีการวิจัยเรื่องใบรางจืดสามารถป้องกันตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่กำจัดสารพิษภายในร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของคนที่ได้รับพิษ พุทธศักราช 2543 รายงานวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าสารสกัดแห้งของน้ำใบรางจืดน่าจะส่งผลลดความเป็นพิษของตับจากแอลกอฮอล์ได้ พ.ศ. 2548 พรเพ็ญ เปรมโยธิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานผลว่าสารสกัดน้ำรางจืดแสดงฤทธิ์ดังกล่าวข้างต้น ในหลอดทดลองรวมทั้งในตัวทดลอง  แล้วยังพบว่า สารสกัดน้ำใบรางจืดมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระด้วย
นอกเหนือจากนั้นยังมีการใช้ประโยชน์จากรางจืดอีกอาทิเช่น ยอดอ่อน ดอกอ่อนสามารถใช้กินเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวก แกงรับประทาน ก็ทำได้อย่างกับผักท้องถิ่นปกติ ยิ่งไปกว่านี้เด็กๆตามบ้านนอกยังนิยมดื่มน้ำหวานจากดอกรางจืดที่บ้านได้อีกด้วย โดยไม่เป็นอันตรายใดๆแต่ว่าแม้กระนั้น การกินรางจืดในปริมาณติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งอาจจะจำเป็นต้องรอติดตามการเปลี่ยนแปลงของเลือดวิทยาหรือเคมีคลินิกที่อาจเกิดขึ้นถัดไปด้วย
ชารางจืด ใบยาเขียวสามารถนำมาหั่นเป็นฝอย ตากลมให้แห้งแล้วเอามาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาได้ และยังมีกลิ่นหอมรวมถึงยังช่วยล้างพิษในร่างกายได้อีกด้วย  ในปัจจุบันได้มีการนำสมุนไพรรางจืดมาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ แคปซูลยาเขียวหรือรางจืดแคปซูล เพื่อความสบายรวมทั้งง่ายต่อการใช้ประโยชน์  ดอกรางจืด นำมาบดอย่างรอบคอบผสมกับน้ำ แล้วกรองแยกกาก ก่อนนำน้ำที่ได้ใช้ทำขนมหวาน ใช้หุงข้าว หรือใช้ทำสีผสมอาหารอื่นๆซึ่งจะให้สีม่วงอ่อนหรือสีคราม หรือสีอื่นตามชนิดสีของดอก
คนรุ่นก่อนมีความคิดว่า การกินน้ำต้มจากยาเขียวสามารถช่วยแก้คุณไสย ยาสั่งหรือมนต์ดำที่คนอื่นๆทำแก่ตนได้  ใบรางจืดตากแห้งแล้ว นำมาบดให้ถี่ถ้วน ใช้ผสมในอาหารสัตว์ อาทิ อาหารหมู ของกินไก่ ฯลฯ ช่วยเสริมภูมิต้านทานต่อโรค รวมทั้งช่วยรักษาให้สัตว์มีอัตราการรอคอยดสูงขึ้นหลังจากที่ได้รับเชื้อโรค

รูปแบบ/ขนาดการใช้ สำหรับเพื่อการรักษาพิษ ใช้ใบสด 10 -12 ใบ เอามาตำจนละเอียดผสมกับน้ำแช่ข้าวโดยประมาณครึ่งแก้ว ส่วนการใช้ผลดีจากรากยาเขียวในการรักษาพิษ ใช้ราก 1-20 องคุลี ให้นำมาฝนหรือนำมาตำกับน้ำแช่ข้าว แล้วนำมาดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ และก็บางครั้งอาจจะจะต้องใช้ซ้ำอีกข้างในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเช่นเดียวกับการกางใบยาเขียว  หรือใช้ใบรางจืดทำเป็นชาแล้วรับประทานครั้งละ 2-3 กรัม โดยชงกันน้ำร้อน 100-200 ซีซี วันละ 3 คราวก่อนของกินหรือเมื่อมีลักษณะอาการ รักษาโรคโรคเบาหวาน ให้ใช้ใบยาเขียวโดยประมาณ 58 ใบ มาโขลกอย่างรอบคอบแล้วผสมกับน้ำซาวข้าวกินครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา แก้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดการเกิดโรคผิวหนัง โดยใช้ใบหรือเถาสด 10-15 ใบหรือเถาขนาดยาว 10 ซม. ต้มในน้ำประมาณ 10 ลิตร อาบทุกเมื่อเชื่อวัน ประมาณ 5-7 วัน  แก้ปวดเมื่อย โดยนำใบ 10-20 ใบ หรือ ใช้เถาตัดเป็นชิ้นๆยาว 1-2 นิ้ว ก่อนนำไปแช่เหล้าดื่มทุกส่วนนำมาตำหรือบดผสมน้ำ ใช้สำหรับพอกแผล ยับยั้งลักษณะของการปวด ลดอาการบวม รวมทั้งกำจัดพิษจากสัตว์ต่อย เป็นต้นว่า งูกัด แมงป่อง ตะขาบ แมงดาทะเล           ทุกส่วนออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาแผล ได้แก่ รักษาเชื้อไวรัสเริม ด้วยการบดผสมน้ำนิดหน่อย ก่อนนำไปประคบรอบๆรอยแผลเริม  ทุกส่วนเอามาบดผสมน้ำบางส่วน ก่อนเอามาประคบหรือทาแผลสด รอยแผลหนอง ซึ่งจะช่วยทำให้แผลแห้งเร็ว ลดการตำหนิดเชื้อ ลดอาการบวมของแผล  ทุกส่วนเอามาต้มน้ำกินหรือคั้นน้ำสำหรับใช้เป็นยาแก้ร้อนใน แล้วก็ช่วยทุเลาอาการอยากดื่มน้ำ  น้ำต้มจากทุกส่วน เอามาดื่มอุ่นๆสำหรับรักษา และก็บรรเทาอาการท้องเสียหรือของกินเป็นพิษ
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา  มีรายงานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดน้ำจากใบรางจืด ขนาด 2 และ 3 ซีซี/น้ำหนักตัว 100 กรัม และขนาด 3.5 กรัม/กก. ส่งผลลดพิษจากยากำจัดศัตรูพืชในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตในหนูได้ โดยทำให้อัตราการตายน้อยลง  รวมทั้งยังมีมีงานศึกษาเรียนรู้วิจัยทางสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับการขับยากำจัดศัตรูพืชออกจากร่างกาย พบว่ารางจืดจะทำลายพิษเจริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิษที่เกิดจากยากำจัดศัตรูพืช ”โฟลิดอล” แล้วก็พิษออกฤทธิ์เกี่ยวกับหลักการทำงานของ Cholinergic system โดยการศึกษาเล่าเรียนในเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงแล้วก็ตรวจพบระดับสารฆ่าแมลงภายในร่างกาย ปริมาณ 49 คน พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครรับประทานชายาเขียวขนาด 8 กรัม/วันหรือยาหลอก นาน 224 ชั่วโมง พบว่าปริมาณยาฆ่าแมลงในเลือดของอาสามัครที่ได้รับยาเขียวน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 7, 14 แล้วก็ 21 ของการทดสอบ แล้วก็จากการศึกษาเล่าเรียนของดวงรัตน์และก็คณะ พบว่าโดยรางจืดมีผลเพิ่มปริมาณ Cholinesterase ในเลือดของเกษตรกรที่ได้รับยากำจัดศัตรูพืช
ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัขั้นรีนครินทพระอาทิตย์โรฒ จึงได้เล่าเรียนฤทธิ์ของสารสกัดรางจืดต่อเซลล์สมอง พบว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับยาเสพติดแอมเฟทามีน และก็โคเคน โดยธรรมดาเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากมายเวลาที่คนเจ็บได้รับสารแอมเฟทามีน และไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวโยงกับ  reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในคนเจ็บ ที่เข้ารับการดูแลรักษา/บำบัดรักษายาเสพติด ที่ได้รับการดูแลรักษาด้วยสารสกัดยาเขียว บางทีอาจกำเนิดความอิงพึงพอใจเหมือนกับการรับสิ่งเสพติด ถ้าเอาไปใช้ในการรักษาคนไข้จะมีผลให้คนป่วยไม่ต้องทุรนทรายมาก ก็เลยบางทีอาจเป็นต้นเหตุหนึ่งครั้งการดูแลและรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรเห็นผล
ภาควิชาเภสัชศาตร์ จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาวิจัยฤทธิ์ของยาเขียวสำหรับการต่อต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของยาเขียวช่วย คุ้มครองป้องกันการตายของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ ในหลอดทดลองและก็ในหนูแรตหนได้รับแอลกอฮอล์ โดยการทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่าแล้วก็ไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับต่ำลง รวมทั้งลดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเเอลกอฮอล์สิ่งเดียว
                เหตุเพราะสารสกัดด้วยน้ำของยาเขียวช่วยลดการเกิด heppatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด รวมทั้งเพิ่มระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี alcohol dehydrogenase และก็ aldehyde dehydrogenase
ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เรียนฤทธิ์ของยาเขียวต่ออาการขาดสุรา พบว่าสารสกัดยาเขียวให้ผลลดภาวการณ์เซื่องซึมและก็ทำให้ความประพฤติปฏิบัติที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนไปในทางที่ แม้กระนั้นไม่เป็นผลลดความกลุ้มใจ ขึ้นรถสกัดราถงจืดช่วยลดการเช็ดกทำลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องด้วยขาดเหล้าในสมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยยิ่งไปกว่านั้นที่บริเวณ  nucleus accumbens แล้วก็ ventral tegmental area
ในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำสุกใบยาเขียวทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนน้ำคั้นใบยาเขียวสดในขนาด ๕๐ มิลลิกรัม/มล.ที่ให้หนูโรคเบาหวานดื่มแทนน้ำนาน ๑๒ วัน ไม่เป็นผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีการทดสอบพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบยาเขียวมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และก็ทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ ในเรื่องของฤทธิ์ลดความดันนั้นพบว่าสกัดด้วยน้ำของใบยาเขียวแห้งมีผลทำให้ความดันโลหิตของหนูแรตลดลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งส่วนใดอาจผ่าน Cholinergic receptor รวมทั้งทำให้หลอดเลือดแดงคลายตัว
การใช้สมุนไพรในคนเจ็บเบาหวานแล้วก็ความดันนี้ควรจะระลึกว่าควรมีการดูแลรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบันแล้วก็มีการวัดระดับน้ำตาลและก็ระดับความดันอย่างใกล้ชิด เพราะการเรียนยังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดลองเพียงแค่นั้น และก็ต้องระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันของตัวยาดังที่กล่าวถึงแล้ว
มีการค้นคว้าทำการวิจัยว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อต้านการอับเสบสูงขึ้นมากยิ่งกว่ามังคุดประมาณ 2 เท่า(ทดลองด้วยวิธี Carrageenan induced paw edema) ในหนูถีบจักรแล้วก็ยังมีความปลอดภัยสูงกว่าอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า สารสกัดยาเขียวในลักษณะของครีมสามารถลดการอักเสบเจริญเท่ากับสตีรอยด์ครีม
ฤทธิ์สำหรับการต่อต้านโรคมะเร็ง มีการศึกษาฤทธิ์ต้านทานการก่อกลายประเภท พูดอีกนัยหนึ่งสารใดๆก็ตามมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีประสิทธิภาพสูงสามารถก่อมะเร็งได้ แม้กระนั้นรางจืดมีฤทธิ์ต่อต้านไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการศึกษาเล่าเรียนโดยให้หนูกินสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวและการผลิตนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง พูดอีกนัยหนึ่งนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น แล้วก็มีการแบ่งตัว นั่นคือกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างเป็นจริงเป็นจัง แม้กระนั้นถ้าเกิดให้สัตว์ทดสอบกินรางจืดร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งทั้งยังยาเขียวแบบสดและก็แบบแห้งสามารถใช้ได้ผลด้วยเหมือนกัน นับเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่งของรางจืด
โดยพบว่าสารออกฤทธิ์อาจเป็นกรดฟีนอลิก เป็นต้นว่า caffeic acid และก็ apigenin แล้วก็สารกลุ่มคลอโรฟิลล์ ดังเช่นว่า chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a แล้วก็ pheophytin a ซึ่งสารพวกนี้มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
สารสกัดน้ำ เอทานอล และอะซิโทน มีฤทธิ์ต้านทานการก่อกลายชนิด โดยยั้งการเกิดโรคมะเร็ง เพราะว่าสาร 2-aminoanthracene ได้จำนวนร้อยละ 87 เมื่อวิเคราะห์ด้วยแบคทีเรีย Salmonella typhimurium TA 98 และสามารถเพิ่มหลักการทำงานของเอนไซม์ควิโนนรีดักเทส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้เพื่อการกำจัดเซลล์ของมะเร็งระยะเริ่มต้น ได้ตั้งแต่ 1.35-2.8 เท่า อีกทั้งยังมีรายงานการดูแลและรักษาคนป่วยพิษแมงดาทะเล ตอนวันที่ 4 ก.พ. 2522 โดยมีแถลงการณ์ว่ามี  ผู้เจ็บป่วย 4 ราย รับประทานยำไข่แมงดาทะเล อาการสังกัดจำนวนที่ได้รับ ทุกรายมีลักษณะชารอบปาก และก็คลื่นไส้คลื่นไส้ อาการชาจะลุกลามไปกล้ามเนื้อผูกต่างๆที่ทำให้เป็นอันตรายคือทำให้หายใจมิได้ ผู้เจ็บป่วย 2 รายสลบ จำต้องใช้เครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจ ระยะที่เริ่มแสดงอาการตั้งแต่ 40 นาที จนถึง 4 ชั่วโมง หลังกิน เพราะเหตุว่าพิษของแมงดาทะเล คือเทโทรโดทอกสิน (Tetrodotoxin) ไม่มียาแก้พิษจำต้องรักษาตามอาการ หลังจากได้น้ำสมุนไพรรางจืด 50 มล. ทางหลอดสวนจมูก-กระเพาะ คนไข้เริ่มรู้สึกตัว รวมทั้งอาการดีขึ้นตามลำดับ หลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 40 นาที คนเจ็บอีกรายได้รับการกรอกน้ำยาเขียวเหมือนกัน ในขนาด 50 มล. ทุก 1 ชั่วโมง 5 ครั้ง ภายหลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 5 ชม. ผู้ป่วยเริ่มรู้ตัว และก็อาการดีขึ้นตามลำดับ
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษรุนแรงที่ป้อนหนูทดลองครั้งเดียว อีกทั้งขนาดปกติและก็ขนาดสูง ไม่พบความแปลกอะไรก็แล้วแต่แล้วก็ป้อนต่อเนื่องกัน 28 วัน ขนาด 500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ไม่เจออาการเปลี่ยนไปจากปกติด้วยเหมือนกัน แต่อาจจะเป็นผลให้น้ำหนัก ตับ ไต สูงขึ้นมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม  ค่าวิชาชีวเคมีที่เกี่ยวกับไตสูงขึ้น รวมทั้ง AST สูงขึ้น
          การเล่าเรียนพิษเรื้อรังของสารสกัดน้ำจากใบ โดยป้อนหนูแรทขนาด 20  200  1,000  2,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน หรือคิดเป็น 1, 10, 50 และก็ 100 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคนตรงเวลา 6 เดือน พบว่าไม่เป็นผลต่อน้ำหนักตัว การกินของกิน การกระทำ และก็สุขภาพทั่วๆไปของหนู อวัยวะภายในทั้งระดับมหพยาธิวิทยาแล้วก็จุลพยาธิยังคงปกติ และไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดพิษสะสม ไม่ทำให้หนูตาย
มีการศึกษาความเป็นพิษของรางจืดต่อการกลายพันธุ์ของแบคทีเรีย พบว่า สารสกัดจากยาเขียวไม่เป็นผลทำให้แบคทีเรียกลายพันธุ์แต่อย่างใด ทั้งยังยังพบว่า สารสกัดจากยาเขียวสามารถต้านการกลายพันธุ์ได้ด้วย
ข้อเสนอ/ข้อพึงระวังมี

  • การเรียนระบุว่า รากของยาเขียวนั้นจะมีสรรพคุณ ทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า
  • ควรใช้ให้รอบคอบและไม่ควรที่จะใช้ชิดกันเป็นเวลานานเกิน 30 วัน
  • ควรระวังสำหรับเพื่อการใช้ในคนไข้โรคเบาหวาน ด้วยเหตุว่าอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ไม่ควรใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นเป็นเวลานานเนื่องจากอาจขับสารเคมี หรือตัวยาในร่างกายออก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่จะต้องใช้ยารักษาโดยตลอด
  • ยาเขียวอาจให้ผลข้างๆ สำหรับคนไข้ที่เป็นโรคอาการหอบหืดได้โดยเมื่อกำเนิดอาการแพ้รางจืดก็อาจจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลว่ามีระดับอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าหากมีลักษณะแพ้ไม่มากก็อาจจะเป็นแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง
เอกสารอ้างอิง

  • ปัญญา อิทธิธรรม และคณะ 1999 การใช้สมุนไพรรางจืดขับสารฆ่าแมลงในร่างกายของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
  • วิสาตรี คงเจริญสุนทร และปิยรัตน์ พิมพ์ สวัสดิ์,2552. ฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบฉวยโอกาสบางสายพันธุ์ของสารสกัดเมทานอลจากรางจืด. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา.
  • ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร.รางจืดราชาของยาแก้พิษ.คอลัมน์.เรื่องเด่นจากปก.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่385.มกราคม.2554
  • รางจืด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์.รางจืด สมุนไพรแก้พิษและล้างพิษ.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • รางจืดสมุนไพรล้างพิษ.คู่มือสมุนไพรล้างพิษสำหรับประชาชน.สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.พิมพ์ครั้งที่2.มีนาคม 2554.20หน้า
  • รางจืดสรรพคุณรางจืด สมุนไพรลดและกำจัดสารพิษ.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • Toxicity รางจืดและข่อยดำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์,กำไร กฤตศิลป์,เชิดพงษ์ น้อยภู่, 2545. การใช้สมุนไพรรางจืดเพิ่มปริมาณเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสในซีรั่มของเกษตรกรที่พบพิษสารกำจัดศัตรูพืชในร่างกาย)
  • ข้อมูลสรรพคุณของรางจืดในการข้อยาฆ่าแมลงออกจากร่างกายเกษตรกร.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กนกวรรณ สุขมาก;นงนุช คุ้มทอง;สมยศ เหลืองศรีสกุล;อภันตรี โอชะกุล เตือนใจ ทองสุข , 2547 .การศึกษาประสิทธิผลของสมุนไพรรางจืดในการป้องกันการสะสมของสารเคมีกำจัดแมลงในกระแสโลหิตของเกษตรกร ตำบลไผ่ทำโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร.



Tags : รางจืด

4

ย่านาง
ชื่อสมุนไพร ย่านาง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน จอยนาง , จ้อยนาง (ภาคเหนือ) , เถาย่านาง , เถาวัลย์เขียว , ต้นหญ้าน้องสาว (ภาคกึ่งกลาง) , บริเวณนาง , นางวันยอ , ขันยอยาด (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels,
สกุล  Menispermaceae
ถิ่นกำเนิด ย่านางมีถิ่นเกิดในใจกลางของเอเซียอาคเนย์ ตัวอย่างเช่น ในประเทศ เมียนมาร์ , ไทย , ลาว , เขมร  ความจริงแล้วพืชวงศ์ย่านางนี้มีราว 70  เครือญาติ แต่โดยมากเป็นไม้เลื้อยในป่าเขตร้อนรวมทั้งในป่าไม้ผลัดใบในทวีปเอเชียแล้วก็อเมริกาเหนือ ส่วนย่านางของเรานั้นเจอขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ แล้วก็ป่าโปร่ง ในทุกภาคของประเทศไทย แต่ว่าในปัจจุบันได้มีการนำมาปลูกใบบริเวณบ้าน เพื่อใช้บริโภคแล้วก็ใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างแพร่หลาย
ลักษณะทั่วไป
       ย่านางเป็นไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีเนื้อไม้ เลื้อยพระอินทร์มต้นไม้ หรือก้านไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10-15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแนวถี่ เถาอ่อนมีขนนุ่มสีเทา มีเหง้าใต้ดิน กิ่งไม้มีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนเล็กน้อย หรือสะอาด ใบลำพัง ดก สีเขียวเข้มเป็นเงา เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวราว 6-12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตร ขอบของใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นบางส่วน ก้านใบยาวราวๆ 1.5 ซม. ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบเหมือนกระดาษ แต่ว่าแข็ง เหนียว มีเส้นใบครึ่งหนึ่งออกมาจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3-5 เส้น แล้วก็มีเส้นกิ่งก้านสาขาใบ 2-6 คู่ เส้นพวกนี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบของใบ เส้นกลางใบด้านล่างจะร่นละเอียดใกล้ๆโคน ขนเกลี้ยง ก้านใบผิวย่นละเอียด ดอกออกเป็นช่อเล็กๆแบบแยกกิ่งก้านสาขาตามข้อและซอกใบ มีดอก 1-3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวราว 0.5 เซนติเมตร แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศภรรยา ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6-12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่าแล้วก็เรียงทับกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มิลลิเมตร ออกจะสะอาด กลีบดอกมี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มม. หมดจด เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปกระบอง ยาว 1.5-2 มม. ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มม. ด้านนอกมีขนกระจาย กลีบมี 6 กลีบ รูปรีแกมขอบขนาน ยาว 1 มม. เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน แต่ละอันยาวไม่ถึง 1 มม. ติดอยู่บนก้านชูสั้นๆยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผลได้ผลสำเร็จกรุ๊ป ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 7-10 มิลลิเมตร ผิวเกลี้ยง มีเมล็ดแข็ง ผลสีเขียว ฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อและก็ซอกใบ ติดบนก้านยาว 3-4 มิลลิเมตร เมื่อสุกจะกลายเป็นสีส้มและสีแดงสด เมล็ดรูปเกือกม้า ผนังผลชั้นในมีสันไม่เรียบร้อย ออกดอกช่วงมีนาคมถึงเมษายน
การขยายพันธุ์
       ย่านางเป็นพืชที่เจริญรุ่งเรืองได้ ในดินแทบทุกชนิด ถูกใจดินร่วนซุยปนทรายจะก้าวหน้าได้ดิบได้ดี การปลูกภายในฤดูฝน จะเติบโตได้ดียิ่งไปกว่า จะเจริญงอกงามเร็วกว่าปลูกภายในตอนอื่น ย่านางที่ปลูกได้ไม่ยากขึ้นง่าย รักษาง่าย ไม่ต้องดูแลมาก ทนความแห้งได้ดิบได้ดี
ส่วนการขยายพันธุ์สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเม็ด หรือการแยกเหง้าปลูก แต่ว่าแนวทางที่เป็นที่นิยมในตอนนี้ คือ การเพาะเมล็ด เมล็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเม็ดสูง แต่จำต้องใช้เม็ดที่แก่เต็มที่ที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเมล็ดต้องระวังอย่าขุดหลุมลึก เพราะว่าจะก่อให้เมล็ดเน่าได้ง่าย
ส่วนการรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมาก เนื่องจากย่านางจะเติบโตก้าวหน้า ในดินมีความชื้นพอเพียง รวมทั้งสามารถเติบโตได้ถึงแม้ว่าจะมีวัชพืชขึ้นหนา เนื่องด้วยต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ข้างบนพืชชนิดอื่น
สำหรับประเด็นการใส่ปุ๋ยย่านางนั้นไม่มีความสำคัญ ถ้าหากดินมีภาวะอินทรีย์วัตถุที่พอเพียง เราสามารถใช้เพียงปุ๋ยธรรมชาติจากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็เพียงพอ แม้กระนั้นหากต้องการให้ใบเขียวเข้มเยอะขึ้น บางทีอาจต้องให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือประมาณ 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กจะต้องปรับจำนวนลดน้อยลง แล้วนำต้นกล้าที่ได้มาปลูกภายในแปลงดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1×1 เมตร และเมื่อต้นเริ่มเลื้อยเลื้อย ให้ทำหลักปักไว้ ทำค้างให้เถาเลื้อยขึ้น
การเก็บผลผลิตย่านาง  จะเริ่มเก็บผลผลิตใบย่านาง ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน หลังปลูกลงในแปลง ใบมีขนาดโตเต็มกำลังมีสีเขียว จะสามารถเก็บเกี่ยวใบย่านางได้ แล้วก็จะเก็บได้ตลอดกาลเรื่อยๆ
ส่วนประกอบทางเคมี
                สาระสำคัญที่พบในใบย่านางส่วนใหญ่จะเป็นสารกลุ่มฟินอลิก (phenolic compound) ดังเช่น มิเนโคไซด์ (Minecoside), กรดพาราไฮดรอกซีเบนโซอิก (p-hydroxy benzoic acid) แล้วก็สารในกลุ่มฟลาโม้นไกลโคไซด์ อย่างเช่น สารโมโนอีพอกซีบีตาแคโรทีน (moonoepoxy-betacarotene) และก็อนุพันธ์ของกรดซินนามิก (flavones glycosidf cinnamic acid derivative) ส่วนสารอัลาลอยด์ (alkaloid) เป็นต้นว่า ทิเรียโครีน
(tiliacorine) , ทิเรียวัวลินิน (Tiliacorinine) , นอร์ทิเรียวัวรินิน (nor-tiliacorinine) , tiliacorinin 2,-N-oxide Tiliandrine , Tetraandrine แล้วก็ D-isochondendrine พบได้ในราก และก็ใบย่านาง  และการศึกษาเล่าเรียนส่วนประกอบหลักที่มีฤทธิ์ต่อต้านไข้มาลาเรียจากรากย่านาง โดยสกัดรากด้วยตัวทำละลาย  chloroform:methanol:ammonium hydroxide ในอัตราส่วน (50:50:1) ใช้วิธีแยกสารด้วย column chromatography  รวมทั้งการตกผลึก พบว่าได้สารประกอบ alkaloid  2 ประเภท คือ tiliacorinine (I) และ tiliacorine (II) จำนวน  0.0082% และ 0.0029% ตามลำดับ  ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของย่านางนั้นมีดังนี้
-               พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
-               เส้นใย 7.9 กรัม
-               แคลเซียม 155.0 กรัม
-               ฟอสฟอรัส 11.0 มิลลิกรัม
-               เหล็ก 7.0 มก.
-               วิตามินเอ 30625 (IU)
-               วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มก.                              Minecoside
-               วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม
-               ไนอาสิน 1.4 มิลลิกรัม
-               วิตามินซี 141.0 มก.
-               เถ้า 8.46%
-               ไขมัน 1.26%
-               โปรตีน 15%                                          Tiliacorine
-               น้ำตาลทั้งปวง 59.47%
-               แคลเซียม 1.42%
-               ฟอสฟอรัส 0.24%
-               โพแทสเซียม 1.29%
-               กรดยูเรนิค 10.12%
-               โมโนแซคติดอยู่ไรด์
-               แรมโนส 0.50%
-               อะราบิโนส 7.70% หน่วยเปอร์เซ็นต์ (ใบย่านาง 100 กรัม/น้ำหนักแห้ง)       tiliacorinine
-               กาแลคโตส 8.36%
-               กลูโคส 11.04%
-               ไซโลส 72.90%
ประโยชน์/สรรพคุณ ใบย่านางเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และก็ยังมีวิตามินที่ต้องต่อร่างกายอีกเพียบเลย ดังเช่นว่า วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในจำนวนค่อนข้างสูง โดยเป็นสมุนไพรที่คนอีกจำนวนไม่น้อยต่างก็คุ้นเคยกันดี เพราะเหตุว่านิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร ได้แก่ แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน
คุณประโยชน์ย่านางที่ใช้เป็นของกินมีดังนี้
ใบย่านาง เก็บบริโภคได้ทั้งปี ยอดอ่อนแตกใบมากมายในฤดูฝน ยอดอ่อนของเถาย่านางใช้รับประทานแกล้มแนมกับอาหารเผ็ด คนประเทศไทยอีสานและก็ชาวลาวใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำทำอาหารต่างๆทำให้น้ำซุปข้นขึ้น ตัวอย่างเช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ ย่านางสามารถลดฤทธิ์กรดยูริกในหน่อไม้ได้ ลดความขมของหน่อไม้ รวมทั้งเพิ่มคลอโรฟิลล์แล้วก็บีตาแคโรทีนให้กับอาหารดังที่กล่าวถึงมาแล้ว
นอกจากนั้นยังใส่น้ำคั้นใบย่านางในแกงเห็ด ต้มเลอะ แกงขี้เหล็ก แกงขนุน แกงผักอีลอก แกงยอดหวาย แกงอีลอก นำไปอ่อมแล้วก็หมก
ชาวใต้ใช้ยอด ใบเพสลาด (คือใบที่ไม่อ่อน ไม่แก่เกินไป) นำไปแกงเลียง แกงหวาน แกงขี้เหล็ก น้ำคั้นจากใบช่วยลดความขมของใบขี้เหล็กได้ นอกนั้นยังนำไปผัด แกงน้ำกะทิ และก็หั่นซอยรับประทานอาหารยำได้อีก ผลสุกใช้กินเล่น ส่วนชาวเหนือใช้ยอดย่านางอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบแก่คั้นน้ำนำมาใส่แกงพื้นเมือง อย่างเช่น แกงหน่อไม้ แกงแค
ส่วนสรรพคุณทางยาของย่านาง คือ  ตำรายาไทย  ใช้ ราก รสจืด รสจืดขม ใช้ในตำรับยาแก้ไข้ห้าโลกวิเชียร (ประกอบด้วยรากย่านาง รวมกับรากเท้าคุณยายม่อม รากมะเดื่อชุมพร รากคนทา รากแส้ม้าทลาย อย่างละเท่าๆกัน) แก้ไข้ (ใช้รากแห้งทีละ 1 กำมือ หรือประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารยามเช้า ตอนกลางวัน เย็น) แก้พิษเมาเบื่อ กระแทกพิษไข้ แก้เมาสุรา ถอนพิษผิดสำแดง นำมาต้มรับประทานเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แก้ไข้ ขับพิษต่างๆแก้ท้องผูก ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้หัว ไข้พิษ ไข้สันนิบาต ไข้จับสั่นเรื้องรัง ไข้ทับประจำเดือน บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้พิษภายในให้ตกสิ้น แก้โรคหัวใจบวม แก้กำเดา แก้ลม แก้ไข้จับสั่น แก้เมาสุรา รากผสมกับรากหมาน้อย ต้มรับประทานแก้ไข้มาลาเรีย ลำต้น รสจืดขม ถอนพิษผิดสำแดง รักษาพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ แก้ไข้รากสาด ไข้ดำแดง ไข้ไข้ทรพิษ ไข้เซื่องซึม ไข้กลับไข้ซ้ำ แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ลิ้นแข็งกระด้าง รักษาโรคปวดข้อ ก้านที่มีใบผสมกับพืชอื่นใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง ใบ รสจืดขม กินถอนพิษ แก้ไข้ แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้เซื่องซึม ไข้หัว ไข้พิษ ปวดหัวตัวร้อน อีสุกอีใส หัด ลิ้นกระด้างคางแข็ง เป็นยากวาดคอ แก้ไข้ไข้ทรพิษ ไข้ดำแดง
ส่วนอีกตำราเรียนหนึ่งบอกว่า ราก นำรากมาต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ดับหิว ทุเลาอาการไข้ ไข้รากสาด อีสุกอีใส โรคฝีดาษ ทำลายพิษเมาค้าง เมาสุรา ทุเลาท้องผูก ท้องเสีย บำรุงหัวใจ ทำลายพิษ แล้วก็ลดพิษจากพืช สัตว์ และสารเคมีภายในร่างกาย  ลำต้น ลำต้นนำมาต้มหรือบดคั้นน้ำ บรรเทาลักษณะของการมีไข้จำพวกต่างๆลดพิษร้อน พิษจากพืช เห็ด และลดสารพิษยากำจัดแมลงในร่างกาย  ใบ  นำใบมาบดคั้นน้ำสด หรือนำมาต้มน้ำ รวมทั้งใบตากแห้งอัดใส่แคปซูลรับประทาน มีฤทธิ์ในทางยาหลายด้าน เช่น บรรเทาอาการร้อนใน บรรเทาอาการจับไข้ ตัวร้อน ทุเลาไข้รากสาด ไข้ฝีดาษลดพิษสารกำจัดแมลงในร่างกาย แล้วก็ทำลายพิษอื่นๆ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้รากต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น และก็ใช้รากยานางผสมรากสุนัขน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ระบุการใช้ย่านางในตำรับ “ยาห้าราก” มีส่วนประกอบของรากย่านางร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการไข้ ส่วนด้านการแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยั้งการเติบโตของเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดความดันโลหิต ต้านเชื้อจุลชีวิน ต่อต้านการแพ้ ลดการยุบเกร็งของไส้ ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี acetylcholinesterase แล้วก็มีฤทธิ์อย่างอ่อนๆในการต้านทานอนุมูลอิสระ  และยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวที-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte) ต่อต้านจุลชีวัน Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Escherichia coli แล้วก็ Salmonellaspp. แล้วก็ยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวคราว-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte)  ต้านทานจุลินทรีย์ Staphylococcus  aureus,  Bacillus  cereus,  Escherichia  coli แล้วก็ Salmonella spp. ต้านทานไข้ และก็ต้านอนุมูลอิสระ ใบย่านางไม่มีอันตรกิริยา (interaction) กับยารักษาโรคเรื้อรังได้แก่ โรคหัวใจและเส้นเลือด โรคกระดูกแล้วก็ข้อเบาหวาน โรคระบบทางเท้าหายใจ
แบบ/ขนาดวิธีใช้ แก้ไข้ ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ ราวๆ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้ง1-2 แก้ว ก่อนที่จะรับประทานอาหาร 3 เวลา   แก้ป่วง (เจ็บท้องเนื่องจากกินอาหารผิดสำแดง)ใช้รากย่านางแดงและก็รากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แต่ไม่ถึงกับข้น ดื่มทีละ 1-2  แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ2 ชั่วโมง ถ้าไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าเกิดให้ดียิ่งขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย   ถอนพิษเบื่อเมาในอาหาร ได้แก่ เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นรวมทั้งใบ 1 กำมือ  ตำผสมกับข้าวสารเจ้า 1 ถือมือ เพิ่มเติมน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือรวมทั้งน้ำตาลเล็กน้อยเพียงพอดื่มง่ายให้หมดแก้ว ทำให้คลื่นไส้ออกมา จะช่วยทำให้   ดับพิษร้อน ทำลายพิษไข้ ใช้หัวย่านางเคี่ยวกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มครั้งละ 1-2 แก้ว  การใช้เป็นยาพื้นเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น   ใช้รากย่านางผสมรากสุนัขน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ น้ำย่านางเมื่อเอามาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมจนถึงเหลว สามารถนำมาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย

การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไข้มาลาเรีย        เล่าเรียนฤทธิ์ต้านทานเชื้อไข้มาลาเรีย Plasmodium falciparum ของสารสกัดรากย่านางด้วยเมทานอล ซึ่งสารสกัดมีสาร alkaloid เป็นส่วนประกอบ 2 ส่วนสกัด คือส่วนที่ละลายน้ำ และก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำ พบว่าเฉพาะสาร alkaloid ที่ไม่ละลายน้ำ (water-insoluble alkaloid) มีฤทธิ์เพิ่มการหยุดยั้งเชื้อไข้มาลาเรีย จากองค์ประกอบทางเคมีที่แยกได้ เจอสาร alkaloid ที่แตกต่างกัน 5 ชนิด ในกลุ่ม bisbenzyl isoquinoline ยกตัวอย่างเช่น tiliacorine, tiliacorinine, nor-tiliacorinine A, รวมทั้งสาร alkaloid ที่ไม่สามารถที่จะระบุโครงสร้างได้ คือ G และก็ H ซึ่งพบว่าสาร alkaloid G มีฤทธิ์สูงสุดในการกำจัดเชื้อไข้จับสั่นระยะ schizont (เป็นระยะที่เชื้อมาลาเรียไปสู่เซลล์ตับ แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นกลมรี แล้วก็มีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแบ่งนิวเคลียสเป็นหลายๆก้อน) โดยมีค่า ID50 เท่ากับ 344 ng/mL และก็ตามด้วย nor-tiliacorinine A และ tiliacorine เป็นลำดับ (ID50s เท่ากับ 558 รวมทั้ง 675 mg/mL ตามลำดับ)
ฤทธิ์ยั้งเชื้อวัณโรค   สาร bisbenzylisoquinoline alkaloids 3 ชนิด ยกตัวอย่างเช่น tiliacorinine, 20-nortiliacorinine และก็ tiliacorine ที่แยกได้จากรากย่านาง แล้วก็อนุพันธ์สังเคราะห์ 1 ชนิดเป็น13҆-bromo-tiliacorinine   สารทั้ง 4 ประเภทนี้ ได้นำมาทดลองฤทธิ์ต่อต้านเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยา multidrug-resistant Mycobacterium tuberculosis (MDR-MTB)  ผลการทดลองพบว่า สารทั้ง 4 ประเภท มีค่า MIC อยุ่ระหว่าง 0.7 - 6.2 μg/ml แต่ที่ค่า MIC เท่ากับ 3.1 μg/ml เป็นค่าที่สามารถยั้ง  MDR-MTB ได้เยอะมากที่สุด
ฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง     การศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี ในหลอดทดสอบ และก็ในสัตว์ทดลอง โดยเรียนรู้ผลของสาร tiliacorinine ซึ่งเป็นสาร กลุ่ม alkaloid ที่พบในย่านาง  สำหรับในการทดลอง in vivo ทำในหนูถีบจักร เพื่อมองผลลดการเจริญก้าวหน้าของก้อน   เนื้องอกในหนูที่ได้รับเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี และสาร tiliacorinine  ผลการทดลองพบว่า  tiliacorinine  มีความนัยสำคัญสำหรับการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 4.5-7 µM โดยกลไกการกระตุ้นกรรมวิธีการ apoptosis ซึ่งเป็นวิธีการสำหรับเพื่อการกำจัดเซลล์ไม่ดีเหมือนปกติ และก็เซลล์ของมะเร็งในร่างกาย และการทดสอบในหนูพบว่าสามารถลดการก้าวหน้าของก้อนเนื้องอกในหนูได้
การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของผักประจำถิ่นไทย ปริมาณ 6 ประเภท อาทิเช่น ผักฉันด ผักติ้ว ผักปลังขาว ย่านาง ผักเหมียง และผักหวานบ้าน โดยการสกัดสารสำคัญด้วยแอลกอฮอล์จากผักแต่ละชนิด ทดสอบฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผักอีกทั้ง 6 ประเภทเปรียบเทียบกับตัวควบคุม วิตามินซี รวมทั้งวิตามินอี สารสกัดจากย่านางส่วนที่ละลายน้ำและก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำให้ค่า IC50 499.24 และ 772.63 ไมโครกรัม/มล. เป็นลำดับ เมื่อเทียบกับค่าที่ได้จากวิตามินซี และวิตามินอีที่ IC50 9.34 และก็ 15.91 ไมโครกรัม/มล. เป็นลำดับ
งานศึกษาค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นหนึ่งในประเทศไทยวิเคราะห์ฤทธิ์ยับยั้งปวดแล้วก็ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบของพืชผักประจำถิ่นอีสาน 10 ประเภท การตรวจค้นฤทธิ์ยับยั้งปวดโดยใช้ writhing test รวมทั้ง tail flick test สำหรับการตรวจฤทธิ์ต้านอักเสบ ใช้ rat hind paw edema model
ผลการทดลองใช้สารสกัดผักพื้นเมืองด้วยน้ำ ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวของหนูเพศผู้ 1 กิโล พบว่าสารสกัดจาก ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง ผักกาดฮีน มะระขี้นก ผักชะพลู แล้วก็ผักชีลาว ส่งผลลดการเกิด writhing ในหนูร้อยละ 35-64 (p<0.05)
การทดลองฤทธิ์หยุดปวดด้วย tail flick test พบว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางมีฤทธิ์ยับยั้งปวด แล้วหลังจากนั้นคัดเลือกสารสกัดที่มีฤทธิ์เยอะที่สุด 4 ประเภท เช่น ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง และผักกาดฮีนมากระทำการทดลองฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยใช้คาราจีแนนเป็นสารระตุ้น  พบว่าสารสกัด 4 จำพวกไม่มีฤทธิ์ต้านทานอักเสบในสัตว์ทดลอง ผู้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยเชื่อว่าสารสกัดจากใบตำลึงแล้วก็ใบย่านางบางทีอาจจะออกฤทธิ์หยุดปวดต่อระบบประสาท
ส่วนงานศึกษาค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยมหิดลในห้องแลปช่วงต้นพบว่า สารสกัดใบย่านางมีฤทธิ์กระตุ้นรูปแบบการทำงานของรีเซ็ปเตอร์ที่ขนคอเลสเตอรอลเข้าสู่ตับ แม้กระนั้นไม่รู้ว่าจะส่งผลลดคอเลสเตอรอลในเลือดของระบบร่างกายไหม การศึกษาค้นพบนี้บางทีอาจเกี่ยวโยงกับคุณสมบัติของย่านางที่ใช้รักษาโรคหัวใจมาแต่ว่าโบราณได้ ถ้าหากแต่ว่าจะต้องมีการเล่าเรียนเสริมเติมถัดไป
จากการทดลองฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัด 50% เอทานอลจากรากย่านาง เมื่อนำไปตรวจสอบฤทธิ์ในการลดไข้ พบว่าไม่มีคุณลักษณะสำหรับการลดไข้แม้กระนั้นมีพิษต่อสัตว์ทดลอง การศึกษาเรียนรู้วิจัยทางเคมีได้แยกอัลคาลอยด์ ออกมาสองประเภทหมายถึงอัลคาลอยด์ที่ไม่ละลายน้ำ(water-insoluble alkaloids) แล้วก็อัลติดอยู่ลอด์ที่ละลายน้ำ (water-soluble quarternary base) เมื่อตรวจดูฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอัลคาลอยด์ที่แยกได้ พบว่าการเกิดพิษต่อสัตว์ทดสอบมีเหตุที่เกิดจาก water-soluble quarternary base ซึ่งมีฤทธิ์คล้าย curare จากการตรวจค้นสูตรส่วนประกอบสรุปได้ว่า water-soluble quarternary base นี้บางทีอาจอยู่ในจำพวก aporphine alkaloids
การเรียนทางพิษวิทยา พิษเฉียบพลัน และครึ่งหนึ่งเรื้อรังของย่านาง 
          ศึกษาพิษกระทันหันของสารสกัดน้ำจากทุกส่วนของย่านาง โดยการป้อนสารสกัด ในหนูเพศผู้ และเพศเมีย ชนิดละ 5 ตัว ในขนาด  5,000 mg/kg เพียงแต่ครั้งเดียว พบว่าไม่มีอาการแสดงของสภาวะเป็นพิษเกิดขึ้น และ  ไม่มีการแสดงการกระทำที่แตกต่างจากปกติ รวมทั้งไม่มีการเสียชีวิต หรือความเคลื่อนไหวของเยื่อด้านใน สารสกัดใบย่านางด้วยแอลกอฮอล์ปริมาณร้อยละ 50 ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู จำนวน 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัวของหนู 1 กิโล (คิดเป็นปริมาณ 6,250 เท่าของจำนวนที่คนได้รับ) ไม่แสดงความเป็นพิษ   การศึกษาเล่าเรียนพิษเรื้องรัง ทดสอบโดยป้อนสารสกัดแก่หนูทดลอง เพศผู้ และเพศเมีย จำพวกละ 10 ตัว ทุกวัน ในขนาดความเข้มข้น 300, 600 และ 1,200 mg/kg ติดต่อกันนาน 90 วัน   ไม่เจอความแปลกทางด้านการกระทำ รวมทั้งสุขภาพ หนูในกลุ่มทดลอง รวมทั้งกรุ๊ปควบคุม จะมีการทดสอบในวันที่ 90 และ 118 โดยตรวจร่างกาย และมีกลุ่มที่ติดตามผลต่อไปอีก 118 วัน ผลการทสอบพบว่า น้ำหนักของอวัยวะ ค่าวิชาชีวเคมีในเลือด แล้วก็เยื่ออวัยวะภายใน ไม่พบการเกิดพิษ  ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า สารสกัดย่านางด้วยน้ำ ไม่ทำให้เกิดพิษรุนแรง แล้วก็พิษครึ่งหนึ่งเรื้อรังในตัวทดลอง ทั้งในหนูเพศผู้ และก็เพศภรรยา
ข้อเสนอ/ข้อควรพิจารณา

  • เมื่อทำน้ำย่านางเสร็จแล้วควรจะดื่มในทันที เพราะเหตุว่าหากทิ้งเอาไว้นานเกินไปจะเกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือมีการบูดขึ้นได้ แม้กระนั้นสามารถนำมาแช่ตู้เย็นได้ รวมทั้งควรจะดื่มให้หมดด้านใน 3 วัน
  • ในการกินน้ำย่านาง ควรจะดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารหรือตอนท้องว่างโดยประมาณครึ่งแก้ว 3 ครั้งต่อวัน
  • บางคนที่มีความรู้สึกว่าน้ำย่านาง เหม็นเขียว รับประทานยากสามารถนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดแล้วเอามาดื่มหรือจะผสมกับน้ำสมุนไพรชนิดอื่นๆก็ได้ ได้แก่ ขิง ตะไคร้ ขมิ้น หรือจะผสมกับน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว น้ำตาล หรือแม้กระทั้งน้ำหวานก็ได้เหมือนกัน
  • ควรดื่มจำนวนแม้กระนั้นพอดี หากดื่มแล้วรู้สึกแพ้ พะอืดพะอม ก็ควรจะลดความเข้มข้นของสมุนไพรที่ใส่ลงไปให้ลดลง
เอกสารอ้างอิง

  • Dechatiwongse T, Kanchanapee P, Nishimoto K. Isolation of active principle from Ya-nang (Tiliacora triandra Diels). Bull Dept Med Sci. 1974;16(2):75-81.
  • อัจฉราภรณ์  ดวงใจ , นันทีทิพ ลิ้มเพียรชอบ, ขนิษฐพร  ไตรศรัทธ์ .คุณสมบัติคลอเรสเตอรอลของสารสกัดใบย่านางในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่เลี้ยงต่อเนื่อง Caco-2.คอลัมน์บทความวิจัย.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2558.หน้า87-92
  • รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ.มหัศจรรย์ย่านาง จากซุปหน่อไม้ถึงเครื่องดื่มสุขภาพ.คอลัมน์บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่370.กุมภาพันธ์.2553
  • Sireeratawong S, Lertprasertsuke N, Srisawat U, Thuppia A, Ngamjariyawat A, Suwanlikhid N, et al. Acute and subchronic toxicity study of the water extract from Tiliacora triandra (Colebr.) Diels in rats. Sonklanakarin J Sci and Technol. 2008;30(5):611-619.
  • ย่านาง...อาหารที่เป็นยา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pavanand K, Webster HK, Yongvanitchit K, Dechatiwongse T. Antimalarial activity of Tiliacora triandra Diels against Plasmodium falciparum in vitro. Phytotherapy Research. 1989;3(5):215-217.
  • ย่านาง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา.เอกชัย ดำเกลี้ยง,พยุงศักดิ์ สุรินต๊ะ , วสันต์ ดีล้ำ, ฤทธิ์ปรับ ภูมิคึ้มกัน ต้านออกซิเดชั่น และต้านจุลชีพของสารสกัดผักพื้นบ้านและสมุนไพรอีสาน,วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน
  • Janeklang S, Nakaew A, Vaeteewoottacharn K, Seubwai W, Boonsiri P, Kism

5

ฟ้าทะลายโจร
ชื่อสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  น้ำลายพังพอน , จอมโจรห้าร้อย (ภาคกึ่งกลาง,กรุงเทวดา), สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) , ใกล้จะสว่าง (สกลนคร) , เขยตายายหุ้ม (ราชบุรี) , หญ้ากันงู (สงขลา) , ฟ้าสะท้าน (จังหวัดพัทลุง) , เมฆทะลาย (จังหวัดยะลา) ,ชวนสิน , เจ๊กเกี้ยงฮี้ , โขว่เซ่า , ซีปังฮี (จีน)
ชื่อสามัญ  Kariyat, Creat, Herba  Andrographis, Indian Echinace
ชื่อวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm. f .) Nees
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
ตระกูล   Acanthaceae
บ้านเกิดเมืองนอน ฟ้าทะลายขโมย เป็นไม้ล้มลุกในเชื้อสายเดียวกับโหระพาหรือกระเพรา มีบ้านเกิด รวมทั้งเจอแพร่กระจายตามประเทศต่างๆในทวีปเอเซีย ซึ่งจัดเป็นสมุนไพรแคว้นในประเทศแถบเอเชียรวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังเช่นว่า ประเทศอินเดีย จีน ศรีลังกา ไทย รวมทั้งยังใช้กันอย่างล้นหลามในหลายประเทศทั่วทวีปเอเชีย โดยนิยมนำส่วนของใบแล้วก็ลำต้นใต้ดินมาทำเป็นยารักษาโรค โดยเป็นไม้ล้มลุกที่มีรสขมจัด จนขึ้นชื่อว่าเป็นจ้าวที่ความขม “King of the Bitterness”  ในตอนนี้สามารถพบฟ้าทะลายขโมยได้ทั่วๆไปในประเทศไทย ลาว เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และหมู่เกาะในสมุทรแคริบเบียน ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศ และก็ยังเป็นสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสำหรับเพื่อการประยุกต์ใช้คุณประโยชน์สำหรับในการรักษาโรคอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 40-80 ซ.ม. ลำต้นลักษณะสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านสาขามาก ทั้งยังต้นมีรสขมมาก ใบออกตรงข้ามกัน ตัวใบยาวรีปลายใบเรียวแหลม ยาว 2-8 ซ.ม. กว้าง 1-3 ซ.มัธยม ขอบใบมีรอยหยักน้อยเกือบเรียบ ก้านใบสั้นกระทั่งแทบเรียกว่า ไม่มีก้านใบ ดอกออกจากซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีสีเขียว ยาวโดยประมาณ 3 มัธยมม. ส่วนโคนชิดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบเรียวแหลมกลีบดอกไม้ติดกันเป็นหลอดสีขาว ปลายแยกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆเหมือนปาก ซีกบนขนาดใหญ่กว่าส่วนด้านล่าง
ส่วนปลายยังแบ่งเป็นกลีบเล็กๆ3 กลีบ มีรอยกระสีม่วง ด้านข้างล่างมีขนาดเล็ก ส่วนปลายมีรอยแยกเป็น 2 กลีบสีขาว เกสรตัวผู้มี 2 อัน ติดกับกลีบดอก ก้านเกสรเป็นเส้นสีขาวบางๆยื่นออกมา 2 เส้น มีขนนุ่มๆปกคลุมอยู่ ปลายมีอับเรณูสีม่วงดำ ก้านเกสรตัวเมียเป็นเส้นยาวๆบางๆสีแดงอมาสัมผัสที่อับเรณูของเกสรตัวผู้ รังไข่มี 1 อัน ผลเป็นฝักทรงกระบอกแบนมีร่องลึกตรงกลางด้านแบบทั้งสองด้าน ฝักยาวราว 1.5 เซลเซียสมัธยม กว้าง 0.5 เซลเซียสมัธยม ฝักแก่แล้วแตกตามรอยข้าง ฝักแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยมีร่องลึกนั้นอยู่ที่ซีกละร่อง เม็ดสีส้มแดงแข็ง ดูค่อนข้างจะโปร่งแสง ฝักหนึ่งมีเมล็ดหลายเม็ด
การขยายพันธุ์
ฟ้าทะลายขโมยเป็นพืชล้มลุกนานยาวนานหลายปี สามารถพบเจอได้ตามพื้นที่ทั่วไป เป็นพืชที่เติบโตได้ดิบได้ดีในทุกสภาพดิน ถูกใจดินร่วนซุย ดินมีความชุ่มชื้น สามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นครึ้มได้ดี พบมากทั้งในหรือแดดรำไร
การขยายพันธุ์ฟ้าทะลายขโมยนิยม เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เมล็ดที่ใช้ควรเป็นเมล็ดแก่ที่มีลักษณะสีดำ โดยการหว่านในแปลงดินหรือพื้นที่ว่างทั่วๆไป รวมทั้งการหยอดเม็ดในกระถาง เมล็ดจะแตกหน่อข้างใน 1-2 อาทิตย์
ฟ้าทะลายมิจฉาชีพหลังเม็ดงอกแล้วไม่อยากการดูแลมากเหมือนพืชทั่วๆไป เพราะไม่มีโรคหรือแมลงรอทำลายมากเท่าไรนัก เพียงแค่รอกำจัดวัชพืชรอบลำต้นก็สามารถเติบโตได้ดี และไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีอะไร แต่ว่าควรจะคอยให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยคอก และพรวนดินให้ร่วนซุยเป็นประจำ
สำหรับเพื่อการเก็บเกี่ยวควรเก็บเกี่ยวในตอนที่พืชออกดอกตั้งแต่แมื่อเริ่มออกดอกจนกระทั่งดอกบานปริมาณร้อยละ 50 เพื่อให้มีจำนวนสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะมีอายุราวๆ 110-150 วัน
ส่วนประกอบทางเคมี
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายขโมย มีสารสำคัญพวกไดเทอร์พีนแล็กโทน (diterpene lactones) หลายชนิด ดังเช่น แอนโดเกลื่อนกลาดราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดร-กราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดร-กราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydro andrographolide) ทั้งนี้วัตถุดิบฟ้าทะลายขโมยที่ดีต้องมีจำนวนแล็กโทนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่าร้อยละ 6 และไม่ควรเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นานๆด้วยเหตุว่าปริมาณสารสำคัญจะลดประมาณร้อยละ 25 เมื่อเก็บไว้ 1 ปี รวมทั้งยังมีสารกรุ๊ปฟลาโม้น เช่น aroxylin, wagonin, andrographidine A , paniculide A ,paniculide B , paniculide C , andrographolide , neoandrographolide ,
deoxyandrographolide-19-B-D-glucopyranoside , deoxyandrographolide , caffeic acid (3, 4- dihydroxy-cinnamicacid) , chlorogenic acid , 3, 5-dicaffeoyl-d-quinic acid , Ninandrographolide
    Andrographoside                         Paniculide A               
คุณประโยชน์/สรรพคุณ สำหรับการนำฟ้าทะลายมิจฉาชีพมาใช้ประโยชน์นั้นโดยมากจะเน้นหนักในเรื่องคุณประโยชน์ทางยาสำหรับเพื่อการเยียวยาโรคมากกว่าจะนำมาทำประโยชน์อื่น ซึ่งคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายขโมยนั้นมีดังนี้
ตำราเรียนยาไทย ฟ้าทะลายโจรเป็นยาเย็นมีรสขมใช้ดับร้อน , แก้พิษ , เพื่อรักษาไข้ หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน ยับยั้งอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ  ขับเสลด ลดบวม แก้บิด แก้กระเพาะอาหารอักเสบ ไส้อักเสบ รักษาโรคผิวหนัง ฝี การต่อว่าดเชื้อ ที่ทำให้มีลักษณะปวดท้อง ท้องเสีย บิด ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันเลือด คางทูม หูชั้นกึ่งกลางหรือปากอักเสบอื่นๆอีกมากมาย
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้เจาะจงคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายมิจฉาชีพไว้ดังต่อไปนี้  ช่วยรักษาโรคหวัด เหตุเพราะมีสารสำคัญทางวิชาพฤกษศาสตร์หลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น ไดเทอร์ปีนแลคโตน (Diterpene Lactones) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) แล้วก็สารประกอบอื่นๆซึ่งเชื่อว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดำเนินงาน และมีส่วนช่วยทุเลาอาการจากโรคไข้หวัดสำหรับผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะไม่ร้ายแรง และก็ค่อนข้างไม่เป็นอันตรายสำหรับเพื่อการกิน ด้วยเหตุว่าจากการเรียนไม่เจอผลกระทบ ซึ่งอาจเป็นอีกตัวเลือกเสริมของการดูแลรักษาหวัดทั่วไป
โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ฟ้าทะลายขโมยมีคุณลักษณะช่วยยั้งการหลั่งสารที่ทำให้เกิดอาการอักเสบภายในร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ การแข็งตัวของเลือด และยังพบแถลงการณ์ว่าสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมยช่วยคุ้มครองโรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการทดสอบในสัตว์ ทั้งยังยังถูกบรรจุเป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติของกระทรวงสาธารณสุขในหมวดกรุ๊ปลักษณะของระบบทางเดินอาหาร ก็เลยมักนำมาใช้คุณประโยชน์สำหรับการรักษาและก็บรรเทาโรคไส้อักเสบ
จากข้อมูลในข้างต้นมั่นใจว่าฟ้าทะลายโจร มีความน่าจะเป็นในการบรรเทาอาการโรคลำไส้ใหญ่อักเสบได้เช่นเดียวกับยาเมซาลาซีนที่ใช้เป็นรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบในตอนนี้ แต่ควรระมัดระวังสำหรับในการใช้อย่างเหมาะควรรวมทั้งอยู่ภายใต้การดูแลของหมอเป็นสำคัญ เนื่องจากการใช้ฟ้าทะลายโจรยังเป็นการแพทย์หนทางและก็เจอรายงานผลข้างเคียงจากการเล่าเรียนอยู่นิดหน่อย
ลดลักษณะของการมีไข้และก็อาการเจ็บคอที่เป็นผลมาจากต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลจากการต่อว่าดเชื้อในช่องคอ ด้วยสรรพคุณช่วยหยุดอาการอักเสบและต้านทานเชื้อการติดเชื้อของฟ้าทะลายมิจฉาชีพ และก็จากการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยทดลองจึงเชื่อว่าฟ้าทะลายโจร ช่วยรักษาหรือทุเลาอาการติดโรคในทางเดินหายใจตอนแรกได้
โรคข้อรูมาตอยด์  เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดการอักเสบตามข้อรวมทั้งหลายอวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งฟ้าทะลายมิจฉาชีพมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ โดยยิ่งไปกว่านั้นสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ก็เลยถูกนำมาใช้เป็นการรักษาลู่ทางในโรคภูเขาไม่ต่อต้านตัวเองหรือแพ้ภูเขาไม่ตัวเอง และจากการเรียนรู้การใช้ยาที่มีสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรในคนป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ที่มีลักษณะอาการของโรคกำเริบเสิบสาน  จึงคาดว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพก็อาจนำไปใช้เป็นการรักษาเสริมในคนเจ็บโรคข้อรูมาตอยด์ได้
ไข้หวัดใหญ่ คุณลักษณะของฟ้าทะลายขโมยเป็นช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดำเนินการเจริญขึ้น ฟ้าทะลายขโมย ก็เลยมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ จากการเรียนนำร่อง 2 ชิ้น เกี่ยวกับความสามารถของการใช้สารสกัดที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายโจรในคนเจ็บโรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 540 คน เปรียบเทียบกับยาอะแมนตาดีน (Amantadine) ที่เป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ผลพบว่า คนป่วยที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายขโมยมีอาการเร็วและก็อาการแทรกน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่ได้รับยาอะแมนตาดีน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสารสกัดฟ้าทะลายมิจฉาชีพ มีคุณภาพต่อการดูแลและรักษาไข้หวัดใหญ่
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้
ตำรับยาไทย

  • แก้บิดจากแบคทีเรีย (บิดไม่มีตัว หรือบิดชิเกลล่า) ไส้อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 กรัม ต้มน้ำผสมน้ำผึ้งกิน
  • แก้บิดจากแบคทีเรียอย่างกระทันหัน ลำไส้อักเสบ กระเพาะอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำ กินวันละชุด แบ่งกินเป็น 2 ครั้ง รุ่งเช้า-เย็น
  • แก้หวัด มีไข้ ปวดหัว ท้องเสีย ใช้ต้นแห้งบดเป็นผง ผสมน้ำสุก กินทีละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง
  • แก้ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ใช้ต้นแห้งบดเป็นผุยผงผสมน้ำสุก กินครั้งละ 3 กรัม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ใช้ใบแห้ง 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้วัณโรคปอดในระยะเริ่มต้น


           ใช้ใบแห้งบกเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดเมล็ดถั่วเหลือง กินทีละ 15-30 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง กับน้ำสุก
           ใช้ต้นแห้ง 15 กรัม ใบจับไต่กงเล้า (Mahonia bealei (Fort) Carr) 15 กรัม เถาฮงอาเสี่ยโกยฮ๊วย (Milletia reticulate Benth) 30 กรัม ต้มน้ำ แบ่งให้รับประทานเป็น 2 ครั้ง วันละ 1 ชุด ติดต่อกัน 15-30 วัน เป็น 1 รอบ ของการดูแลและรักษา

  • แก้โรคไอกรน ใช้ใบ 3 ใบ ชงน้ำ ผสมน้ำผึ้งรับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • แก้ความดันโลหิตสูง จนมีลักษณะอาการปรากฏให้มองเห็น ใช้ใบ 5-7 ใบ ชงน้ำดื่มวันละหลายๆครั้ง
  • แก้ปากอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงหนัก 3-5 กรัม ผสมน้ำผึ้งกินร่วมกับน้ำ
  • แก้คออักเสบ ใช้ต้นสดเคี้ยวกลืนช้าๆให้ฆ่าเชื้อโรคที่บริเวณลำคอ
  • แก้ไส้ติ่งอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 25 กรัม กับดอกเบญจมาศสวน (Chrysanthemum indicum L.) 30 กรัม ต้มน้ำดื่มวันละ 2 ชุด
  • แก้จมูกอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ ปอดฟัน ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่มหรือใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำหยอดหูอีกด้วย
  • แก้โรคหนองใน ฟุตบาทฉี่อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 ใบ ตำผสมน้ำผึ้งชงน้ำกิน
  • แก้บาดแผลไฟลุก น้ำร้อนลวก ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงละเอียดผสมน้ำมันพืชทา หรือใช้ใบสดต้ม เอาน้ำที่ต้มเย็นแล้วมาล้างบาดแผล
  • แก้พิษงูกัด


           ใช้ใบสดตำ เอาไปอังเหนือควันจนถึงติดน้ำมันจากควัน เอามาพอกที่ปากแผล หรือใช้ใบแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม
           ใช้ต้นสด 30 กรัม ร่วมกับ Paris polyphylla 10 กรัม ฮั่งชิ้งเช่า (Scutellaria indica L.) เลือกเอาแบบใบแคบ 30 กรัม จั่วจิเช่า ชนิดดอกขาว (Oldenlandia diffusa Roxb) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 1-2 ชุด

  • แก้ผื่น ผื่นคัน ใช้ผงยานี้ 30 กรัม ผสมน้ำมันพืชลงไป กระทั่งมีขนาด 100 หม่อมหลวง ใช้ทาบริเวณที่เป็น
การใช้ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)

  • ใช้ฟ้าทะลายขโมยรักษาอาการท้องเสีย โดยใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายโจรขนาด 250 มิลลิกรัม ปริมาณ 2 แคปซูล กิน 4 ครั้งต่อวัน
  • ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาอาการไอและเจ็บคอ โดยนำใบฟ้าทะลายโจรสดตากแห้งในร่ม บดเป็นผงละเอียด เอามาปั้นเป็นยาลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย ผึ่งลมให้แห้ง รับประทาน 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง 3 เวลา หลังรับประทานอาหารรวมทั้งก่อนนอน หรือใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายขโมย ขนาด 250 มก. จำนวน 2 แคปซูล รับประทานวันละ 4 คราวหลังของกินและก่อนนอน
  • ใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพรักษาฝี โดยนำใบค่อนข้างแก่ประมาณ 1 กำมือ แล้วเอาเกลือ 3 เม็ด ใส่ผสมตำรวมกันในครกพอละเอียดดี เอาสุราครึ่งถ้วยชา น้ำครึ่งช้อนชา ใส่รวมลงไปคนให้เข้ากันดีเทน้ำกินค่อนถ้วยชา กากที่เหลือพอกแผลฝี แล้วเอาผ้าสะอาดพันไว้ พอกใหม่ๆจะรู้สึกปวดนิดนึง


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ    ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายมิจฉาชีพแห้ง 250 มิลลิกรัม รวมทั้ง 500 มก.      ทุเลาอาการท้องเดินไม่ติดเชื้อโรค รับประทานทีละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหาร    ทุเลาลักษณะของการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก็ก่อนนอน                 ทุเลาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารและก่อนนอน  การใช้เพื่อรักษาหรือทุเลาโรคอื่น หรือใช้บำรุงร่างกาย ควรจะต้มน้ำหรือรับประทาน 1-3 กรัม หลังอาหาร 1-7 วัน แล้วก็ควรเว้นระยะการกิน 3-4 วัน เพื่อลดผลที่อาจเป็นเพราะการสั่งสมของสารหรือได้รับสารในปริมาณมากภายในร่างกาย

การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้     เมื่อป้อนส่วนสกัด 85% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ขนาด 2.5 ก./กก. แก่กระต่ายที่ถูกฉีดยาไทฟอยด์เข้าใต้ผิวหนังเพื่อให้เจ็บป่วย พบว่าไข้ลดน้อยลง เหมือนกับเมื่อป้อนสารสกัด 95% เอทานอล ขนาด 2 และ 4 มล./กิโลกรัม แก่หนูขาว albino ที่ถูกฉีดเชื้อยีสต์เข้าใต้ผิวหนังขนาด 300 มิลลิกรัม/กก. เพื่อให้ป่วย พบว่าไข้จะต่ำลงหลังจากที่ได้รับสารสกัด 180 และก็ 270 นาที แล้วก็มีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับในการลดไข้เท่ากับยาลดไข้แอสไพริน แม้กระนั้นสารสกัดดังที่กล่าวถึงแล้วไม่สามารถลดไข้หนูขาวที่เป็นไข้ด้วยเหตุว่าถูกฉีดเชื้อยีสต์ขนาด 600 มก./กก. ส่วนสกัดน้ำ หรือ 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน เมื่อให้ทางปากกระต่าย ขนาดสูงสุด 5 ก./กิโลกรัม ไม่สามารถลดไข้กระต่ายที่ถูกทำให้จับไข้โดยการฉีดวัคซีนไข้รากสาดน้อยเข้าใต้ผิวหนัง  Madav S, et al. พบว่า andrographolide ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. ให้ทางสายยางลงไปในกระเพาะอาหารหนูถีบจักร สามารถลดไข้หนูที่ถูกทำให้ป่วยโดย Brewer’s yeast
ส่วนการศึกษาทางสถานพยาบาลในคนเจ็บแก่กว่า 12 ปี จำนวน 152 คน มีอาการเป็นไข้ รวมทั้งเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 แห่ง แล้วก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกรุ๊ปแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล ปริมาณ 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายขโมยขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 ก./วัน จำนวน 51 คน รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการดูแลและรักษาคนเจ็บกรุ๊ปที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ขนาด 6 กรัม/วัน ลักษณะของการมีไข้รวมทั้งลักษณะของการเจ็บคอจะหายไปมากยิ่งกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายขโมยขนาด 3 กรัม/วัน แม้กระนั้นผลของการรักษาไม่ได้แตกต่างกันในวันที่ 7 ของการดูแลและรักษา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ        เมื่อป้อนส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 2 ก./กิโลกรัม แก่หนูขาว พบว่าสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan และก็ฉีดส่วนสกัดน้ำ ส่วนสกัดเอทานอล (50%) และก็ส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดินเข้าท้องหนูขาว ขนาด 0.5-2.5, 0.06-0.25 รวมทั้ง 1-2 กรัม/กิโลกรัม เป็นลำดับ จะสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ แต่ว่าถ้าเกิดป้อนส่วนสกัดน้ำ แล้วก็ส่วนสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 0.125-2 ก./กก. ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนู
          เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สารสกัดอัลกอฮอล์จากใบ ขนาด 200 รวมทั้ง 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  รวมทั้งสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มก./กิโลกรัม แก่หนูขาว พบว่าสามารถยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้อักเสบโดย carrageenan ได้เท่ากับ 54.97, 38.01, 53.22 แล้วก็ 41.23% เป็นลำดับ และมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านทานการอักเสบ prednisolone ขนาด 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, indomethacin ขนาด 5 มิลลิกรัม/กก. และก็ ibuprofen ขนาด 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร สารสกัดอัลกอฮอล์ รวมทั้งสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มก./กิโลกรัม จะยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่เข้าทางรอบๆหน้าท้อง เท่ากับ 40.67, 45.63 แล้วก็ 35.25% เป็นลำดับ และมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต่อต้านการอักเสบ prednisolone และ ibuprofen  รวมทั้งเมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร สารสกัดอัลกอฮอล์ แล้วก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 200 แล้วก็ 500 มก./กก. เท่ากันทั้งยัง 3 รูปแบบ สามารถยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่เข้าทางรอบๆหน้าท้องทิ้งเอาไว้ 5 วัน พอๆกับ 11.86 และ 19.85%, 15.15 รวมทั้ง 22.78%, 11.76 รวมทั้ง 15.89% ตามลำดับ รวมทั้งมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านทานการอักเสบ ibuprofen ผงใบฟ้าทะลายโจรรวมทั้งสารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการอักเสบมากที่สุด
          สาร andrographolide จากฟ้าทะลายโจรสามารถยั้งขั้นตอนการอักเสบได้ เมื่อป้อนให้หนูขาวในขนาด 30, 100 รวมทั้ง 300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan, kaolin และก็ nystatin ยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีไว้ที่ท้อง และก็ลดบวมใน adjuvant ซึ่งจะก่อให้เกิดข้ออักเสบ andrographolide ขนาด 300 มิลลิกรัม/กก. จะยั้งการรั่วซึมของ acetic acid ซึ่งจะก่อให้กำเนิด vascular permeability andrographolide ขนาด 20 มคก./มล. จะลดการสร้าง a-tumor necrosing factor (ซึ่งเป็น cytokine ที่อยู่ในวิธีการทำให้มีการอักเสบ) ของเม็ดเลือดขาวโมโนซัยท์ ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide และเพิ่มการผลิต interleukin-1-b และก็ interleukin-6 บางส่วน ลดการผลิต a-tumor necrosing factor ในเม็ดเลือดแดงของอาสาสมัครร่างกายแข็งแรงที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ได้มากกว่า 96% แต่ไม่มีผลยับยั้ง interleukin-1-b และก็ interleukin-6 สาร andrographolide ขนาด 0.1-10 ไมโครโมล คุ้มครองป้องกันการยึดติดและก็เปลี่ยนที่ (adhesion and transmigration)ของเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลที่ถูกรั้งนำโดย -formyl-methionyl-leucyl-phenylalanine (fMLP) โดยผ่านขั้นตอนการที่ andrographolide จะไปลดการแสดงออก (up-expression) ของ CD11b และก็ CD18 และไปแย่ง fMLP จับกับ phorbol-12-myristate-13-acetate (PMA) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น protein kinase C ที่จะไปทำให้มีการเกิดการผลิต ROS (reactive oxygen species)  ส่วนสกัดจากสารสกัดฟ้าทะลายโจร (ไม่ระบุชนิดของสารสกัดและก็ส่วนที่ใช้) ความเข้มข้น 100 มค.ก./มล. จะยับยั้งสารที่เกี่ยวพันกับกรรมวิธีเกิดการอักเสบ โดยไปยับยั้ง platelet activating factor (PAF) 82±3% รวมทั้งยั้ง fMLP 79±4%  ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้น neutrophil granulocyte ให้ผลิตสารที่จะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ นอกจากนี้สามารถยั้ง neutrophil สำหรับการผลิต elastase ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบได้ 73±4%   สาร andrographolide ขนาด 1-100 ไมโครโมล จะยับยั้งการสร้าง NO ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide รวมทั้ง g-interferon ขนาดของสารที่สามารถยับยั้งได้ 50% เท่ากับ 17.4±1.1 ไมโครโมล  นอกนั้นยังลด inducible NO synthase protein (iNOS protein) และก็ลดความคงตัวของโปรตีนโดยผ่านกระบวนการ post-transcription แล้วก็สารสกัดเมทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการสร้าง nitric oxide ของ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ขึ้นรถ andrographolide รวมทั้ง neoandrographolide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ จะมีฤทธิ์ยับยั้งการผลิต nitric oxide ที่ความเข้มข้น 0.1-100 ไมโครโมล และก็ความเข้มข้นซึ่งสามารถยั้งการผลิต nitric oxide 50% พอๆกับ 7.9 และก็ 35.5 ไมโครโมล เป็นลำดับ ผลสำหรับการออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสาร เมื่อให้สัตว์ทดลองที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide กิน neoandrographolide ขนาด 5 แล้วก็ 25 มิลลิกรัม/กก./วัน จะยับยั้งการผลิต nitric oxide 35 รวมทั้ง 40% เป็นลำดับ ส่วน andrographolide เมื่อให้ทางปาก ไม่มีฤทธิ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น (3)  ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการศึกษาค้นคว้าพบว่าสาร deoxyandrographolide, didehydrodeoxyandrographolide รวมทั้ง neoandrographolide มีฤทธิ์ลดการอักเสบเช่นเดียวกัน
          การศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาลในคนเจ็บอายุมากกว่า 12 ปี ปริมาณ 152 คน มีลักษณะอาการเป็นไข้ แล้วก็เจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 แห่ง แล้วก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกรุ๊ปแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล ปริมาณ 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายโจรขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 ก./วัน จำนวน 51 คน รับประทานติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการดูแลรักษาคนไข้กรุ๊ปที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายขโมย
ขนาด 6 กรัม/วัน อาการไข้แล้วก็ลักษณะการเจ็บคอจะหายไปมากยิ่งกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 3 กรัม/วัน  แม้กระนั้นผลการรักษาไม่ต่างอะไรกันในวันที่ 7 ของการรักษา
ฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล 95% จากใบอย่างเข้มข้น และสารสกัดน้ำจากราก ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ สารสกัดเอทานอล 80% จากราก ขนาด 12.5 มก./มิลลิลิตร และ 25 มิลลิกรัม/มล. ได้ผลไม่แน่ชัดในการยับยั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa รวมทั้ง S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ ตามลำดับ รวมทั้งสารสกัดน้ำร้อนจากใบอย่างเข้มข้น ได้ผลไม่ชัดเจนในการยั้งเชื้อ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อเช่นกัน ทดลองสารสกัดเฮกเซน รวมทั้งสารสกัดน้ำจากฟ้าทะลายโจรทั้งต้น ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มล. ด้วยแนวทาง agar well diffusion method ไม่มีผลยั้งเชื้อ S. aureus เมื่อป้อนสารแขวนลอยของผงใบรวมทั้งลำต้นฟ้าทะลายขโมยแก่หนูขาว (Wistar albino weaning rats) 3 กรุ๊ปๆละ 24 ตัว ขนาด 0.12, 1.2 และ 2.4 กรัม/กก. นาน 6 เดือน โดยมีหนูอีก 24 ตัว รับประทานอาหารตามธรรมดา เป็นกลุ่มควบคุม จากนั้นวางหนู ดูดเอาเลือดจากห้องหัวใจ ตัดเนื้อเยื่อปอดแล้วก็ตับมาวางไว้ที่จานเลี้ยงเชื้อที่มี B. subtilis รวมทั้ง pathogenic bacteria พบว่า ฟ้าทะลายมิจฉาชีพทุกขนาดความเข้มข้นไม่เป็นผลยั้งแบคทีเรีย S. aureus และก็ได้ทดสอบในอาสาสมัคร 10 ราย สุ่มกินสมุนไพรขนาดเดียวต่อหนึ่งสัปดาห์ เป็นเวลา 4 อาทิตย์ ขนา

6

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อท้องถิ่น มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (จังหวัดเชียงใหม่) , มะปั่น (ลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (นครพนม) จุ่มโป่ (สุราษฎร์) , ชมพู่ (ปัตตานี) , ยามู ,คุณย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (ทุ่งนาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยติดจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
สกุล  MYRTACEAE
ถิ่นเกิด ฝรั่งคือผลไม้ที่มีบ้านเกิดเมืองนอนหรือเป็นพืชท้องถิ่นของเมริกาเขตร้อน De Candolle เชื่อว่าอยู่ระหว่างประเทศเม็กซิโก และประเทศเปรู รวมถึงหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังฟิลิปปินส์ และโปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในตอนสมัยของสมเด็จพระทุ่งนารายณ์มหาราช ปัจจุบันเป็นพืชมีขึ้นทั่วไปในเขตร้อนรวมทั้งกึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วๆไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 5-10 เมตร ลำต้นกิ่งมีแก่นไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา และมีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนร่วงไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบโดดเดี่ยวออกตรงข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 เซลเซียสม. หรือกว้าง 3-5 ซ.ม. ขยี้ใบดมดูเหมือนจะมีกลิ่นหอม ใบบางเหมือนแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบค่อยๆขยายแหลมออกมายังกึ่งกลางใบ ขอบใบเรียบหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (บุบลงไปเล็กน้อย) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวนุ่ม รวมทั้งมีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 เซนติเมตร ดอกอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบดอกสาวบางๆหลุดร่วงง่าย ยาว 2-2.5 เซลเซียสม. มีเกสรตัวผู้มาก มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวพอกับกลีบดอกไม้ มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงขึ้นยิ่งกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ด้านล่างมี 5 ห้องและก็ลักษณะทรงกลม และมีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่กับปลายผล ผลทรงกลม  มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวโดยประมาณ 3-15 ซ.ม. เนื้อผลส่วนมากมีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอม เม็ดแข็ง เป็นรูปไตมีเยอะๆ ขนาดเมล็ด 0.3-0.5 เซนติเมตร สีขาวอ่อน มักพบปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วๆไปเอาผลไว้กินหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน และก็ทนต่อความแล้ง และน้ำขังได้บางส่วน แม้กระนั้นโดยปกติมักชอบเติบโตเจริญในดินร่วนซุยปนทราย ที่มีสภาพพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถให้ผลผลิตได้ราว 1 ปีหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในตอน 4-5 เดือน ข้างหลังติดดอก  โดยธรรมดาจะได้ผลได้ในช่วงปลายหน้าแล้งถึงต้นหน้าฝนเป็นตอนมีนาคม-เดือนมิถุนายน
                สำหรับเพื่อการเพาะพันธุ์ฝรั่งสามารถทำเป็นหลายแนวทาง ยกตัวอย่างเช่น การปลูกด้วยเม็ด การทาบกิ่ง การติดตา การปักชำ แต่ว่าวิธีที่นิยมเยอะที่สุดเป็นการทำหมันกิ่ง
การเตรียมดิน แล้วก็การเตรียมแปลง ในการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำได้ 2 แบบตามภาวะพื้นที่ คือ

  • พื้นที่ดินเหนียว น้ำท่วมขังง่าย รวมทั้งมีระบบน้ำมากเกินพอ ให้กระทำการขุดร่องลุกราว 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแถวร่องสำหรับการให้น้ำ การเตรียมแปลง รวมทั้งการปลูกเอาไว้ในรูปแบบนี้พบได้ทั่วไปในพื้นที่ลุ่มภาคกึ่งกลางเป็นส่วนใหญ่
  • พื้นที่ทั่วไปที่มีระบบน้ำไม่เพียงพอ สามารถปลูกภายในแปลงโดยไม่ยกร่องหรือการชูร่องสูงประมาณ 30 ซม. ระยะห่างระหว่างร่องราว 3-4 เมตร ดังนี้ ให้ทำการไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน รวมทั้งกำจัดวัชพืช และก็ไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นช่วงห่างราวๆ 1-2 อาทิตย์ ต่อไปทำการไถชูร่อง
สำหรับวิธีการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งพันธุ์จากการทำหมันหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 เซนติเมตร แต่ละหลุมห่างกันราว 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวราว 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยหมักหรือมูลสัตว์โดยประมาณ 0.5 กก./หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมก้นหลุมให้สูงราวๆ 1 ฝ่ามือ ทั้งนี้บางทีอาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งชนิด จากการทำหมันหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมเล็กน้อย ทั้งนี้ควรให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม และผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรให้น้ำให้เปียกโดยทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำครั้งแรกหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม ต่อจากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน เช้าตรู่-เย็น จนถึงต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยบางทีอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีคุณภาพ ต่อไปอาจทำการให้น้ำน้อยลง ขึ้นกับสภาพลมฟ้าอากาศ รวมทั้งความชื้นของดิน ซึ่งไม่สมควรปลดปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยเฉพาะในช่วงติดผล แม้กระนั้นในช่วงติดดอกไม่สมควรให้น้ำมากมายซึ่งในระยะนี้เพียงระวังไม่หน้าดินแห้งก็ เพียงพอ
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งยอดนิยมในตอนนี้ ได้แก่ พันธุ์ แป้นสีทอง , ชนิดกิมจู , ชนิดกลมสาลี่ , ชนิดไร้เมล็ด , ชนิดเวียดนาม เป็นต้น
ส่วนประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) และ quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อนำมาสกัดน้ำมันระเหย เจอสารต่างๆดังเช่น 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC ฯลฯ  แล้วก็สำหรับคุณประโยชน์ทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) เป็น

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • ใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มก.
  • วิตามินบี 1 0.1 มก.
  • วิตามินบี 2 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 1.8 มิลลิกรัม
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มก.
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มิลลิกรัม
  • ธาตุทองแดง 0.4 มก. ที่มา : Wikipedia


ผลดี/คุณประโยชน์ ฝรั่งคือผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ลดน้ำหนัก ลดน้ำหนัก หรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เหตุเพราะฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อกินแล้วจะทำให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงเดิม ช่วยปรับให้ระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้เหมาะสม แล้วก็ยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย จึงส่งผลทำให้ผิวพรรณดูผ่องแผ้วผ่องใส โดยฝรั่งจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด แล้วก็ยังมีวิตามินซีสูโลภว่าส้มถึง 5 เท่า และก็ยังนิยมนำฝรั่งไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆได้แก่ ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง และก็ของหวานอีกหลายประเภท รวมทั้งประยุกต์ใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องเดินจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งใส่แคปซูลละ 250 มก.
                ยิ่งไปกว่านี้น้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการเอาไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ดังเช่น หมากฝรั่ง ลูกอม รวมทั้งนำมาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ ตำรายาไทยระบุว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด สุขุม ใช้แก้แผลเป็นพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดชุ่ม สุขุมไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเดิน บิดเรื้อรัง ผื่นคัน ผื่นคัน บาดแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดสุขุม ใช้แก้ท้องร่วง บิด ขจัดกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลสุกรสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต่อต้านการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำกิน ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม ถ้าเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำกิน ถ้าหากใช้ด้านนอกต้มเอาน้ำล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
แบบ/ขนาดวิธีใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้กระเพาะลำไส้อักเสบฉับพลันแล้วก็ท้องเดิน ที่เกิดจากการย่อยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้บาดแผลมีต้นเหตุที่เกิดจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือรอยแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลภายนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาชะล้างบาดแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผดผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดแล้วก็ใบต้นเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น
  • แก้ท้องเดิน ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มรับประทานต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มิลลิลิตร)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดหลังคลอด ใช้น้ำต้มจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้เพื่อการดับกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาบดแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำดื่ม
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำดื่มแก้ท้องร่วง บิด ใบสดบดอมดับกลิ่นยาสูบ เหล้า รวมทั้งกลิ่นปากได้ดี
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ แก้ท้องร่วง             จากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งทีละ 500 มก. ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน กับคนเจ็บที่เป็นโรคอุจจาระตก 122 คน สามารถลดจำนวนครั้งของการขี้ ระยะเวลาที่ถ่ายอุจจาระ แล้วก็ปริมาณน้ำเกลือที่ให้ชดเชยได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มิลลิกรัม (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มิลลิกรัม/แคปซูล 500 มิลลิกรัม)  ทุก 8 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วันในคนไข้ที่มีลักษณะท้องร่วง เจ็บท้อง ปริมาณ 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของไส้รวมทั้งลดระยะเวลาเจ็บท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในคนเจ็บเด็กที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการดีขึ้นภายใน 3 วัน ระยะเวลาท้องเสียสั้นลง และไม่เจอเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับกรุ๊ปควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล และก็น้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว แล้วก็การหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาแล้วก็หนูแรทที่ถูกรั้งนำให้มีการเคลื่อนเยอะขึ้นด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 สามารถยับยั้งการหดตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้หดตัวด้วยกระแสไฟฟ้า อะเซทิลโคลีน และธาตุแบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ แล้วก็สามารถยับยั้งอาการท้องเดินในหนูเม้าส์ที่ถูกโน้มน้าวให้กำเนิดอาการท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในลำไส้รวมทั้งลดการบีบตัวของลำไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยับยั้งอาการท้องร่วงได้ โดยลดจำนวนครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการท้องเดินด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกลุ่ม polyphenolic, saponin รวมทั้ง alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการยุบเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่รั้งนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนแล้วก็โปตัสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin แล้วก็ quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต้านทานการหดตัวของลำไส้เล็กที่ถูกรั้งนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ไส้มีการเคลื่อนลดลง  ยิ่งกว่านั้นสาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยั้งการยุบเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทและก็หนูตะเภาซึ่งรั้งนำให้เกิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปตัสเซียม  อะเซทิลโคลีน แบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน รวมทั้งซีโรโทนินได้ แล้วก็สามารถลดความสามารถสำหรับเพื่อการซึมผ่านของๆเหลวของเส้นเลือดฝอยรอบๆท้องซึ่งส่งผลช่วยรักษาอาการท้องร่วง  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) แล้วก็ quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการยุบเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อของลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทและหนูตะเภาได้ แต่มีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรตะกาย โดยฝรั่งส่งผลทำให้ไส้มีการเคลื่อนไหวลดน้อยลง ทำให้รักษาอาการท้องเสียได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่เจาะจงส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียมีการศึกษาเล่าเรียนการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน ตัวอย่างเช่น สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคล./มล. ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มก./มล. ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคอุจจาระหล่นหมายถึงStaphylococcus aureus, Vibrio cholerae แล้วก็ V. parahaemolyticus แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง และใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นต้นเหตุส่งผลให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคลิตร สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งทำให้มีการเกิดโรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในไส้) S. typhimurium (นำไปสู่โรคไทฟอยด์) แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นสาเหตุของอหิวาตกโรค ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แต่ว่าเห็นผลปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคกรัม/มล. สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มก./มิลลิลิตร พบว่าสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (นำมาซึ่งโรคบิด) แล้วก็ V. chlorea (นำไปสู่อหิวาต์) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25, 5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร เป็นลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มก./กิโลกรัม สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 และ V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 100-200 มคกรัม/มล. สารสกัดหยาบคายของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งว่าวจุฬาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25-5.00 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน แล้วก็ 95% เอทานอล สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri นอกจากนี้สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport แล้วก็ S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 10 มก./วัน แม้กระนั้นสำเร็จไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคกรัม/มิลลิลิตร พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคอุจจาระหล่น อาทิเช่น Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคกรัม/มล. สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ตามลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  แล้วก็ต่อต้านเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae และเชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)และอะซีโตน สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นต้นเหตุของโรคอุจจาระตกได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. newport รวมทั้ง S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่อาจจะต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้รากสาดน้อยได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ รวมทั้งน้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากกว่า 25 มคกรัม/มล. ไม่สามารถที่จะต้านเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการศึกษาวิจัยโดย ปัญจางค์ ธนังข้าล และก็แผนก ในคนไข้ 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระร่วง เป็นชาย 64 คน และก็หญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ศึกษาวิจัยเปรียบเทียบโดยแนวทางการสุ่มตัวอย่าง โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผง ใส่แคปซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม ลักษณะเดียวและขนาดเดียวกับ tetracyclin แล้วก็บริหารการรับประทานยาเหมือนกัน คือ 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน ทั้งสองกรุ๊ป พบว่าใบฝรั่งสามารถลดปริมาณอุจจาระ ระยะเวลาที่อึ แล้วก็ปริมาณน้ำเกลือที่ให้ชดเชยได้
มีการเรียนในคนป่วยเด็ก 62 คน ที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้รับประทานยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการภายใน 3 วัน และก็ระยะเวลาท้องร่วงสั้นลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ปริมาณโซเดียมรวมทั้งเดกซ์โทรสในอุจจาระน้อยลง รวมทั้งผลการตรวจอุจจาระไม่เจอเชื้อ Rota virus สูงถึง 87.1% ขณะที่กรุ๊ปควบคุมไม่พบเชื้อ Rota virus 58.1% มีความหมายว่ายาต้มของฝรั่งมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการท้องร่วงในคนไข้ไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ   จากการศึกษาทางสถานพยาบาลในคนเจ็บ 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้ปริมาณร้อยละ 19.8 และลดรอยโรคที่ความรุนแรง ได้ปริมาณร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังจากที่ใช้ตรงเวลา 3 สัปดาห์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มก./โล เมื่อฉีดเข้าท้องพบว่ามีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบแบบทันควัน  เมื่อทดสอบกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดการอักเสบด้วยไข่ขาวสด นอกเหนือจากนี้เมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มิลลิลิตร/โล พบว่าสามารถยั้งการอักเสบที่ถูกรั้งนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้มีการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin และก็ formaldehyde ได้ นอกนั้นสารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยับยั้งการอักเสบและก็ลดลักษณะของการเจ็บปวดที่ถูกรั้งนำด้วย acetic acid  ได้ดีกว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเสมอกันบางส่วน
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับรารวมทั้งแบคทีเรียเป็นต้นว่า Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum และ Saccharomyces cerevisiae แล้วเอามาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งการผลิตสารที่ก่อกำเนิดการอักเสบเป็น ไนตริกออกไซด์แล้วก็ พรอสต้าแกรนดิน อี 2 ในหลอดทดลอง นอกจากนี้สารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลและน้ำยังออกฤทธิ์ยั้งการผลิตไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ รวมทั้งแก้แพ้โดยยับยั้งการตอบสนองต่อแอนติเจนที่ชักนำให้เกิดการแพ้และก็การอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกชักชวนให้เป็นโรคเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าหลอดโลหิตดำขึ้นรถสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 รวมทั้งสิ้นฤทธิ์ใน 1 วัน
ฤทธิ์ต่อต้านเซลล์ของโรคมะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง murine fibrosarcoma แล้วก็เซลล์ของมะเร็งเต้านม

การเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  พิษรุนแรง  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 20 กรัม/กก.  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักรอีกทั้ง 2 เพศ รวมทั้งมีค่ามากยิ่งกว่า 5 ก./กิโลกรัม  เมื่อฉีดเข้าทางท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าพอๆกับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 แล้วก็ 20 กรัม/กิโลกรัม แต่ละวันติดต่อกันตรงเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวต่ำลง ในกลุ่มที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำ เวลาที่ไม่พบความต่างของจำนวนของกินที่รับประทานในทุกกรุ๊ป การกระทำทั่วไปธรรมดาในทุกกลุ่ม หนูเพศผู้หรูหรา ALP, SGPT (หลักการทำงานของตับ), BUN (รูปแบบการทำงานของไต) และก็ WBC สูงขึ้น ตอนที่ระดับของโซเดียมแล้วก็คลอเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง น้ำหนักของตับและไตเพิ่มขึ้น การตรวจทางจุลทัศนกายตอน พบความเคลื่อนไหวของไขมันและลักษณะ hydronephrosis หนูเพศเมียมีระดับโซเดียม โปแตสเซียม และอัลบูมินในเลือดเพิ่มขึ้น ใน

7

งาขาว
ชื่อสมุนไพร งาขาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น นีโซไอยู่มั้ว (จีน) ซะแปะ ซะเจี่ย (เมื่อน)
ชื่อสามัญ Sesame seeds (white)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Sesamum  orientale Linn.
ตระกูล PEDALIACEAE
บ้านเกิด
งาขาวมีบ้านเกิดเช่นเดียวกันกับ งาดำ คือ งาขาวเป็นไม้ล้มลุกที่มีมาแต่ว่าโบราณ มีแหล่งกำเนิดในแถบประเทศเอธิโอเปีย ถัดมาก็ถูกนำเข้าไปยังประเทศอินเดีย จีน รวมทั้งแถบแอฟริกาเหนือรวมทั้งทวีปเอเชียใต้ ในราวโดยประมาณ 2000 ปี ก่อนคริศตกาลและในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำเข้าไปในทวีปอเมริกาส่วนในประเทศไทย งา ก็มีชื่อเสียงกันมาช้านาน ซึ่งนำมาใช้คุณประโยชน์ได้ทั้งยังทางยา ของกิน แล้วก็เครื่องแต่งตัว
ลักษณะทั่วไป
งาขาว เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุฤดูเดียว มีลำต้นตั้งชันถึงยอด สูงราวๆ 50-150 เซนติเมตร ลำต้นไม่แตกกิ่งแขนง แต่ว่าบางจำพวกอาจมีการแตกกิ่งแขนง ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ เป็นสี่เหลี่ยม มีขนสั้นๆปกคลุมครึ้ม ลำต้นมีร่องยาวตามความสูงของลำต้น เปลือกลำต้นบาง สีเขียวเข้มหรือมีสีอมม่วง สามารถดึงลอกเป็นเส้นได้
ใบงาขาว ออกเป็นใบผู้เดียว เรียงตรงข้ามกันตามความสูงของลำต้น ประกอบด้วยก้านใบทรงกลมสีเขียวหรือสีม่วงแดง ยาวโดยประมาณ 5 เซนติเมตร ส่วนแผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปหอกยาว กว้างราวๆ 3-5 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 8-15 ซม. โคนใบมน เป็นฐานกว้าง และก็ค่อยเรียวลงกระทั่งปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด มีร่องตามเส้นกิ้งก้านใบ ขอบของใบเรียบหรือเป็นหยัก
ดอกงาขาวเป็นดอกคนเดียวหรือเป็นกลุ่มบริเวณซอกใบ 1-3 ดอก ประกอบด้วยก้านดอกสั้น โดยประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ต่อมาเป็นกลีบรองดอกสีเขียว จำนวน 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมชิดกันห่อหุ้มฐานดอก ถัดมาเป็นกลีบดอกที่มีลักษณะเป็นกรวยยาว กลีบดอกไม้อ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่หรือบานจะมีสีขาว ยาวเป็นทรงกรวย ประมาณ 4-5 เซนติเมตร ปลายกลีบแขวนลงดิน และแยกออกเป็น 2 กลีบ คือ กลีบข้างล่างที่ยาวกว่า และกลีบบนที่มีปลายหยักเป็น 3 แฉก ถัดมาภายในดอกจะมีสีกลีบดอกข้างในเป็นสีเหลือง มีเกสรตัวผู้ 4 อัน แบ่งเป็น 2 คู่ แต่งละคู่ยาวแตกต่างกันส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน ยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายก้านเกสรแยกออกเป็น 2-4 แฉก ทั้งนี้ ดอกงาขาวจะเริ่มบานในเวลาเช้า แล้วก็กลีบดอกไม้จะหล่นลงดินในช่วงเวลาเย็น
ผลของงาขาวเรียกว่า ฝัก ฝักอ่อนมีลักษณะทรงกระบอกค่อนข้างจะกลม ปลายฝักเป็นจะงอยแหลม เมื่อฝักใหญ่จะแบ่งเป็นร่องๆตามความยาวของฝัก ยาวประมาณ 2-3 ซม. เปลือกฝักดก มีสีเขียว รวมทั้งมีขนปกคลุม เมื่อฝักแก่กลายเป็นสีดำอมเทา และก็ปริแตก ทำให้เม็ดหล่นลงดิน  ด้านในฝักมีเมล็ดขนาดเล็กสีขาวเยอะมาก เรียงซ้อนแยกกันในแต่ละร่องพู เมล็ดมีรูปไข่ เปลือกเม็ดบางมีสีขาว มีกลิ่นหอม ใน 1 ฝัก จะมีเม็ดโดยประมาณ 70-100 เมล็ด
การขยายพันธุ์
                งาขาว ที่ปลูกกันทั่วไปมี 6 ชนิด ได้แก่

  • พันธุ์เมืองเลย ปลูกมากที่จังหวัดเลยและรอบๆชายแดนไทย-ลาว และตอนจังหวัดเลยถึงจังหวัดอุตรดิตถ์
  • พันธุ์เชียงใหม่ ปลูกมากมายที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดเชียงใหม่
  • ประเภทชัยบาดาลหรือสมอทอด ปลูกมากมายที่จังหวัดเพชรบูรณ์แล้วก็จังหวัดลพบุรี แต่ตอนนี้มีจำนวนน้อยมาก
  • ประเภทร้อยเอ็ด.1
  • ประเภทมข.1
  • ประเภทมหาสารคาม 60 มีเขตส่งเสริมการปลูก ตัวอย่างเช่น จังหวัดสระบุรี ลพบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก และก็กาญจนบุรี


งาเป็นพืชเขตร้อนถูกใจอาการร้อนและแดดจัด อุณหภูมิที่สมควรต่อการเจริญเติบโต ราวๆ 27-30 องศาเซลเซียส รังเกียจอากาศหนาวเย็น ถ้าเกิดอุณหภูมิต่ำลงมากยิ่งกว่า 20 องศาเซลเซียส การงอกจะช้าลง หรือ บางทีอาจจะหยุดการเจริญเติบโต แต่ว่าหากอุณหภูมิสูงขึ้นมากยิ่งกว่า 40 องศาเซลเซียสจะทำให้การผสมเกสรติดยากการสร้างฝักเป็นได้ช้า
   ฤดูปลูก

  • ต้นฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่กุมภาพันธ์-ม.ย. และเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือน เมษายน-เดือนมิถุนายน ส่วนใหญ่จะปลูกเอาไว้ภายในพื้นที่นาก่อนการปลูกข้าว มีพื้นที่ปลูกราวๆจำนวนร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกงาทั่วประเทศ แหล่งปลูกงาต้นฤดูฝนได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ นครราชสีมา สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย ลำพูน น่าน แล้วก็สุราษฏร์ธานี
  • ปลายฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่กรกฎาคม-สิงหาคม รวมทั้งเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือน เดือนพฤศจิกายน-ธ.ค. จำนวนมากจะปลูกภายในภาวะพื้นที่ไร่หรือที่ดอน ปลูกข้างหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีพื้นที่ปลูกประมาณจำนวนร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาปลายฤดูฝนที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น จังหวัด จังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก สุพรรณ จังหวัดเพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ และก็เลย
ส่วนการปลูกงาขาวนั้นสามารถทำเป็นดังนี้

  • การเตรียมดิน การเตรียมดินเป็นต้นเหตุที่สำคัญในการปลูกงาเนื่องด้วยเมล็ดงามีขนาดเล็ก ควรมีการเตรียมดินให้ร่วนซุย จะช่วยให้งาแตกออกได้ดิบได้ดีและก็มีความสม่ำเสมอ การไถพรวนจะมากมายหรือน้อยครั้งขึ้นกับส่วนประกอบรวมทั้งประเภทของเนื้อดิน ถ้าหากเป็นดินร่วนซุยทรายจะไถ 1-2 ครั้ง ส่วนดินเหนียวจะต้องไถมากมายครั้งกว่าดินร่วนโดยไถ 2-3 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้ถี่ถ้วนจะได้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าไถเพียงแค่ครั้งเดียว
  • แนวทางปลูก การปลูกงาขาวมีอยู่ 2 แนวทางเป็น
  • การปลูกแบบหว่าน เกษตรกรจำนวนมากนิยมนำมาปลูกงาด้วยวิธีการแบบนี้ โดยภายหลังตระเตรียมดินก็ดีแล้ว จะใช้เมล็ดงาหว่านให้กระจัดกระจายสม่ำเสมอ อัตราเมล็ดพันธุ์ 1-2 กิโล/ไร่
  • การปลูกแบบโรยเป็นแนว สำหรับการทำร่องสำหรับโรยเมล็ด โดยมากใช้คราดกาแถว ระยะระหว่างแถว 50 ซม. อัตราเมล็ดพันธุ์ 2-3 โล/ไร่ การปลูกเป็นแถวจะได้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าการปลูกแบบหว่าน
  • การใส่ปุ๋ย ดินทรายหรือดินร่วนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20-30 กก./ไร่ ดินร่วมผสมดินเหนียว ใช้ปุ๋ยสูตร 20-20-0 ในอัตรา 20-25 กก./ไร่
  • การดูแลรักษา การปลูกงาขาวไม่อยากดูแลมากนัก ข้างหลังการโปรยเมล็ดแล้วเกษตรกรจะปล่อยให้งาเติบโตตามธรรมชาติ แต่ว่ามั่นตรวจดูแปลงเป็นระยะ หากพบโรคหรือแมลงระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดศัตรูพืช ส่วนการปลูกในหน้าแล้งหรือพื้นที่ออกจะแห้งอาจมีการให้น้ำเป็นระยะ
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาขาวมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 70-120 วัน หลังปลูก ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และก็เริ่มเก็บฝักได้ในระยะฝักแก่สีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ใบมีสีเหลือง และก็หล่นใกล้หมด และเก็บในระยะที่เปลือกฝักยังไม่ปริแตก การเก็บเกี่ยวงาขาวจะใช้วิธีถอนต้น ก่อนเด็ดฝักแยกออกจากลำต้น แล้วตีให้ฝักแตกกันเมล็ดงาออก ซึ่งอาจใช้ไม้ตีหรือใช้เครื่องตีแยกฝัก


องค์ประกอบทางเคมี เม็ดงาขาวประกอบด้วยน้ำมัน 44-58% โปรตีน 18-25% ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนกับถั่วเหลืองคาร์โบไฮเดรตราว 13.5% แล้วก็ขี้เถ้า 5% (Borchani et al.,2010) น้ำมันงาโดยประมาณ 50% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงคนเดียว 35% แล้วก็อีก 44% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ในเวลาที่ 45% ของกากงาประกอบด้วยโปรตีน 20% (Ghandi, 2009) ส่วนส่วนประกอบทางเคมีที่มีในเม็ดงาขาวนั้นก็มีเหมือนกับงาดำ อย่างเช่น กรดไขมันเป็นต้นว่า oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, สารกลุ่ม lignan, ชื่อ sesamol, d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆตัวอย่างเช่น sitosterol  ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของงาขาวมีดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการงาขาว (งาขาวดิบ 100 กรัม)
                งาขาวดิบ             
น้ำ                           3.9          กรัม
พลังงาน                 658         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.9        กรัม
ไขมัน                       57.1        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        15.0        กรัม
ใยอาหาร                                4.6          กรัม
เถ้า                           3.1          กรัม
แคลเซียม                               86           มิลลิกรัม
เหล็ก                       7.4          มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                              650         มิลลิกรัม
เบต้า แคโรทีน                        0              มก.
ไทอะมีน                 1.08        มก.
ไรโบฟลาวิน                           0.11        มก.
ไนอะซีน                  3.3          มก.
 
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
งาขาวใช้เป็นส่วนผสมของขนมหวาน อาทิเช่น กระยาสาดข้าวเหนียวแดง หรือใช้ตกแต่งขนมปังหรือขนมต่างๆรวมไปถึงใช้สกัดน้ำมันงาสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆยกตัวอย่างเช่น ใช้สำหรับปรุงอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารชนิดทอดต่างๆ ใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารเสริม  ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง เป็นต้นว่า ครีมดูแลผิว น้ำหอม สบู่ ฯลฯ ใช้ในอุตสาหกรรมยา และก็ของกิน ยกตัวอย่างเช่น ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับในการผลิตช็อกโกแลต การสร้างเนยเทียม ฯลฯ  ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์  ใช้ทารักษาแผล  ใช้ทาผม ช่วยทำให้ผมมันเงา ใช้ทารักษาโรผิวหนัง ผดผื่นคัน มีการวิจัยในงาขาวพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเหลืองแล้วก็ใช่แล้วพบว่า มีไขมันสูงยิ่งกว่าถั่วเหลืองประมาณ 3 เท่า รวมทั้งสูงยิ่งกว่าไข่ ราวๆ 4-6 เท่า มีโปรตีนสูงกว่าไข่ราวๆ 5% แม้กระนั้นต่ำยิ่งกว่าถั่วเหลืองโดยประมาณ 2 เท่า นอกเหนือจากนี้โปรตีนในงาขาวยังแตกต่างจากพืชตระกูลถั่วและพืชให้น้ำมันอื่นๆเนื่องจากมีกรดอะมิโนที่ต้องซึ่งพืชดังที่กล่าวผ่านมาแล้วขาดแคลน ตัวอย่างเช่น เมธไธโอนินและก็ซีสว่ากล่าวน แต่งาขาวมีไลซีนต่ำ โดยเหตุนั้นอาจใช้งาเป็นอาหารเสริมพวกอาหารถั่วต่างๆเมื่อใช้เป็นอาหาร หรือใช้เสริมโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งราคาแพงแพง ยิ่งกว่านั้นยังคงใช้เสริมของกินพวกเมล็ดพืช กล้วย แล้วก็ของกินแป้งอื่นๆได้เป็นอย่างดี
นอกจากนั้นเมล็ดงาขาวยังประกอบไปด้วย เกลือแร่ 4.1 – 6.5 % ที่สำคัญคือ เหล็ก ไอโอดีน สังกะสี เซเลเนียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส โดยจะมีแคลเซียมมากกว่าพืชทั่วไปโดยประมาณ 20 เท่า ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น แบบเรียนยาไทยบอกว่า งาขาวมีรสฝาด หวาน ขม ทำให้น้ำดี กำเริบเสิบสาน น้ำมันใช้หุงเป็นน้ำมันใส่รอยแผลได้ดี การหุงน้ำมันจำเป็นต้องใช้งาสดตำคั้นเอาน้ำ โดยใช้น้ำคั้นใบแล้วก็เถาตำลึง บอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย  ไพล เอาน้ำมาอย่างละ 1 ถ้วย แล้วใส่น้ำมันงาลงไป 1 ถ้วย ตั้งไฟต้มไปจนเหลือ 1 ถ้วย เอาน้ำมันที่ได้ปรุงด้วยสีเสียดเทศแล้วก็ไทยสิ่งละนิดเดียว หลอมตะกั่วนมให้ละลายเทลงในน้ำมัน แล้วเอาขึ้นหลอมอีกจนได้ 3 ครั้ง ทิ้งตะกั่วเอาไว้ในนั้น ใช้น้ำมันใส่แผลจะช่วยสมานแผลได้ดิบได้ดีมาก
 ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น ตำรายาไทยระบุว่า สารเซซาไม่นในเมล็ดงาขาวสามารถลดระดับ LDL-cholesterol ในกระแสโลหิตของคน (ซึ่ง LDL-cholesterol เป็นต้นเหตุที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรค Athersclerosis (ไขมันอุดตันในเส้นโลหิต)  ทุเลาอาการโรคคิดสีดวงทวาร (Hemmorhoids) ได้ โดยกรดไขมันในน้ำมันงา อาทิเช่น Linoleic acid , oleic acid , palmatic acid , stearic acid , สามารถบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวารได้
ดังนี้มีการวิจัยน้ำมันงาพบว่าน้ำมันงาเป็นแหล่งของสารอาหาร ตัวอย่างเช่น กรดไขมันโอเมก้า 6 ฟลาโวนอยด์ ฟลีนอลิค สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและเส้นใย ซึ่งมีความสำคัญสำหรับเพื่อการต่อต้านโรคมะเร็ง และผลักดันสุขภาพ
ต้นแบบ/ขนาดการใช้ เหมือนกันกับงาดำ คือในการนำงาขาวมาใช้ประโยชน์ส่วนมากจะเอาไปใช้ประโยชน์ด้านของกินรวมทั้งผลิตภัณฑ์เสริมความสวยงามมากยิ่งกว่าด้านการดูแลและรักษาโรคแม้กระนั้นก็มีการนำไปใช้ตามตำรายาไทยอยู่บ้าง อาทิเช่น

  • แก้ปัสสาวะหรืออุจจาระขัด นำเมล็ดงา 20 – 30 กรัม หรือ 1 – 2 ช้อน ต้มแล้วนำน้ำมาดื่มในขณะท้องว่าง
  • ความดันเลือดสูง เมล็ดงาขาว น้ำส้ม  ซีอิ้ว และก็น้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากันดี ต้มด้วยไฟอ่อนๆจนถึงสุก กินวันละ 3 ครั้งเสมอๆ
  • ทุเลาอาการไอแห้ง ไม่มีเสมหะ ให้นำเมล็ดงา 3 – 5 ช้อน ตำบดอย่างถี่ถ้วน ก่อนผสมกับน้ำตาลทราย 2 ช้อน กิน หรือ นำผงเม็ดงาชงน้ำร้อน และก็เดิมน้ำตาลดื่ม
  • บำรุงสมอง ตำราอายุรเวทให้ใช้งาผง 1 ส่วน ผงมะขามป้อม 1 ส่วน และก็น้ำผึ้ง 1 – 2 ช้อนชา เคล้าให้เหมาะ ปั้นเป็นลูกกลอนกิน
  • ยาอายุวัฒนะ (ญี่ปุ่น) ใช้ไข่ไก่ 1 ฟอง ชงด้วยน้ำร้อน เติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ แล้วก็น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขับพยาธิหมุด เม็ดงาขาว 50 กรัม เพิ่มเติมน้ำต้นจนได้น้ำข้นๆกรองเอาส่วนน้ำมาปรุงด้วยน้ำตาล ดื่มขณะท้องว่างครั้งเดียวให้หมด
  • เจ็บคอ คัดจมูก แพ้อากาศ ปวดประจำเดือน นอนไม่หลับ ปวดหัว กินงาบด 1 ข้อนชาก่อนนอน
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของงาขาวนั้นส่วนมากเป็นการเรียนควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการศึกษารวมกันงาขาว งาดำ) โดยเหตุนั้นผลวิจัยทางเภสัชวิทยาของงาขาวก็เลยเช่นเดียวกับงาดำ (ดูการศึกษาทางเภสัชของงาดำ) แต่ผู้เขียนสามารถเก็บข้อมูลการศึกษาทางเภสัชวิทยาของงามาเพิ่มอีกได้อีก 2 ฉบับเป็น
                การเรียนฤทธิ์ลดความเป็นพิษจากนิโคตินของสารลิกแนนจากงาในหนูแรทผิวเผือกเพศผู้ที่ได้รับพิษจากนิโคติน โดยการฉีดนิโคตินทีละ 3.5 มิลลิกรัม/กก.น้ำหนักตัว เข้าใต้ผิวหนัง ต่อเนื่องกัน 15 วัน ร่วมกับการป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของสารลิกแนนจากงา ขนาด 0.1 หรือ 0.2 ก.ต่อของกิน 100 ก. ผลวิจัยพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยลดจำนวนคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ Low Density Lipoprotein cholesterol และ Very Low Density Lipoprotein cholesterol ช่วยเพิ่มปริมาณ High Density Lipoprotein cholesterol แล้วก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงลดความเข้มข้นของผลผลิตจากการเกิดการเพอคอยกสิเดชั่นของไขมันที่มากขึ้นเพราะว่าพิษของนิโคติน ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยเพิ่มปริมาณ DNA และก็คุ้มครองไม่ให้ DNA ในเยื่อตับถูกทำลายด้วยนิโคตินได้อย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าสารลิกแนนจากงาสามารถทุเลาความเป็นพิษของนิโคตินต่อการเกิดออกซิเดชั่นแล้วก็ความเป็นพิษต่อสารพัดธุกรรมในร่างกายได้ และก็การศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกเรื่องฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดระดับความดันโลหิตสูง ผู้เจ็บป่วยชายรวมทั้งหญิงที่เป็นโรคความดันเลือดสูงระดับน้อยถึงปานกลาง เป็นมีค่าความดันเลือดตัวบน ≥ 140 มม.ปรอท รวมทั้งค่าความดันเลือดตัวล่าง ≥ 90 มม.ปรอท อายุ 35 – 60 ปี ปริมาณ 50 คน ได้รับยาเพื่อการดูแลและรักษาเป็นยาขับฉี่ hydrochlorothiazide หรือ β-blocker atenolol มานาน 1 ปีกลายเข้าร่วมการศึกษา รวมทั้งยังคงได้รับยานี้ตามธรรมดาตลอดการเรียนนี้ คนไข้จะได้รับน้ำมันงาเพื่อใช้สำหรับในการประกอบอาหารในครอบครัว 4 – 5 กิโลกรัม ต่อสมาชิกในครอบครัว 4 คน ต่อเดือน (โดยประมาณ 35 ก./วัน/คน) และต้องใช้เฉพาะน้ำมันงาเพียงชนิดเดียวตลอด 45 วัน แล้วหยุดกินน้ำมันงา ให้แปลงมาใช้น้ำมันที่เคยใช้อยู่เดิมอีก 45 วัน กระทำตรวจร่างกาย ความดันเลือด น้ำหนักตัว, Body mass index (BMI), ระดับไขมัน อิเลคโตรไลท์ แล้วก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในเลือด ก่อนจะมีการศึกษา ภายหลังจากเปลืองน้ำมันงา 45 วัน รวมทั้งภายหลังจากหยุดกินน้ำมันงา 45 วัน พบว่า การใช้น้ำมันงาแทนที่น้ำมันชนิดอื่นในการทำอาหารในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ทำให้ค่าความดันเลือดตัวบนและตัวล่างกลับลงสู่ระดับธรรมดา น้ำหนักร่างกาย แล้วก็ BMI น้อยลง แต่หลังจากหยุดใช้น้ำมันงานค่าดังที่กล่าวมาแล้วกลับสูงมากขึ้น ระดับคอเลสเตอรอล, high density lipoprotein cholesterol และก็ low density lipoprotein cholesterol ในเลือดไม่ได้แตกต่างกันเมื่อประเมินผลทั้งยัง 3 ช่วงเวลาที่ศึกษา นอกจากระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลดน้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงา และก็กลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา ระดับโซเดียมในเลือดน้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงาและก็กลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา   ระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็ลดน้อยลงสู่ค่าปกติเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา การเกิด lipid peroxidation ลดน้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็ค่ายังคงเดิมภายหลังที่หยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี catalase แล้วก็ superoxide dismutase ในเลือดสูงมากขึ้น และ glutathione peroxidase ในเลือดน้อยลง เมื่อใช้น้ำมันงารวมทั้งค่ายังคงที่หลังจากหยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับวิตามินซี วิตามินอี เบต้า-ค้างโรทีน และก็ reduced glutathione สูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงารวมทั้งลดน้อยลงภายหลังหยุดใช้น้ำมันงา จากการศึกษาแปลว่าน้ำมันงาสามารถช่วยลดความดันโลหิต ลดการเกิด lipid peroxidation และเพิ่มฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงร่วมกับยาขับเยี่ยวได้
การศึกษาทางพิษวิทยา การศึกษาทางพิษวิทยาของงาขาวเป็นการเรียนควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการเรียนรู้รวมกันทั้งงาขาว งาดำ) ด้วยเหตุผลดังกล่าวผลการศึกษาทางพิษวิทยาของงาขาวก็เลยเช่นเดียวกับงาดำ (ดูการเรียนทางพิษวิทยาของ งาดำ)
 
อเสนอแนะ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • ในการรับประทานงาขาวในบางรายอาจมีอาการแพ้ได้ ด้วยเหตุว่ามีสาร Sesamol ซึ่งจะมีผลให้กำเนิดอาการต่างๆเช่น ลมพิษ คันจมูก หายใจไม่สะดวก เปลือกตารวมทั้งริมฝีปากบวมแดง
  • การรับประทานงาขาวอาจจะเป็นผลให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำเหลือเกินได้ในผุ้ทีมีความดันเลือดต่ำ
  • แม้กินงาขาวมากกระทั่งเกินความจำเป็นอาจทำให้มีการระบายท้องมากจนเกินความจำเป็นจนถึงนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการท้องเสียได้
  • หนังสือเรียนจีน ห้ามใช้งานในคนที่ท้องร่วงเรื้อรัง เสื่อมความสามารถทางเพศ มีตกขาว หรือ ถ้าจะใช้ควรที่จะใช้ในขนาดน้อย การใช้เกิน 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน อาจจะทำให้ท้องเดินได้
  • ตำราเรียนอายุรเวท บอกว่า งา เป็นยาขับระดู การใช้ในสตรีมีครรภ์ระยะต้น (1-3 เดือน) ในขนาดที่มากจนเกินความจำเป็น อาจจะก่อให้แท้งได้
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์  พิเชียรสุนทร , แม้นมาส  ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์ 2542. คำอธิบาย ตำราพระโอสถ พรนารายณ์ สำนักพิมพ์ อมรินทร์ กุมภาพันธ์ 2548
  • มนตรา ศรีษะแย้ม , นาถธิดา วีระปรียากูร , พนมพร ศรีบัวรินทร์.ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นในหลอดทดลองของเมล็ด งา ขาว ดำ และ แดง .วารสารสารเภสัชศาสตร์อีสาน.ปีที่ 10 .ฉบับที่ 2.พฤษภาคม – สิงหาคม 2557.หน้า 136-146
  • ปราณี รัตนสุวรรณ . งา ...ธัญพืชเมล็ดจิ๋วดินทรงคุณค่า.ภาควิชาเภสัชงาขาวและเภสัชพฤกษศาสตร์.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • กรมวิชาการเกษตร.2549.รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร รอบ 12 เดือน.วันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2549.
  • งาขาว สรรพคุณ และการปลูกงาขาว.พืชเกษตรดอทคอม.เว็บเพื่อเกษตรกรไทยนันทวัน บุณยะประภัศร (บรรณาธิการ) 2539.สมุนไพรพื้นบ้าน(1) คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย.2544
  • Bowden, Jonny. The 150 Healthiest foods on earth: The surprising, unbiased truth about what you should eat and why (PAP/COM). Fair Winds Pr,2007:309-310
  • สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปีที่ 2 ฉบับที่ 23 ประจำเดือน กันยายน 2545 บริษัท สำนักพิมพ์ยูทิไลซ์ จำกัด
  • สารลิกแนน จากงาช่วยลดพิษของนิโคติน.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • งา,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.



Tags : งาขาว

8

เห็ดหลินจือ
สปอร์เห็ดหลินจือแดง-ส่วนที่มีคุณค่าที่สุดของเห็ดหลินจือ
เมื่อ ค.ศ 2005 บริษัทของพวกเรามีจุดกำเนิดขึ้นจากความปรารถนาหาสมุนไพรประสิทธิภาพสูงจากในหลายประเทศ จนกระทั่งพวกเราพบแล้วก็มีส่วนร่วมกับบริษัทยยาของรัฐบาลจีน รวมทั้งได้ นำเข้าสปอร์เห็ดหลินจือประสิทธิภาพสูงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นับ 10 กว่าปี ที่เราเป็นผู้ก่อตั้ง และก็เป็นหัวหน้าในด้านสปอร์เห็ดหลินจือแดงประสิทธิภาพสูง คุณภาพเป็นหัวใจสำคุณของเรา สปอร์เห็ดหลินจือของเรา จะถูกคัดสรรอย่างยอดเยี่ยมก่อนถึงมือบริโภค เห็ดหลินจือแดงที่พวกเรานำเข้ามา ถูกเพาะด้วยแนวทางละเอียดลออ ทำให้ได้ตัวดอกเห็ดที่มีขนาดใหญ่มากยิ่งกว่า
พวกเราใส่ใจและวิเคราะห์คุณภาพในทุกแนวทางการผลิตอย่างใกล้ชิด และก็ด้วยแนวทางการผลิตที่ดูแลอย่างดี ทำให้เราได้รับการยืนยันมาตฐาน GMP (GOOD Manufacturing Practice) ทุกล็อตที่พวกเราผลิตออกมา จะได้รับการตรวจคุณภาพจากห้องแล็ปในโรงหมอ
เพื่อประโยชน์สูงสุดของท่านคนที่กำลังหาสินค้าเห็ดหลินจือมารับประทาน
การวิจัยรับรองว่าการรับประทานสปอร์เห็ดหลินจือจะได้ผลดีมากกว่าการทานดอก เพราะสปอร์มีสารออกฤทธิ์สำคัญมากกว่าและสปอร์ที่ถูกกระเทาะนั้น เปลือกจะต้านมะเร็ง และเสริมภูมิต้านทานได้ดีกว่า เทียบกับแบบไม่ได้กระเทาะเปลือก
ที่พลาดมิได้ที่สุดเป็น.....
ท่านๆสามารถบริโภคเห็ดหลินจือได้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆโดยไม่เป็นอันตรายใด อีกกด้วย เห็ดหลินจือมีมากมายว่า 100 สายพันธุ์แต่ว่าสายพันธุ์ที่มีสรรพคุณทางยาเหมาะสมที่สุดเป็นเห็ดหลินจือแดง เพราะว่าสายพันธุ์นี้จะมีสารออกฤทธิ์กรุ๊ป Polysaccharide อยู่อย่างมากที่สุด
ส่วนท่านที่กำลังเลือกซื้อเห็ดหลินจือออกมาขายในท้องตลาดแบบต่างๆเยอะมาก ทั้งในแบบอย่างดอกอบแห้ง แคปซูล น้ำเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจืออื่นๆอีกเพียบเลย
ด้วยเหตุดังกล่าวการจะเลือกซื้อเห็ดหลินจือให้ได้แบบที่มีคุณภาพดี ต้อง......
ดูตั้งแต่แนวทางการผลิต ว่าตัวเห็ดหลินจือนั้นได้รับการเลี้ยงที่เหมาะสมหรือปล่าว เพราะว่าการควบคุมอณหภูเขาไม่ ความชุ่มชื้น สารอาหาร รวมทั้งขั้นตอนการแปลรูปล้วนมีผลต่อจำนวนสาระสำคัญในตัวเห็ดหลินจือ บรรจุภัณฑ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องด้วยเห็ดหลินจือจะขึ้นราได้ง่ายเมื่อโดนความชื้อ เพราะฉะนั้นตัวบรรจุภัณฑ์ควรต้องเลือกเป็นขวดที่กันความชื้อเจริญอีกด้วย
เห็ดหลินจือกับผลดีต่อสุขภาพ
เห็ดหลินจือ (Lingzihi หรือ  REISHI)มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า กาโนเดอร์ มา ลูสิดัม (Ganoderma Lucidum) เป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่ มีสีแก่มีพื้นผิวแวววาว มีลักษณะคล้ายไม้ และก็มีรสขม มีประวัตศาสตร์ยาวนานสำหรับการใช้เห็ดหลินจือ เพื่อรักษาหรือบำรุงสุขภาพในประเทศแถบเอเซีย โดย เฉพาะจีนรวมทั้งประเทศญี่ปุ่น เหตุเพราะเชื่อว่าสารประกอบด้านในเหลืดหลินจือมีคุณค่าต่อสุขภาพร่างกาย
สมุนไพร ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่อาจเป็นผล ดีต่อสุขภาพมากไม่น้อยเลยทีเดียว ประเภทเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินแล้วก็ธาตุบางจำพวก เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี มองแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ไต่อยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลวัวโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) และก็สารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และก็ลิวซีน (Leucine)ด้วยเหตุดังกล่าว มีบางคนหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาปรุงอาหารและดัดแปลงเพื่อการบริโภคอย่างนานาประการ นักวิทยาศาสตร์จึงมีความสนใจและก็นำเห็ดหลินจือมาทดสอบหาประสิทธิผลทางการรักษารวมทั้งการบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดชนิดนี้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของผู้คนใช่หรือไม่
เห็ดหลินมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่บางทีอาจเป็นได้จริงหรือ?
ถึงแม้มีการค้นคว้าทดสอบมากไม่น้อยเลยทีเดียวเกี่ยวกับคุณลักษณะแล้วก็คุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือ
แม้กระนั้นในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือข้อรับรองทางวิทยาศาสตร์และก็การแพทย์ที่แจ่มกระจ่างถึงคุณลักษณะและคุณค่าที่บางทีอาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือแต่ ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่เด่นชัดถึงคุณสมบัติและก็ประสิทธิผลด้านอะไรก็แล้วแต่ด้วยเหตุนี้ ผู้ซื้อควรศึกษาข้อมูลของเห็ดหลินจือ จำนวนรวมทั้งกรรมวิธีบริโภคที่เหมาะสม รวมทั้งความจำกัดต่างๆและต้นสายปลายเหตุทางสุขภาพของตนเองให้ดีก่อนการบริโภค
แบบอย่างงานค้นคว้าที่เล่าเรียนเกี่ยวกับเห็ดหลินจือที่อาจมีผลต่อสุขภาพ
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
งานศึกษาเรียนรู้หนึ่งได้ทดลองหาประสิทธิผลและก็ความปลอดภัยของการบริโภคอาหารเสริมเห็ดหลืนจือในคนป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปริมาณ 32 ราย  ผลสรุปคือ เห็ดหลินจืออาจมีคุณประโยชน์ในด้านการหยุดยั้งอาการปวด ปลอดภัยต่อการกินเข้าสู่ร่างกายและไม่มีผลใกล้กัน อย่างไรก็แล้วแต่ กลับไม่ปรากฏผลที่มีความนัยสำคัญสำหรับเพื่อการต่อต้านปฎิกิริยาออกซิเดชัน การต้านการอักเสบ หรือผลของการปรับระบบภูมิคุ้มกันแต่อย่างใด

เพิ่มสมรรถนะร่างกาย
เห็ดหลินจือ มีการทดสอบที่ทดสอบประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถภาพของร่างกาย โดยได้ ทดสอบในคนป่วยโรคปวดกล้ามไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)ผู้หญิงปริมาณ 64 ราย ตลอดเวลาการทดลอง 6 สัปดาห์ คนป่วยบริโภคเห็ดหลินจือปริมาณ 6 กรัม/วัน แล้วต่อจากนั้นจึงทดลองความสามารถร่างกายของผู้ป่วย ผลการทดสอบและกำหนดแผนการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ต่อไป แม้กระนั้นยังคงขาดหลักฐานส่งเสริมที่กระจ่าง จึงควรมีการทำการวิจัยในด้าน เพื่อหาหลักฐานและก็ข้อรับรองที่แนชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือถัดไป
ต้านการเกิดปฎิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน และก็คุ้มครองปกป้องการทำลายเซลล์ตับ
สมุนไพร จากการทดลองหาคุณภาพของสารตรีเทอร์พีนอยด์ (Trirpenoids)แล้วก็โพลีแซ็กคาไรด์(Polysaccharide)ในเห็ดหลินจือในด้านการต้านการเกิดปฎิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน และการปกป้องคุ้มครองการทำลายเซลล์ตับในกรุ๊ปผู้ทดลองที่มีสุขภาพดี 42 คน ผลสรุปหนแสดงถึงประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือสำหรับในการช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ แล้วก็ยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบของตับ
อย่างไรก็ดี เห็ดหลินจืออาจช่วยต้านปริกิรริยาออกซิเดชันได้ แม้กระนั้นการทดสอบดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเพียงการวิจัยขนาดเล็ก ควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าต่อไปเพื่อหาหลักฐานแล้วก็ข้อพสจน์ที่แจ้งชัดที่ชัดแจ้งถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือ

9

ถั่งเช่า
สมุนไพร ถั่งเช่า ชนิดนี้เกิดมาจากสปอร์เห็ดราที่ไปเจริญเติบโตบนตัวอ่อนหนอนผีเสื้อ (Cordyceps Sinensis) ซึ่งจำศีลอยู่ใต้ดินในช่วงฤดูหนาว แม้กระนั้นเมื่อไปสู่ฤดูร้อนก็เลยทำให้สปอร์เห็ดเติบโตขึ้นโดยดูดสารอาหารจากตัวอ่อนหนอนแล้วก็งอกขึ้นรอบๆท่อนหัวของตัวหนอน ก็เลยพบว่าถั่งเช่าจะประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนที่เป็นตัวอ่อนของผีเสื้อรวมทั้งอีกส่วนเป็นสปอร์เห็ด
การรับประทานถั่งเช่าเพื่อคุณประโยชน์ทางด้านการแพทย์มีมานานตั้งแต่อดีตกาล เนื่องมาจากอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพซึ่งส่งผลดีต่อสภาพร่างกาย โดยเชื่อกันว่าช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นในการบริหารร่างกาย รักษาโรคไตและตับ เสริมความสามารถของเพศชาย ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยเพิ่มรูปแบบการทำงานของตับในผู้เจ็บป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี รักษาความเปลี่ยนไปจากปกติในระบบฟุตบาทหายใจ เพิ่มกำลังรวมทั้งความแข็งแรงของร่างกาย ยิ่งไปกว่านี้ ยังช่วยบรรเทาอาการไอ บรรเทาลักษณะของคนป่วยที่ติดยาเสพติดในกรุ๊ปสารแอลคาลอยด์ เวียนศีรษะ ฯลฯ ด้วยสรรพคุณมากมายของถั่งเช่า ก็เลยทำให้ได้รับสมญานามว่าเป็นเลิศสมุนไพรจีนที่หลายท่านสรรหามาบำรุงร่างกาย แล้วก็ยังมีราคาสูง อย่างไรก็ตาม ก่อนการเลือกรับประทานหรือใช้ถั่งเช่าเพื่อรักษาโรคอะไรก็แล้วแต่ตามคำกล่าวอ้าง ควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าข้อมูลทางด้านการแพทย์ที่แนะนำการใช้โดยสวัสดิภาพเสียก่อน สำหรับงานวิจัยและก็ค้นคว้าเกี่ยวกับคุณลักษณะของถั่งเช่าสำหรับในการรักษาโรคมีมากมายก่ายกองหลายด้าน ดังต่อไปนี้
ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ของถั่งเช่า
จากฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ (Natural Medicines Comprehensive Database) ได้แบ่งระดับความน่าเชื่อถือของการใช้ถั่งเช่าเป็นการรักษาช่องทางจากธรรมชาติส่วนมากอยู่ในระดับที่ยังมีหลักฐานไม่พอต่อการบ่งบอกคุณภาพ (Insufficient Evidence to Rate) รวมทั้งในด้านเสริมความสามารถสำหรับในการออกกำลังกายถูกจัดให้อยู่ในระดับที่บางทีอาจไม่ได้เรื่อง (Possibly Ineffective)
การดูแลและรักษาที่ยังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการกำหนดประสิทธิภาพ
โรคหอบหืด ถั่งเช่าเป็นยาแผนโบราณของจีนที่ได้เอ๋ยถึงคุณลักษณะต้านทานการอักเสบ โดยมีการศึกษาเล่าเรียนความสามารถของถั่งเช่าในคนเจ็บโรคหอบหืดที่มีลักษณะปานกลางถึงร้ายแรง 120 คน เพื่อมองผลของถั่งเช่าต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วย เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยให้กลุ่มแรกรับประทานถั่งเช่าและก็อีกกลุ่มมิได้รับประทาน ช่วงเวลาเดียวกัน 2 กลุ่มยังได้รับยาแบบสูดกลิ่นคอร์ติวัวสเตียรอยด์รวมทั้งสารกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ (β-agonists) ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญที่ช่วยทุเลาโรคหอบหืด สำหรับเพื่อการประเมินผลดูจากการกำเริบของโรค การทดลองความสามารถของปอด แล้วก็การประเมินค่าการอักเสบในเลือด ผลจากการเรียนพบว่าถั่งเช่าช่วยให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดในระดับปานกลางถึงรุนแรงมีวิวัฒนาการดียิ่งขึ้นในด้านลักษณะโรค ลักษณะการทำงานของปอด สภาวะอาการอักเสบของ และคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีการทดลองที่ได้ผลตรงกันข้าม จากการทดลองให้คนป่วยโรคหืดหอบ อายุ 7-15 ปี กินยาสมุนไพรที่มีส่วนผสมของถั่งเช่ากับสมุนไพรจำพวกอื่นอีก 4 ชนิดควบคู่กับยาคอร์ติวัวสเตียรอยด์แบบดมเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก ผลที่ได้พบว่า ไม่ได้แตกต่างระหว่างกลุ่มที่กินยาสมุนไพรและยาหลอกอย่างแจ่มแจ้งในด้านต่างๆของกรุ๊ปคนไข้เด็กที่เป็นโรคหอบหืด
การศึกษาทางวิทยา
จากการเรียนข้างต้นถือว่ายังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการสรุปข้อมูล เพราะเหตุว่ายังเป็นการตรวจสอบและลองใช้ถั่งเช่าในแบบการดูแลรักษาเสริมควบคู่กับยาหลักหวานใจษาโรค ทั้งช่วงเวลาสำหรับในการทดสอบออกจะสั้น กลุ่มคนเจ็บเป็นเด็ก และไม่มีการติดตามผลในระยะยาว ก็เลยจำต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกในอนาคตด้านอื่นๆผู้ดูแลหรือคนป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้สินค้าสมุนไพรใดๆก็ตามรวมทั้งถั่งเช่าในการรักษาโรค
ยืดอายุการเสียชีวิตของผู้ป่วย ถั่งเช่ายังคงใช้เป็นการรักษาหนทางจากธรรมชาติที่ช่วยยืดอายุผู้ป่วยโรคไตให้ยาวนานขึ้น โดยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับที่เกิดจากมูลเหตุต่างๆปริมาณ 101 คน ทดลองรับประทานถั่งเช่าและสารจากธรรมชาติอื่น 11 จำพวก ในปริมาณที่ต่างกันเป็นระยะเวลาราว 13 เดือน หลังครบกำหนดจึงประเมินผลด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สารบ่งชี้มะเร็ง และตรวจการทำงานของตับ ผลพบว่า คนไข้สุดที่รักษาด้วยการใช้ถั่งเช่าและสารจากธรรมชาติ 4 ประเภทหรือมากยิ่งกว่าขึ้นไป รอดชีวิตช้านานอย่างชัดเจนกว่าคนไข้ที่ได้รับสารจากธรรมชาติน้อยกว่า 3 ประเภท และก็ยังไม่เจอผลข้างเคียง ทั้งนี้ เป็นการวิจัยที่เก็บข้อมูลย้อนหลัง แล้วก็เป็นการเรียนรู้ถั่งเช่าร่วมกับสารธรรมชาติตัวอื่น จึงไม่สามารถที่จะเอามาสรุปผลได้แจ้งชัด แม้กระนั้นอาจรอคอยข้อสนับสนุนอื่นเพิ่มเติมอีก เพื่อช่วยยืนยันประสิทธิภาพของถั่งเช่า
โรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี มีการใช้ถั่งเช่าสำหรับเพื่อการรักษาโรคที่เกี่ยวโยงกับโรคตับอยู่หลายโรค ซึ่งรวมถึงโรคไวรัสตับอักเสบ บี โดยมีการเล่าเรียนคุณภาพของการใช้ถั่งเช่าในผู้เจ็บป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรังจำนวน 25 คน ในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อเทียบผลก่อนแล้วก็หลังการทดลอง จากการทดสอบพบว่าระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวคราวลิมโฟไซต์ที่ชี้ระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายเพิ่มขึ้น บางทีอาจเป็นประโยชน์ต่อการดูแลรักษาพังผืดในตับของคนเจ็บโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง
ยิ่งกว่านั้น ยังมีการศึกษาผลจากการกินสารสกัดถั่งเช่าในผู้เจ็บป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง จำนวน 60 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกได้รับประทานสารสกัดถั่งเช่า ครั้งละ 8 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง และอีกกลุ่มได้รับยาสมุนไพรประเภทอื่น ทีละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้งเช่นเดียวกัน ผลพบว่า ผู้เจ็บป่วยที่กินสารสกัดจากถั่งเช่ามีการอักเสบของตับน้อยลงประมาณ 81% และก็การเกิดพังผืดลดน้อยลง 52% แต่ยังมีผู้เจ็บป่วยอีก 33% ที่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของการเกิดพังผืดในตับ ก็เลยอาจเป็นหลักฐานที่มั่นใจว่าถั่งเช่าบางทีอาจช่วยเพิ่มแนวทางการทำงานของตับ ลดการอักเสบของตับลงรวมทั้งการเสี่ยงสำหรับการกำเนิดพังผืดที่ตับ

ลดผลข้างเคียงของการเปลี่ยนถ่ายไต การดูแลและรักษาด้วยากดภูมิคุ้มกันในคนเจ็บเปลี่ยนถ่ายไตอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้สูง ด้วยคุณลักษณะของถั่งเช่าที่เชื่อกันว่าช่วยรักษาโรคไตได้อย่างมีคุณภาพ ก็เลยมีการศึกษาเล่าเรียนผลของการกินถั่งเช่าในคนเจ็บเปลี่ยนถ่ายไต ปริมาณ 180 คน โดยแบ่งได้เป็นกลุ่มที่กินสารสกัดจากถั่งเช่าแล้วก็กรุ๊ปที่ไม่ได้รับประทาน เพื่อเทียบการเกิดปฏิกิริยาต้านทานไตของร่างกาย การติดเชื้อ และอัตราการรอดชีวิตหลังการปลูกถ่ายไต โดยมีการติดตามผลในช่วง 1-5 ปี ผลพบว่า กลุ่มที่กินสารสกัดจากถั่งเช่ามีอัตราการติดเชื้อ ค่าหลักการทำงานของตับและค่าเอนไซม์ต่างๆลดลงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กินในช่วง 3-5 ปี นอกจากนี้ อัตราการรอคอยดชีวิตและก็ผลเปลี่ยนถ่ายไตได้สำเร็จของผู้ป่วยในกรุ๊ปที่รับประทานสารสกัดจากถั่งเช่าสูงขึ้นมากยิ่งกว่ากลุ่มมิได้กิน ซึ่งทำให้เห็นว่าสารสกัดจากถั่งเช่าอาจลดอัตราการไม่ยอมรับการปลูกถ่ายไตของร่างกาย ช่วยการทำงานของตับและก็ไต กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด และก็ลดการต่อว่าดเชื้อในผู้ป่วยที่เข้ารับการเปลี่ยนถ่ายไต
นอกจากนี้ อีกการค้นคว้าที่ชี้ให้เห็นว่าถั่งเช่าบางทีอาจเป็นประโยชน์ต่อคนไข้ที่เปลี่ยนถ่ายไต โดยใช้เป็นการรักษาเสริมพร้อมกันกับยากดภูมิคุ้มกัน จากการทดลองให้คนป่วยปลูกถ่ายไต 202 คน กลุ่มหนึ่งรับประทานถั่งเช่าในจำนวน 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง พร้อมกันกับยากดภูมิต้านทาน รวมทั้งอีกกรุ๊ปรับประทานเฉพาะยากดภูมิต้านทานเพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่า คนเจ็บไม่พบผลกระทบจากการใช้ถั่งเช่า รวมทั้งยังลดอัตราการรั่วของโปรตีนในฉี่และก็การเสี่ยงต่อสภาวะไตเปลี่ยนถ่ายเสื่อมเรื้อรังให้ช้าลง
ผลการศึกษาในข้างต้นจึงแสดงให้เห็นว่าถั่งเช่าบางทีอาจมีคุณประโยชน์ต่อการดูแลรักษาผู้ป่วยปลูกถ่ายไต โดยช่วยลดจำนวนการใช้ยาให้ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการมีชีวิตอยู่ของคนเจ็บที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายไตในระยะยาว
โรคหรือสภาวะอื่นๆดังเช่นว่า ปรับแต่งคุณภาพชีวิตของคนป่วยโรคมะเร็งหลังวิธีการทำเคมีบรรเทา (คีโม) เพิ่มความปรารถนาทางเพศ ทุเลาอาการเหน็ดเหนื่อยง่าย แก้ไอ รักษาโรคหลอดลมอักเสบ ความผิดแปลกของการหายใจ ภาวะองคชาติไม่แข็ง โรคโลหิตจาง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คอเลสเตอรอลสูง ความแตกต่างจากปกติของตับ วิงเวียน เป็นต้น ซึ่งยังขาดหลักฐานที่ดีพอสำหรับการรับรองสรรพคุณเหล่านี้
การดูแลและรักษาที่อาจไม่เป็นผล
เสริมคุณภาพสำหรับเพื่อการบริหารร่างกาย เป็นสมุนไพรที่ใช้ในยาแผนโบราณของจีน เพื่อรักษาลักษณะของการป่วยหลายอย่างและยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกาย ก็เลยมักนิยมรับประทานเป็นยาบำรุงกำลัง จากการทดลองเปรียบเทียบผลของการกินและก็สมุนไพรชนิดอื่นกับยาหลอกในนักปั่นจักรยานชาย 8 คน เพื่อมองความเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนเลือดภายในร่างกาย โดยประเมินผลก่อนและหลังของ 2 กลุ่ม กลับไม่พบความต่างอย่างเห็นได้ชัดต่อค่าที่วัดได้ มีความหมายว่าการรับประทานไม่มีผลต่อประสิทธิภาพของการออกกำลังในนักกีฬา
นอกจากนี้ ยังมีงานศึกษาอื่นที่ชี้ว่าการกินไม่ช่วยเพิ่มความทนทานต่อการบริหารร่างกายในหมู่นักกีฬา โดยทดสอบให้นักปั่นรถจักรยาน 22 คน รับประทานอาหารเสริมจากถั่งเช่า 3 กรัมต่อวัน เปรียบเทียบกับยาหลอกต่อเนื่องกัน 5 อาทิตย์ จากนั้นประเมินผลทุกๆอาทิตย์ ทำให้รู้ว่าอาหารเสริมจากถั่งเช่าแล้วก็ยาหลอกไม่ส่งผลใดๆก็ตามต่อคงทนถาวรสำหรับในการออกกำลังกายที่มากขึ้น ในเวลาเดียวกัน การทดสอบวัดความสามารถของนักปั่นจักยานมือสมัครเล่น 17 คน ข้างหลังรับประทานสินค้าสมุนไพรที่มีส่วนประกอบหลักจากถั่งเช่า 1,000 มิลลิกรัม และก็สมุนไพรจำพวกอื่นในจำนวนที่ไม่เหมือนกันเปรียบเทียบกับยาหลอก โดยครั้งที่ 1 แล้วก็ครั้งที่ 2 ห่างกัน 14 วัน เมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์ก็ไม่เจอการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ แม้ว่าความเชื่อรวมทั้งการเล่าเรียนก่อนหน้าที่หมายความว่าถั่งเช่าบางทีอาจช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นของนักกีฬา ผลการศึกษาวิจัยในตอนนี้ไม่พบความไม่เหมือนอย่างชัดเจนของการกินถั่งเช่าต่อร่างกายอะไร

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

10
ตะไคร้
ชื่อสมุนไพร ตะไคร้
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อท้องถิ่น จักไคร (ภาคเหนือ) , ค้างหอม (ไทใหญ่แม่ฮ่องสอน) , ไคร (ภาคใต้) , สิงไคร , หัวสิงไคร (อีสาน) , ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , เชิดเกรย , เหลอะเกรย (เขมร)
ชื่อสามัญ Lemon grass, West Indian lemongrass , Sweet rush
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf
ตระกูล   GRAMINEAE
บ้านเกิดเมืองนอน ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรประเภทหนึ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวไทยพวกเรามาตั้งแต่อดีตแล้ว ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะตะไคร้เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเขตร้อนของทวีปเอเชีย เช่น ไทย , เมียนมาร์ , ลาว , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , อินเดียว , ศรีลังกา ฯลฯรวมทั้งยังสามารถพบได้ในประเทศเขตร้อนบางประเทศในแถบอเมริกาใต้ เช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว ตะไคร้จัดเป็นไม้ล้มลุกตระกูลต้นหญ้ารวมทั้งสามารถแบ่งออกเป็น 6 จำพวก ดังเช่นว่า ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และก็ตะไคร้หางสิงห์
ลักษณะทั่วไป ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุกตระกูลเดียวกับหญ้า มักแก่มากยิ่งกว่า 1 ปี (ขึ้นอยู่กับสาเหตุทางสภาพแวดล้อม)ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งชัน รูปทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (และก็ใบ) ส่วนของลำต้นที่พวกเราแลเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบหุ้มห่อดก ผิวเรียบ แล้วก็มีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนนิดหน่อย แล้วก็ค่อยๆเรียวเล็กลงเปลี่ยนเป็นส่วนของใบ แกนกลางเป็นบ้องแข็ง ส่วนนี้สูงโดยประมาณ 20-30 เซนติเมตร ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน แล้วก็ชนิด และเป็นส่วนที่นำมาใช้สำหรับปรุงอาหาร ใบตะไคร้ประกอบด้วย 3 ส่วนหมายถึงก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อระหว่างกาบใบ รวมทั้งใบ) และก็ใบ  ใบตะไคร้ เป็นใบโดดเดี่ยว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งลู่ลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ และมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แม้กระนั้นคม กลางใบมีเส้นกลางใบแข็ง สีขาวอมเทา เห็นต่างกับแผ่นใบแน่ชัด ใบกว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 60-80 ซม.  ตะไคร้เป็นพืชที่มีดอกยาก จึงไม่ค่อยพบเจอ ดอกตะไคร้ดอกจะออกดอกเป็นช่อกระจัดกระจาย มีก้านช่อดอกยาว และก็มีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆในแต่ละคู่จะมีใบเสริมแต่งรองรับ มีกลิ่นหอมสดชื่น ดอกมีขนาดใหญ่คล้ายดอกอ้อ
การขยายพันธุ์ ตะไคร้สามารถแพร่พันธุ์ได้ด้วย การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนราวๆหนึ่งคืบ นำมาปักชำไว้สักหนึ่งสัปดาห์ก็จะมีรากผลิออกออกมา แล้วก็ค่อยนำไปลงแปลงดินที่จัดแจงไว้  สำหรับวิธีการปลูกตะไคร้มีดังนี้

  • การเตรียมดิน ตะไคร้ถูกใจดินร่วนซุย ให้ไถกลับดินและไถลูกพรวนลึกราว 0.5 เมตร แล้วทำหลุม แต่ละหลุมห่างกันราวๆ 0.5 เมตร
  • ลงต้นประเภทหลุมละ 3 ต้น กลบดินให้พอมิดรากตะไคร้ราว 10 ซม.
  • ระยะแรกรดน้ำแต่ละวัน แต่ระวังไม่ให้น้ำเข้าไส้ตะไคร้เวลารดน้ำให้รดหนโคนต้นตะไคร้เท่านั้น มิฉะนั้นต้นตะไคร้จะเน่าห้ามใช้สปริงเกอร์เด็ดขาดจะต้องให้น้ำที่โคนแค่นั้น
  • ในตอน 3 วันแรกที่ปลูกให้พรางแสงอาทิตย์ให้ตะไคร้ด้วย ภายหลังตะไคร้ปรับพฤติกรรมได้แล้วให้เอาวัสดุพรางแสงออกเพราะเหตุว่าธรรมชาติของตะไคร้ชอบแดด แล้วก็เจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในที่ที่มีแสงสว่างจ้า
  • เมื่อผ่านไป 1 เดือนตะไคร้จะเริ่มตั้งกอ ให้ดูที่ต้น ถ้าต้นเจริญวัยดี ลำต้นจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 1.5-2 เซนติเมตรก็สามารถตัดไปใช้หรือขายได้ การตัดตะไคร้ให้ตัดติดกก แต่ว่าอย่าให้สะเทือนรากที่อยู่ในดินเนื่องจากตะไคร้สามารถแตกขึ้นมาตั้งกอได้อีก ไม่จำเป็นต้องไปหาต้นพันธุ์มาปลูกใหม่แทน
  • เมื่อตัดควรจะตัดให้หมดกอ เพื่อต้นตะไคร้ที่แตกใหม่จะได้เติบโตได้เต็มที่
  • ข้างหลัง จากตัดแล้วตะไคร้จะตั้งกอใหม่ภายในช่วงเวลา 1-2 เดือนเมื่อตะไคร้โตเต็มกำลังและจากนั้นก็สามารถตัดได้อีกอยู่ตลอดไปกระทั่งต้นจะเสื่อมโทรม หรือ ตะไคร้ไม่แตกขึ้นมาอีก


ตะไคร้ถูกใจดินซึ่งร่วนซุย แม้กระนั้นก็สามารถเจริญก้าวหน้าได้ในดินแทบทุกชนิดเป็นพืชที่ดูแลง่ายดายถูกใจน้ำถูกใจแดดจ้า เป็นพืชทนแล้งได้ดิบได้ดี แล้วก็เป็นพืชที่มีโรคน้อย ศัตรูพืชก็ไม่ค่อยมี (น่าจะมีสาเหตุมาจากการที่ตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยในทุกๆส่วนจึงสามารถคุ้มครองปกป้องจากแมลงต่างๆได้)
ส่วนประกอบทางเคมี
เจอสาร  citral 80% นอกจากนั้นยังเจอ trans – isocitral , geranial, nerol, geraniol, myrcene, limonene, eugenol, linalool, menthol, nerolidol, camphor, farnesol, citronellol,
ที่มา : wikipedia
citronellal, farnesol , caryophyllene oxide ส่วนในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ คือ menthol, cineole, camphor แล้วก็ linalool จึงลดอาการแน่นจุกเสียด  รวมทั้งช่วยขับลม  นอกจากนั้นมี citral, citronellol, geraneol แล้วก็ cineole มีฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียได้แก่ E. coli   ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้มีดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)

  • พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 1.2 กรัม
  • ไขมัน 2.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม
  • เส้นใย 4.2 กรัม
  • แคลเซียม 35 มก.
  • ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 2.6 มก.
  • วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.05 มิลลิกรัม
  • ไรโบฟลาวิน 0.02 มก.
  • ไนอาสิน 2.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 1 มก.
  • ขี้เถ้า 1.4 กรัม


ที่มา: กองโภชนาการ (2544)
ผลดี / คุณประโยชน์ ใช้ส่วนของเหง้า ลำต้นและก็ใบของตะไคร้ เป็นส่วนประกอบของของกินที่สำคัญหลากหลายประเภทอาทิเช่น ต้มยำ และก็อาหารไทยหลายอย่าง และก็ใช้เป็นเครื่องเทศปรุงอาหารสำหรับกำจัดกลิ่นคาว ช่วยให้ของกินมีกลิ่นหอมสดชื่น และก็ปรับปรุงแก้ไขรสให้น่าอร่อยมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถประยุกต์ใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้ น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้หิวได้อย่างดีเยี่ยม  สามารถนำไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด เป็นต้นว่า เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม นำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น
น้ำมันตะไคร้ (น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดตะไคร้)
– ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอม
– ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำสบู่ แชมพูสระผม
– ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องแต่งหน้า
– ใช้ทานวด แก้เมื่อย
– ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อคุ้มครองปกป้อง ยุง และก็แมลง
– ใช้เป็นส่วนประกอบของสารคุ้มครองป้องกัน รวมทั้งกำจัดแมลง
ส่วนสรรพคุณของทางยาของตะไคร้นั้นมีดังนี้
แบบเรียนยาไทย: ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด  แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคฟุตบาทเยี่ยว แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว แก้เยี่ยวเป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันโลหิต เหง้า แก้ไม่อยากกินอาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กษัย ขับลมในไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้เยี่ยวขัด แก้ฉี่ทุพพลภาพ แก้นิ่ว เป็นยารักษาโรคเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับประจำเดือน ขับตกขาว ใช้ภายนอกทาแก้อาการปวดบวมตามข้อ
           ตำรายาพื้นเมืองอีสาน : ใช้ต้น ลดไข้ โดยเอามาต้มจนกระทั่งเดือดราว 10 นาที ชูลงดื่มครั้งละครึ่งแก้วสามเวลา ใช้ด้านนอกรักษาโรคผิวหนังโดยต้มกับน้ำแล้วก็นำมาอาบ
           ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาอาการบวมในเด็ก กลางคน รวมทั้งคนแก่ โดยในตำรับประกอบด้วยตะไคร้ แล้วก็สมุนไพรอื่นอีก 13 จำพวก นำไปต้มอาบ
           ทางสุคนธบำบัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้บ้าน ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า ทำให้รู้สึกดี คลายเครียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยของกิน ช่วยเจริญอาหาร ทุเลาอาการปวดโรคข้ออักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ
ส่วนคุณประโยชน์ทางด้านการแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้มีการทำการวิจัยทางคลินิกผลปรากฏว่า น้ำยาบ้วนปากจากตะไคร้สามารถช่วยลดกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดลงได้และพบว่ามีความปลอดภัยจากการใช้แรงงานในกรุ๊ปผู้ถูกทดลอง ถึงแม้ยังคงจะต้องมีการปรับแต่งกลิ่นฉุนรวมทั้งรสจากตะไคร้เพิ่มอีกต่อไป และก็ในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีอัตราการดูแลรักษาคนไข้โรคเกลื้อนอยู่ที่ประมาณ 60% ในตอนที่ตัวยาคีโตโคนาโซลมีประสิทธิผลทางการรักษาสูงกว่าหมายถึงอยู่ที่ 80%  และก็มีการทดลองความสามารถของตะไคร้ด้วยการทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมัครทดลอง แล้วให้ผู้ทดลองอยู่ในบริเวณที่มีตัวริ้นชนิด Culicoides Pachymerus อยู่อย่างชุม โดยทดสอบซ้ำๆ10 ครั้ง เพื่อทดลองประสิทธิผลทางการคุ้มครองปกป้องด้านใน 3-6 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่า โลชั่นที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลทางการป้องกันภัยริ้นจำพวกนี้ได้สูงสุดถึงราว 5 ชั่วโมง  ส่วนการทดสอบถึงประสิทธิภาพของตะไคร้สำหรับการคุ้มครองปกป้องยุงก้นปล่องสายพันธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมัครทดสอบเพศชาย 3 คน พบว่ายากันยุงที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการคุ้มครองปกป้องยุงได้นานที่ราวๆ 3 ชั่วโมง  ส่วนในเรื่องการกำจัดรังแคนั้น มีงานทดสอบหนึ่งในไทยที่นำเอาน้ำมันสกัดจากตะไคร้มาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่น 5, 10 และก็ 15% โดยมีอาสาสมัครทดลองเป็นชาวไทยในวัย 20-60 ปี จำนวน 30 คน ผลของการทดสอบพบว่า สินค้าน้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่นตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการลดปริมาณรังแคลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยยิ่งไปกว่านั้นในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของตะไคร้ 10%
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้
ใช้รักษาอาการขัดเบา    เหง้าแล้วก็ลำต้นสด   หรือแห้ง  1  กำมือ  หรือน้ำหนักสด  40-60  กรัม  แห้ง  20-30  กรัม  ตีต้มกับน้ำพอสมควร  แบ่งดื่ม  3  ครั้งๆละ  1  ถ้วยชา (75  มิลิลิตร) ก่อนรับประทานอาหาร  หรือจะหั่นตะไคร้  คั่วด้วยไฟอ่อนๆพอเหลือง  ชงด้วยน้ำเดือด  ปิดฝาทิ้งเอาไว้  5-10  นาที  ดื่มแต่น้ำ 3 ครั้ง ทีละ  1  ถ้วยชา  ก่อนรับประทานอาหาร                     
ใช้รักษาท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด   ใช้เหง้าแล้วก็ลำต้นสด  1  กำมือ  น้ำหนัก  40-60  กรัม  ทุบพอเพียงแตก  ต้มกับน้ำ  2  ถ้วยแก้ว  เดือด  5-10  นาที  ดื่มแต่ว่าน้ำ  ครั้งละ  1/2  แก้ว  วันละ  3  ครั้งหลังของกิน     
การใช้ตะไคร้รักษาอาการแน่นจุกเสียด ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)

  • นำตะไคร้อีกทั้งต้นรวมถึงรากจำนวน 5 ต้น สับเป็นท่อน ต้มกับเกลือ เติมน้ำต้ม 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว ต่อเนื่องกัน 3 วัน จะหายปวดท้อง
  • นำลำต้นแก่ใหม่ๆทุบพอแหลกโดยประมาณ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ต้มเอาน้ำ


                ใช้รักษาอาการเมาค้าง ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆช่วยให้หายเร็ว
การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ช่วยขับลม น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ก็เลยลดอาการแน่นจุกเสียดได้
  • ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียมูลเหตุอาการแน่นจุกเสียดและท้องเดิน เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ (ความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 0.3) มาทดสอบ พบว่าสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้มีการเกิดอาการท้องเสียได้ปานกลาง   มีการพัฒนาสูตรตำรับเจล ล้างมือจากน้ำมันตะไคร้สำหรับยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการท้องเดิน พบว่าตำรับที่มีประสิทธิภาพสำหรับในการยั้งเชื้อแบคทีเรียดังที่ได้กล่าวมาแล้วเจริญที่สุดเป็นตำรับที่มีความเข้มข้นของน้ำมันตะไคร้ร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก และมีการจดสิทธิบัตรสำหรับสารสกัดตะไคร้ที่เป็นส่วนประกอบในยา ของกิน หรือเครื่องแต่งหน้า โดยบอกว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้
  • ฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา สารสกัดด้วยเอทานอล และก็น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง เช่น กลาก โรคเกลื้อน ได้  โดยน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral และก็ myrcene เป็นองค์ประกอบหลักจะมีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังกล่าว แล้วก็เมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปปรับปรุงเป็นครีมต่อต้านเชื้อราพบว่าที่ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 2.5 รวมทั้ง 3.0 จะให้ผลต้านทานเชื้อราได้ดิบได้ดีที่สุดและเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นตำรับยาถัดไป


เมื่อนำน้ำมันหอมระเหย และสารสกัดด้วยเฮกเซน, คลอโรฟอร์ม, เอทานอล รวมทั้งน้ำ มาทดลองฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา พบว่าน้ำมันหอมระเหยและก็สารสกัดตะไคร้ด้วยเฮกเซนสามารถต่อต้านเชื้อราได้ทุกประเภท  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อราได้น้อย ในช่วงเวลาที่สารสกัดด้วยเอทานอลและน้ำไม่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา แล้วก็จากผลการทดสอบยังพบว่าสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย และก็ในสารสกัดด้วยเฮกเซนที่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อราได้ดิบได้ดี คือ สาร citral
                 มีการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ตะไคร้ในรูปของ emulsion และ nanocapsule ที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ใช้สำหรับรักษาโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อรา E.  floccosum, Microsporum canis และ  T.  rubrum โดยไปยับยั้งการเจริญเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อราดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

  • ฤทธิ์ต้านทานยีสต์ สารสกัดด้วยเอทานอล รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้สามารถต้านยีสต์ Candida albicans ได้
  • ฤทธิ์แก้ปวด พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถบรรเทาอาการปวดได้เมื่อฉีดเข้าทางท้องหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความเจ็บด้วยความร้อน  หรือหากป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเหมือนเดิมทางปากจะสามารถทุเลาอาการปวดได้เมื่อเทียบกับยา meperidine


ชาชงตะไคร้ เมื่อป้อนให้หนูเม้าส์กินเป็นเวลา 30 นาที ก่อนจะเหนี่ยวนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน 100 ไมโครกรัม/อุ้งเท้า  หรือด้วยสาร prostaglandin E2  แล้วก็ dibutyryl cyclic AMP พบว่าสามารถยับยั้งอาการปวดจากการที่ถูกรั้งนำด้วยสารคาราจีแนน รวมทั้ง prostaglandin E2 ได้  แม้กระนั้นไม่ได้เรื่องแม้รั้งนำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP  นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้  รวมทั้งสาร myrcene เมื่อป้อนให้หนูที่ถูกรั้งนำให้กำเนิดลักษณะของการปวดด้วย prostaglandin E2  พบว่าสามารถยับยั้งลักษณะของการปวดได้

  • ฤทธิ์ลดไข้ เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20 มล./กก. ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของหนูขาว แต่ว่าเมื่อฉีดเข้าท้องหนูขาวในขนาด 40.0 มิลลิลิตร/กก. พบว่าลดอุณหภูมิของหนูขาวได้อย่างมีนัยสำคัญ (p< 0.05) (2) เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20-40 มิลลิลิตร/กิโลกรัม ทุกวี่วันตรงเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิกายของหนูขาว
  • ฤทธิ์ขับน้ำดี ตะไคร้มีสารช่วยสำหรับเพื่อการขับน้ำดีมาช่วยสำหรับในการย่อยหมายถึงborneol, fenchone และก็ cineole
  • ฤทธิ์ขับลม ยาชงตะไคร้เมื่อให้รับประทานไม่เป็นผลขับลม แต่ถ้าเกิดให้โดยฉีดทางท้องจะได้ผลดี


เมื่อกรอกน้ำมันหอมระเหยจากใบเข้ากระเพาะ หรือฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ขนาด 10, 50, 100 มก./กิโลกรัม พบว่าสามารถทุเลาอาการปวดได้ รวมทั้งเมื่อกรอก    น้ำมันหอมระเหยจากใบ เข้าด้านในกระเพาะอาหารหนูขาว ขนาด 20% พบว่ามีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดที่เหนี่ยวนำด้วย carageenan หรือ PGE2 แต่ไม่ได้เรื่องในหนูที่ทำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP ซึ่งสารออกฤทธิ์เป็นmyrcene (1) ยิ่งกว่านั้นเมื่อกรอกสารสกัดเอทานอล 95% จากใบสด เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 1 กรัม/กก. พบว่าไม่อาจจะทุเลาอาการปวดได้
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษแล้วก็การทดลองความเป็นพิษ
เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยเข้าทางกระเพาะอาหารกระต่าย พบว่ามีค่า LD50 มากยิ่งกว่า 5 กรัม/กิโลกรัม ส่วนพิษในหนูขาวไม่ชัดแจ้ง แล้วก็เมื่อป้อนสารสกัดใบด้วยอัลกอฮอล์และก็น้ำ (1:1) ขนาด 460 มก./กก. เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร พบว่ามีพิษ แต่ว่าสารสกัดใบด้วยน้ำ ขนาด 20-40 ซีซี/กก. เมื่อให้ทางปากไม่พบพิษ และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว มีผู้ศึกษาพิษของน้ำมันหอมระเหย พบว่าอัตราส่วน LD50/TD พอๆกับ 6.9 การป้อนยาชงตะไคร้ให้หนูขาวในขนาด 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลา 2 เดือน ไม่พบความเป็นพิษ
          การเรียนพิษทันควันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ขนาด 1,500 ppm ตรงเวลา 60 วัน พบว่าหนูขาวกรุ๊ปที่ได้ตะไคร้ โตเร็วกว่ากรุ๊ปควบคุม แต่ค่าเคมีเลือดไม่เปลี่ยนแปลง
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล (80%) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน Staphylococcus typhimurium TA98 แล้วก็ TA100 มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน mammalian cells ของ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญในตะไคร้ พบว่าไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ มีผู้ทดลองใช้ตะไคร้แห้ง ขนาด 400 มคกรัม/จานเพาะเชื้อ มาทดลองกับ S. typhimurium TA98 แล้วก็เมื่อนำน้ำต้มใบตะไคร้กับเนื้อ (โค ไก่ หมู) ขนาด 4, 8 และ 16 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ ทดลองกับ S. typhimurium TA98 และก็ TA100 ไม่เจอฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ รวมทั้งสารสกัดด้วยน้ำขนาด 0.5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่มีผลก่อกลายพันธุ์ใน Bacillus subtilis H-17 (Rec+) และ M-45 (Rec-) ตะไคร้สดในขนาด 1.23 มิลลิกรัม/ซีซี ไม่มีพิษต่อยีน (16) และก็ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญก็ไม่พบพิษเหมือนกัน
สาร citral ซึ่งเป็นสารที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยจากใบ เป็นพิษต่อเซลล์ P388 mouse leukemia และก็น้ำมันหอมระเหย เป็นพิษต่อเซลล์ P388 leukemia โดยมีค่า IC50 5.7 มคกรัม/มิลลิลิตร แม้กระนั้นเมื่อผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้กับโหระพาช้าง (1:1 vol./vol.) มีค่า IC50 10.2 มคกรัม/มล. ส่วนสกัด (partial purified fraction) ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ PS (murine lymphocytic leukemia P388),FA   ( murine ascites mammary carcinoma FM3A ) แต่ว่าสารสกัดหยาบแสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเซลล์ FA สารสกัดใบด้วยเมทานอล ในขนาด 50 มคกรัม/ มล. ออกฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเซลล์ของมะเร็ง CA-9KB แต่ในขนาด 20 มคก./ มล. ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ RAJI
มีผู้ทดลองพิษของชาที่ตระเตรียมจากตะไคร้พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงกินชาตะไคร้ 1 ครั้ง หรือกินวันละครั้งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในเลือด เม็ดเลือดรวมทั้งฉี่ มีบางรายเพียงแค่นั้นที่มีจำนวนบิลลิรูบิน และก็ amylase สูงขึ้น จึงถือว่าปลอดภัย ส่วนน้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้ปริมาณร้อยละ 0.8 พบว่ามีลักษณะอาการแพ้ แต่การแพ้นี้อาจเป็นเพราะเนื่องจากสารอื่นได้ และก็มีรายงานความเป็นพิษต่อถุงลมปอดเมื่อดมกลิ่นน้ำมันตะไคร้
คำแนะนำ / ข้อควรพิจารณา

  • การบริโภคตะไคร้หรือการใช้ตะไคร้ทาบนผิวหนังเพื่อวัตถุประสงค์ทางการรักษาโรค อาจจะไม่เป็นอันตรายถ้าใช้ตะไคร้ในช่วงเวลาสั้นๆภายใต้การดูแลและก็ข้อเสนอแนะจากแพทย์
  • การสูดดมสารที่มีส่วนประกอบของตะไคร้ อาจทำให้เป็นผลข้างเคียงที่มีอันตรายรวมทั้งเป็นพิษต่อสภาพทางด้านร่างกายได้ในคนเจ็บบางราย เป็นต้นว่า ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพปอด
  • หารือหมอ เภสัชกร แล้วก็เล่าเรียนข้อมูลบนฉลากอย่างละเอียดก่อนใช้สินค้าใดๆที่มีสารสกัดมาจากตะไคร้ก่อนเสมอ เพื่อเลี่ยงการเกิดผลกระทบที่บางทีอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพข้างหลังการบริโภค
  • ระวังการใช้ตะไคร้แล้วก็สินค้าจากตะไคร้ในเป็นต้อหิน (glaucoma) เพราะเหตุว่า citral จะก่อให้ความดันในดวงตาเพิ่มขึ้น
เอกสารอ้างอิง

  • ตะไคร้.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ฉบับประชาชนทั่วไป.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ตะไคร้แกง.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Puatanachokchai R, Vinitketkumnuen U, Picha P.  Antimutagenic and cytotoxic effects of lemon grass.  The 11th   Asia Pacific Cancer Conference, Bangkok Thailand, 16-19 1993.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • Carlini EA, Contar JDDP, Silva-Filho AR, Solveira-Filho NG, Frochtengarten ML, Bueno,OFA. Pharmacology of  lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of teas prepared from the leaves on laboratory animals.  J  Ethnopharmacol 1986;17(1):37-64.
  • ตะไคร้สรรพคุณประโยชน์กับบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Lemongrass oil West Indian.  Food Cosmet Toxicol 1976;14:457.
  • กาญจนา ขยัน,การอบแห้งตะไคร้ด้วยเทคนิคการให้ความร้อนแบบไดอิเล็กตริกโดยใช้เครื่องอบไมโครเวฟที่ควบคุมอุณหภูมิได้.
  • Vinitketkumnuen U, Puatanachokchai R, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Matsushima T.  Antimutagenicity of   lemon grass (Cymbopogon citratus Stapf) to various known mutagens in Salmonella mutation assay.  Mutat Res   1994;341(1):71-5.
  • ตะไคร้ใบตะไคร้ประโยชน์และสรรพคุณตะไคร้.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทย.
  • Souza Formigoni MLO, Lodder HM, Filho OG, Ferreira TMS, Carlini EA. Pharmacology of lemongrass  (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of daily two month administration in male and female rats and in  offspring exposed "in utero". J Ethnopharmacol 1986;17(1):65-74.
  • Parra AL, Yhebra RS, Sardinas IG, Buela LI.  Comparative study of the assay of Artemia salina L. and the  estimate of the medium lethal dose (LD50 value) in mice, to determine oral acute toxicity of plant extracts.   Phytomedicine 2001;8(5):395-400.
  • ตะไคร้.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Kauderer B, Zamith H, Paumgartten FJ, Speit G. Evaluation of the mutagenicity of b-myrcene in mammalian cells   in vitro.  Environ Mol Mutagen 1991;18(1):28-34.
  • Lorenzetti BB, Souza GEP, Sarti SJ, et al. Myrcene mimics the peripheral analgesic activity of lemongrass tea.  J  Ethnopharmacol 1991;34(1):43-8.   
  • Skramlik EV. Toxicity and toleration of volatile oils.  Pharmazie 1959;14:435-45.
  • Ostraff M, Anitoni K, Nicholson A, Booth GM. Traditional Tongan cures for morning sickness and their   mutagenic/toxicological evaluations.  J Ethnopharmacol 2000;71(1/2):201-19.
  • Wohrl S, Hemmer W, Focke W, Gotz M, Jarisch R. The significance of fragrance mix, balsam of Peru, colophony   and propolis as screening tools in the detection of fragrance allergy.  Br J Dermatol 2001;145(2):268-73.
  • Onbunma S, Kangsadalampai K, Butryee B, Linna T. Mutagenicity of different juices of meat boiled with herbs   treated with nitrite.  Ann Res Abst, Mahidol Univ (Jan 1 – Dec 31, 2001) 2002;29:350.
  • Costa M, Di Stasi LC, Kirizawa M, et al. Screening in mice of some medicinal plants used for analgesic purposes  in the state of Sao Paulo.  J Ethnopharmacol 1989;27(1/2):25-33.
  • Mishra AK, Kishore N, Dubey NK, Chansouria JPN. An evaluat

11
ชื่อสมุนไพร  พญายอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น เสมหะพังพอนตัวเมีย , พญาปล้องทอง พญาข้อดำ (ภาคกลาง) , พญาข้อคำ (ลำปาง) , ผักมันไก่ , ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) , โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) , ชิงเจี้ยง หนิ่วซิ้วฮวา (ภาษาจีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Clinacanthus burmanni  Nees
ตระกูล  ACANTHACEAE
บ้านเกิด สมุนไพรพญายอเป็นสมุนไพรเขตร้อน ตัวอย่างเช่นทวีปแอฟริกา บราซิล รวมทั้งอเมริกา กลาง ส่วนในเอเชียมีการกระจัดกระจายในประเทศอินโดนีเซีย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา ฯลฯ แล้วก็เป็นสมุนไพรที่มีแพทย์ท้องถิ่นประเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย จีน ใช้รักษาผื่นผิวหนัง แมลงสัตว์กัดต่อย งูกัด แมงป่องต่อย มาตั้งแต่ในอดีตแล้ว ส่วนในประเทศไทยมักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ หรือเจอปลูกกันตามบ้านทั่วๆไป ทั่วทุกภาคของประเทศ พญายอ หรือ เสลดพังพอนตัวเมียมีชื่อพ้องกัน มันก็คือ เสมหะพังพอนตัวผู้ แต่ว่าไม่เหมือนกันตรงที่เสมหะพังพอนตัวผู้มีหนาม คุณประโยชน์อ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมียและเพื่อไม่ให้งงงันระหว่างสมุนไพร 2 จำพวกนี้ ก็เลยเรียกเสมหะพังพอนตัวเมียว่า "พญายอ"
ลักษณะทั่วไป
พญายอ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มแกมเถาหรือไม้พุ่มรอคอยเลื้อย มักเลื้อยพาดไปตามต้นไม้อื่นๆมีความสูงได้ราวๆ 1-3 เมตร ลำต้นมีลักษณะสะอาด ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ใบเป็นใบลำพัง ออกเรียงตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆรูปแบบของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลม ส่วนขอบของใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างราวๆ 2-3 ซม. และยาวราวๆ 7-9 ซม. แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ ดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 3-6 ดอก กลีบเป็นสีแดงส้ม โคนกลีบดอกเชื่อมชิดกันเป็นหลอด ยาวโดยประมาณ 3-4 ซม. ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก คือ ปากด้านล่างและปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ กลีบเป็นทรงกระบอก ส่วนกลีบรองกลีบนั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่าๆกัน มีขนเป็นต่อมเหนียวๆอยู่รอบๆ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ส่วนเกสรเพศเมียเกลี้ยงไม่มีขน ออกดอกในช่วงราวตุลาคมถึงม.ค. ผลเป็นผลแห้งและก็แตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปกลมยาวรี ยาวได้โดยประมาณ 0.5 ซม. ก้านสั้น ด้านในผลมีเม็ดโดยประมาณ 4 เมล็ด
การขยายพันธ์ การขยายพันธุ์พญายอนั้นสามารถได้ 2 แนวทางเป็นการปักชำรวมทั้งการแยกเหง้าแขนงไปปลูก แต่จำนวนมากชอบใช้วิธีการใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ปราศจากโรค ไม่แก่ หรือเปล่าอ่อนเกินความจำเป็น ตัดกิ่งจำพวกให้มีความยาว 6-8 นิ้ว รวมทั้งมีตาบนกิ่งราวๆ 1-3 ตา ให้มีใบเหลืออยู่ที่ปลายยอด ราว 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงบริเวณรอยตัดของต้นตอ แล้วก็กิ่งพันธุ์เพื่อคุ้มครองปกป้องเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีเป็นดินร่วนคละเคล้าทราย (จะช่วยทำให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง รวมทั้งสบายสำหรับเพื่อการย้ายต้นไปปลูก) โดยปักชำกิ่งลงในสิ่งของปลูกลึกโดยประมาณ 3 นิ้ว และปักให้เอียง 45 องศา รดน้ำให้เปียกแฉะและรักษาความชื้นให้เพียงพอควรระวังอย่าให้กิ่งชำถูกแดดมากมาย กิ่งปักชำจะออกรากข้างใน 3-4 สัปดาห์ แล้วใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกไว้ในหลุมปลูกที่ตระเตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบ รดน้ำภายหลังปลูกในทันที
การเก็บเกี่ยว ควรจะเก็บใบขนาดกลาง ที่ไม่แก่หรืออ่อนจนถึงเกินไป โดยให้ใช้กรรมวิธีการตัดต้นเหนือระดับผิวดินประมาณ 10 เซนติเมตร ภายหลังเก็บเกี่ยวแล้ว ตัวการเดิมยังสามารถแตกออกแตกแขนงเติบโตได้อีก รวมทั้งสามารถเก็บเกี่ยวผลิตผลถัดไปได้
การดูแลและรักษา ในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรจะรดน้ำทุกๆวัน หากแดดจัดควรจะรดน้ำตอนเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 ข้างขึ้นไปแล้วบางทีอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในช่วงฤดูฝนถ้าหากมีฝนตกบางทีอาจจะไม่ต้องให้น้ำ พญายอสามารถเติบโตได้ดีในดินทุกประเภทที่มีการระบายน้ำเจริญ แม้กระนั้นชอบดินร่วนซุยปนทรายที่ระบายน้ำดีมากที่สุด  ถูกใจอากาศร้อนเปียกชื้น ขึ้นก้าวหน้าทั้งๆที่มีแดด(แดดไม่จัด) รวมทั้งที่ร่ม
องค์ประกอบทางเคมี  รากของพญายอ ประกอบด้วยสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol และก็มีการทดสอบพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล    (butanol) จากใบของพญายอ มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (flavonoid) สามารถระงับอาการอักเสบได้ สารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบสารกลุ่ม Monoglycosyl diglycerides ยกตัวอย่างเช่น    1,   2- di-O-linolenoyl-3-O-β-D-Galactopyranosyl-sn-glycerol และสารกลุ่ม Glycoglycerolipids จากใบมีฤทธิ์ยั้งเชื้อไวรัสเริมและงูสวัด
                ยิ่งกว่านั้นพญายอ ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากยิ่งกว่า 20 ประเภท โดยเป็นสารเคมีจากพืชที่มีความหมายต่อชีวิต ดังเช่นว่า   Stigmaster, Lupeol, B-Sitosterol Belutin, Myricyl alcohol และก็สารสกัดที่ได้จากเมทานอลในประเทศไทย 6  ชนิด    C-Glycosyl flavones ตัวอย่างเช่น    Vitexin, Isovitexin, Schaftoside, Isomoll-pentin, 7-0-B-Glucopyranoside, Orientin, Isori-entin รวมทั้งสารสกัดได้จากต้นแล้วก็ใบได้สาร Gluco-sides  5   จำพวก    (1)    Cerebrosides รวมทั้ง  Monoacylmonogalactosyl glycerol สาร    Triga-lactosyl รวมทั้ง    Digalactosyl diglycerides 4  สาร    8 ประเภท    สกัดได้จากส่วนเหนือดินสดด้วยคลอโรฟอร์มคือ   Chlorophyll A,  Chlorophyll B,  รวมทั้ง    Phacoph-orbide A  และก็สารประกอบที่มีซัลเฟอร์ 4  ประเภท   Clinamide A-C, 2-Cis- entadamide A  และสารประกอบที่พบมาก่อน 3  จำพวก    Entadamide A, Entadamide C   แล้วก็    Trans 3  methylsulfinyl-2-propenol
คุณประโยชน์ / คุณประโยชน์ คุณประโยชน์ของพญายอตามตำรายาไทย
บอกว่า ใบ – ใช้ถอนพิษไข้ ดับพิษร้อน แก้อาการผิดสำแดง แก้เจ็บคอ เจ็บปก แผลในปาก คางทูม รักษาโรคบิด ไข่ดัน รักษาแผลไฟลุก น้ำร้อนลวก รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน แก้ฝี แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคฝึก ราก  - ปรุงเป็นยาขับฉี่ ขับเมนส์ แก้ปวดเมื่อยบั้นท้าย บำรุงกำลัง แก้ผิดสำแดง ส่วนทั้ง 5  (อีกทั้งต้น) -   ใช้ถอนพิษ โดยยิ่งไปกว่านั้นพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ลมพิษ แผลน้ำร้อนลวก  โรคดีซ่าน รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง แก้ปวดบวม เคล็ดลับขัดยอก ฟกช้ำ  ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีการผลิตยาที่มีส่วนประกอบของพญายอหลายแบบ อาทิเช่น ครีมพญายอ ใช้บรรเทาอาการโรคเริม และ งูสวัด ยาป้ายปากพญายอให้รักษาแผลในปาก (aphthaus ulcer) โลชั่นพญายอ ใช้บรรเทาอาการผดผื่นคัน ลมพิษ ตุ่มคัน เป็นต้น
ต้นแบบ / ขนาดวิธีใช้

  • ทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน


o             - ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลลัพธ์ที่ดี

  • แก้แผลน้ำร้อนลวก


o             ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง
o             นำใบมาตำอย่างละเอียดผสมกับสุรา ใช้พอกบริเวณที่ถูกไฟเผาหรือน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี

  • รักษาอาการอักเสบ ทำลายพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด


o             ใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมียสด 10-20 ใบ (เลือกใบสีเขียวเข้มสดวาวไม่อ่อนไม่แก่จนถึงเหลือเกิน)นำมาตำผสมกับสุราหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลแล้วก็เอากากพอกแผล
o             ใช้ใบเสลดพังพอน 1,000 กรัม หมักใน alcohol 70 % 1,000 ซีซี. หมักไว้ 7 วัน เอามากรองแล้วเอาไประเหยให้เหลือ 500 ซีซี. เพิ่มเติม glycerine pure ลงไปเท่ากับจำนวนที่ระเหยไป (500 ซีซี.) นำน้ำยาเสลดพังพอนกรีเซอรีนที่ได้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก ทำลายพิษต่างๆ

  • ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการใช้ใบสด 1 กำมือ ตำให้รอบคอบ ผสมกับน้ำซาวข้าว ใช้พอกบนศีรษะผู้เจ็บป่วยโดยประมาณ 30 นาที อาการไข้และลักษณะของการปวดหัวจะหายไป
  • ช่วยแก้อาการผิดสำแดง (ทานอาหารเป็นพิษไข้ แล้วทำให้โรคกำเริบเสิบสาน) ด้วยการใช้รากสดนำมาต้มกินทีละราว 2 ช้อนแกง
  • ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ ด้วยการนำใบสดมาเคี้ยวโดยประมาณ 10 ใบ กลืนเอาแต่น้ำยาพอให้ยาจืด แล้วจึงคายกากทิ้ง
  • แก้คางทูม ด้วยการใช้ใบสดราว 10-15 ใบ ตำให้ถี่ถ้วนผสมกับสุราโรง คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่บวม อาการบวมจะหายไป รวมทั้งลักษณะของการเจ็บปวดจะหายไปภายใน 30 นาที
  • ใช้แก้ฝี ด้วยการกางใบนำมาตำผสมกับเกลือและก็สุรา ใช้พอกรอบๆที่เป็น แปลงยาทุกยามเช้ารวมทั้งเย็น


ส่วนการใช้พญายอรักษาอาการเพราะว่าแมลงกัดต่อย รวมทั้งเริมตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น  ให้ใช้ใบขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลง สัตว์ กัดต่อย หรือเป็นเริมและสำหรับครีม ที่มีสารสกัดพญายอร้อยละ 4 – 5   และสารละลาย (สำหรับป้ายปาก) ที่มีสารสกัดพญายอในกลีเซอรีนจำนวนร้อยละ 2.5 – 4                  รวมทั้งโลชัน ที่มีสารสกัดพญายอปริมาณร้อยละ 1.25  ให้ใช้  ทาบริเวณที่มีอาการ วันละ 5 ครั้ง
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  สารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบให้ทางปากหนูขาว จะลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำโดย carrageenan และลดการอักเสบของถุงลมหนูขาวที่รั้งนำให้เกิดโดยฉีดลมและก็น้ำมันละหุ่ง (1-3) แม้กระนั้นหากใช้วิธีทาสารสกัดที่ผิวหนังจะไม่อาจจะลดน้ำหนองของถุงลมหนูได้ สารสกัดเอ็นบิวทานอล ขนาด 270 มก./กิโลกรัม จะลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้เท่าๆกับแอสไพรินขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. (2) เมื่อใช้ 5% ของพญายอในรูป cold cream สารสกัดเอทานอล 95% และก็สารสกัดเอทานอลในน้ำ ทาเฉพาะที่ให้หนูขาว  สามารถลดหนองรวมทั้งการเกิด granuloma ได้ 50.98%, 50.10% และ 48.30% เป็นลำดับ สารสกัดเอทานอลจากใบ ขนาด 20 มคก./มล. ส่งผลต่อ cytokines  ที่เกิดในกระบวนการอักเสบ คือ ยั้ง  interleukin-1-b แต่ว่าไม่สามารถที่จะยั้ง interleukin-6 และก็  tumor necrosing factor-a
ฤทธิ์รักษาโรคงูสวัด  นำสารสกัดจากใบพญายอความเข้มข้นต่างๆมาตรวจ DNA hybridization รวมทั้ง plaque reduction assay พบว่า ขนาด 1:2,000 แล้วก็ 1:1,200 เป็นลำดับ จะยั้งเชื้อไวรัส Varicella zoster ก่อนเข้าสู่เซลล์ได้ 50% ขนาด 1:6,000 และก็ 1:4,800 ตามลำดับ จะฆ่าเชื้อโรคเชื้อไวรัส  Varicella zoster  ในเซลล์  ขนาดมากกว่า 1:18,000 และ 1:9,600 ตามลำดับ สามารถทำลายเชื้อเชื้อไวรัส Varicella zoster โดยตรงได้ 50% จะเห็นว่าเมื่อเชื้อไปสู่เซลล์แล้วฤทธิ์สำหรับเพื่อการยั้งไวรัสลดลง
          ผู้ป่วยโรคงูสวัด จำนวน 51 ราย  ได้รับการดูแลรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอกแบ่งเป็น 2 กรุ๊ป ตามจำพวกของยา รวมทั้งให้ยาเรียงสลับแบบสุ่ม คนป่วยทุกรายมาเจอแพทย์ข้างใน 48 ชม.หลังจากมีอาการ  โดยให้ป้ายยาวันละ 5 ครั้ง ตรงเวลา 7-14 วัน ตราบจนกระทั่งแผลจะหาย พบว่าคนป่วยหวานใจษาด้วยสารสกัดใบพญายอแผลจะเป็นสะเก็ดข้างใน 3 วัน และก็หายข้างใน 7-10 วัน มีเยอะมากๆกว่ากรุ๊ปหวานใจษาด้วยยาหลอกอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ หรูหราความปวดลดลงเร็วกว่า และไม่เจอผลข้างเคียงใดๆ
ฤทธิ์ต้านเริม  สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส Herpes simplex type 1 และ type 2 โดยตรงก่อนที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ และก็สารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลและก็สารสกัดน้ำจากใบไม่สามารถยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 และ HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ เป็นลำดับ
คนป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชายและหญิงจำนวน 27 คน ได้รับการรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการดูแลรักษาด้วยยา acyclovir cream ปริมาณ 26 คน แล้วก็ยาหลอก 24 คน  โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 6 วัน พบว่า คนเจ็บที่ได้รับการดูแลรักษาด้วยครีมพญายอ รวมทั้ง acyclovir cream แผลเป็นสะเก็ดในวันที่ 3 แล้วก็หายข้างในวันที่ 7 แตกต่างจากแผลของคนไข้ที่ใช้ยาหลอก จะตกสะเก็ดในวันที่ 4–7 รวมทั้งหายในวันที่ 7-14 หรือเป็นเวลานานกว่านั้น ครีมพญายอไม่นำไปสู่อาการอักเสบ เคือง ในขณะที่ acyclovir cream ทำให้แสบ
คนไข้โรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์จำพวกเป็นซ้ำ จำนวน 56 ราย ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เทียบการดูแลและรักษากับยา acyclovir cream ปริมาณ 54 คน และยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 6 วัน พบว่ากรุ๊ปที่รักษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะเป็นสะเก็ดภายใน 3 วัน รวมทั้งหายด้านใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล  และไม่มีความไม่เหมือนจากการดูแลและรักษาด้วย acyclovir cream แต่ยา acyclovir cream จะก่อให้แสบแผล (13)
ฤทธิ์แก้ปวด  เมื่อให้ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบ ขนาด 30, 90, 270, 540, 810 รวมทั้ง 2,430 มิลลิกรัม/กก.  แก่หนูถีบจักรทางปาก จะลดการบิดตัวของหนูที่ถูกรั้งนำโดยกรดอะซีติค รวมทั้งเพิ่มการซึมผ่านของผนังหลอดเลือด เป็นสัดส่วนกับขนาดของส่วนสกัด ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลขนาด 90 มก./กิโลกรัม จะมีความแรงเท่ากับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สำหรับในการลดการบิดตัว แต่จะมีความแรงน้อยกว่าสำหรับในการลดการซึมผ่านผนังเส้นโลหิต เมื่อให้สารสกัดนี้โดยการฉีดเข้าช่องท้อง ไม่ทำให้เห็นว่ามีฤทธิ์หยุดปวดเมื่อใช้วิธี hot water bath  และก็ให้ส่วนสกัดคลอโรฟอร์มจากใบขนาดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทางปากหนูถีบจักร  ไม่มีผลลดการบิดตัวของหนูเช่นกัน
ยิ่งกว่านั้น พญายอมีสารออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในหลอดทดลองแล้วก็มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย สารสกัดจากใบด้วยเอทธิลอะสิเตทเข้มข้น 1.39-6.31 มิลลิกรัม/มล. สามารถยั้ง Bacillus cereus และก็ candida albican สาร    Flavonoids และ    Phenolic compounds ในสมุนไพรทุกชนิด ยับยั้งแบคทีเรียได้น่าฟังมี Carbonyl group และ    พญายอยังมีฤทธิ์ต้านทานพิษงู: มีการเล่าเรียนพบว่าสารสกัดพญายอมีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันทําลายเซลล์เนื้อเยื่อแผล แต่ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งพิษต่อระบบประสาทของงูเห่า ที่มีต่อNeuromuscular transmission
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษและการทดลองความเป็นพิษ
          การทดลองความเป็นพิษพบว่า สารสกัดเอ็นบิวทานอลมีค่า LD50 13.4 กรัม/กก. 48 ชม. ข้างหลังให้ทางปาก แล้วก็มีค่า 3.4 ก./กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าท้อง การให้สารสกัดทุกวี่วันตรงเวลา 6 อาทิตย์ ไม่เป็นผลต่อการเจริญเติบโตของหนูขาว แต่เจอน้ำหนักไธมัสลดลงช่วงเวลาที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่พบความเปลี่ยนไปจากปกติต่ออวัยวะอื่นๆและไม่มีลักษณะอาการไม่ประสงค์อื่นๆส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/โล (หรือเสมอกันใบแห้ง 5.44 กรัม/กก.) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าช่องท้องหนูเม้าส์ ไม่นำไปสู่อาการพิษใดๆและก็เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มก./กิโลกรัม และ 540 มิลลิกรัม/กิโล ทุกวัน นาน 6 อาทิตย์ พบว่าไม่เป็นผลต่อการเจริญเติบโต แต่น้ำหนักต่อมธัยมัเสียใจลง ในขณะน้ำหนักตับมากขึ้น ไม่พบความเปลี่ยนไปจากปกติต่ออวัยวะอื่น และไม่เจออาการไม่พึงประสงค์ใดๆก็ตาม
ข้อเสนอแนะ / ข้อควรตรึกตรอง พญายอก็ราวกับสมุนไพรชนิดอื่นๆคือ ควรใช้ในจำนวนที่พอดีไม่สมควรใช้มากเกินความจำเป็นหรือนานจนกระทั่งเกินไปเพราะอาจเกิดผลกระทบต่อร่างกายได้ รวมทั้งในอดีตจะมีการใช้ใบสดนำมาตำแล้วพอกรอบๆที่เป็นแผล และให้ผลการรักษาที่ดี แต่ในปัจจุบันแนวทางลักษณะนี้ไม่ได้รับความนิยมแล้ว เพราะจะทำความสะอาดแผลได้ยาก รวมถึงอาจจะทำให้แผลติดเชื้อแล้วก็เป็นหนองกระทั่งขยายไปยังรอบๆอื่นได้
เอกสารอ้างอิง

  • เสลดพังพอนตัวเมีย.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.
  • ฉัตรชัย สวัสดิไขย,สุรศักดิ์ อิ่มเอี่ยม.พญายอ.คอลัมน์ยาน่ารู้.วารสารศูนย์การศึกษาแพยทศาสตร์คลินิกโรงพยาบาลพระปกเกล้า.ปีที่35. ฉบับที่1.มกราคม-มีนาคม 2561.หน้า106-110
  • สมชาย แสงกิจพร เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ธวัชสุภา ปราณี จันทเพ็ชร.  การรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำด้วยยาสารสกัดของใบพญายอ.  วารสารกรมการแพทย์ 2536;18(5):226-31
  • ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.“พญาปล้องทอง”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.    หน้า 521-522.
  • Alam A,   Ferdosh S,   Ghafoor K,   Hakim A, Juraimi AS,    Khatib A,   et  al.   Clinacanthus nutans: A  review of   the   medicinal uses, pharmacology and    phytochemistry. AsianPac J Trop Med 2016:9: 402-9.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47. http://www.disthai.com/
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Panyakom K.   Strutcural elucidation of bioactive compounds of   clinacanthusnutans (Burm. f.)  lindau leaves [disserta-tion].    Nakhon Rathchasima. SuranareeUniversity of Technology; 2006.
  • ชุตินันท์ กันตสุข.  การทดสอบเบื้องต้นเพื่อหาฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ของสารสกัดสมุนไพรไทยบางชนิด.  วิทยานิพนธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534.
  • “พญาปล้องทอง”.  หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 88.
  • Kittisiripornkul S, Bunyapraphatsara, N, Tanasomwong W, Satayavivad J.  The antiinflammatory action and toxicological studies of Clinacanthus nutans.  การประชุม Princess Congress I, 10-13 Dec 1987, กรุงเทพฯ:AC-5.
  • Cherdchu C,   Poopyruchpong N,   Adchari-yasucha R,   Ratanabanangkoon K.   The absence of  antagonism between extracts of   Clinacanthus nutans Burm. and    Naja naja    siamensis venom. Southeast Asian J  Trop    Med    Public Health 1977;8:249-54.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47.
  • Sangkitporn S, Balachandra K, Bunjob M. Chaiwat S, Dechatiwongse Na-Ayudhaya T, Jayavasu C.  Treatment of Herpes zoster with Clinacanthus nutans (Bi Phaya Yaw) extract.  J Med Assoc Thai 1995;78(11):624-7.
  • Dampawan P,   Huntrakul C,   Reutrakul V, Raston CL,    White AH.    Constituents of Clinacanthus nutans and    crystal structureof   Lup-20(29)-Ene-3-One. J  Sci    Soc  Thailand 1977; 3: 14-26.
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์. “เสลดพังพอนตัวเมีย”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 562.
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ชวลิตธำรง สุทธิโชค จงตระกูลศิริ.  การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบพญายอต่อเชื้อ Herpes simplex virus type-2 ในหลอดทดลอง.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2535;34(4):153-8.
  • Dechatiwongse T,  Sakkarat S, ShuypromA,   Pattamadilok D,   Bansiddhi J,   Water-man    PG,    et  al.   Chemical constituents of the   leaves of Clinacanthus nutans Lindau.Thai    Journal of  Phytopharm 2001;8(1):1.
  • Satayavivad J, Bunyapraphatsara N, Kittisiripornkul S, Tanasomwang W.  Analgesic and anti-inflammatory activities of extract of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau.  Thai J Phytopharm 1996;3(1):7-17.
  • Thawaranantha D, Balachandra K, Jongtrakulsiri S, Chavalittumrong P, Bhumiswasdi J, Jayavasu C.  In vitro antiviral activity of Clinacanthus nutans on Varicella-zoster virus.  Siriraj Hosp Gaz 1992;44(4):285-91.
  • Yoosook C, Bunyapraphatsara N, Boonyakiat Y, Kantasuk C.  Anti-Herpes simplex virus activities of crude water extracts of Thai medicinal plants.  Phytomedicine 1999;6(6): 411-9.
  • Tanasomwang W.  The screening of anti-inflammatory action of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau : a critical evaluation of carrangeenan-induced hind paw edema model.  MS Thesis, Mahidol Univ, 1986.
  • Yoosook C, Panpisutchai Y, Chaichana S, Santisuk T, Reutrakul V.  Evaluation of anti-HSV-2 activities of Barleria lupulina and Clinacanltus nutans.  J Ethnopharmacol 1999;67:179-87.
  • Suntararuks S, Satayavivad J, Vongsakul M, Wanichanon C, Thiantanawat A, Akanimanee J.  The study of immunologic effects of Clinacanthus nutans extract in male Wistar rats.  The Fourth Princess Chulabhorn International Science Congress Chemicals in the 21st Century, 28 Nov–2 Dec 1999, Bangkok, Thailand: P-24.



Tags : พญายอ

12

ต้นหญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร ต้นหญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
วงศ์    Asteraceae
ถิ่นเกิด  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมาเป็นเวลายาวนานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบและประยุกต์ใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของต้นหญ้าหวานมาเป็นองค์ประกอบในชาที่ชงดื่มรวมถึงยาสมุนไพรโบราณ โดยยิ่งไปกว่านั้นในประเทศปารากวัย แล้วก็บราซิล ซึ่งชื่อเดิมของต้นหญ้าหวานที่ชาวพื้นเมืองปารากวัยเรียก คือ kar-he-e หรือภาษาประเทศสเปน เรียกว่า yerba ducle แปลว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่คนพื้นเมืองของปารากวัย แล้วก็บราซิล ใช้ผสมในของกิน หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน รวมทั้งใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบเอเชียพบว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานอย่างมากมาย โดยนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหารแล้วก็เครื่องดื่มต่างๆ  ตัวอย่างเช่น ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มเข้าสู่เมืองไทยเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยเป็นการเอามาทดสอบปลูก ในภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แล้วก็จังหวัดเชียงราย ในขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค ต้นหญ้าหวานก็เลยจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น ต้นหญ้าหวาน เป็นไม้ล้มลุกอายุนับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้มองดูเป็นทรงพุ่มเตี้ย สูงโดยประมาณ 30-90 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อติดกับแกนลำต้น แกนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ ต้นหญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกผู้เดียวๆเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น แล้วก็กิ่ง แล้วก็เหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างราว 1-1.5 เซนติเมตร ยาว


โดยประมาณ 3-4 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย และก็โก่งเข้ากลางแผ่นใบ เมื่อเคี้ยวหรือต้มน้ำจะมีรสหวานจัด

  • ดอก หญ้าหวานออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบมีจำนวน 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบมีสีขาว ข้างในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล และก็เกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกลางดอก เหมือนหนวดปลาดุก ทั้งนี้ ต้นหญ้าหวานจะออกดอกทั้งปี ในฤดูฝนจะออกดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆออกดอกสีขาว
  • ผล ผล เป็นผลแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ข้างในมีเม็ดลำพังจำนวนหลายชิ้น เมล็ดสีดำ มีขนปุยนุ่นปกคลุม


การขยายพันธุ์  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศที่ค่อนข้างจะเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิราว 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ถูกใจดินร่วนซุยหรือดินร่วนซุยผสมทรายที่ระบายน้ำได้ดี แล้วก็พืชประเภทนี้จะเติบโตได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราวๆ 600-700 เมตร
                ด้วยเหตุฉะนี้จึงมีการนำเข้ามาทดลองปลูกเอาไว้ในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ.2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าได้ผลผลิตเป็นที่น่าพึงพอใจ จึงมีการสนับสนุนให้มีการปลูกมาจนถึงปัจจุบัน
ต้นหญ้าหวานแพร่พันธุ์ได้ 2 แนวทาง คือ

  • การเพาะกล้าจากเม็ด มีจุดเด่นหมายถึงทำได้รวดเร็ว ลำต้นแตกกิ่งมากมาย ให้ผลผลิตสูง แล้วก็นานหลายฤดู รวมถึงทนต่อโรค และก็แมลงได้ดิบได้ดี แม้กระนั้นมีข้อเสียเป็นมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้ปริมาณสารให้ความหวานลดน้อยลงหรือได้ผลผลิตใบต่ำลง
  • การปักชำกิ่ง มีจุดเด่นหมายถึงประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่มีข้อเสียเป็นใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตให้ต่ำยิ่งกว่ากล้าจากเมล็ด รวมถึง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค และแมลง


สำหรับการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบต้นหญ้าหวานจะเริ่มเก็บครั้งแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก ถ้าต้นสมบูรณ์เพียงพอ จะเก็บได้ตลอดเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ราวๆ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้โดยประมาณ 40-60 กิโล/ไร่ ซึ่งได้ผลผลิตใบสูงสุดในช่วงฤดูฝน รวมทั้งได้ผลผลิตต่ำในฤดูหนาว แล้วก็หน้าแล้ง ดังนี้ หญ้าหวาน 1 รุ่นจะแก่เก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับต้นหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ ต้องล้างทำความสะอาด แล้วก็ผึ่งแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งได้เป็น 2 เกรดหมายถึงเกรด Aแล้วก็เกรด B ถ้าสภาพใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเผือด จะถูกคัดเลือกเป็นเกรด B แม้กระนั้นเกรดของใบไม่เป็นผลทำให้ความหวานแตกต่าง
หญ้าหวานแห้ง เกรด B จะเจอโดยประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนหญ้าหวานแห้งทั้งหมดทั้งปวง ต้นหญ้าหวานแห้งเกรด A อาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กิโลกรัม ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาราว 150 บาท/กิโลกรัม และใช้บดเป็นผุยผงหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในกก.ละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อต้นหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในช่วงเดียวกันหรือสูงขึ้นยิ่งกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
องค์ประกอบทางเคมี  ใบหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานโดยประมาณปริมาณร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน แล้วก็ทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส ก็เลยไม่สลายตัวหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนสำหรับการปรุงอาหาร ใช้ในจำนวนน้อย ไม่มีพิษรวมทั้งไม่มีอันตรายสำหรับการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นพบว่าสารสกัดจากหญ้าหวานประกอบไปด้วยกลุ่มสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) แล้วก็ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลเดกซ์โทรส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรืออาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกรุ๊ปน้ำตาลกลุ่มนี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน
โดยสารสำคัญต่างๆที่เจอในหญ้าหวานมีหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น
– Stevioside พบได้ทั่วไปที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F พบลำดับรองลงมา ราวๆ 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผุยผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน และทนความร้อน
คุณสมบัติทางกายภาพ รวมทั้งเคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) แล้วก็สาโรจน์ (2547)
ประโยชน์/สรรพคุณ 
สารสกัดที่ได้จากต้นหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแม้กระนั้นไม่ก่อกำเนิดพลังงาน (แคลลอปรี่) ในร่างกายแต่อย่างใด ด้วยความพิเศษของต้นหญ้าหวานนี้  ก็เลยมีคุณประโยชน์แล้วก็ประโยชน์ต่างๆมากไม่น้อยเลยทีเดียว อาทิเช่น
ลดระดับน้ำตาลในเลือด คนไข้โรคเบาหวานนั้นเสี่ยงมีสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะดื้อรั้นอินซูลิน นอกเหนือจากนั้น ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ เป็นต้นว่า มิได้รับอินซูลินหรือยารักษาโรคเบาหวาน กินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป กำเนิดความเคร่งเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดโรค ซึ่งคุณค่าอีกประการหนึ่งของต้นหญ้าหวานที่อาจมีคุณประโยชน์ต่อคนป่วยเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏงานศึกษาเรียนรู้วิจัยที่เล่าเรียนเรื่องนี้ล้นหลาม งานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยหนึ่งได้ให้คนป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กินสารสกัดหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการตรวจเลือดหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าคนเจ็บหรูหราน้ำตาลในเลือดน้อยลง สอดคล้องกับงานศึกษาเรียนรู้วิจัยอีกชิ้นที่พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคนป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญภายหลังจากรับประทานแป้งที่ทำมาจากต้นหญ้าหวาน
ยิ่งกว่านั้น การรับประทานหญ้าหวานบางทีอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีสุขภาพปกติเหมือนกัน งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดลองกินซูโครส แอสปาแตม และต้นหญ้าหวานก่อนรับประทานอาหารมื้อกลางวันและก็มื้อเย็น เป็นเวลา 3 วัน ผลการศึกษาเรียนรู้พบว่าคนที่กินหญ้าหวานหรูหราน้ำตาลในเลือดและก็อินซูลินหลังรับประทานอาหารลดน้อยลงมากกว่าคนที่กินซูโครสรวมทั้งแอสปาแตมอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งกว่านั้น กรุ๊ปที่กินหญ้าหวานแล้วก็แอสปาแตมก่อนมื้อของกินยังรู้สึกอิ่มและไม่รับประทานอาหารอื่นเสริมเติมจากมื้อหลัก เหมือนกันกับงานศึกษาเรียนรู้วิจัยอีกชิ้นที่ทำให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากใบหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดสอบที่ไม่ได้มีอาการป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือมีภาวการณ์น้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งมีคุณสมบัติช่วยยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในปากหลายอย่าง จึงไม่ทำให้ของกินหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานมีการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย ก็เลยมีการใช้ ผสมในของกิน รวมทั้งเครื่องดื่ม รวมถึงผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส รวมทั้งช่วยคุ้มครองปกป้องโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับเพื่อการมีรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะแตกต่างจากน้ำตาลซะทีเดียว ด้วยเหตุว่าสารสตีวิโอไซด์จะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายเล็กน้อย จะจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย นอกจากนี้สารดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วยังเป็นสารที่ไม่มีคุณค่าทางอาหารแต่อย่างใด เนื่องจากมีแคลอรีต่ำมากมายหรือเปล่ามีเลย และก็จะผิดย่อยให้เกิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แต่จากจุดด้วยนี้นี่เองก็ถือเป็นจุดเด่นที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน แล้วก็โรคหัวใจ
ในปัจจุบันมีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน ประเทศเกาหลี แคนที่นาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และมีทิศทางมากยิ่งขึ้นองค์การของกินและก็ยาของสหรัฐฯและก็กรุ๊ปประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากต้นหญ้าหวานเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2551 และก็ พุทธศักราช 2554 ตามลำดับ ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต รวมทั้งจำหน่ายต้นหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พุทธศักราช 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พ.ศ. 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์แล้วก็อาหารที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) และประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พุทธศักราช 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญกล่าวถึงวัตถุเจือปนของกินขององค์การของกินรวมทั้งเกษตร แล้วก็องค์การอนามัยโลก แห่งยูเอ็น (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินแล้วก็ระบุค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
แบบอย่าง/ขนาดการใช้  จากผลจากงานวิจัยของทีมงานนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้โดยสวัสดิภาพเป็น 7,938 มก./กก.(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากมายถ้าเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่ๆ เพราะว่าคนจำนวนมากกินกันประมาณ 2-3 ก็นับว่ามากมายเพียงพอต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้หญ้าหวานโดยสวัสดิภาพเป็นราวๆ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย นับว่าเป็นปริมาณที่เหมาะสมและไม่หวานมากเกินไป  แต่ว่าคณะกรรมการผู้ที่มีความชำนาญของอาหารแล้วก็เกษตรแห่งยูเอ็น องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในอาหาร ได้ระบุค่าความปลอดภัย เบื้องต้นไว้ไม่เกิน 2 มก.ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลต่อวัน อย่างไรก็ดีอาจต้องระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงติดต่อกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีสภาวะโรคไตรวมทั้งตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พ.ศ.2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ มีความหมายว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบหญ้าหวาน ซึ่งมี สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ วัวไซด์ เอ รูบุโซไซด์ แล้วก็ สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากต้นหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบอาหารจะต้องมีปริมาณสารในกรุ๊ปสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน หน่วยงานของกินรวมทั้งเกษตร และองค์การอนามัยโลก ที่สหประชาชาติ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา  ในปี คริสต์ศักราช1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska และก็แผนก ได้ออกมาค้นคว้ารายงานศึกษาค้นคว้าของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีจุดบกพร่อง โดยเผยแพร่ในวารสาร Mutagenesis กล่าวว่า หญ้าหวานไม่เป็นผลส่งผลให้เกิด Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) แต่อย่างใด ทั้งนี้ได้ทำทดลองซ้ำอยู่บ่อยครั้ง หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกมากมายที่บอกว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดต้นหญ้าหวานส่งผลน้อยมาก หรือบางครั้งก็อาจจะไม่เป็นผลเลย และก็ต่อมาก็เลยได้มีการตรวจทานความเป็นพิษพบว่า งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยโดยมากบอกว่าต้นหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานใดๆก็ตามกล่าวว่าต้นหญ้าหวานให้เกิดโรคมะเร็งแต่อย่างใด  และยังมีการเล่าเรียนทางสถานพยาบาลอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่มีผลการเล่าเรียนระบุถึงกลไกการออกฤทธิ์ภายในร่างกายมนุษย์คือ   กลไกการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหวานคือ สารสกัดของต้นหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลเดกซ์โทรสและสารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสชาติความหวานซึ่งมีมากยิ่งกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า แล้วก็ต่อมรับรสนิดหน่อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้มีความรู้สึกถึงรสขมได้นิดหน่อย  และก็ระบบทางเดินอาหารของผู้คนก็สามารถเสื่อมสภาพรวมทั้งแยกไกลโคไซด์ของหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลกลูโคสที่ได้นี้ส่วนมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวลำไส้เอง ก็เลยมีเดกซ์โทรสจากสารสกัดหญ้าหวานเพียงแค่ส่วนน้อยที่ถูกดูดซึมไปสู่กระแสเลือด ส่วนสารสตีวิออลและสารโพลีแซคติดอยู่ไรด์ (Poly saccharides) เล็กน้อยจะถูกซับเข้าสู่ร่างกาย และก็ส่วนใหญ่ที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การเล่าเรียนทางพิษวิทยา จากการศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษในหนูหลายๆการเล่าเรียน
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในของกินในขนาดต่างๆจนถึง 5% (ขนาดมากถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ต่อเนื่องกัน 3 เดือน จนกระทั่ง 2 ปี ไม่พบความเป็นพิษที่รุนแรงต่อตับ รวมทั้งไต อย่างไรก็ตามมีกล่าวว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดสูงถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว ส่งผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) และ creatinine ในเลือดสูงขึ้น แต่ว่าขนาดดังที่กล่าวถึงแล้วเป็นขนาดที่สูงขึ้นมากยิ่งกว่าขนาดที่ใช้กินในคนมากประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง โดยเหตุนี้ผลวิจัยถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในของกิน เป็นระยะเวลานานจนกระทั่งปัจจุบันนี้ปรากฏว่ามีแนวโน้มทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี คริสต์ศักราช 2009 อเมริกาโดย USFDA ได้พิเคราะห์และก็ประกาศว่า หญ้าหวานได้รับการยินยอมรับโดยธรรมดาว่าไม่มีอันตราย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดลองการกลายพันธุ์ของสารสกัดต้นหญ้าหวาน โดย Fujita รวมทั้งแผนก (1979), Okumura
แล้วก็คณะ (1978) รวมทั้ง Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) ทำทดลองกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli แล้วก็ Bacillus subtilis ผลของการทดลอง พบว่า สารดังที่กล่าวผ่านมาแล้วไม่ก่อกลายพันธุ์แต่อย่างใด
ข้อแนะนำ/ข้อพึงระวัง
ปัจจุบันนี้ยังไม่พบสิ่งที่ไม่อนุญาตใช้ต้นหญ้าหวานที่แจ้งชัด แม้กระนั้นข้อควรระวังคือ

  • ไม่สมควรบริโภคต้นหญ้าหวานใน จำนวนที่เกินกว่าที่ระบุในสินค้าที่ได้รับคำรับรองความปลอดภัยการบริโภคจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • หลีกเลี่ยงบริโภคต้นหญ้าหวานในกรณีที่แพ้พืชตระกูลเดียวกับหญ้าหวาน ดังเช่น ดอกเบญจมาศ ดาวเรือง ฯลฯ เพราะว่าผู้ที่แพ้พืชเหล่านี้บางทีอาจเสี่ยงมีลักษณะแพ้ต้นหญ้าหวานได้ด้วยเหมือนกัน
  • คนไข้เบาหวานที่กินต้นหญ้าหวานควรหมั่นวัดระดับน้ำตาลในเลือด และก็ขอคำแนะนำหมอทันทีหากมีลักษณะอาการไม่ปกติใดๆเพราะเหตุว่าต้นหญ้าหวานหรือสินค้าที่มีสารสกัดจากหญ้าหวานอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินความจำเป็นได้
  • สตรีตั้งท้อง สตรีให้นมลูก และเด็ก ควรขอคำแนะนำหมอก่อนที่จะมีการบริโภคต้นหญ้าหวานเสมอ
  • ผู้ซื้อหญ้าหวานบางรายอาจกำเนิดอาการท้องอืด อ้วก หน้ามืดศีรษะ ปวดกล้าม หรือชาตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์หญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


13

ต้นหญ้าหนวดแมว
ชื่อสมุนไพร  หญ้าหนวดแมว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  พยับเมฆ (จังหวัดกรุงเทพมหานคร) บางรักป่า (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์), อีตู่ป่า (เพชรบุรี) ต้นหญ้าหนวดเสือ
ชื่อสามัญ Kidney tea plant, Cat’s whiskers, Java tea, Hoorah grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Orthosiphon grandiflorus Bold. ,Orthosiphon stamineus Benth.
วงศ์ Lamiaceae หรือ Lamiaceae
ถิ่นเกิด  ต้นหญ้าหนวดแมวจัดเป็นพืชป่าในเขตร้อนชื้นมีบ้านเกิดเมืองนอนแถวทวีปเอเชียใต้แถบอินเดีย , บังคลาเทศ , ศรีลังกาแล้วก็ทางตอนใต้ของจีนแล้วมีการกระจายประเภทไปสู่ในประเทศเขตร้อนที่ใกล้เคียง (ในเอเซียอาคเนย์) ดังเช่น เมียนมาร์ ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย ในประเทศไทย มีการนำต้นหญ้าหนวดแมวมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคนิ่วรวมทั้งขับฉี่มานานแล้ว ตราบจนกระทั่งในปัจจุบันมีการวิจัยเกี่ยวกับหญ้าหนวดแมวว่าสามารถเยียวยารักษาโรคและก็สภาวะต่างๆได้มากมายหลายโรคจึงทำให้ความนิยมในการใช้หญ้าหนวดแมวมากขึ้นเรื่อยๆ
ลักษณะทั่วไป   หญ้าหนวดแมวมีลักษณะ ต้น เป็นไม้พุ่มล้มลุก ขนาดเล็ก เนื้ออ่อน สูง 30-60 เซนติเมตร มีอายุหลายปี ลำต้นและแขนงค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมเห็นได้ชัดเจน มีสีม่วงแดง และก็มีขนน้อย แตกกิ่งก้านสาขามากมาย โคนต้นอ่อนโค้ง ปลายตั้งชัน ตามยอดอ่อนมีขนกระจาย ใบเป็นลำพัง ออกตรงกันข้าม สีเขียวเข้ม รูปไข่ หรือรูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด ตามเส้นใบมักมีขน กว้าง 2-5 ซม. ยาว 5-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจะเป็นฟันเลื่อยห่างๆเว้นเสียแต่ขอบที่โคนใบจะเรียบ มีขนตามเส้นใบอีกทั้งข้างบนรวมทั้งข้างล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-4.5 ซม. มีขน ดอก มีสีขาว หรือขาวอมม่วงอ่อน ออกเป็นช่อกระจะตั้ง ที่ปลายยอด เป็นรูปฉัตร ยาว 7-29 ซม. มีดอกย่อยโดยประมาณ 6 ดอก ขนาดดอก 1.5 ซม. ดอกจะบานจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน ริ้วตกแต่งรูปไข่ ยาว 1-2 มิลลิเมตร ไม่มีก้าน กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นรูประฆัง งอเล็กน้อย ยาว 2.5-4.5 มม. เมื่อสำเร็จยาว 6.5-10 มม. ด้านนอกมีต่อมน้ำมันหรือเป็นปุ่มๆกลีบดอกไม้โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดตรงเล็ก ยาว 10-20 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นปากสองปาก ปากบนใหญ่มากยิ่งกว่า ปากบนมีหยักตื้นๆ4 หยัก โค้งไปทางด้านหลัง ปากล่างตรง โค้งเป็นรูปช้อน เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่ข้างล่างยาวกว่าคู่บนเล็กน้อย ก้านเกสรยาว สะอาด ไม่ติดกัน ยื่นยาวออกมานอกกลีบดอกเห็นได้ชัดเหมือนหนวดแมว อับเรณูเป็น 2 พู ด้านบนบรรจบกัน ก้านเกสรเพศเมียเรียวเล็ก ยาว 5-6 ซม. ปลายก้านเป็นรูปตะบอง ปลายสุดมี 2 พู ผลได้ผลสำเร็จแห้งไม่แตก รูปขอบขนานกว้าง แบน แข็ง สีน้ำตาลเข้ม ขนาดเล็ก ยาวโดยประมาณ 1-2 มม. ผลจะเจริญรุ่งเรืองเป็น 4 ผลย่อยจากดอกหนึ่งดอก ตามผิวมีรอยย่น ออกดอกและติดผลราวกันยายนถึงเดือนตุลาคม ชอบขึ้นที่ชื้น มีแดดรำไรในป่าขอบลำธาร หรือน้ำตก
การขยายพันธุ์ หญ้าหนวดแมว เป็นไม้ล้มลุกที่เติบโตได้ดิบได้ดีในดินชื้น คล้ายกับกระเพราแล้วก็โหระพา ก็เลยทนต่อสภาพแห้งได้น้อย โดยเหตุนั้น การปลูกต้นหญ้านวดแมวจำเป็นจะต้องเลือกสถานที่ปลูกที่ค่อนข้างจะชื้นเสมอหรือมีระบบระเบียบให้น้ำอย่างทั่วถึง แต่ว่าในช่วงฤดูฝนสามารถเติบโตได้ทุกพื้นที่
                ทั้งต้นหญ้าหนวดแมวเป็นพืชถูกใจดินร่วน รวมทั้งมีอินทรียวัตถุสูง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ดินหรือแปลงปลูกควรจะเติมอินทรียวัตถุ อาทิเช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยธรรมชาติ ก่อนลูกพรวนผสมกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้ากันและก็กำจัดวัชพืชออกให้หมด
ส่วนการปลูกต้นหญ้าหนวดแมว ปลูกได้ด้วย 2 วิธี เป็น

  • การปักชำกิ่ง ตัดกิ่งที่ยังไม่มีดอก ยาวโดยประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วต่อจากนั้น เด็ดกิ่งแขนง และใบออกด้านโคนกิ่งออก ในความยาวโดยประมาณ 5 เซ็นติเมตร พร้อมกับเด็ดยอดทิ้ง ก่อนเอามาปักชำ ซึ่งอาจปักชำในกระถางหรือปักชำลงแปลงปลูก
  • การหว่านเม็ด นำเมล็ดหว่านลงแปลงที่เตรียมไว้ โดยหว่านให้เม็ดมีระยะห่างกันประมาณ 3-5 เซนติเมตร ก่อนให้น้ำ ใส่ปุ๋ย และก็ดูแลจนกระทั่งต้นกล้าอายุราวๆ 20-30 วัน หรือสูงราวๆ 10-15 เซนติเมตร ก่อนแยกปลูกลงแปลงถัดไป


ต้นหญ้านวดแมว เป็นพืชที่อยากความชื้นสูง ถ้าขาดน้ำนาน ลำต้นจะเฉา และตายได้เร็วทันใจ เพราะฉะนั้น กล้าต้นหญ้าหนวดแมวหรือต้นที่ปลูกไว้ในแปลงแล้ว จะต้องมีการให้น้ำขั้นต่ำ 2 วัน/ครั้ง
การเก็บเกี่ยว หญ้าหนวดแมว มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 120-140 วัน ข้างหลังปลูก อาจเก็บเกี่ยวด้วยการถอนทั้งยังต้นหรือทยอยเด็ดเก็บกิ่งมาใช้ประโยชน์ก็ได้
องค์ประกอบทางเคมี
ต้นหญ้าหนวดแมวมีองค์ประกอบทางด้านพฤกษเคมีที่โดดเด่นคือ สารกรุ๊ป phenolic compoundsตัวอย่างเช่น rosmarinic acid, 3’-hydroxy-5, 6,    7, 4’-tetramethoxyflavone, sinensetin และก็eupatorin และ pentacyclic triterpenoid ที่สำคัญคือ betulinic acid2 นอกจากนั้นยังเจอ glucoside orthosiphonin, myoinositol, essential oil, saponin, alkaloid, phytosterol, tannin พบสารกรุ๊ปฟลาโม้น อย่างเช่น sinensetin, 3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxy flavones Potassium Salf ในใบ แล้วก็Hederagenin, Beta-Sitosterol, Ursolic acid ในต้นอีกด้วย
ซึ่งสารในหญ้าหนวดแมวกลุ่มนี้มีรายงานฤทธิ์ทางสรีรวิทยารวมทั้งเภสัชวิทยามาก ดังเช่นว่า การขับปัสสาวะ ลดระดับกรดยูริค (hypouricemic activity) คุ้มครอง ตับ ไต รวมทั้งกระเพาะ ลดระดับความดันโลหิต ต้านสารอนุมูลอิสระหรือปฏิกิริยาออกซิเดชัน ต้านการอักเสบ เบาหวาน และก็จุลินทรีย์ ลดไขมัน (antihyper-lipidemic activity) ลดความอยากรับประทานอาหาร (anorexic  activity)  รวมทั้งปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกาย (immunomodulation)
 
 
 องค์ประกอบทางเคมีของสารพฤกษเคมีในหญ้าหนวดแมว (a)    rosmarinic acid, (b)  3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxyflavone, (c) eupatorin, (d) sinensetin, (e) betulinic acid
                 
     Tannin ที่มา: Wikipedia                      Myo-inositol   ที่มา: Google
คุณประโยชน์  หญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรที่คนประเทศไทยได้นำมาใช้รักษาโรคมานานแล้ว โดยมีสรรพคุณตามตำราไทยหมายถึงใบมีรสจืด ใช้เป็นยาชงแทนใบชา รับประทานขับฉี่ ขับนิ่ว แก้โรคไต และก็กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้ปวดเมื่อย และไขข้ออักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ถุงน้ำดีอักเสบ ทุเลาอาการไอ แก้โรคหนองใน ราก ขับเยี่ยว ขับนิ่ว ทั้งยังต้น แก้โรคไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคกษัย รักษาโรคปวดตามสันหลัง และก็บั้นท้าย รักษาโรคนิ่ว แก้โรคหนองใน รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ ล้างพิษในไต
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น มีผลการวิจัยกล่าวว่า ต้นหญ้าหนวดแมวมีคุณประโยชน์

  • ความดันโลหิตสูง ต้นหญ้าหนวดแมวทำให้ความดันโลหิตลดน้อยลง และยังสามารถลดภาวะเส้นเลือดหดตัวได้ด้วย ก็ยิ่งทำให้ไม่มีอันตรายในคนป่วยกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • การต่อว่าดเชื้อระบบทางเดินเยี่ยว โรคนี้หมอมักชี้แนะให้ผู้ป่วยกินน้ำมากๆโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นถ้ากินน้ำมากๆก็จะสามารถช่วยให้หายได้โดยไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ การดื่มน้ำมากๆเหมือนเป็นการช่วยทำให้เชื้อโรคถูกขับออกไทยจากระบบทางเดินฉี่ไปเรื่อยๆยิ่งขับออกเร็วมากเท่าใดอาการโรคก็จะหายเร็วมากยิ่งกว่าเดิมเพียงแค่นั้นถ้าหากเชื้อสะสมอยู่ในระบบฟุตบาทเยี่ยวก็จะทำการกระตุ้นการหลั่งสารกรุ๊ป cytokines โดยเฉพาะอย่างยิ่ง interleukin 6  ที่ได้ผลอีกทั้งเฉพาะที่ในระบบทางเท้าปัสสาวะรวมทั้งกระทบไปทั่วร่างกาย (systemic effect) เป็นกระตุ้นให้เกิดการปวด อักเสบ รวมทั้งจับไข้ได้ หญ้าหนวดแมวก็ยังสามารถช่วยลดการอักเสบ ปวด ไข้ และก็คุ้มครองป้องกันไม่ให้เชื้อเกาะติดเนื้อเยื่อระบบฟุตบาทฉี่ เชื้อก็จะหลุดออกไปกับน้ำปัสสาวะได้เร็วขึ้น
  • โรคเบาหวาน หญ้าหนวดแมวทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดลดน้อยลงด้วยเหตุว่ายับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และก็  α-amylase  รวมทั้งลดพิษจากการได้รับกลูโคสปริมาณสูง ก็เลยสามารถนำมาใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้อย่างปลอดภัยแล้วก็แบบเรียนยาโบราณยังบางทีอาจใช้รักษาโรคโรคเบาหวานได้ด้วย
  • นิ่ว ต้นหญ้าหนวดแมวเป็น hypourecimic agent คือขับกรดยูริกออกจากกระแสโลหิต ลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริกได้ ทั้งยังลดการบิดเจ็บในไตที่เกิดขึ้นมาจากนิ่ว calcium oxalate ได้ด้วย
  • มะเร็ง หญ้านวดแมวเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็งหลายประเภทแล้วก็ลดการสร้างหลอดเลือดใหม่ไม่ให้แตกหน่อไปเลี้ยงก้อนเนื้อโรคมะเร็ง ก็เลยได้ผลดีในการร่วมประเวณีษามะเร็งได้
  • ท่อเยี่ยวตีบแคบ หญ้าหนวดแมวถือว่าเป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์มากสำหรับการช่วยขับปัสสาวะในผู้เจ็บป่วยที่มีปัญหาในเรื่องท่อฉี่ตีบแคบซึ่งพบได้ย่อยในสุภาพสตรีสูงวัย เนื่องจากทำให้กล้ามเรียบของท่อเยี่ยวคลายตัว
รูปแบบ/ขนาดการใช้ ตามตำรายาไทยเจาะจงได้ว่า

  • ใช้ขับปัสสาวะ
  • ใช้กิ่งกับใบต้นหญ้าหนวดแมว ขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป ล้างสะอาด เอามาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง นำมา 4 กรัม หรือ 4 หยิบมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เช่นกันชงชา ดื่มต่างน้ำตลอดวัน กินนาน 1-6 เดือน
  • ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำกิน ทีละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนกินอาหาร
  • ใช้แก้นิ่ว/ขับนิ่ว ให้นำใบอ่อน (ไม่ใช่ดอก) ขอบต้นหญ้าหนวดแมว ราวๆ 2-3 ใบ (ควรเก็บช่วงที่หญ้าหนวดแมวกำลังออกดอก) มาหั่นเป็นท่อนราว 2-3 เซนติเมตร ตากแดดให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อน (โดยประมาณ 2 กรัมต่อน้ำร้อน 1 แก้ว) ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ใช้ดื่ม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน คลื่นไส้ ตำราเรียนยาให้ใช้ใช้อีกทั้งใบ และกิ่งต้มน้ำรวมกับสารส้ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร


การเรียนทางพิษวิทยา การเรียนทางเภสัชวิทยาของหญ้าหนวดแมวส่วนมากจะมีด้านฤทธิ์การขับฉี่รวมทั้งฤทธิ์สำหรับการรักษานิ่ว ยกตัวอย่างเช่น

  • มีสารฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทดลองป้อนทิงเจอร์ของสารสกัดจากใบด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 แล้วก็ร้อยละ 70 ให้หนูแรทพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 มีฤทธิ์ขับฉี่และก็ขับโซเดียมได้ดีกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลความเข้มข้นร้อยละ 70 แต่ว่าขับโปแตสเซียมออกได้น้อยกว่า ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 50 ยังมีฤทธิ์ขับกรดยูริคได้ดีมาก แล้วก็พบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 50 มีปริมาณสารสำคัญ ดังเช่น sinesetine, eupatorine, caffeic acid และ cichoric acid สูงขึ้นมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 70 แต่มีสาร rosemarinic acid น้อยกว่า
  • ฤทธิ์สำหรับเพื่อการรักษานิ่ว มีการเรียนฤทธิ์สำหรับเพื่อการรักษานิ่วในทางเดินเยี่ยวส่วนบนของต้นหญ้าหนวดแมวเปรียบเทียบกับการรักษามาตรฐานด้วยไฮโดรคลอไรไธอาไซด์ แล้วก็โซเดียมไบคาร์บอเนต พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับหญ้าหนวดแมวมีการเคลื่อนตัวของนิ่วบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บมากยิ่งกว่า และช่วยลดการใช้ยารับประทานแก้ปวดได้มากกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยามาตรฐาน แต่ว่าไม่มีความต่างกันอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ คนไข้ที่ได้รับหญ้าหนวดแมวจะมีความดันเลือดต่ำลงบางส่วน ในเวลาที่กลุ่มที่ได้ยามาตรฐานจะมีความดันเลือดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีชีพจรในระยะแรก (วันที่ 3 ของการทดลอง) เร็วขึ้น แม้กระนั้นไม่เจอความเคลื่อนไหวของระดับโปแตสเซียมในเลือด กลุ่มที่ได้ยามาตรฐานจะมีเม็ดเลือดแดงในเยี่ยวในวันที่ 30 ของการทดลองน้อยลง ความเคลื่อนไหวของความถ่วงจำเพาะของฉี่ทั้งคู่กรุ๊ปไม่ต่างกัน ในขณะที่พบผลข้างเคียงในกลุ่มที่ใช้ต้นหญ้าหนวดแมวน้อยกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยามาตรฐาน แต่ว่าไม่ต่างอะไรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกนั้น มีรายงานผลการรักษานิ่วในไตในคนเจ็บที่ให้กินยาต้มที่จัดแจงจากใบต้นหญ้าหนวดแมวแห้ง ความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 0.5 ขนาด 300 มิลลิลิตร ครั้งเดียว ติดต่อกันเป็นเวลานาน 1-10 เดือน พบว่า 9 ราย มีการสนองตอบทางคลินิกที่ดี พบว่าปัสสาวะของผู้ป่วยมีแนวโน้มเป็นด่างเพิ่มขึ้น ซึ่งแนะนำว่าน่าจะช่วยลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริคได้

นอกเหนือจากนั้นยังมีการวิจัยในต่างแดนของฤทธิ์ในการบำบัดรักษาและก็รักษาอาการโรคต่างๆดังนี้

  • การขับฉี่ (diuresis) ปัจจุบันพบว่าเนื้อเยื่อบุผิวของกระเพาะปัสสาวะ (uroepithelial tissue) ที่มีตัวรับขอบ ที่มีตัวรับของ adenosinereceptor อีกทั้ง A1 A2A A2B และก็ A3    สาระสำคัญในหญ้าหนวดแมวมีกลไกการทำงานที่สำคัญคือ กระตุ้น adenosine receptor ชนิด A1    receptor แต่ก็ให้ฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องถึง adenosine receptor อีก 3 จำพวกด้วย ทำให้กล้ามเรียบของกระเพาะปัสสาวะหดตัวแม้กระนั้นกล้ามเนื้อเรียบของท่อปัสสาวะ (urethra) คลายตัวซึ่งเอื้อต่อการขับเยี่ยว ก็เลยน่าจะเป็นกลไกที่นำมาใช้อธิบายการขับฉี่ได้
  • นิ่วในไต (urolithiasis) เป็นโรคที่ยังนับว่าเป็นปัญหาอยู่มากและก็ยังไม่รู้จักกลไกที่แจ้งชัด ยาแผนโบราณใช้หญ้าหนวดแมวในการรักษานิ่ว Gao และก็แผนกบอกให้เห็นความสามารถของหญ้าหนวดแมวสำหรับการปรับปรุงนิ่วที่เกิดจากผลึกของ calcium oxalateในเยื่อไตของหนูทดลอง โดยทำให้สาร biomarker กว่า 20 ชนิดที่เปลี่ยนไปเมื่อไตเจ็บจากผลึกของ calcium oxalate สามารถกลับสู่สภาวะปกติได้เรื่องปฏิบัติงานของสารในต้นหญ้าหนวดแมวคาดว่าน่าจะผ่านหลายกลไกในลักษณะ multiple metabolicpathways โดยยิ่งไปกว่านั้นเมแทบจะอลิซึมของพลังงานต่างๆกรดอะมิโน taurine hypotaurine purine และ citrate cycle นอกนั้นยังมีรายงานเพิ่มอีกว่าการขับปัสสาวะบางทีอาจเป็นการช่วยละลายนิ่วแล้วก็ขับออกมากับฉี่ง่ายดายมากยิ่งขึ้น ทั้งช่วยขับกรดยูริคและป้องกัน  uric acid stone formation
  • การตำหนิดเชื้อของระบบทางเดินเยี่ยว (urinary tract infection, UTI) เมื่อนำต้นหญ้าหนวดแมวมาใช้ในระบบทางเดินปัสสาวะ ผลประโยชน์ที่น่าสนใจคือ นอกเหนือจากที่จะขับฉี่ที่ช่วยให้ลักษณะของการต่อว่าดเชื้อดีขึ้นแล้ว ยังสามารถลดการเกาะติดของเชื้อจำพวก uropathognicEscherichia coli กับเซลล์กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เชื้อถูกขับออกไปจากระบบฟุตบาทเยี่ยวได้ง่ายรวมทั้งเร็วขึ้น นอกจากนั้นคุณลักษณะสำหรับการต่อต้านปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ที่จะลดความเครียดจากภาวะออกซิเดชัน (oxidative stress) ก็เลยลดการเจ็บที่เกิดจากปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันสำคัญคือ lipid peroxidation ทำให้ลดการเกิดรอยแผล (scar formation) ได้
  • การต้านอักเสบ (anti-inflammation) สารสกัดจากใบต้นหญ้าหนวดแมว  (chloroform extract) มีคุณลักษณะตามอักเสบก้าวหน้า ก็เลยมีการประยุกต์ใช้ใน rheumatoid arthritis gout แล้วก็โรคอันมีสาเหตุมาจากการอักเสบต่างๆกลไกหนึ่งของสารสกัดหญ้าหนวดแมวที่ลดการอักเสบคือยั้ง cytosolic phospholipaseA2a (cPLA2a) ทำให้การสลาย phospholipid ลดน้อยลงสาร eupatorin และ sinensetin ยั้งการแสดงออกของยีน iNOS และ COX-2 ทำให้การสังเคราะห์ nitric oxide รวมทั้ง PGE2 ต่ำลงตามลำดับ นอกจากสารกลุ่ม phenolic compounds หมายถึงeupatorin รวมทั้งsinensetin แล้วสารกลุ่ม diterpines ในต้นหญ้าหนวดแมวก็สามารถยั้งการสังเคราะห์ nitric oxide ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังลดการสังเคราะห์ tumornecrosis factor a อีกด้วย คาดการณ์ว่ากลไกการต้านอักเสบผ่าน transcription factor ที่ชื่อ STAT1a
  • การลดไข้ (antipyretic activity)สารสกัดจากหญ้าหนวดแมวมีคุณลักษณะลดการเกิดไข้ได้ขึ้นรถสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ rosmarinic acid,sinensetin, eupatorin รวมทั้ง tetramethoxy-flavone ข้อดีที่นอกเหนือจากการต้านอักเสบและก็ลดไข้แล้วยังช่วยลดของกินปวดได้อีกด้วย31 ซึ่งอาการอักเสบ ไข้และก็ปวดจะพบได้บ่อยสำหรับในการติดเชื้อโรคของระบบทางเท้าเยี่ยว
  • สภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycaemia) การใช้หญ้าหนวดแมวในคนเจ็บเบาหวานน่าจะมีความปลอดภัยสูงด้วยเหตุว่าสารสกัดหญ้าหนวดแมว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของตัวทดลองที่เป็นโรคเบาหวานได้ โดยยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase เพิ่มการแสดงออกของยีนอินซูลินและป้องกันความเป็นพิษที่เกิดจากการรับเดกซ์โทรสขนาดสูงๆ(high glucosetoxicity) โดยผ่านการเติมกลุ่มฟอสเฟตให้กับphosphatidylino-sitol 3-kinase (PI3K)


เมื่อกระทำการสกัดแยกสาร sinensetin ออกมาทดลองฤทธิ์การขัดขวางโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase และก็a-amylase ก็พบว่าความสามารถของสารบริสุทธิ์sinensetin สำหรับในการยั้งเอนไซม์ a-glucosidase สูงกว่าสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว (ethanolic extract) ถึง 7 เท่า ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 0.66 แล้วก็ 4.63 มก.ต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ ระหว่างที่คุณภาพของsinensetin สำหรับการยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-amylase สูงยิ่งกว่าสารสกัดหญ้าหนวดแมวถึง 32.5 เท่า ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 1.13 แล้วก็ 36.7 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตรตามลำดับ จึงสันนิษฐานว่าสาร sinensetin อาจเป็นสารสำคัญสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหนวดแมวสำหรับในการต่อต้านเบาหวานประเภทที่ไม่สังกัดอินซูลิน (non-insulin-dependent diabetes) ได้

  • ความดันเลือดสูง (Hypertension) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว สามารถลดสภาวะเส้นโลหิตหดรัด (vasoconstriction) ด้วยการขัดขวางตัวรับ alpha 1 adrenergic และ angiotensin 1 จึงคงจะไม่เป็นอันตรายในผู้เจ็บป่วยความดันเลือดสูง นอกเหนือจากการที่จะไม่มีอันตรายในคนไข้ความดันเลือดสูงแล้วยังสามารถประยุกต์ใช้คุณประโยชน์สำหรับในการรักษาความดันเลือดสูงได้ด้วย คาดว่าสารสำคัญที่ออกฤทธิ์มาจากกลุ่ม diterpenes แล้วก็ methylripario-chromene A
  • พิษต่อเซลล์มะเร็ง (cytotoxicity)หญ้าหนวดแมวที่สกัดด้วยแนวทาง supercritical carbon-dioxide ให้ผลที่น่าสนใจ สำหรับเพื่อการยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากด้วยความเข้มข้นที่ยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเซลล์ (inhibitory concemtration) ได้ 50 % คือค่า IC50 ต่ำเพียงแค่ 28 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อเล่าเรียนลงไปในระดับเซลล์ก็พบว่าทำให้เซลล์ตายในลักษณะ apoptosis ซึ่งสามารถเห็น nuclearcondensation แล้วก็ความไม่ดีเหมือนปกติของเยื่อไมโตคอนเดรียได้อย่างแจ่มแจ้ง เมื่อทำสกัดสาร eupatorin มาทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็งหลายๆประเภทก็ให้ค่า    IC50  ในระดับตำเป็นไมโครโมล่าร์ ด้วยการยับยั้งวงจรการแบ่งเซลล์ ระยะ G2/M phase ข้อดีที่เหนือยาเคมีบำบัดในขณะนี้เป็น eupatorin ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ธรรมดา
  • การต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (anti-oxidation) สารสกัดหญ้าหนวดแมวสามารถลดสารอนุมูลอิสระ ตัวอย่างเช่น การลดปฏิกิริยา lipid peroxidation ทำให้เยื่อเซลล์ทนและก็แข็งแรง จึงลดการเกิดแผลเป็นของระบบทางเท้าฉี่ได้  นอกเหนือจากลดการเกิดปฏิกิริยา lipid peroxidation แล้วยังสามารถลดการเกิด hydrogen peroxide ได้อีกด้วย ทำให้เซลล์รอดพ้นจากการตายแบบ apoptosis ด้วยการเพิ่มการแสดงออกของยีน  Bcl-2  พร้อมกับลดการแสดงออกของยีน Bax42  Ho รวมทั้งแผนกทดสอบการใช้วิธีultrasound-assisted extraction (UAE) มาช่วยสำหรับในการสกัดสารจากต้นหญ้าหนวดแมวทำเป็นสารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันดีขึ้น โดยพบสารrosmarinic  acid,  kaempferol-rutinoside  แล้วก็sinesetine อยู่ในสารสกัดดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว


การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา เมื่อฉีดสารสกัดด้วยน้ำร้อนจากใบแล้วก็ลำต้นเข้าช่องท้องหนูแรทเพศผู้และเพศเมีย หนูเม้าส์เพศผู้และก็เพศภรรยา พบความเป็นพิษปานกลาง   เมื่อป้อนสารสกัดเดียวดันนี้ให้กับหนูแรททั้งคู่เพศแต่ละวันต่อเนื่องกัน 30 วัน ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว ค่าการตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือด รวมทั้งพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญเมื่อดูด้วยตาเปล่า  และเมื่อศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษในระยะยาวนาน 6 เดือน โดยการป้อนหนูแรทด้วยยาชงด้วยน้ำร้อน ซึ่งมีความแรงเทียบเท่ากับ 11.25, 112.5 แล้วก็ 225 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนป่วยโรคนิ่วในท่อไต ไม่พบความแตกต่างของการเจริญเติบโต  การกินของกิน ลักษณะด้านนอกหรือความประพฤติปฏิบัติที่ไม่ดีเหมือนปกติ และค่าการตรวจทางชีวเคมีในเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม เว้นเสียแต่ปริมาณเกร็ดเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อใช้ยาในขนาด 18 กรัม/กิโล/วัน พบว่าระดับโซเดียมในเลือดในกลุ่มทดลองทุกกรุ๊ป โปแตสเซียมในหนูเพศเมีย รวมทั้งคอเลสเตอรอลในหนูเพศผู้ จะมีระดับน้อยกว่ากลุ่มควบคุม   นอกเหนือจากนั้น เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดจากต้นหญ้าหนวดแมว ติดต่อกันนาน 6 เดือน เปรียบเทียบกลุ่มควบคุม พบว่า หนูทุกกลุ่มมีการเจริญวัยและกินอาหารได้ใกล้เคียงกัน ไม่เจอความแตกต่างจากปกติในระบบเลือดวิทยาและความแปลกของอวัยวะภายใน ส่วนการตรวจผลทางชีวเคมีพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดทุกขนาดมีระดับโซเดียมต่ำกว่ากลุ่มควบคุม แม้กระนั้นระดับโปแตสเซียมมีลัษณะทิศทางสูงมากขึ้น ในหนูเพศผู้ที่ได้รับสารสกัด 0.96 กรัม/กก./วัน จะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยของตับและก็ม้ามมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม แม้กระนั้นการตรวจทางจุลพยาธิภาวะไม่เจอความผิดปกติที่เซลล์ตับและอวัยวะอื่นๆยกเว้นการโป่งพองของกรวยไตในหนูขาวที่ได้รับสารสกัด 4.8 กรัม/กิโล/วัน ที่มีปริมาณเพิ่มมากกว่ากรุ๊ปควบคุม  กล่าวโดยย่อสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวเป็นพิษน้อย  แต่ว่าจะต้องรอติดตามวัดระดับโซเดียมรวมทั้งโปแตสเซียมถ้าหากใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน
ข้อแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง

  • สำหรับคนที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจ ไม่สมควรใช้สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมว เนื่องจากว่าสมุนไพรชนิดนี้มีสารโพแทสเซียมสูงมากมาย ถ้าเกิดไตแตกต่างจากปกติก็จะไม่สามารถที่จะขับโพแทสเซียมออกมาได้ ทำให้มีการเกิดโทษต่อสภาพร่างกายอย่างร้ายแรง และยังมีฤทธิ์สำหรับในการขับเยี่ยวให้ออกมามากกว่าปกติ แล้วก็เกรงว่าขนาดของโพแทสเซียมที่สูงมากมายนั้น บางครั้งอาจจะไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วไม่ปกติ ก็เลยอาจส่งผลเสียต่อโรคหัวใจได้
  • การใช้ใบชองหญ้าหนวดแมวไม่ควรใช้การต้ม ให้ใช้การชง รวมทั้งควรที่จะใช้ใบอ่อน เนื่องจากใบแก่จะมีความเข้มข้นอาจทำให้มีฤทธิ์กดหัวจิตใจ
  • การเลือกต้นประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพร ควรเลือกต้นที่มองแข็งแรง แข็งและหนา ไม่อ่อนห้อยลงมา ลำต้นดูอ้วนเป็นเหลี่ยม ต้นมีสีม่วงแดงเข้ม และดูได้จากใบที่มีสีเขียวเข้มวาวและก็ใหญ่
  • การใช้สมุนไพรหญ้าหนวดแมวเพื่อรักษานิ่วจะได้ผลดีก็เมื่อใช้กับนิ่วก้อนเล็กๆแต่ว่าจะไม่ได้เรื่องกับก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่
  • สมุนไพรหญ้าหนวดแมว ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแอสไพริน เพราะว่าต้นหญ้าหนวดแมวจะทำให้ยาแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจเยอะขึ้น
  • ผลข้างเคียงของหญ้าหนวดแมว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับคนธรรมดาที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน โดยอาการที่บางทีอาจเจอได้เป็น ใจสั่น หายใจไม่สะดวก เพราะฉะนั้นการใช้สมุนไพรประเ

14

ลูกใต้ใบ
ชื่อสมุนไพร  ลูกใต้ใบ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน  หญ้าใต้ใบ,มะขามป้อมดิน,หน่วยใต้ใบ (ภาคเหนือ) ,ต้นหญ้าใต้ใบขาว (สุราษฎร์ธานี),จูเกี๋ยเช่า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn.
ชื่อสามัญ Egg woman, Tamalaki, Stonebreaker.
ตระกูล  EUPHORBIACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน ลูกใต้ใบมีบ้านเกิดเมืองนอนในแถบเขตร้อนต่างๆของโลกอีกทั้งในทวีป อเมริกาใต้ แอฟริกา แล้วก็เอเชีย รวมทั้งมีการกระจายชนิดไปอยู่ในหลายๆประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ได้แก่ ประเทศเปรู บราซิล ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา อินเดีย ไทย พม่า ลาว อื่นๆอีกมากมาย ส่วนในประเทศไทยนั้น ต้นลูกใต้ใบสามารถพบได้ทั่วทุกจังหวัด ตั้งแต่ในสมัยก่อนจนถึงตอนนี้ โดยพบมากในที่โล่งแจ้งหรือตามบริเวณเงาไม้ใหญ่ในที่แจ้งทั่วๆไป หรือขึ้นแซมกับพืชที่เกษตรกรปลูก กระทั่งจำเป็นต้องถูกกำจัดราวกับวัชพืชอื่นๆเลยทีเดียว
ลักษณะทั่วไป ลูกใต้ใบ เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กจัดอยู่ในตระกูล Euphorbiaceae จีนัส Phyllanthus เหตุที่มีชื่อเรียกว่า ลูกใต้ใบ, ต้นหญ้าลูกใต้ใบ หรือ ต้นหญ้าใต้ใบ เพราะว่าส่งผลขนาด เล็กออกตามซอกก้านใบย่อยและก็แขวนลงให้มีความคิดเห็นว่าลูกอยู่ใต้ใบ ในประเทศไทยมีพืชล้มลุกที่ มีลักษณะดังที่กล่าวถึงมาแล้วคล้ายคลึงกันและถูกเรียกว่าลูกใต้ใบอยู่อย่างน้อย 5 จำพวกหรือสปีชีส์ (species) ได้แก่ Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn., P. debilis, P. niruri, P. urinary Linn (ต้นหญ้าใต้ใบ) รวมทั้ง P. virgatus G. Forst. แต่ว่ามีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่าลูกใต้ใบจำพวก P.amarus Schumach. & Thonn. นั้นเป็นประเภทที่ให้สารที่มีสรรพคุณทางยามากที่สุด ซึ่งลูกใต้ใบฃนิดนี้มีลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์ดังต่อไปนี้

  • ต้นลูกใต้ใบ จัดเป็นพืชล้มลุก มีอายุเพียงแค่ปีเดียว มีความสูงโดยประมาณ 10-50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ลำต้นไม่มีขน และก็ทุกส่วนของต้นมีรสขม
  • ใบลูกใต้ใบ ใบเป็นใบเดี่ยวประกอบแบบขนนกเรียงสลับกันชั้นเดี่ยวปลายคี่ มีใบย่อยประมาณ 23-25 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ โคนใบมนแคบ ส่วนปลายใบมนกว้างของใบเรียบไม่มีขน ใบด้านล่างสีอ่อนกว่าข้างบน ใบมีขนาดกว้างราวๆ 3-4 มม.และยาวประมาณ


5-10 มม. มีก้านใบสั้นมาก มีหูใบสีขาวนวล ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมเกาะติดอยู่ 2 อัน

  • ดอกลูกใต้ใบ ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีขนาดเล็กสีขาว เส้นผ่านศูนย์กลางราว 0.08 เซติเมตร ดอกเพศเมียมักจะอยู่รอบๆโคนก้านใบ ส่วนดอกเพศผู้ชอบอยู่รอบๆส่วนปลายของก้านใบ มักออกเป็นกลุ่มๆละ 2-3 ดอก โดยดอกตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้โดยประมาณ 2 เท่า และก็ดอกผู้เดียวๆเกสรตัวผู้มี 3 ก้าน โคนก้านเกสรเชื่อมกันบางส่วน มีอับเรณูแตกอยู่ตามแนวขนาน ส่วนกลีบรองและกลีบเป็นรูปไข่ ขอบกลีบมีสีอ่อน
  • ผลลูกใต้ใบ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมแป้น ผิวเรียบมีสีเขียวอ่อนนวล ผลมีขนาดประมาณ 0.15 ซม. โดยผลมักจะติดตามอยู่รอบๆใต้โคนของใบย่อย รวมทั้งอยู่ในรอบๆกลางก้านใบ ผลเมื่อแก่จะแตกเป็นพู 6 พู ในแต่ละพูจะมีเมล็ด 1 เม็ด สีน้ำตาล มีลักษณะเป็นรูปเสี้ยว 1 ส่วน 6 ของรูปทรงกลม มีสันตามแนวยาวทางด้านหลัง และมีขนาดเล็กมากประมาณ 0.1 เซนติเมตร


การขยายพันธุ์  ลูกใต้ใบเป็นพันธุ์ไม้ซึ่งสามารถพบบ่อยในแล้วก็ตามริมไม้ในที่แจ้งทั่วทุกภูมิภาค โดยยิ่งไปกว่านั้นหน้าฝนก็เลยไม่มีการนิยมนำมาปลูกในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด  ส่วนการขยายพันธุ์ของลูกใต้ใบนั้นสามารถแพร่พันธุ์ได้โดยการใช้เม็ด  ในตอนนี้นั้นเมื่อเริ่มมีการตื่นตัวถึงสรรพคุณของลูกใต้ใบที่มีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยมารับรองแล้วนั้น  จึงเริ่มมองเห็นมีการเพาะกล้าของลูกใต้ใบมาจำหน่ายและก็เกษตรกรก็เริ่มเพาะปลูกลูกใต้ใบเพื่อขายมากเพิ่มขึ้นกว่าอดีต
องค์ประกอบทางเคมี องค์ประกอบทางเคมีของลูกใต้ใบจะประกอบไปด้วยสารแทนนิน (Tannins), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), ลิกแนนส์ (Lignans), ไกลโคไซด์ (Glycosides), ซาโปนิน (Saponin) อื่นๆอีกมากมาย  แล้วก็สมุนไพรลูกใต้ใบยังประกอบไปด้วยแร่ที่สำคัญอีกดังเช่น  ธาตุโซเดียม 0.86 %, ธาตุโพแทสเซียม 12.84 %,  ธาตุเหล็ก 10.68 %, ธาตุแคลเซียม 6.57 %, ธาตุแมกนีเซียม 0.34 %, ธาตุอะลูมิเนียม 3.92 %, ธาตุฟอสฟอรัส 0.34 %
 
 
 
 
 
 
                                                       ที่มา  :  Wikipedia
สรรพคุณ  ด้านสรรพคุณของลุกใต้ใบนั้นชาวไทยมีความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าลูกใต้ใบสามารถคุ้มครองปกป้องตับจากพิษของสารเคมี แล้วก็ถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรเพื่อช่วยรักษาผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับให้มีอายุยาวขึ้น รวมทั้งยังมีคุณประโยชน์ตามตำรายาไทยอีกหลายอย่างเช่น ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย  บำรุงธาตุในร่างกาย เจริญอาหาร รักษาโรคตา ควบคุมและก็ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดระดับความดันโลหิต แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกประเภท ช่วยรักษาไข้มาลาเรีย ช่วยแก้อาการไอ ช่วยแก้หืด ช่วยแก้อาการร้อนในอยากดื่มน้ำ ช่วยขับเหงื่อ ขับฉี่ ช่วยขับเสลด แก้ท้องเดิน  แก้ปวดท้อง  โรคท้องมาน แก้บิด ข้อตกขาวไข้ประจำเดือนของสตรี รักษาไข้ทับรอบเดือน  ช่วยบำรุงรักษาสายตา ทำให้สายตาดี แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกประเภท ช่วยแก้พิษตานซาง แก้น้ำเหลืองเสีย  บำรุงตับ รักษาโรคตับเหลือง ยอดอ่อนใช้รักษาอาการปวดข้อ  ปวดกระดูก ลดอาการอักเสบ แก้เริม ฯลฯ
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้

  • แก้ไข้ ให้นำต้นสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำจำนวน 2 ถ้วยแก้ว แล้วหลังจากนั้นต้มจนกระทั่งเหลือน้ำ 1 1/2 ถ้วยแก้ว กินทีละครึ่งถ้วยแก้ว
  • รักษาโรคเริม ให้ใช้ลูกใต้ใบโดยประมาณ 5 ใบ ตำผสมกับสุราแล้วคั้นเอาแต่เอามา แล้วต่อจากนั้นใช้สำลีชุบน้ำยามาติดตรงที่เป็น
  • รักษาลักษณะของการปวดข้อ ใช้ยอดอ่อนมาต้มกับน้ำแล้วดื่มรักษาลักษณะของการปวดกระดูก ปวดข้อ
  • แก้ปวดเมื่อย นำลูกใต้ใบมาล้างน้ำ และสับเป็นชิ้นเล็กๆผึ่งแดดให้แห้ง ต้มใส่หม้อดิน เอามาดื่มแทนชา
  • แก้ไอ นำใบอ่อนของต้นใต้ใบ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 แก้ว เคี่ยวกระทั่งเหลือน้ำ 1 1/2 แก้วใช้จิบแก้ไอ
  • ขับเมนส์ นำต้นลูกใต้ใบมาต้มรับประทาน ก็จะช่วยสำหรับปรับสมดุลเลือดลมภายในร่างกาย ทำให้เมนส์มาเป็นปกติได้
  • ไข้ทับเมนส์ ให้นำลูกใต้ใบทั้ง 5 มาล้างน้ำสะอาด นำมาตำผสมเหล้าขาว คั้นเฉพาะน้ำยามาดื่มทีละ 1 ถ้วยชา
  • บำรุงสายตาให้ใช้ผลต้มดื่มและยังช่วยรักษาโรคตา
  • กำจัดพิษออกมาจากตับ ใช้ต้มดื่มต่อเนื่องกันโดยประมาณ 1 สัปดาห์ ป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายจากสารพิษต่างๆรวมทั้งช่วยทำนุบำรุงตับ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา  จากการค้นคว้าวิจัยในหลอดทดสอบ
หลายรายงานพบว่าลูกใต้ใบสามารถยับยั้ง DNA poly-merase ของ HBV ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีสำหรับสังเคราะห์ DNA ของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้นว่า สารสกัดเมทานอลจากลูกใต้ใบ (ไม่ระบุความเข้มข้น) สารสกัดเมทานอลจากต้น (ไม่เจาะจงความเข้มข้น) สารสกัดน้ำจากต้น มีค่า IC50 เท่ากับ 500 มค.กรัม/มล. สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น ความเข้มข้น 75 มค.กรัม/มิลลิลิตร สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้นมีฤทธิ์อ่ออนสำหรับในการยั้ง DNA polymerase ของ HBV มีค่า IC50 เท่ากับ 59 มค.ก./มิลลิลิตร รวมทั้งขนาด 43 มค.กรัม/มล. มีฤทธิ์อ่อนสำหรับการยังยั้ง HBV สารสกัดเมทานอลยังมีฤทธิ์ยั้ง HBV antigen
สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้น ความเข้มข้น 100 มค.กรัม/มิลลิลิตร สามารถยับยั้งการแบ่งตัวด้านในเซลล์ HBV สารสกัดเอทานอล สารสักดเฮกเซน สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดบิวทานอล รวมทั้งสารสกัดน้ำจากต้น ขนาด 4 มก./มิลลิลิตร มีฤทธิ์ต่อต้าน HBV  antigen ขึ้นรถสัดบิวทานอลมีฤทธิ์สูงสุด รวมทั้งยั้งปฏิกิริยาระหว่า HBs Ag/Hbe Ag ยั้งการสังเคราะห์ DNA ของ HBV และยับยั้งการ expression ของ HBV antigen สารสกัดน้ำจากทั้งต้น ความเข้มข้น 0.5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง hepatoma cell line HepA2 ที่ถูกทำให้ติดเชื้อ HBV พบว่าสารสกัดจะยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์แล้วก็กดการผลิต Hbs Ag แต่ว่าไม่ลดการผลิต HBsAg gene promotor ซึ่งจะไปกระตุ้น CAT activity สารสกัดน้ำจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งการ expression ของ HBV antigen โดยมี IC50 พอๆกับ 5 มค.ก./มล.
ส่วนการทดสอบในสัตว์ทดสอบพบว่าสารสกัดลูกใต้ใบให้ผลสำหรับเพื่อการยับยั้งเชื้อ HBV ในสัตว์ทดลองโดยเมื่อฉีดสารสกัดน้ำจากทั้งต้นขนาด 80 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เข้าช่องท้องหนู G26 transgenic mice จะยั้งการเกิด transcription ในตับหนูโดยลด HBV mRNA แล้วก็ขนาด 100 มค.กรัม/มิลลิลิตร (ไม่กำหนดวิธีการบริหารยา) จะลดการเกิด  transgenic เช่นเดียวกัน โดยระดับของ HBs Ag mRNA ในเซลล์ตับลดลง และก็ยั้ง expression ของ HBV mRNA
นอกนั้นยังมีผู้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยแยกสารประกอบกรุ๊ป lignan ได้จากสารสกัด ethyl acetate จากลูกใต้ใบซึ่งมี ฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็งโดยพบว่าไปยั้งการแสดงออกของ ยีน Bcl-2 แล้วก็การขัดขวางการทำงานของ เอนไซม์ telomerase ร่วมกับการกระตุ้นการทำงานแสดงออกของ ยีน c-myc และลักษณะการทำงานของ เอนไซม์ caspases ส่งผลให้เกิดขั้นตอนตายของเซลล์แบบ apoptosis และก็ยังมีการทำการศึกษาเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาต่างๆอีกอาทิเช่น

  • สารสกัดด้วยเอทานอลของรากลูกใต้ใบจำพวก P. amarus มีฤทธิ์สำหรับการต่อต้านอนุมูลอิสระ แล้วก็ยังสามารถช่วยลด Oxidative stress ได้เมื่อศึกษาเล่าเรียนในหลอดทดสอบ ส่วนในสารสกัดแบบน้ำชาของลูกใต้ใบก็พบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเดียวกัน
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบประเภท P. amarus มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่เป็นโรคเบาหวานจากการฉีดสาร Alloxan และก็สารสกัดด้วยน้ำจากใบและก็เมล็ดของ P. amarus ก็มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยเหมือนกัน โดยมีการทดสอบการใช้กินน้ำตาลซูโครส 10% ตรงเวลา 30 วันเพื่อทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น แต่ว่าผลการทดลองก็พบว่าสามารถช่วยลดสภาวะเบาหวานได้
  • มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง สารสกัดด้วยน้ำรวมทั้งแอลกอฮอล์ของลูกใต้ใบจำพวก P. amarus มีฤทธิ์แรงสำหรับการช่วยยั้ง HIV-1 โดยเป็นสารออกฤทธิ์ในกรุ๊ป Gallotannin ซึ่งสาร Corilagin, Ellagitannins รวมทั้ง Geraniin นั้นจะมีฤทธิ์แรงที่สุด นอกนั้นยังช่วยยั้งเชื้อ HIVE ได้ถึง 30% และก็มีผลยั้งเชื้อ HIVE ทั้งใน in vitro รวมทั้งใน in vivo
  • ช่วยป้องกันการเกิดพิษต่อตับของหนูขาวจากการได้รับยาพาราเซตามอล โดยพบว่าการให้ต้มหรือผงของลูกใต้ใบจำนวน 1 ครั้งในขนาด 3.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในตัวทดลอง ก่อนให้พาราเซตามอลตรงเวลา 1 ชั่วโมง ส่งผลช่วยลดความเป็นพิษได้ดิบได้ดีที่สุด
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบ P. amarus มีฤทธิ์สำหรับการต้านทานการก่อกลายจำพวกของสาร 2-acetaminofluorene (2-AFF), 4-nitro-O-phenylenediamine, Aflatoxin B1, Sodium azide และ N-methyl-N-nitro-N- nitrosoguanidine เมื่อทำการค้นคว้าด้วย Ames test ในหนูทดลอง โดยผลการต้านทานการก่อกลายประเภทของสารสกัดใน in vitro จะดีมากกว่าใน in vivo


ฤทธิ์คุ้มครองตับของลูกใต้ใบในหนูขาว  การเรียนในหนูขาวโดยแบ่งหนูขาวออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกรุ๊ปควบคุมให้กินสารละลายเดกซ์โทรส (Isocaloric glucose solution) กรุ๊ปที่ 2 เป็นกรุ๊ปที่ได้รับสารละลายเอทานอล (20% น้ำหนัก/ปริมาตร) ขนาด 5 ก./กิโลกรัม/วัน กลุ่มที่ 3 ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ร่วมกับสารละลายเดกซ์โทรส กลุ่มที่ 4 แล้วก็ 5 เป็นกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 และก็ 500 มก./กิโลกรัม/วัน ร่วมกับสารละลายเอทานอลขนาด 5 ก./กิโลกรัม/วัน ตามลำดับ นาน 4 สัปดาห์ (เอทานอลให้นาน 3 อาทิตย์) พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเอทานอลเพียงอย่างเดียว สารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 รวมทั้ง 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ในหนูกรุ๊ปที่ 4 แล้วก็ 5 ที่เหนี่ยวนำให้เกิดความเป็นพิษที่ตับด้วย เอทานอลสามารถลดระดับการเกิด lipid peroxidation ได้ 29.10 รวมทั้ง 45.67% ตามลำดับ และก็ยังสามารถเพิ่มระดับการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี reduced glutathione (GSH), superoxide dimutase (SOD), catalase (CAT) ในตับ โดยกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 มก./กิโลกรัม/วัน สามารถเพิ่มระดับลักษณะการทำงานของเอนไซม์ GSH, SOD และก็ CAT ได้ 27.60, 36.36 แล้วก็ 28.61% ตามลำดับ ในตอนที่กลุ่มที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน สามารถเพิ่มแนวทางการทำงานของเอนไซม์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วได้ 81.60, 51.03 และ 37.41% เป็นลำดับ รวมทั้งหนูในกลุ่มที่ 4 และ 5 ยังสามารถลดแนวทางการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี glutathione-S transferase ได้ 28.19 แล้วก็ 47.99% นอกเหนือจากนี้ยังพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 250 มก./กิโลกรัม/วัน ร่วมกับ เอทานอล (กรุ๊ปที่ 4) การทำงานของเอนไซม์ alanine transaminase (ALT) aspartate transaminase (AST) และก็ alkaline phosphatase (ALP) ในตับเพิ่มขึ้น 12.68, 42.35 และ 40.01% เป็นลำดับ ขณะที่ ALT และก็ AST ในพลาสมาน้อยลง 41.38 และก็ 51.90% เหมือนกับหนูในกลุ่มที่ 5 ที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 500 มก./กิโลกรัม/วัน ร่วมกับเอทานอล ระดับของ ALT, AST และก็ ALP ในตับเพิ่มขึ้น 42.35, 21.63 และ 116.9% ตอนที่ค่า ALT แล้วก็ AST ในพลาสมาลดลง 51.90 แล้วก็ 51.20% จากการเล่าเรียนสรุปได้ว่าสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลสามารถป้องกันการเช็ดกทำลายของตับในหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้กำเนิดพิษที่ตับได้

การเรียนทางสถานพยาบาล การศึกษาคนไข้ที่เป็นยานพาหนะของโรคตับอักเสบบีปริมาณ 78 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน กลุ่มควบคุม 38 คน) สามารถติดตามผลข้างหลังการทดลอง 1 เดือน ได้เพียงแต่ 60 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 37 คน กรุ๊ปควบคุม 23 คน) กลุ่มทดลองจะรับประทานยาผงลูกใต้ใบต้นใส่แคปซูลขนาด 200 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 30 วัน กลุ่มควบคุมจะกินยาหลอกเป็น lactose แทน ใช้การตรวจค้น HBs Ag รวมทั้ง HBe Ag ในซีรัมของผู้ป่วยด้วยแนวทาง ELISA
ภายหลังจากทดลอง 1 เดือน พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มทดลอง 22 คน ใน 37 คน (59%) ตรวจเจอ HBs Ag ในซีรัมได้ผลลบ เวลาที่มีผู้ป่วยในกรุ๊ปที่ได้รับยาหลอกเพียง 1 คนเพียงแค่นั้น (4%) ที่ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมสำเร็จลบ ในผู้ป่วยที่ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมเป็นผลลบใน 1 เดือนแรก ปริมาณ 22 คน ในกลุ่มทดลอง และ 1คนภายในกลุ่มควบคุม และเมื่อติดตามการดูแลรักษาจนกระทั่ง 9 เดือน เหลือผู้ป่วยในกลุ่มทดลองเพียงแต่ 1 คน ยังตรวจพบ HBs Ag ได้ผลลบอาทิเช่นเดิมคนไข้ที่เป็นพาหะที่มี HBs Ag รวมทั้ง HBe Ag จะมีผลตอบสนองต่อการดูแลรักษาน้อยกว่ากรุ๊ปพาหะที่ไม่มี HBe Ag กรุ๊ปที่มี HBs Ag และ HBe Ag จะปราศจากการเป็นพาหะหลังการทดลองเพียง 29% (5 ใน 17 คน) แล้วก็กลุ่มที่ไม่มี HBe Ag จะปราศจากการเป็นพาหนะข้างหลังการทดลองถึง 85% (17 ใน 20 คน) ส่วนผู้ป่วยที่เป็นพาหะที่ได้รับยาหลอก 1 คน ที่ตรวจพบ HBs Ag ได้ผลลบนั้นเป็นพาหะที่เดิมมีเพียง HBs Ag แค่นั้น รวมทั้งเป็นพาหะที่ไม่มีอาการ ไม่เจออาการข้างๆในคนเจ็บทุกคนสำนักงานเล่าเรียนในครั้งนี้ แต่ว่าแต่ภายหลังจากติดตามผลได้ 3 เดือน พบว่าปริมาณผู้ป่วยในกลุ่มทดลองและก็กรุ๊ปควบคุมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยกรุ๊ปควบคุมเหลือเพียง 19 คน ในตอนที่กลุ่มทดลองมีถึง 36 คน
นอกจากนั้นลูกใต้ใบยังสามารถลดการอักเสบของตับได้ ดังสำหรับในการทดลองให้คนเจ็บชายรวมทั้งหญิงที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง รับประทานผลจากลูกใต้ใบทั้งยังต้นขนาด 1.5 กรัม/วัน ให้คนไข้ตับอักเสบเรื้อรังทั้งคู่เพศกินต้นลูกใต้ใบ (ไม่กำหนดขนาด) พบว่าสาร catechin จะลดระดับบิลิรูบินในพลาสมา และก็ลด Bromsulfthalein clearance (BSP clearance) การศึกษาเล่าเรียนในคนไข้ตับอักเสบจากเชื้อไวรัส 120 ราย กินยาตำรับของอายุรเวท 4 ชนิด มีสมุนไพรพลายประเภทแล้วก็ลูกใต้ใบด้วย (ไม่ระบุขนาดที่กิน) คนไข้ทุกคนไม่ได้รับยาแผนปัจจุบัน พบว่าคนเจ็บโดยมากจะมีค่า serum glutamic oxaloacetic transaminase (SGOT). Serum glutamic pyruvic transaminase (SGPT) และก็บิลิรูบินลดลง และมีผู้ป่วย 1 รายที่ตรวจเจอ HBs Ag ได้ผลลบ
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา

  • การทดสอบความเป็นพิษ สารสกัดเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงด้วยเอทานอล (50%) เมื่อให้หนูถีบจักรรับประทาน พบว่าขนาดสูงสุดก่อนเกิดอาการพิษหมายถึง1 ก./กิโลกรัม สารสกัด 50% อัลกฮออส์จากต้น เมื่อให้หนูรับประทานหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ขนาด 10 ก./กิโลกรัม ไม่เจอพิษ สารสกัดน้ำจากพืชอีกทั้งต้น เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร ขนาด .01 มิลลิกรัม หรือ 1.8 มิลลิกรัม ไม่เจอพิษ สารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทน เอทานอล และก็สารสกัดด้วยน้ำ เมื่อให้เข้าทางกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 500 มก./กิโลกรัม ไม่พบพิษ สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้นฉีดเข้าช่องท้องลูกเป็ดขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่พบพิษ สารสกัดเอทานอล 95% จากต้น เมื่อให้เข้าทางกระเพาะหนูถีบจักร ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. นาน 30 วัน ไม่เจอพิษ หนูที่กินสารสกัดจากพืชที่อยู่เหนือดิน (ไม่เจาะจงชนิดของสารสกัด) ขนาด 0.2 มิลลิกรัมวัน เป็นเวลา 90 วัน ไม่พบพิษ เมื่อให้คนแก่ทั้งเพศชาย และหญิงกินลูกใต้ใบขนาด 2.7 กรัม/วัน ไม่เจอพิษ คนแก่รับประทานพืชส่วนที่อยู่เหนือดินขนาด 1.5 ก.ไม่พบพิษ และก็เมื่อให้เด็กกินพืชต้น (ไม่กำหนดขนาดที่รับประทาน) ไม่เจอพิษ


ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่เจาะจงประเภทและขนาดของสารสกัด) เมื่อให้เข้าทางท้องหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักรและหนูขาว ก่อให้เกิดแนวทางในการซัก ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่กำหนดประเภทรวมทั้งขนาด) มีฤทธิ์ลดอัตราการเต้นและบีบตัวของหัวใจกบ หนูขาว และหนูถีบจักร ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่กำหนดจำพวกรวมทั้งขนาด) มีฤทธิ์ลดระดับความดันในสุนัข

  • ผลต่อระบบสืบพันธุ์ เมื่อให้หนูถีบจักรเพศผู้ รับประทานสารสกัดอัลกอออล์จากต้น ขนาด 100,250,400 และ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะลดอัตราการมีลูกลง 10,32,52 และ 72% เป็นลำดับ แล้วก็เมื่อให้หนูรับประทานสารสกัดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วในขนาดสูงเท่ากับ 500 มก./กิโลกรัม จะลด cauda epididymal sperm counts ลดการเคลื่องที่ของสเปิร์ม ยังยั้ง succinate dehydrogenase ใน epididymis และ testis เปอร์เซ็นต์ของสเปิร์มที่มีชีวิตต่ำลง


เมื่อให้สารสกัดเอทานอล 95% จากทั้งต้น ทางสายยางให้อาหารแก่หนูถีบจักรเพศภรรยา ขนาด 100 มก./กิโลกรัม นาน 30 วัน จะมีผลให้หนูมีลูกยาก

  • เป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากทั้งต้น ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร,200 มค.กรัม/มิลลิลิตร แล้วก็ 500 มค.กรัม/มล. เป็นพิษต่อเซลล์ sarcoma (Rous virus) (11), Ca-Hepatocarinoma-G2(7) แล้วก็ cell  line HuH-7 (13) เป็นลำดับ
คำแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • สตรีตั้งครรภ์ห้ามรับประทานลูกใต้ใบเพราะลูกใต้ใบมีคุณประโยชน์ในการขับรอบเดือนซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดอันตรายได้
  • ลูกใต้ใบมีฤทธิ์ทางเภสัชที่เหมือนกับยาแอสไพริน โดยเหตุนี้ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข่งตัวของเลือดไม่สมควรกิน
  • การใช้สมุนไพรลูกใต้ใบนั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกินความจำเป็น และไม่ควรที่จะใช้เกิดขนาดที่กำหนดในฉลากสินค้า
  • ผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไตควรขอคำแนะนำแพทย์ก่อนใช้เสมอ
หนังสืออ้างอิง

  • ศิริพร เหลียขี้งกอบกิจ.ลูกใต้ใบ&ตับอักเสบบี.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.
  • รศ.ภกญ.นวลน้อย จูฑะพงษ์.รายงานการวิจัยฤทธิ์ของลูกใต้ใบเฉพาะหน้าที่ไมโตคอนเดรียในตับหนูขาว.สาขาวิชาเภสัชวิทยา สำนักวิชาวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
  • ฤทธิ์คุ้มครองตับของลูกใต้ใบในหนูขาว.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.ที่ทำการข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลีนา ผู้พัฒนพงศ์, 2530. สมุนไพรไทยตอนที่ 5 . ฝ่ายพฤกษศาสตร์ป่าดง กองบำรุง กรมป่าไม้, จังหวัดกรุงเทพ http://www.disthai.com/
  • Faremi TY, Suru SM, Fafunso MA, Obioha UE.Hepatoprotective potentials of Phyllanthus amarus againt etanol-induced oxidative stress in rats. Food Chem Toxicol.2008;46:2658-64
  • Van Welzen, P., Chayamarit, K. (2007) Euphorbiaceae, in: Santisuk, T., Larsen, K. (Eds.),


Flora of Thailand. Prachachon Co. LTD., Bangkok, pp. 473-507.

  • เต็ม สมิติเตียนนันทน์,2544. ชื่อพรรณไม้ที่ประเทศไทย. ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้, จังหวัดกรุงเทพมหานคร.
  • Giridharan, P., Somasundaram, S.T., Perumal, K., Vishwakarma, R.A., Karthikeyan, N.P., Velmurugan, R., Balakrishnan, A. (2002) Novel substituted methylenedioxy lignan suppresses proliferation of cancer cells by inhibiting telomerase and activation of c-myc and caspases leading to apoptosis. British Journal of Cancer 87: 98-105.


15

พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนเป็นยังไง พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ ยกตัวอย่างเช่น ภิมเสน ภีมเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนตรังกานู พรมแสน มีชื่อสามัญว่า “Borneo Camphor” แขกอินเดียในบอมเบย์เรียก “Bhimseni” หรือ “Boras” ชาวฮินดูเรียก “Bhimsaini-kapur” หรือ “Barus kapur”  โดยธรรมดาพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ พิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorแล้วก็พิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงอ่อนๆ(แม้เป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นทรงหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงสว่างแรงและมีควันมากมาย ไม่มีเถ้า ละลายได้ยากในน้ำ ละลายก้าวหน้าในตัวทำละลายจำพวกขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมยวนใจเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ แต่ก่อนชาวไทยนิยมใช้ใส่ไว้ด้านในหมากพลูเคี้ยว
สูตรทางเคมีแล้วก็สูตรส่วนประกอบ พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์ชนิดไบไซคิก  รวมทั้งเป็นสารกรุ๊ปเทอร์พีน มีสูตรเคมีคือ C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมยวนใจฉุนคล้ายการบูร ติดไฟให้แสงแรงรวมทั้งมีควันมาก ไม่มีขี้เถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 รวมทั้งมีความถ่วงจำเพาะพอๆกับ 1.011 มีจุดหลอมละลาย 208 องศาเซลเซียส แทบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ ดังเช่นว่า น้ำมันปิโตรเลียมอีเธอ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
มูลเหตุ พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้ คือ พิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (การกลั่นของเนื้อไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้ประเภท (รู้เรื่องว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้มิได้ถูกข้อบังคับชื่อไทยไว้ ซึ่งในแบบเรียนยาแผนโบราณส่วนมากก็จะกล่าวถึงแต่สิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน ด้วยเหตุว่าแม้เรียกว่าต้นพิมเสนอาจกำเนิดความสับสน เพราะว่าต้นพิมเสน นั้นยังหมายคือพืชอีกประเภท เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. เชื้อสาย Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อทางด้านวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในวงศ์ยางที่นา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า “หลงเหน่าเซียงสู้”) ซึ่งมักพบในเมืองตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชชนิดนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ ดังเช่นว่า Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-สุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ อาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดโดยรอบลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีกิ่งก้านสาขาใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบผู้เดียว ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ เบาๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 7.5-17.8 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงแล้วก็ห้อย ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามแนวยาว เกสรตัวผู้มีมากไม่น้อยเลยทีเดียว ก้านเกสรติดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก มี 3 ห้อง ผลสำเร็จแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแผ่ออกเป็นปีก มี 1 เมล็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมหมายถึงพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในสกุลอบเชย (LAURACEAE), รวมทั้งต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในสกุลทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากผู้กระทำลั่นพืชจำพวกนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก “ไหง่เผี่ยง” จึงเรียกกันว่า “Ngai Camphor” หรือ “Blumea Camphor” นิยมใช้กันมากในเกาะไหหลำ
ประโยชน์/สรรพคุณ ถึงพิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แต่ ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นจำพวกธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ หมอแผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาหยุดความกระวนกระวายใจ ทำให้ง่วงซึมแก้เคล็ดลับขัดยอกคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นส่วนประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดนอกนั้นยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในหนังสือเรียนพระยาพระนารายณ์: เจาะจง “ตำรับยาทรงนัตถุ์”  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้ปริมาณเท่าๆกัน และก็ พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผงละเอียด ใช้นัตถุ์แก้ลมทั้งหลายแหล่ ตลอดจนโรคที่เกิดในหัว ตา แล้วก็จมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง รวมทั้งพิมเสนด้วย บดเป็นผุยผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดศรีษะ วิงเวียน แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ และก็ตา นอกจากนั้นพิมเสนยังคงใช้เป็นส่วนประกอบใน “ตำรับยาสีผึ้งบี้พระเส้น” ใช้เช็ดนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนยานได้ และก็ในตำรับ “สีผึ้งขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น”
การศึกษาทางเภสัชวิทยา หากแม้คนไทยเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แต่ว่าเนื้อหาเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้าเท่าไรนัก เนื่องจากต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นอยู่กับเฉพาะในเขตป่าของ เกาะสุมาตรา บอร์เนียว และก็คาบสมุทรมลายู ก็เลยทำให้การศึกษาวิจัยในต้นไม้ชนิดนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างขวางแม้กระนั้นก็ยังมีตัวอปิ้งข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน เช่น

  • สารที่พบในพิเสนแท้ เป็นต้นว่า d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งระบุว่า พิมเสนมีฤทธิ์สำหรับการทำลายเชื้อได้หลายแบบ ได้แก่ เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus รวมทั้งยังคงใช้สำหรับการรักษาอาการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้อย่างดีเยี่ยม
  • กลไกในการออกฤทธิ์ของพิมเสนสำหรับเพื่อการลดการอักเสบคือ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดรอบๆใต้ผิวหนังบริเวณที่ทา ยั้งสารที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบจากกลไกของร่างกาย เป็นต้นว่า prostaglandin E2,interleukin ฯลฯ ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตนี้ จะช่วยทำให้ลดอาการปวดได้เร็วขึ้น


การศึกษาทางพิษวิทยา เช่นเดียวกับการศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการเล่าเรียนทางพิษวิทยานี้ก็ไม่มีการศึกษากันอย่างล้นหลาม ซึ่งบางทีก็อาจจะเพราะว่าการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ฯลฯไม้เฉพาะถิ่น แต่ว่าก็มีการระบุข้อกำหนดสำหรับในการใช้พิมเสนไว้ว่า แม้ดมติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเกิดอันตรายได้ เพราะว่าสารนี้นำไปสู่อาการระคายบริเวณฟุตบาทหายใจ นอกจากนี้สารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นแล้วก็สงบระบบประสาทศูนย์กลาง ซึ่งรวมถึงการใช้กำเนิดขนาดด้วย
ขนาด/ปริมาณที่ควรใช้ ในตำราเรียนยาไทยระบุไว้ว่า การใช้พิมเสนสำหรับกิน ให้ใช้ทีละ 0.15-0.3 กรัมนำมาบดเป็นผงเข้ากับตำราเรียนยาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรจะปรุงยาด้วยวิธีการต้ม ถ้าหากใช้ข้างนอกให้นำมาบดเป็นผงใช้โรยแผลดังที่อยาก ส่วนขนาด/จำนวนของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะกำหนดให้ใช้เป็นตำรับๆไป

คำแนะนำ/ข้อควรคำนึง

  • ห้ามดมพิมเสนตอดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเนื่องจากจะมีผลให้กำเนิดอาการระคายบริเวณทางเท้าหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางจึงไม่สมควรใช้เกินขนาดที่ระบุ
  • สตรีตั้งท้องห้ามกินพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนต้องเก็บไว้ภายในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรจะเก็บไว้ในที่แห้งและมีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในตอนนี้พิมเสนแท้แทบไม่มีแล้ว เนื่องจากแพงแพง จำนวนมากก็เลยใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่เห็นกันโดยปกติ ก็เลยเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้ชอบมีรสเผ็ดกัดลิ้น ถ้าเกิดเป็นของจากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่จะก่อให้เย็นปากเย็นคอ จะต้องต้องระวังในการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พิมเสน”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7


หน้า: [1] 2 3 ... 11