แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - bilbill2255

หน้า: [1] 2
1

สมุนไพรผักหวานบ้าน
ผักหวานบ้าน Sauropus androgynous (Linn.) Merr.
ชื่อพ้อง albicans. Bl.
บางถิ่นเรียกว่า ผักหวานบ้าน ผักหวาน (ทั่วไป) ก้านตง จ๊าผักหวาน (เหนือ) โถหลุ่ยกะนีเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) นานาเซียม (มลายู-สตูล) ผักหวานใต้ใบ (สตูล) มะยมป่า (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์).
       ไม้พุ่ม หรือ ไม้ล้มลุก ที่มีโคนต้นออกจะแข็ง สูง 0.5-2 ม.ลำต้นอ่อน กลม หรือ เป็นเหลี่ยม สะอาด กิ่งอ่อนหักงอไปๆมาๆเป็นรูปสิกข์แซกนิดหน่อย. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รูปหอก กว้าง 1.3-3 ซม. ยาว 2.5-11 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบของใบเรียบ โคนใบแหลม หรือ มน เส้นกิ้งก้านใบมีข้างละ 5-7 เส้น โค้งนิดหน่อย ใบหมดจดทั้งคู่ด้าน; เมื่อทำให้แห้งจะมีสีเขียวอมเหลือง; [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ก้านใบสั้น ราวๆ 2-4 มิลลิเมตร หูใบรูปสามเหลี่ยม ยาว 1.7-3 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และดอกเพศภรรยาอยู่บนต้นเดียวกัน บางครั้งกำเนิดบนช่อเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 4-5 มิลลิเมตร ดอกรูปจาน กลีบรองกลีบดอกสีเหลือง หรือ มีจุดๆสีแดง ดอกบนกว้างราวๆ 5-12 มิลลิเมตร ขอบกลีบเป็นคลื่นนิดหน่อย หรือ แยกเป็นกลีบ 6 กลีบ ปลายกลีบกลม หรือตัดตรง เกสรผู้มี 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกันเป็นท่อสั้นๆปลายแยกออกจากกัน ฐานดอกมีต่อม 6 ต่อม. ดอกเพศภรรยา ก้านดอกยาวถึง 8 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้สีเหลือง หรือ สีแดงเข้ม ยาว 5-7 มิลลิเมตร แยกเป็น 6 กลีบ กลีบรูปไข่ หรือ ออกจะกลม ปลายกลีบแหลมสั้นๆ; รังไข่รูปไข่ ข้างในมี 3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 2 หน่วย ท่อรังไข่ 3 อัน สั้น แต่ละอันปลายแยกเป็นสอง และก็ม้วน. ผล รูปกลมแป้น สีขาวอมชมพู เส้นผ่านศูนย์กลาง 15-18 มม. ยาว 10-13 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอกมีขนาดโตขึ้นเมื่อได้ผล. เม็ด สามเหลี่ยม กว้างโดยประมาณ 5 มิลลิเมตร ยาว 8 มม. สีออกดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ ป่าละเมาะ จากที่รกร้าง และข้างถนน.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกรากรับประทานเป็นยาลดไข้ และก็ปัสสาวะขัด ต้น และก็ ใบ น้ำยางต้นรวมทั้งยางใบ ใช้หยอดตาแก้อักเสบ นำมาตำเป็นยาพอกผสมกับรากและ cinnamon รักษาแผลในจมูก ตำผสมกับ arsenic ใช้ทาแก้โรคผิวหนังที่ติดเชื้อโรค spirochete ประเภทหนึ่งได้

2

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรติ้วขน[/url][/size][/b]
ติ้วขน Cratoxylum formosum (Jack) Dyer ssp. pruniflorum (Kurz) Gogelein
ชื่อพ้อง C. pruniflorum Kurz
บางถิ่นเรียกว่า ติ้วขน (จังหวัดนครราชสีมา) กวยโชง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) กุยฉ่องเซ้า (กะเหรี่ยง-จังหวัดลำปาง) ตาว (สตูล) ติ้วแดง ติ้วยาง ติ้วเลือด (ภาคเหนือ) ติ้วเหลือง (ภาคกึ่งกลาง) แต้วหิน (ลำปาง) เน็กเครห่วยแตก (ละว้า-เชียงใหม่) ราเง้ง (เขมร-สุรินทร์)
ต้นไม้ สูง 10-35 ม. ผลัดใบ โคนต้นมีหนาม เปลือกสีเทา มีรอยแตกเป็นเกล็ด ใบ เดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปรี รูปขอบขนาน รูปหอก หรือ รูปไข่ กว้าง 1-7 เซนติเมตร ยาว 3.5-14 เซนติเมตร ปลายใบแหลม มีติ่งสั้นๆหรือ กลม โคนใบกลม หรือ แหลมป้านๆขอบของใบเรียบ ก้านใบยาว 5-15 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ง่ามกิ่ง หรือ ตามลำต้น มีดอกช่อละ 1-6 ดอก ก้านดอกยาว 3-10 มิลลิเมตร มีขน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ ข้างนอกมีขนดกนแน่น กลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาว ชมพูอ่อนถึงชมพูแก่ เกสรเพศผู้ติดเป็นกลุ่มๆอับเรณูมีต่อมที่ปลาย ก้านเกสรเพศเมียมี 3 อัน ผล รูปรีกว้าง 4-6 มิลลิเมตร ยาว 10-16 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงติดทนกระทั่งได้ผลสำเร็จ ข้างในมี 3 ช่อง แก่จะแตกเป็น 3 เสี่ยง เมล็ดรูปใบหอกกลับ มีปีก ช่องหนึ่งมี 12-17 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นประปรายในป่าเบญจพรรณรวมทั้งป่าดงดิบแล้งทั่วไป
คุณประโยชน์ : รากและก็ใบ น้ำสุกกินเป็นยาแก้ปวดท้อง ต้น ยางจากเปลือกต้นทาแก้คัน น้ำสุกเปลือกต้น รับประทานแก้ธาตุทุพพลภาพ เปลือกและใบ ตำผสมกับน้ำมันที่สกัดจากมะพร้าว ทาแก้โรคผิวหนังบางชนิด

Tags : สมุนไพร

3

สมุนไพรพะวาใบใหญ่
พะวาใบใหญ่ Garcinia vilersiana Pierre
บางถิ่นเรียกว่า พะวาใบใหญ่ (จังหวัดชลบุรี เมืองจันท์) ไข่ตะไข้ ตะบอก (เมืองจันท์) จำพูด (ภาคกลาง) ปราโฮด (เขมร-สุรินทร์) ปะหูด (ตะวันออกเฉียงเหนือ มะกล่าว (ภาคกึ่งกลาง ภาคใต้) ส้มปอง ส้มม่วง (เมืองจันท์)
ไม้ต้น สูง 12-15 มัธยม เปลือกสีออกดำ ออกจะหยาบคาย มีน้ำยางสีเหลือง ใบ ลำพัง ออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานปนรี กว้าง 6-12 เซนติเมตร ยาว 15-37 เซนติเมตร โคนใบมน หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น ม้วนลงน้อย เนื้อใบครึ้มเหมือนแผ่นหนัง ข้างบนเป็นมัน เส้นใบเรียงไม่สม่ำเสมอกันแล้วก็มองเห็นไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีรอยย่นตามแนวขวาง ดอก ดอกเพศผู้ หรือดอกสมบูรณ์เพศออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url]  แกนช่อเป็นเกล็ดรวมทั้งมีขนละเอียด ก้านดอกย่อยเป็นสี่เหลี่ยม ยาว 1-1.5 เซนติเมตร มีขน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มม. งอเป็นกระพุ้ง ขอบมีขน กลีบมี 4 กลีบ ออกจะกลม หนา กว้าง 6-7 มม. ยาว 8-5 มม. งอเป็นกระพุ้ง ดอกเพศผู้ เกสรเพศเมียไม่มีก้าน ยอดเกสรเพศเมียมี 6 พู ผล กลม กว้างประมาณ 3 ซม. ยาวโดยประมาณ 4 เซนติเมตร สุกสีเหลือง นุ่ม มี 3-5 เม็ด
นิเวศน์วิทยา
: ถูกใจขึ้นใกล้ลำห้วย พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งภาคใต้
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้น ตำผสมแอลกอฮอล์ลงไปเล็กน้อย เป็นยาพอกแก้เคล็ดขัดยอด และแผลอักเสบเรื้อรัง

4
อื่นๆ / สัตววัตถุ หมาร่า
« เมื่อ: 27-12-2017 , 18:42:47 »

หมาร่า
หมาร่า เป็นแมลงจำพวกต่อหรือแตน แต่ว่าทำรังรูปร่างแตกต่างกันด้วยดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทราย ติดอยู่กับกิ่งไม้หรืออุปกรณ์อื่นด้านนอกอาคารบ้านเรือน หรือตามขื่อ ฝ้าเพดานในบ้าน ทั้งนี้สุดแท้แต่ชนิดของสุนัขร่า ซึ่งมีอยู่ล้นหลามหลายอย่าง ในสกุล sphecidae และสกุล Eumenidae หมาร่า เป็นแมลงที่มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยว จึงเรียก solitary  wasp  ไม่อยู่จับกลุ่มกันเป็นแบบสังคม เสมือนต่อหลวงหรือต่อหัวเสือ ซึ่งเป็นชนิด social  wasp
สมุนไพร หมาร่าเป็นมังล่า เป็นชื่อที่เรียกกันในภาคกลาง ทางภาคทิศตะวันออก อย่างเช่น จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เรียกเป็น สุนัขร่า สุนัขล้า หรือ หมาล้า ทางภาคตะวันตกตัวอย่างเช่น   กาญจนบุรี เรียก แมงไม้  ไม้ หรือ ไอ้ไม้ ทางภาคเหนือดังเช่นว่า เชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง เชียงใหม่ น่าน เรียก แมงไม้ หรือ ไม้ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเช่น จังหวัดบุรีรัมย์   นครราชสีมา จังหวัดสุรินทร์  ศรีสะเกษ ขอนแก่น มหาสารคาม นครพนม จังหวัดอุดรธานี จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียก ไน หรือ หมาไน ส่วนด้านใต้ เช่น จังหวัดชุมพร กระบี่ สุราษฎร์ จังหวัดภูเก็ต   นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา เรียก หมาบ้า หรือ สุนัขแมงบ้า

Tags : สมุนไพร

5
อื่นๆ / สัตววัตถุ จระเข้
« เมื่อ: 20-12-2017 , 08:25:57 »

ไอ้เข้
จระเข้เป็นสัตว์คลานขนาดใหญ่ มีสามีหนังแข็งเป็นเกล็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงมากขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายรวมทั้งใช้ฟาดต่างอาวุธ เป็นปกติทำมาหากินในน้ำ จระเข้หรืออ้ายเข้ก็เรียก อีสานเรียกแข้ ภาคใต้เรียกเข้ ในตำราเรียนยาโบราณมักเขียนเป็นจรเข้ เรียกใน๓ษาอังกฤษว่า crocodile
ในทางสัตวานุกรมวิธานนั้น  ตะไข้ที่จัดอยู่ในสกุลไอ้เข้ (Crocodylidae) มีทั้งปวง ๒๒ ประเภท  แบ่งออกได้เป็น ๓ ตระกูลย่อย เป็น
๑. ตระกูลย่อยตะไข้ (Crocodylinae) มีทั้งผอง ๑๔ ประเภท จัดแบ่งเป็น ๓ สกุล จระเข้ที่เจอในประเทศไทยมี ๒ สกุล คืสกุลจระเข้ (Crocodylus) มีทั้งผอง ๑๒ ประเภท เจอในประเทศไทยเพียงแค่ ๒ จำพวก รวมทั้งสกุงตะโขง (Tomistoma) มีเพียงแค่ ๑ ชนิด
๒.สกุลย่อยตะไข้จีน (Alligatoriane)  มัทั้งปวง ๗ จำพวก  แยกเป็น ๔ สกุล  ไม่เจอในธรรมชาติในประเทศไทย Crocodile กับ  Alligator
ไอ้เข้ที่จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Crocodylinae มีชื่อสามัญว่า crocodile ส่วนที่อยู่ในตระกูลย่อย  Alligatoriane มีชื่อสามัญว่า  alligator ลักษณะโดยปกติคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกันที่ alligator  มีส่วนหัวกว้างกว่า  ปลายปากกลมมนกว่า  ฟันบนครอบฟันข้างล่าง  ฟันล่างซี่ที่ ๔ ทั้งสองข้างขยายโตกว่าฟันซี่อื่นๆ จะไม่เห็นฟันซี่นี้เมื่อปากปิด  เนื่องจากฟัน ๒ ซี่นี้ใส่ลงในรูที่ฟันข้างบน  ส่วน crocodile  มีส่วนหัวที่แหลมเรียวยาวกว่า  ฟันบนรวมทั้งฟันด้านล่างเรียงตรงกัน  ฟันซี่ที่ขยายใหญ่ขึ้นจะเฉียงออกมาข้างนอก  แลเห็นได้ถึงแม้เวลาปิดปาก
๓.วงศ์ย่อยตะโขงประเทศอินเดีย (Gavialinaae) ซึ่งมีเพียงแต่ ๑ สกุล และก็มีเพียงแต่ ๑ ชนิดแค่นั้น เป็นตะโขงอินเดียGavialis gangeticus (Gmelin)  เจอตามแหล่งน้ำจืดและก็แม่น้ำต่างๆทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย  ปากีสถาน  บังกลาเทศ  เนปาล  ภูฏาน แล้วก็เมียนมาร์  แม้กระนั้นไม่เจอในไทย
สมุนไพร อดีตสมัยเจอตะไข้อยู่ตามป่าริมแม่น้ำ  ลำห้วย  คลอง  หนอง  บ่อน้ำ  เคยมีมากไม่น้อยเลยทีเดียว  จึงมีการจับตะไข้มากินเป็นของกินและใช้ส่วนต่างๆของตะไข้มาเป็นเครื่องยาสมุนไพร  ปัจจุบันนี้เมื่อมีคนมากยิ่งขึ้น  ธรรมชาติและก็สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป  ในขณะที่จำเป็นจริงได้แก่การใช้พื้นที่ป่าเป็นหลักที่ดินในการประกอบอาชีพและที่พักอาศัย  และก็ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  ทำให้จำนวนตะไข้ในธรรมชาติลดลงมากจนถึงเกือบจะสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ  คงจะเจอบ้างตามแหล่งน้ำในเขตรักษาบางแห่ง อย่างไรก็แล้วแต่  เป็นโชคดีที่ถึงแม้ว่าไอ้เข้จวนสิ้นซากไปจากธรรมชาติในประเทศไทยแล้ว  แต่ว่านักธุรกิจของพวกเราก็ประสบผลสำเร็จสำหรับการเพาะพันธุ์ไอ้เข้  ทำให้มีปริมาณตะไข้เยอะขึ้น แปลงเป็นสัตว์อาสินที่สำคัญของประเทศ   เป็นสัตว์ที่ให้หนังสำหรับทำเครื่องหนังที่ตลาดอยากได้  รวมทั้งให้เครื่องยาสมุนไพรโดยที่ไม่เป็นการทำลายสัตว์ชนิดนี้ในธรรมชาติ  ผลิตมาจากจระเข้ที่เนื่องจากว่าชนิดขึ้นมา  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อจระเข้  ดีไอ้เข้  หรือหนังไอ้เข้  กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ  ที่เย้ายวนใจนักท่องเทียวทั้งๆที่เป็นคนไทยและเป็นคนประเทศอื่นให้มาเยี่ยมชมปีละเยอะๆๆ
ไอ้เข้ในประเทศไทย
ตะไข้ที่พบในธรรมชาติในประเทศไทยจัดอยู่ในวงศื Crocodylidae  มี ๒ สกุล รวม ๓ ชนิดหมายถึงสกุลตะไข้ (Crocodylus) มี ๒ จำพวก ได้แก่ จระเข้น้ำจืดหรือตะไข้บ่อน้ำ (Crocodylus siamensis Schneider)  กับจระเข้น้ำทะเลหรือไอ้เข้อ้ายเคี่ยม (Crocodylus porosus Schneider)  แล้วก็สกุลตะโขง  (Tomistoma )  มี ๑ จำพวกเป็นตะโขงหรือจระเข้ปากกระทุงเหว Tomistoma  schleielii (S.  Muller)  สัตว์เหล่านี้มีผัวหนังแข็งเป็นเกร็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงมากขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก เรียกขี้หมา  หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายน้ำและก็ใช้ฟาดต่างอาวุธ (เมื่ออยู่ในน้ำตะไข้จะฟาหางได้เมื่อขาข้างหลังถึงพื้นแค่นั้น)
๑.จระเข้น้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Crocodylus  siamensis Schneider
เป็นไอ้เข้ขนาดปานกลาง  ลำตัวอาจยาวได้ถึง ๓ เมตร มีลักษณะเด่นเป็นมีแถวเกร็ดนูนบนด้านหลังหอย  รวมทั้งมีสันเตี้ยอยู่ระหว่างตาทั้ง ๒ ข้าง ตะไข้ประเภทนี้เจออาศัยอยู่ตามทะเลสาบน้ำจืด  ตลอดจนในที่ราบ  หนอง บ่อน้ำ รวมทั้งแม่น้ำ  โดยเฉพาะบึงที่แยกออกมาจากแม่น้ำ  แล้วก็ลำธารที่ไหลเอื่อยเฉื่อยที่มีฝั่งเป็นโคลน  เคยพบได้บ่อยที่สระบอระเพ็ด  แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้แทบจะไม่เจอในแหล่งธรรมชาติเลย  ไอ้เข้จำพวกนี้รับประทานปลาเป็นของกินหลัก  โตเต็มกำลังเมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี  สืบพันธุ์ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม ตัวเมียตกไข่ในเมษายนและก็พ.ค.  วางไข่ครั้งละ ๒๐-๔๐ ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๖๗-๖๘ วัน
๒.ตะไข้น้ำเค็ม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylus  porosus Schneider
เป็นไอ้เข้ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาตะไข้ที่ยังมีเชื้อสายอยู่ในปัจจุบัน  ลำตัวอาจยาวได้ถึง ๘ เมตร  บริเวณท้ายทอยไม่พบแถวเกร็ดนูนดังเช่นว่าที่เจอในสมุทรน้ำจืด  รวมทั้งบริเวณหน้าผากมีสันจางคู่หนึ่งซึ่งสอบเข้าหากัน  เริ่มตั้งแต่ตาไปสินสุดที่ปุ่มจมูก  (ก้อนขี้มา)   ตัวผู้โตเต็มที่เมื่ออารุราว ๑๖ ปี   ส่วนตัวเมียโตเต็มกำลังเมื่ออายุราว  ๑๐  ปี  ตัวเมียตกไข่ทีละประมาณ  ๕๐  ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว  ๘๐-๙๐  วัน
ลักษณะที่ไม่เหมือนกัน ไอ้เข้น้ำจืด ตะไข้น้ำเค็ม
๑.ลำตัว ป้อมสั้น ไม่สมส่วนนัก เรียวยาว ได้ส่วนสัดกว่า
๒.ส่วนหัว สามเหลี่ยมมุมป้าน โหนกที่ข้างหลังตาสูง และก็เป็นสันมากกว่า สามเหลี่ยมมุมแหลม  ปากยาวกว่า
๓.ลายบนตัว สีออกเทาดำ มีลายสีดำเป็นแถบ สีออกเหลืองอ่อน มีลายเป็นจุดสีดำตลอดลำตัว
๔.รอบๆท้ายทอย มีเกล็ด ๔-๕ เกล็ด มีมีเกล็ด
๕.ขาข้างหลัง พังผืดเห็นไม่ชัดเจน  มีพังผืดเห็นได้ชัดเสมือนขาเป็ด
๓.ตะโขง หรือ ตะไข้ปากนกกระทุงเหว เป็นไอ้เข้พันธุ์ที่หายากที่สุดในประเทศไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tomistoma  schlegeill (S. Muller) เป็นตะไข้ขนาดใหญ่ประเภทหนึ่งของไทย ลำตัวบางทีอาจยาวถึง ๕ เมตร ตัวสีน้ำตาลปนแดง มีลายสีน้ำตาลเข้ม ปากยาวเรียวเหมือนปากปลาเข็ม หางแบนใหญ่ ใช้ว่ายน้ำ ตะไข้ชนิดนี้พบเฉพาะทางภาคใต้ของไทย  มักอาศัยอยู่ในแม่น้ำแล้วก็หนองน้ำจืดที่มีรอบๆติดต่อกับแม่น้ำ บางทีอาจพบได้บริเวรป่าชายเลนหรือบริเวรน้ำกร่อย มีแถลงการณ์ว่าพบไอ้เข้ปากกระทุงเหวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เขตรักษาชนิดสัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอกไม้ไฟโต๊ะแดง จังหวักจังหวัดนราธิวาส แม้กระนั้นพบเพียงที่ละ ๑-๒ ตัว ไอ้เข้ชนิดนี้รับประทานปลารวมทั้งสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหลายประเภทเป็นของกิน โตเต็มที่เมื่ออายุราว ๔.๕-๖ ปี ตัวเมียออกไข่ทีละราว ๒๐-๖๐ ฟอง ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๗๕-๙๐ วัน  แล้วก็ฟักเป็นตัวในฤดูฝน
๔.ตะไข้พันทาง  เป็นไอ้เข้ผสมรหว่างจระเข้น้ำจืดกับตะไข้น้ำเค็ม ชาวไทยเป็นผู้สำเร็จสำหรับเพื่อการผสมไอ้เข้ ๒ จำพวกนี้  เป็นครั้งแรกในโลกเมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน จระเข้พันธุ์ผสมมีรูปร่าง สีสัน เกล็ด รวมทั้งนิสัยที่ดุร้ายราวกับจระเข้น้ำเค็ม แม้กระนั้นมีขนาดโตกว่า (เมื่อโตเต็มกำลังมีปริมาณยาว ๕.๕ เมตร มีน้ำหนักตัวมากกว่า ๑,๒๐๐ โล) จัดเป็นไอ้เข้ชนิดที่มีขนาดโตที่สุดในปนะเทศไทย ไอ้เข้พันธุ์ผสมเริ่มวางไข่เมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี ตกไข่ราวครั้งละ ๓๐-๔๐  ฟอง มากยิ่งกว่าการวางไข่ของไอ้เข้น้ำเค็ม ไข่มีขนาดเล็ก  เปลือกไข่บาง  อัตราฟักเป็นตัวได้ต่ำมากมาย เมื่ออายุ ๑๓-๒๐ ปีออกไข่ราวครั้งละ ๓๐ –๕๕  ฟอง ไข่ขนาดโตปานกลาง เปลือกไข่ครึ้มกว่า อัตราฟักเป็นตัวได้สูง แล้วก็เมื่ออายุ ๒๑ ปี ขึ้นไปออกไข่ทีละ ๓๕-๖๐ ฟอง เปลือกไข่หนามาก อัตราฟักเป็นตัวสูง

ชีววิทยาของไอ้เข้ไทย
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจระเข้เกิดและมีพัฒนาการบนโลกมาตั้งแต่ ๒๕๐  ล้านปีก่อน  ตอนนี้มีไอ้เข้ในโลกนี้ราว ๒๒ ประเภท กระจัดกระจายอยู่ตามแหลางน้ำต่างๆในเขตร้อนทั้งโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบๆที่มีอุณห๓ไม่เฉลี่ยระหว่าง ๒๑-๓๕ องศา ไอ้เข้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ในช่วงฤดูร้อนหรือในกลางวันนั้น อาศัยกลบดานอยู่ในน้ำ ในฤดูหนาวก็เลยออกมาผึ่งแดด เป็นประจำชอบนอนบนชายฝั่งน้ำที่สงบเงียบ น้ำนิ่ง ลึกไม่เกิน ๑.๕๐ เมตร เป็นสัตว์ที่มีความรู้สึกไวต่อความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาหรือสภาพอากาศ  อย่างเช่น  ก่อนกำเนิดพายุฝนฟ้าร้องหรือแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด ตะไข้จะแผดเสียงร้องออกมาจากคอเหมือนเสียงคำรามของสิงโต  รวมทั้งตัวอื่นๆก็จะร้องรับตามกันต่อๆไป ตะไข้ไทยมีอายุเฉลี่ยราว ๖๐-๗๐ ปี แต่ว่าโตเต็มที่รวมทั้งสืบพันธุ์ละวางไข่ได้เมื่อมีอายุราว ๑๐ ปีขึ้นไป พวกเราสามารถแยกประเภทตะไข้เพศผู้แล้วก็ตะไข้ตัวเมียได้โดยการดูลักษณะข้างนอกเมื่อไอ้เข้มีอายุตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป จระเข้เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อแก่ราว ๑๐ ปี โดยการผสมพันธุ์กันในน้ำเพียงแค่นั้น ฤดูผสมพันธุ์มักเป็นฤดูหนาว  คือในราวธ.ค.ถึงกุมภาพันธ์  เมื่อผสมพันธุ์กัน  เพศผู้จะเกาะข้างหลังตัวเมียและก็ตวัดหลังหางรัดตัวภรรยา ใช้เวลาสืบพันธุ์กันราว ๑๐-๑๕ นาที จระเข้ตัวเมียตั้งครรภ์ราว ๑ เดือน  และเริ่มวางไข่ในราวเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม  ตะไข้ตัวเมียจะเลือกทำเลที่สมควร ปลอดภัย  และใกล้แหล่งน้ำ  แล้วกวาดเอาใบไม้และหญ้ามาทำเป็นรังสูงราว ๔๐-๘๐ เซนติเมตร กว้างได้ตั้งแต่ ๑-๒๐ เมตร  สำหรับออกไข่  ต่อจากนั้นก็เลยขุดหลุมตรงกลางแล้วออกไข่ โดยใช้เวลาออกไข่ ๒๐-๓๐ นาที เมื่อออกไข่เสร็จก็เลยกลบให้แน่น ไข่ไอ้เข้มีลักษณะโตกว่าไข่เป็ดน้อย  แม้กระนั้นเล็กมากยิ่งกว่าไข่ห่าน ตะไข้ตัวเมียออกไข่คราวละ ๓๕-๔๐ ฟอง ระยะฟักตัวของไข่ไอ้เข้แต่ละจำพวกก็ไม่เท่ากัน เมื่อถึงกำหนดช่วงเวลาฟักไข่  ลูกจระเข้จะร้องออกมาจากไข่  เมื่อตัวหนึ่งร้องตัวอื่นๆก็ร้องรับต่อๆกันไป  เมื่อแม่จระเข้ได้ยินเสียงลูกร้อง  ก็จะขุดคุ้ยไปในรังจนกระทั่งไข่ ลูกจระเข้ใช้ปลายปากที่มีติ่งแหลมเจาะไข่ออกมา  ตัวที่ไม่สามารถเจาะเปลือกไข่ได้ แม่ไอ้เข้จะคาบไข่เอาไว้ในปากและก็ขบให้เปลือกแตกออก ลูกไอ้เข้แรกเกิดมีขนยาว ราว  ๒๕-๓0  ซม.   มีน้ำหนักตัวราว  ๒00-๓00  กรัม มีฟันแหลมและก็ใช้กัดได้แล้ว แล้วก็มีไข่แดงอยู่ในท้องสำหรับเป็นอาหารได้อีกราว ๑0  วัน เมื่อของกินหมดรวมทั้งตะไข้เริ่มหิว  ก็จะหาอาหารกินเอง ตะไข้มีระบบระเบียบย่อยอาหารที่ดีเยี่ยม สามารถย่อยกระดูกสัตว์ต่างๆได้ ตะไข้เมื่อโตเต็มกำลังมีฟัน ๖๕  ซี่ ฟันล่าง ๓0 ซี่  เมื่อฟันหักไปก็มีฟันใหม่แตกหน่อขึ้นมาแทนที่ในระยะเวลาไม่นาน ฟันไอ้เข้เป็นกรวยทับกันเป็นชุดๆอยู่ข้างในเหงือก ๓ ชุด จระเข้มีลิ้นชิดกับพื้นปาก เมื่อจระเข้อ้าปากจะเห็นเป็นจุดเล็กๆสีดำๆปรากฏอยู่ทั่วไปที่พื้นปากข้างล่าง   บริเวณนั้นเป็นจุดที่ไอ้เข้ใช้บอกความต่างของรสชาติอาหารที่กินเข้าไป ส่วนลึกในโพรงปากมีลิ้นเปิดปิดเพื่อปกป้องน้ำเข้าคอเมื่อไอ้เข้อยู่ในน้ำ จมูกจระเข้อยู่ส่วนโค้งของปลายด้านบนของจะงอยปาก มีลักษณะเป็นปุ่มรูปวงกลม มีรูจมูก ๒ รู ปิดเปิดได้  เวลาดำน้ำจะปิดสนิทเพื่อคุ้มครองน้ำเข้าจมูก จระเข้หายใจและก็สูดกลิ่นด้วยจมูก ในโพรงปากมีกระเปาะเป็นโพรงอยู่ภายใน ใช้สำหรับรับกลิ่น
ตะไข้มี ๔  ขา แต่ขาสั้น ดูไม่สมดุลกับลำตัว ขาหน้ามีนิ้วข้างละ ๕ นิ้ว ขาข้างหลังมีนิ้วข้างละ  ๔  นิ้ว ตะไข้ไม่สามารถคลานไปไหนได้ไกลๆแต่ในระยะสั้นๆทำเป็นเร็วเท่าคนวิ่ง เมื่อต้อง ตะไข้สามารถคลานลงน้ำและว่ายได้ อย่างเงียบเชียบ  เวลาจับเหยื่อในน้ำ ตะไข้จะขับเคลื่อนเข้าหาเหยื่ออย่างช้าๆ เหมือนท่อนไม้ลอยน้ำมา เมื่อได้โอกาสและก็ระยะทางพอสมควรก็จะพุ่งเข้าใส่เหยื่ออย่างรวดเร็ว พร้อมอ้าปากงับเหยื่อได้อย่างแม่นยำ เมื่องับเหยื่อไว้ได้แล้ว ก็จะบิดหมุนควงเหยื่อเหยื่อตายสนิทแล้วจึงค่อยกิน   ฟันจระเข้มีไว้สำหรับจับเหยื่อรวมทั้งฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆแล้วกลืนลงไป มิได้มีไว้สำหรับเคี้ยวอาหาร
จระเข้สามารถลอยน้ำได้โดยการดมลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วพยุงตัวให้ลอยน้ำได้โดยการใช้ขาพุ้ยน้ำและหางโบก แต่ว่าในการพุ่งตัวแล้วก็ว่ายด้วยความรวดเร็วนั้น   จระเข้ใช้เพียงแค่หางอันมีพลังโบก ไปมาอย่างเร็วเพื่อให้ตัวพุ่งไปด้านหน้า ตะไข้มีความเข้าใจสำหรับการมองเห็นที่ดีรวมทั้งไวมากมาย สามารถดูภาพได้  ๑๘0  องศา ทั้งยังสามารถมองเห็นวัตถุที่มาจากเหนือหัวได้ สายตาของจระเข้มีความไวแล้วก็เร็วพอที่จะผสานกับนกที่บินผ่านไป ไอ้เข้ยังลืมตาแล้วก็เห็นในน้ำได้  เมื่อไอ้เข้มุดน้ำจะมีม่านตาบางใสมาปิดตาเพื่อป้องกันการเคืองตา จระเข้ยังมีหูที่รับเสียงก้าวหน้า หูไอ้เข้เป็นร่องอยู่ข้างดวงตาตะไข้ ๒ ข้าง นอกจากนี้ตะไข้ยังรับรู้อันตรายที่จะมาถึงได้ด้วยผิวหนัง ที่สามารถรับความรู้สึกจากการกระตุกสะเทือนของพื้นดินหรือท้องน้ำได้ ในธรรม

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ ตะพาบน้ำ
« เมื่อ: 19-12-2017 , 17:23:02 »

ตะพาบน้ำ
ตะพาบ (mud turtle หรือ soft-shelled turtle) เป็นสัตว์คลานพวกหนึ่งจัดอยู่ในวงศ์ Trionychidae มีลักษณะเหมือนคล้ายเต่าน้ำจืด แตกต่างตรงที่กระดองบน (carapace) และก็กระดองด้านล่าง (pastron) ไม่มีกระดูกเป็นแผ่นใหญ่ๆแม้กระนั้นมีหนังหุ้มแทน มีนิ้วยาว ตีนข้างหน้ามีแผ่นพังผืดกว้าง ใช้สำหรับพุ้ยน้ำ มีเล็บเพียงแค่ ๒-๓เล็บ คอหดในกระดองได้มิด แม้กระนั้นสามารถยืดคอออกได้ยาวมากเมื่อจะงับเหยื่อหรือกัดศัตรู ตะพาบน้ำทุกชนิดเป็นสัตว์น้ำจืด มักพบอยู่ตามห้วย สระ หนอง และตาม แม่น้ำลำคลอง ตะพาบสามารถขุดรูเป็นโพรงสำหรับอาศัย และก็ยืดคอขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ หรือยืดคอออกไปฮุบกุ้งปลาที่ว่ายน้ำผ่าน โดยที่ตัวไม่ต้องออกมาจากโพรงเมื่อน้ำในบึงหนองแห้งลงในหน้าแล้ง ตะพาบจะทำโพรงอยู่ใต้ดินได้นาน จนกระทั่งฝนตกก็เลยออกมาจากโพรงและเริ่มหาสัตว์น้ำต่างๆรับประทานเป็นของกิน ตะพาบกินอีกทั้งกุ้งแล้วก็ปลาใหม่ๆและเนื้อสัตว์ที่เปื่อยยุ่ย สามารถว่ายน้ำไปหารับประทานไกลๆสำหรับการใช้มือจับตะพาบน้ำนั้นจับได้เฉพาะตรงที่ขอบกระดองตรงหน้าของโคนขาหลัง ถ้าหากจับไม่ถูกตำแหน่งตะพาบน้ำซึ่งมีคอยาวจะยืดคอออกมาแว้งกัดมือได้
ตะพาบน้ำในประเทศไทย
ตะพาบน้ำที่พบในประเทศไทยมีอย่างน้อง ๖ จำพวก เป็น
๑.ตะพาบน้ำธรรมดา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amyda cartilaginea (Boddart)
สมุนไพร ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม เมื่อโตเต็มที่กระดองบนบางทีอาจยาวได้ถึง ๘๓ เซนติเมตร ขอบด้านหน้าของกระดองบนเป็นปุ่มขรุขระ ขอบกระดองด้านล่างไม่มีสีเด่น ปากค่อนข้างจะแหลม ที่หนังบนข้างหลังเป็นริ้วเล็กๆนูนขึ้นมาทั่วหลัง ตัวอ่อนมีสีเขียวขี้ม้าปนเทา บางตัวมีจุดเหลืองๆหรือจุดดำๆขอบเหลือง หัวมีจุดเหลืองๆเป็นจุดใหญ่ทางข้างๆ พอสมควรแก่ จุดเหลืองบนข้างหลังมักหายไป จุดที่ศีรษะก็ลางเลือนไป ที่ใต้ท้องของเพศผู้มีสีขาว แต่ที่ใต้ท้องของตัวเมียเป็นสีเทา ตะพาบชนิดนี้มีมากมาย เจอทั่วไปในแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง ในภาคกึ่งกลางของประเทศไทย บางทีอาจพบตามลำธารรวมทั้งห้วยที่ตีนเขา นอกจากนั้นยังเจอในภาคใต้ของประเทศพม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย แล้วก็ตามหมู่เกาะมลายู
๒.ตะพาบน้ำหัวทื่อ หรือ ตะพาบหัวกบ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelochelys bibroni Owen
ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดใหญ่ กระดองบนบางทีอาจยาวได้ถึง ๑๒๐ ซม. จมูกสั้น หัวค่อนข้างจะแบนแล้วก็เล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ความยาวของกะโหลกหัวใกล้เคียงกับความกว้าง ปากไม่แหลม ขาหน้าสั้น ตีนกว้าง กระดองข้างหลังมีสีเขียวขี้ม้าอมเทามีรูบุ๋มเล็กๆทั่วไป มีจุดเหลืองๆกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป กระดองด้านล่างสีขาว ในประเทศไทยพบอยู่ตอนใต้ นอกเหนือจากนั้นยังพบที่ประเทศ ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และภาคใต้ของจีน
๓.ตะพาบน้ำข้างหลังลายกะรัง หรือ ตะพาบม่านลาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chitra chitra Gray
จำพวกนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดใหญ่ กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๑๒๒ ซม. เป็นประเภทที่มีตัวโตที่สุดของเมืองไทยและของโลก จมูกสั้น หัวออกจะแบนและก็เล็ก ความยาวของกะโหลกหัวเป็น ๒ เท่าของความกว้าง มีลวดลายบนหนังด้านบน เมื่อยังอายุยงน้อย กระดองบนมีสีเขียวอมเทา มีจุดลายดำเปรอะๆพอเพียงมีอายุมากเพิ่มขึ้น รอบๆคอและก็กระดองบนจะมีลวดลายสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเสมือนหินกะรังแม้กระนั้นพอใช้แก่มากมาย ลายสีนี้กลับจางลงไปอีก พบบริเวณที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองในประเทศไทยลุ่มน้ำอิระวดีในประเทศเมียนมาร์ ลุ่มแม่น้ำคงคาแล้วก็แม่น้ำสินธุในประเทศประเทศอินเดีย
๔.ตะพาบน้ำสันหลังยาว หรือ ตะพาบแก้มแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dogania subplana Geoffrey
ประเภทนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ยาว ขอบสองข้างออกจะขนานกัน สีเขียวหมองแกมน้ำตาล ไม่กลมอย่างตะพาบน้ำชนิดอื่นๆขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบเมื่อโตเต็มกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๖ ซม. หัวค่อนข้างจะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ปากแหลม กระดองข้างล่างไม่มีจุดสีดำชัดเจน ที่ข้างคอรวมทั้งแก้มมีสีแดงเรื่อๆเจอได้ตามแหล่งน้ำลำน้ำบนที่สูงทางภาคตะวันตกและภาคใต้ของประเทศไทยนอกจากนี้ยังบางทีอาจเจอในประเทศเมียนมาร์มาเลเซีย แล้วก็ฟิลิปปินส์
๕.ตะพาบไต้หวัน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelodiscus sinensis sinensis Wiegmann
ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างแบนขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตสุดกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๕ เซนติเมตร กระดองบนมีสีเขียวขี้ม้าหรือสีน้ำตาล กระดองข้างล่างมีจุดสีดำแน่ชัด รวมทั้งมีสีส้มในระยะก่อนวัยเจริญพันธุ์ ที่รอบตามีเส้นเล็กๆเป็นรัศมีเป็นตะพาบน้ำพันธุ์ท้องถิ่นของจีน นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์อาสิน เล็กน้อยหลุดมาแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ
๖.ตะพาบหับ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lissemys punctate scutata (Peters)
เป็นตะพาบน้ำที่เจอใหม่และก็มีขนาดเล็กที่สุดของเมืองไทย เมื่อโตเต็มที่กระดองหลังอาจยาวได้ถึง  ๑๖  เซนติเมตร  กระดองหลังโค้ง นูน สีเขียวหม่นหรือสีน้ำตาล  สามารถหับหรือปิดกระดองได้ทั้งผอง พบหนแรกบริเวณชายแดนไทยเมียนมาร์ แถบจังหวัดตาก  เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง มีจำนวนน้อยและหายาก
ผลดีทางยา
ตะพาบน้ำที่เจอในยาไทยมักเป็นตะพาบธรรมดา หมอแผนไทยใช้ดีตะพาบน้ำ เป็นเครื่องยา ตำรายาคุณประโยชน์โบราณว่า ดีตะพาบน้ำมีรสขม  คาวมีคุณประโยชน์แก้ไข้สันนิบาต แก้พิษกาฬ แก้โรคตา  แล้วก็แก้ลมกองละเอียด  (ลมวิงเวียน   หน้ามืดตาลาย) ในหนังสือเรียนพระโอสถพระนารายณ์มียาขนานหนึ่งเข้า “ดีตะพาบน้ำ” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้น้ำมันภาลาธิไตล ให้เอารากหญ้าขัดหมอน รากขี้เหล็ก รากปะคำไก่ รากปะคำกระบือ รากเลี่ยน รากรักขาว รากลำโพงทั้ง ๒ รากชุมเห็ด รากฝักส้มป่อย ขมิ้นอ้อย ขิง ข่า ยาทั้งนี้ควรจะต้มให้ต้ม ควรจะตำให้ตำ เอาน้ำสิ่งละทนาน   น้ำมันพรรณผักกาด  น้ำมันพิมเสน น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงา สิ่งละทนาน หุงให้อาจจะแต่ว่าน้ำมัน แล้วจึงเอา ดีตะพาบ  ดีงูเหลือม พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ฝิ่น  สิ่งละสลึง เทียนอีกทั้ง ๕  สิ่งละบาท ๑ บดปรุงลงในน้ำมันไว้ ๓ วัน จึงทาแลนวดแก้พระเส้นอันทพฤกให้หย่อนยาน  แลฟกบวม เป็นขั้วเป็นหน่วยแข็งอยู่นั้นให้ละลายออกเป็นปรกติแลฯ
พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาแก้ซางเด็กขนานหนึ่งที่เขา  “ดีตะพาบ” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้
ขนานหนึ่ง ท่านให้เอาฟันกรามแรด ๑  กรามช้าง ๑  งาช้าง  นอแรด ๑  เขี้ยวเสือ ๑  เขี้ยวตะไข้  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กระดูกงูทับทาง ๑ โกฏทั้งยัง  ๕  ขมิ้นอ้อย  ๑ ไพลดีตะพาบน้ำ ๑  ดีงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑  รวมยา  ๑๘  สิ่งนี้เอาส่วนเสมอกัน ตำเป็นผุยผงบดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำเหล้า รับประทานแก้ทรางทั้งผอง  หาย

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าน้ำจืด
« เมื่อ: 16-12-2017 , 08:16:07 »

สกุลเต่าน้ำจืด
เต่ากระอานBatagur Baske(Gray) ๕๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดใหญ่ กระดองเรียบ โค้งมน นิ้วเท้ามีพังผืดยึดเต็ม มี ๔ เล็บ จมูกค่อนข้างแหลม ตัวผู้มีตาสีขาว เจอตามปากแม่น้ำ เดี๋ยวนี้บางทีอาจสิ้นซากไปจากธรรมชาติแล้ว
เต่าลายตีนเป็ดCallargur borneoensis (Schlegel & Muller), ๖๐ เซนติเมตร
เต่าขนาดใหญ่ ตัวผู้มีหัวสีแดงเด่นในฤดูผสมพันธุ์ นิ้วเท้าหน้าข้างหลังมีพังผืดยึดติดสำหรับช่วยสำหรับเพื่อการว่ายน้ำ พบตามปากแม่น้ำทางภาคใต้ บางทีอาจสูญพันธุ์ไปแล้ว
เต่าแดงCyclemys dentata(Gray), ๒๖ ซม.
ขอบกระดองด้านท้ายกระเป๋านจักๆ กระดองหลังสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้มเป็นสีดำหรือสีเขียวขี้ม้า นาๆประการตามแต่เต่าแต่ละตัว เมื่อเล็กมีเกล็ดเป็นลายเส้นรัศมี แต่จะหายไปเมื่อโตขึ้น พบได้ในป่าทั่วทั้งประเทศ
เต่าหวายHeosemys grandis (Gray), ๔๘ เซนติเมตร
กระดองสีน้ำตาลเข้ม เป็นปกติมีเส้นสีครีมพิงยาวเป็นแนวกึ่งกลางหลัง ขอบกระดองข้างหลังด้านท้ายเป้นจะๆกระดองท้องด้านหลังมีหยักลึก เจอตามแหล่งน้ำจืดทั้งยังบนภูเขารวมทั้งจากที่ราบ

เต่าหับCuora amboinensis (daudin), ๒๑ ซม.
กระดองโค้งสูงยิ่งกว่าเต่าน้ำจืดประเภทอื่น หัวค่อนข้างจะแหลม มีลายแถบสีเหลืองเป็นขอบ เต่าประเภทนี้สามารถหับหรือปิดกระดองได้มิดชิด พบได้ตามหนองสระทั่วประเทศ
เต่าบัวHieremys annandalii(Boulenger), ๕๐ ซม.
เต่าขนาดใหญ่ สีรวมทั้งรูปร่างกระดองเปลี่ยนไปตามอายุ เมื่อโตเต็มกำลังกระดองมีสีดำ หัวสีเหลือง พบได้ทั้งประเทศในแหล่งน้ำจืดที่ค่อนข้างจะนิ่ง
เต่าจักรHeosemys spinosa(Gray), ๒๓ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองค่อนข้างแบนแล้วก็มีขอบแหลม แม้กระนั้นจะลดน้อยลงเมื่อโตขึ้น กระดองสีน้ำตาลปนแดง มีสันกลางหลังเห็นชัด นิ้วเท้าไม่มีพังผืด เจอในป่าทางภาคใต้
เต่าจันPyxidea mouhotii(Gray), ๑๗ เซนติเมตร
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/url]
เต่าขนาดเล็ก กระดองโค้งสูงสีน้ำตาลปนแดง มีสัน ๓ สัน หายาก เคยมีแถลงการณ์ว่าเจอในป่าทางภาคเหนือรอบๆชายแดนไทย – ลาว
เต่าทับทิมNotochelys platynota(Gray), ๓๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองหลังมีแผ่นเกล็ด ๖ – ๗ แผ่น ต่างจากเต่าประเภทอื่นที่เจอในประเทศไทย เมื่อยังเล็กอยู่กระดองมีสีเขียวสด เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นสีน้ำตาลแดง
เต่าดำSiebenrockiella crassicollis(Gray), ๒๗ ซม.
กระดองสีดำ บางตัวมีแถบสีขาวที่แก้ม ลางถิ่นจึงเรียก เต่าแก้มขาว  ชอบซุกตัวอยู่ตามโคลนตมใต้น้ำ ทำให้มีกลิ่นเต่าเหม็นเสมือนใบไม้เน่า ก็เลยมีชื่อเสียงว่า เต่าเหม็น ด้วย เจอได้ตามหนองสระทั่วประเทศ
เต่าแก้มแดงTrachemys scriptaelegans(Wied), ๒๘ ซม.
เต่าขนาดเล็ก กระดองสีเขียวแต่ว่าจะคล้ำขึ้นเมื่อโตขึ้น ลักษณะเด่นอยู่ที่จุดสีแดงส้มข้างแก้ม เต่าจำพวกนี้นำเข้ามาเลี้ยงกระทั่งแพร่ไปทั่วๆไปตามแหล่งน้ำจืดของไทย

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: 11-12-2017 , 10:43:04 »

ไก่ป่า
ไก่ป่าฯลฯตระกูลของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในตระกูล Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีถิ่นกำเนิด แถบทวีปเอเชียใต้ (ศรีลังการวมทั้งประเทศอินเดีย) มาทางทิศตะวันออก จนกระทั่งหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมีเพียงแต่ประเภทเดียวคือ Gallus gallus (Linnaeus) ชนิดนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงและก็ติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ ข้างหลัง ถึงสะโพกมีสีส้ม ขนปีกสีเขียวเป็นเงาขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำแล้วก็สีน้ำเงินเข้มเป็นมัน ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ ซม. เพศผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าตัวผู้มีลักษณะสำคัญที่ไม่เหมือนกับนกอื่นๆเป็น
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่เป้นขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อห้อยลงมาทั้งสองข้างของโคนปากและก็คาง
๓.มีหน้าและคอเป็นหนังหมดจดๆ ไม่มีขน
๔.โดยทั่วไปขนเรียกตัวมีสีสวยสดงดงาม มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง คู่กลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมแล้วก็อ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.ลำแข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ ขนไม่งาม สีไม่ฉูดฉาด ลำแข้งไม่มีเดือย หงอนแล้วก็เหนียงเล็กมากมาย หรือบางตัวเกือบไม่มีเลย ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มเล็กๆในป่าทั่วๆไป บินได้เร็ว แต่ว่าในระดับที่ถือว่าต่ำๆรวมทั้งระยะทางสั้นๆตามปรกติอยู่เป็นฝูงใหญ่หมดทั้งตัวผู้รวมทั้งตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แต่ว่าจะแยกเป็นฝูงเล็กๆในช่วงฤดูสืบพันธุ์ ซึ่งตัวผู้จำต้องต่อสู้กันเพื่อครองพื้นที่และแย่งตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว ข้างหลังสืบพันธุ์แล้วตัวเมียจะสร้างรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้ววางไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักราวๆ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามก้านไม้ได้ แล้วก็เมื่ออายุราว ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมี ๒ ประเภทย่อย คือ
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว มักพบทางภาคทิศตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าพันธุ์เมียนมาร์ (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง พบได้บ่อยทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก รวมทั้งภาคใต้
ผลดีทางยา
สมุนไพร โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นทั้งอาหารรวมทั้งเป็นยา  ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาพร่า ปัจจุบันพึ่งทราบว่าโรคนี้มีเหตุที่เกิดจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบได้บ่อยในตับไก่ หมอแผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ และเล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามาช้านานแล้ว ตำราโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์ชูกำลังสร้างความรุ่งโรจน์ให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีสรรพคุณบำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตามัว แล้วก็เล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้กาฬ ไข้หัวทุกชนิด นอกจากไข่ขาวยังใช้เป็นตัวยาปรุงแต่งทางการปรุงยาสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ตามที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน ตำราเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ ดังนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง สีผึ้งขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน เคี่ยวขึ้นร่วมกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น ก็เลยเอาไข่ไก่ เอาแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาเหล้ากลั่นราวๆจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบดีแล้ว เป็นสีผึ้งแดง จึงเอาขี้ผึ้งขาวภาค ๑ นั้น มากมายวนด้วยจุณสีพอควร เป็นขี้ผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นขี้ผึ้งขาว ปิดแก้เพ่งพิศม์ แสบร้อนให้เย็น

9

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร รวมทั้งเครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนและประเทศอินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ ตำราคุณประโยชน์โบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีสรรพคุณ แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในไส้ให้ผายและก็เรอ เพราะฉะนั้นน้ำขิงนอกจากจะช่วยละลายยาให้กินยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถให้น่าลิ้มลองเพิ่มขึ้นทั้งยังมีสรรพคุณทางยาที่สามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่ประยุกต์ใช้จัดเตรียมน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาเปลือกนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามต้องการส่วนขิงที่นำมาใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้สดแล้วก็แห้งทั้งหินอ่อนและก็ขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ทำอาหารที่ไม่ต้องการที่จะอยากรสเผ็ดมาก โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสลดบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน อ้วก สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้เจ็บท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมรวมทั้งเรอ
   สมุนไพร ยาระหว่างที่ ๕๓ ในแบบเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกหมวดหมู่นั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ แล้วแต่แพทย์ผู้วางยาจะยักน้ำกระสายให้จำต้องโรคจำต้องอาการ ดังต่อไปนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียนอีกทั้ง ๕ รากเจตมูลไฟ ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ บอแร็ก ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือบก สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน ทำเป็นผุยผง ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ กินหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ ถ้าเกิดลมนั้นค่อยกำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายเท้า บรรดาลมทั้งหมดแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นชื่อสกุลและชื่อวงศ์ ตามหลักสากลสำหรับการตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger ดังที่เรียกกันในภาษาแขก นักปราชญ์ทางภาษาคนจำนวนไม่น้อยสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็น่าจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แม้กระนั้นเรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในวงศ์ Zingoberaceae
เป็นพืชอายุหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนติเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆห่อ เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงโดดเดี่ยว ออกสลับกัน รูปขอบขนานปนรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ ซม. ยาว ๑๐-๒๕ซม. ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ เซนติเมตร มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลได้ผลแห้ง มี๓ พู

ขิงมีส่วนประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดรวมทั้ง มีกลิ่นหอมหวน หากสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางชนิดจะได้ชันน้ำมันที่แทบบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นฉุนและรสเผ็ด มีชื่อเรียกเชิงพาณิชย์ว่า “จินพบริน” (gingerin) มีสารในกรุ๊ปจินเจอรอล ( gingerol) โชโกล (shogaol) และ ชิงเจอโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินเจอรอล ยกตัวอย่างเช่น 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แม้กระนั้นถ้าเกิดทิ้งไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก ทั้งยังโชโกลและก็สิงเจอโรนไม่ใช่สารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่เจอในขิง แต่เป็นสารที่มีเหตุที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินพบรอล เพราะฉะนั้น จินเจอรินที่ดีควรมีสารทั้งสองประเภทนี้ในปริมาณที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวปริมาณร้อยละ ๑-๓ ปริมาณนี้จะขึ้นอยู่กับวิธีปลูกแล้วก็ขณะที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อบัคเตรีที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดหนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารแล้วก็ไส้  ปัจจุบันมีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งครั้งสารองค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl อาทิเช่น สิงเจอโรน จินเจอร์ไดออล (gingerdiol) จินพบร์ไดโอน (gingerdione) จินพบรอคอยล โชโกล เป็นยาบรรเทาอาการคลื่นไส้คลื่นไส้ และบรรเทาอาการปวดเพราะข้อเสื่อม อีกทั้งบางทีอาจช่วยลดการอักเสบและบวมของข้อ

10

อีแอ่นรับประทานรัง
อีแอ่นกินรังเป็นอีแอ่นอย่างต่ำ ๓ ชนิด
ในสกุล Collocalia
วงศ์ Apodidae เป็น
๑.อีแอ่นกินรัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  fuciphaga  (Gmelin)
มีชื่อสามัญว่า  edible – nest  swiftlet จำพวกนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆ
สมุนไพร
๒.อีแอ่นรับประทานรังสะโพกขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  germani  Oustalet
มีชื่อสามัญว่า Germain’s  swiftlet ชนิดนี้สร้างรังด้วยน้ำลายล้วนๆเหมือนกับจำพวกแรก

๓.อีแอ่นรังดำ หรือ อีแอ่นหางสี่เหลี่ยม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  maxima  Hume
ชื่อสามัญว่า  black – nested  swiftlet   ประเภทนี้ทำรังด้วยขนยาวราว  ๖0  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมปริมาณร้อยละ  ๔0 อีแอ่นในสกุล  Colocalia   ที่พบในประเทศไทยมี  ๕  ประเภท  เว้นแต่  ๓  จำพวกข้างต้นแล้ว   ที่เหลืออีก  ๒  ชนิดคือ
๔.อีแอ่นท้องขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  esculenta  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า  glossy  swiftlet   จำพวกนี้สร้างรังด้วยหญ้ารวมทั้งพืชต่างๆ  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงเล็กน้อย

11

สมุนไพรเครื่องปรุง(คณาเภสัช)
จำพวกส่วนเดียวกันของพืชมากกว่า ๑ จำพวกใช้ด้วยกัน เครื่องปรุงนี้จำนวนมากเป็น “จุลพิกัด”โบราณแบ่งจุดพิกัดออกเป็น ๕ จำพวกเป็นประเภทมีชื่อเช่นเดียวกันแม้กระนั้นต่างเมืองที่เกิด ชนิดมีชื่อเช่นเดียวกันแตกต่างสีกัน ประเภทมีชื่อเช่นเดียวกันแต่ว่าต่างขนาดกัน จำพวกมีชื่อเหมือนกันผิดแผกแตกต่างประเภทกัน และก็ชนิดมีชื่อเช่นกันแต่ต่างรสกัน

(คณาเภสัช)
ครอบทั้งยัง ๓ – ต้น บำรุงเลือดและขับลม
ครอบถัง ๓ – ใบ บ่มหนองให้แตกเร็ว
รอบทั้ง ๓ – ราก แก้ลมและดี บำรุงธาตุ แก้มุตกิด แก้ไอ แก้ไข้ผอมบางเหลือง ชูกำลัง
ชบาทั้ง ๒ – ราก แก้ฝี แก้ฟกบวม ขับน้ำย่อยอาหาร ทำให้อาหารมีรส
ตุมกาอีกทั้ง ๒ – เถา แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุไฟ ให้รู้รสของกิน ขับลมผาย ทำให้อุจจาระงวด แก้ริดสีดวง
ตุมกาอีกทั้ง ๒ – ราก แก้พิษงู ถอนพิษงู
ตุมกาทั้งยัง ๓ – เปลือกต้น แก้พิษงู ถอนพิษงู
เถามวกทั้ง๒ – เถา แก้ท้องเดิน แก้ลงแดง บำรุงโลหิต
มะแว้ง ๒ – ผล แก้เสมหะ รวมทั้งขับเสมหะให้ตก แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว กัดเสมหะ ขับเยี่ยว
เสม็ดทั้งยัง ๒ – ใบ แก้เคล็ดลับยฟกบวม แก้เจ็บท้อง หางกระรอก ๓ – ราก แก้พิษงูขบกัด
หางไหลทั้ง๒ – เถา ถ่ายเส้น ถ่ายลม ถ่ายเสลดและก็โลหิต

Tags : สมุนไพร

12

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรอันดับกฎพืชกับชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ของพืช[/url][/size][/b]
หลายท่านที่อ่านตำราเรียนเกี่ยวกับพืชสมุนไพรที่เขียนโดยนักวิชาการ พบมากเห็นใจความหนึ่งในตอนต้นๆว่า “พืชสมุนไพรนี้มีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า…จัดอยู่ในวงศ์” ชื่อเหล่านี้เป็นภาษาที่คนทั่วไปอ่านแล้วไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ว่านักวิชาการใส่ชื่อวันพรุ่งเข้ามาเพราะอะไรล่ะ ก่อนที่จะเข้าใจได้นั้น ต้องเข้าใจอันดับกฎพืชเสียก่อนอนุกรมเกณฑ์พืชเป็นยังไง?
คำ อันดับกฎ แปลจากคำ taxonomy ในภาษาอังกฤษ เป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับฐานราก แนวทางกฎข้อปฏิบัติ และวิธีการ สำหรับการแบ่งแยกพืช เพื่อแบ่งแยกสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ให้ใกล้เคียงความจริงตามธรรมชาติให้มากที่สุด สามารถนำมาใช้คุณประโยชน์อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งพิจารณาข้อมูลได้โดยตรงอย่างเร็วและก็ถูกต้อง อนุกรมข้อบังคับก็เลยเกี่ยวข้องกับการแบ่งประเภทและชนิด (classificasion) การตรวจหาหมวดหมู่หรือจำพวก
(indentification) การบรรยายลักษณะ (description) แล้วก็การตั้งชื่อ (nomenclature) นักอันดับวิธานก็เลยมีกิจกรรมพื้นฐานที่ ๑. การพินิจพิเคราะห์ตำแหน่ง (position) และลำดับ (rank) ในหมวด ๒.การเล่าเรียนลักษณะของสิ่งมีชีวิตนั้นแบบอย่างให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้และ ๓.การตั้งชื่อสิ่งมีชีวิต นักวิชาการประเมินว่า พืชพันธุ์ที่มีท่อลำเลียงในประเทศไทยนั้น มีอยู่ระหว่าง ๑๐,๐๐๐ – ๑๕,๐๐๐ ประเภท กระจัดกระจายอยู่ในป่าดิบรวมทั้งป่าผลัดใบพรรณไม้ไม่น้อยเลยทีเดียวกลุ่มนี้ นักพฤกษศาสตร์ได้จัดแบ่งไว้เป็นหมวดหมู่เป็นลำดับชั้น ที่เรียกกันว่า “อันดับเกณฑ์” ช่วยให้การตรวจหาประเภทของพรรณไม้ไม้นั้น ทำได้สะดวก ง่ายมาก และก็ถูกยิ่งขึ้น และก็การตรวจค้นจำพวกของชนิดพฤกษชาติที่ถูกต้องนั้น จำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโครงร่างวิทยาของพืชก่อน

นักวิทยาศาสตร์แบ่งประเภทพืชออกเป็น อาณาจักร (kingdom) หนึ่ง แม้กระนั้นจะแบ่งเป็น อาณาจักรพืชเป็นหมวดหมู่ยังไงนั้น ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ แม้กระนั้นแบบการแบ่งแยกพืชที่ได้รับการยอมรับสูงที่สุดเป็นแบบของศ.จ. ดร.อาร์เทอร์ ครอนควิสต์ (คริสต์ศักราช๑๙๗๑) ผู้แบ่งอาณาจักรพืชออกเป็น ๒ อาณาจักรย่อย (Subkingdom) แต่ละอาณาจักรย่อยแบ่งเป็น หมวด (division) ต่างๆรวมทั้ง แต่ละหมวดแบ่งเป็น ชั้น (class) อันดับ (order) ตระกูล (family) สกุล (genus) รวมทั้งชนิด (species) ตามลำดับ แต่ละระดับมีการระบุคำลงท้ายที่แสดงระดับ เช่น อันดับลงท้ายด้วย -ales สกุลมักลงท้ายด้วย -aceaeเมื่อจะแสดงระดับต่างๆมักใช้การย่อหน้าเพื่อหมายความว่าเป็นระดับย่อยลงมา เป็นต้นว่า อันดับข้อบังคับของต้นขิง ต้นไพล แล้วก็ต้นขิงดา เป็นดังต่อไปนี้ อาณาจักรพืช (Kingdom plantae)
หมวดพืชมีดอก (Division magnoliophyta) มันพืชใบเลี้ยงคู่ (Class liliopsida)
ชั้นขิง (Order Zingiberales)
สกุลขิง (Family Zingiberaceae)
เผ่าขิง (Tribe Zingiberaceae)
สกุลขิง (Genus Zingiber)
จำพวก ต้นขิง (Species offcinale)
ชนิด ต้นไพล (Species montanum)
ชนิด ต้นขิงดา (Species kerri)  เป็นต้น.

Tags : สมุนไพร

13

สมุนไพรชื่อพฤกษศาสตร์ของต้นพืชเป็นยังไง?
ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืช หรือชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ เป็นชื่อสากลของพืชที่ตั้งขึ้นมาตั้งขึ้นตามข้อตกลงนานาประเทศ โดยกำหนดให้ใช้ชื่อเป็นภาษาละติน เพราะเป็นภาษาที่ตายแล้ว ก็เลยมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หรือบอกได้ว่าไม่มีความเคลื่อนไหวเลย
คาร์โลลัส ลินเนียส เป็นผู้นำระบบการเรียกชื่ออย่างนี้มาใช้เป็นครั้งแรกในปี คศ ๑๗๕๓ เรียกกันว่า “ระบบเรียกชื่อคู่” (binomial nomenclature) ระบบนี้เรียกชื่อเหมือนกับการเรียกชื่อของชาวจีน คือเรียกชื่อสกุล (แซ่) ก่อน แล้วจึงและก็ตามด้วยชื่อตัว เช่น เหมาเจ๋อตง เหมาเป็นชื่อสกุลเงินหรือแซ่ ส่วนเจ๋อตง เป็นชื่อตัว ซึ่งก็คือ (นาย) เจ๋อตง (แซ่) เหมา ในการเรียกชื่อแบบไทยนั่นเอง การเรียกชื่อแบบนี้ ชื่อที่ตามหลังนามสกุลจะเป็นชื่อตัว (หากเป็นพืชก็จะเป็นชื่อประเภท) การตั้งชื่อพฤกษศาสตร์ของพืชมีกฎที่ต้องปฏิบัติต่างๆรวมทั้งหลักเกณฑ์ที่จะต้องปฏิบัติล้นหลาม รวมถึงการกำหนด “แบบอย่างต้นแบบ” (type specimen) สำหรับใช้ทำคำบรรยายลักษณะของพืชชนิดนั้นๆอย่างไรก็ตาม ชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ ของพืชมักนิยมเขียนเป็น ๓ ชื่อ โดยชื่อสุดท้ายนั้น มากใส่ไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่นักวิชาพฤกษศาสตร์ผู้ตั้งชื่อนั้น ดังเช่นว่า ต้นโมกสิริกิตอันเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย ที่พึ่งค้นพบใหม่ทางวิชาพฤกษศาสตร์(รายงานเมื่อปีพ.ศ ๒๕๔๔ ) ขึ้นชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Wrightia sirikitiae D.J.Middleton & Santisuk นามสกุลก็คือ Wrightia อันเป็นสกุลโมกมัน ชื่อประเภท sirikitiae ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ให้เชิญนาม “สิริกิต์” มาตั้งเป็นชื่อประเภทเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ชื่อD.J.Middleton & Santisukเป็นชื่อผู้ตั้งชื่อชื่อพฤกษศาสตร์จำพวกนี้ ชื่อ Santisuk เป็นสกุลของ ศาสตราจารย์ดร. ธวัชชัย สันติสุขราชบัณฑิต พืชชนิดนี้จัดเป็นพืชหายากและใกล้สิ้นพันธุ์ และก็เจอรอบๆเขาหินปูนบริเวณรอยพระบาท จังหวัดสระบุรี

ดอกเข้าพรรษา
อันเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย พึ่งค้นพบใหม่ทางพฤกษศาสตร์ด้วยเหมือนกัน (รายงานเมื่อปี  พ.ศ ๒๕๔๔) ว่า Smithatris supraneanae W.J.Kress & K.Larsen นามสกุลคือ Smithatris เป็นชื่อสกุลใหม่ของสกุลขิง ชื่อชนิดคือ supraneanae ตั้งให้เป็นพรมแดนของไทย ชื่อสุปราณี คงพิชญานนท์ ส่วนชื่อ W.J.Kress & เป็นนักพฤกษศาสตร์ผู้ร่วมตั้งชื่อชนิดนี้ดอกต้นดอกเข้าพรรษาพบในธรรมชาติที่จังหวัดสระบุรีรวมทั้งลพบุรีดอกจะบานตอนวันเข้าพรรษา เนื่องด้วยช่อดอกมีใบแต่งแต้มสีขาวรวมทั้งมีดอกสีเหลืองอยู่ข้างในราษฎรก็เลยนำไปตักบาตรดอกไม้ในวันเข้าพรรษาที่สัดรอยเท้า จังหวัดสระบุรี
นามนั้นสำคัญไฉน?
พรรณพรรณไม้แต่ละจำพวกมีชื่อเรียกต่างๆกันไปตามท้องถิ่น แล้วก็ตามภาษาของเชื้อสาย ดังเช่น ต้นลั่นทม ของทางภาคกลางนั้น ลาวเรียก จำปา หรือดอกพิกุลของทางภาคกลางนั้น ล้านนาเรียก ดอกแก้ว ซึ่งดอกแก้วทางภาคกึ่งกลาง หมายความว่าต้นไม้อื่นอีกหลายแบบ การใช้ชื่อพฤกษศาสตร์ก็เลยช่วยให้ชนชาติต่างๆอีกทั้งไทยรวมทั้งเทศสามารถติดต่อถึง พืชชนิดเดียวกันได้ตรงกัน

14

ควาย
ควายบ้าน หรือ water buffalo (ที่เรียกเช่นนี้เพราะเหตุว่าควายไม่มีต่อมเหงือกสำหรับระบายความร้อนจากร่างกาย จึงถูกใจอยู่กับน้ำ)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bubalus bubalis (Linnaeus)
จัดอยู่ในสกุล Bovidae ปรับปรุงมาจากควายป่า
ชีววิทยาของควายป่า
ควายป่า หรือ wild water buffalo  มีลักษณะเด่น คือ เขายาว (มีความยาวเฉลี่ยราว ๑๕๐ ซม.) เมื่อตัดตามขวางจะเห็นเขาเป็นสามเหลี่ยม มีรูปร่างทั่วๆไปคล้ายควายบ้าน แต่ว่าขนาดทุกส่วนมากกว่ามาก หากยืนเทียบกับควายบ้านจะดูเหมือนบิดากับลูก ความสูงที่ไหล่ของเพศผู้ราว  ๑.๘๐  เมตร น้ำหนัก  ๘๐๐-๑๒๐๐ โล โคนเขาครึ้ม วงเขากว้าง ปลายเขาแหลม ตอนล่างของเท้าสี่มีสีขาว เหมือนใส่ถุงเท้าขาว ใต้คอมีลายขาวเป็นรูปลิ่มสามเหลี่ยมสันกว้าง ควายป่าเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่เป็นฝูงใหญ่ๆควายในฝูงส่วนมากเป็นตัวภรรยาและเพศผู้ที่ยังมีอายุน้อย เมื่อเพศผู้มีอายุมากขึ้น มักแยกตัวออกจากฝูงไปอยู่รวมทั้งทำมาหากินสันโดษเป็นควายโทน ในฝูงหนึ่งมีจ่าฝูงสำหรับผสมพันธ์เพียงแต่ตัวเดียว ควายป่าถูกใจหากินตามป่าและก็ท้องทุ่งไม่ไกลจากแหล่งน้ำ เมื่อรับประทานอิ่มและก็ชอบนอนปลักโคนหรือนอนแช่น้ำในลำห้วย โคลนตมช่วยให้คุ้มครองป้องกันควายไม่ให้ยุ่งชำเลืองกัดมากเท่าไรนัก ควายป่ามีถิ่นฐานตั้งแต่ภาคกลางของประเทศอินเดีย จนกระทั่งเมืองอัสสัม พม่า แล้วก็ ประเทศในแหลมอินโดจีนทั้งปวง และก็ ไทย ลาว เวียดนาม แล้วก็กัมพูชา และก็ประเทศไทยเคยมีควายป่าเยอะมากตามสายธารที่ราบต่ำธรรมดา (นอกจากภาคใต้) ปัจจุบันนี้มีคงเหลืออยู่เฉพาะที่เขตอนุรักษ์ประเภทสัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง   จังหวัดอุทัยธานีเพียงแต่แห่งเดียว มนุษย์จับควายป่ามาเลี้ยงเพื่อใช้งานแม้กระนั้นโบราณ ขนาดตัวของมันจึงเล็กลงเพราะว่าไม่กินอาหารและบริหารร่างกายราวกับควายป่า ควายที่มีสีผิวอ่อนหรือสีออกชมพูๆเรียก ควายเผือก (pink  buffalo)
                             
ประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้น้ำนมควาย เขาควายเผือก และก็กระดูกควายเผือก เป็นเครื่องยา ดังต่อไปนี้
๑.น้ำนมควาย ได้จากเต้านมของควายบ้านเพศภรรยาที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ตำรายาคุณประโยชน์โบราณว่า น้ำนมกระบือมีรสหวาน ร้อน มีคุณประโยชน์แก้พรรณมืดค่ำ ทำให้เจริญอาหาร โบราณใช้นมกระบือเป็นยากระสายยาแล้วก็เครื่องยา ยาขนานที่  ๖๖ ใน ตำราพระโอสถพระนารายณ์ เข้า “น้ำนมควาย” (น้ำนมควาย) เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ร่วมกับ  “นมแกะ” และก็เครื่องยาอันอื่นอีกหลายประเภท  (ดูเรื่อง”แกะ”  หน้า  ๒๓๗-๒๓๘)
๒.เขาควาย หนังสือเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า เขาควายมีรสเย็น ควาย แก้สรรพพิษ แก้ร้อนใน ถอนพิษ แก้พิษไข้ เป็นต้น พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่ง เข้า “เขากระบือเผือก” (เขาควายเผือก) เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ อันว่าลักษณะกุมารกุมารีคนใด เกิดมาในวันจันทร์ วันพุฒ คลอดช่วงเช้าเวลาเที่ยงก็ดีแล้ว พอคุณแม่ออกมาจากเรือนไฟแล้วราวๆ ๓ เดือน จึงตั้งเกิดทรางน้ำทรางสะกอเจ้าเรือน เมื่อจะบังเกิดนั้น คือตั้งแต่คอถึงเพดานลุปากจำพวกหนึ่ง ประเภทหนึ่งรับประทานนอกไส้ขึ้นมาจนถึงลิ้น จึงปฏิบัติให้ลงแดง ให้อยากกินน้ำ ให้เชื่อม ถ้าหมอวางยาถูกใจกุมารผู้นั้น จึงจะได้ชีวิตคืน ถ้าหากจะแก้ท่านให้เอา เขากระบือ ๑ เขาเบ็ญกานี ๑  สีเสียด ๒  ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง น้ำประสานทอง ๑  กระเทียม ๑  รวมยา  ๘  สิ่งนี้เอาเท่าเทียม ทำเป็นจุที่บดทำแท่ง ละลายน้ำจันทร์รับประทาน แก้ลงท้องเพื่อทรางน้ำ พระหนังสือไกษยให้  “ยะประจำธาตุไกษยปลวก” ขนานหนึ่ง เข้า  “เขาควาย” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ยาประจำธาตุไกษยปลวก เอาเขาควายเผา ๑  ผลสบ้าเผา ๑ ปูนแห้งข้างเตาเผา ๑  สิ่งละ  ๑ ส่วน  พริกไทย  ๓  ส่วน ตำเป็นผงบดทำแท่งไว้ละลายน้ำปูนใสกิน แก้ไกษยปลวก แล้วก็เจริญธาตุให้สม่ำเสมอดีเลิศนัก ยาจีนใช้เขาควายแก้อาการสลบ รวมทั้งในโรคติดเชื้อแบบเฉียบพลันที่ทำให้เป็นไข้สูง และอาการเลือดออกด้วยเหตุว่าความร้อนภายใน
๓.กระดูกควาย ยาไทยนิยมใช้  “กระดูกควายเผือก” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ได้แก่  ยาแก้โรคเรื้อนกินกระดูก ใน พระคู่มือชวดาร ดังนี้ ยาต้มแก้โรคเรื้อนรับประทานกระดูกให้ขัดในข้อ   เอากระดูกช้าง  ๑   กระดูกแพะ  ๑   กระดูกควายเผือก  ๑   กระดูกสุนักข์ดำ  ๑  เถาโคคลาน  ๑  ป่าช้าหมอง  ๑  หญ้าหนวดแมว  ๑  ยาเข้าเย็นเหนือ  ๑  ยาเข้าเย็นใต้  ๑  ยาทั้งนี้เอาเท่าเทียม   ดองเหล้าก็ได้   ต้มก็ได้รับประทานแก้พยาธิแลโรคเรื้อน

Tags : ส้มแขก,เห็ดหลินจือ

15

พลูคาว/คาวตองมีสรรพคุณดีเยี่ยมจะช่วยคุณรักษาปัญหาโรคต่างๆในชีวิตประจำวันของคุณ


ยับยั้งเซลล์ของโรคมะเร็ง


ขายพลูคาว/คาวตอง ช่วยเสริมการดูแลรักษาและก็บำรุงสุขภาพสำหรับผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็ง โรคมะเร็งเป็นสิ่งที่คนไม่ใช่น้อยมีความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเนื่องจากเดี๋ยวนี้มีคนไข้โรคมะเร็งจำนวนมาก และรักษาหายยากถึงขั้นเสียชีวิต ด้วยส่วนประกอบของสมุนไพรพลูคาว ปัญจขันธ์ ทองคำพันชั่งน้ำหนักแล้วก็รับผลิตพลูคาว/คาวตอง มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการต่อต้าน และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ของโรคมะเร็ง ทำให้การยืนขึ้นลามของเซลล์ของโรคมะเร็งต่ำลง นำมาซึ่งการทำให้ผู้ทาน ที่มีอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น อาการใกล้กันไม่สบายจากโรคมะเร็งดีขึ้นกว่าเดิม ผู้หนมิได้เป็นโรคมะเร็งหรือสงสัยว่าตัวเองจะเป็นมะเร็ง ก็สามารถทานได้เพื่อช่วยทำนุบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ


เสริมการดูแลรักษาโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (HIV) และช่วยบรรเทา{อาการโรค|อาการของโรค|ลักษณะโรค|ลักษณะของโรคโอกาศต่างๆ


โรคภูมิคุมกันบกพร่องเป็นโรคที่ทำให้ร่างกายเจ็บป่วยในหลายๆส่วน เนื่องจากว่าร่างกายขาดภูมิคุ้มกัน ทำให้บริเวณผิวหนัง เป็นตุ่ม เป็นแผล หรือมีโรคที่เจ็บไข้ได้ป่วยข้างในอื่นๆตามมา ด้วยส่วนประกอบของสมุนไพรในตำหรับยาแคปซูลพลูคาว/คาวตอง ซึ่งมีส่วนสำหรับการบำรุงและก็ปรับภาวะน้ำเหลือง (ที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกาย) ช่วยต้านทานแล้วก็ยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสต่างๆทำให้ร่างกายและระบบภูมิคุ้มกันดียิ่งขึ้น ขายพลูคาว/คาวตอง รวมทั้งนอกจากนั้นยังช่วยรักษาแล้วก็ทุเลาอาการของโรคผิวหนังที่เป็นตุ่ม พอง อักเสบต่างๆทั่วร่างกาย ให้แห้งและก็หายเร็วเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่เป็นแผลนานเริ่มเห็นผลสำหรับเพื่อการทานตลอดจะสังเกตุได้ว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น


ช่วยรักษาไข้ หวัดต่างๆปอดอักเสบ และก็โรคที่เกี่ยวกับฟุตบาทหายใจ


ขายส่งพลูคาว/คาวตอง สามารถรักษาโรดปอดบวมรวมทั้งหวัดเป็นโรคที่ทำให้คนป่วยไอจามเสมอๆหลายคนไอกระทั่งเจ็บอก รวมทั้งยังติดต่อไปสู่คนอื่นๆด้วย ส่วนผสมของสมุนไพรดังต่อไปนี้ พลูคาว เหงือกปลาหมอ และขันทองมีการ คุณประโยชน์สำหรับในการกำจัดเชื้อไวรัสและก็กางคสหนเรีย อันเป็นต้นเหตุกระตุ้นให้เกิดหวัด และก็อาการปอดบวม เมื่อทานต่อเนื่องลักษณะของการป่วยจากโรคพวกนี้จะดีขึ้นอย่างชัดเจน ขายพลูคาว/คาวตอง สามารถอาการไอจามจะลดลง สามารถทานคู่กับยาแผนปัจจุบัน หรือเสริมการรักษาให้กับผู้ที่เป็นโรคดังที่กล่าวมาแล้วได้อย่างดี


ช่วยรักษาโรคเบาหวาน


เบาหวานเป็นโรคที่พบได้ง่ายในผู้สูงอายุ เมื่อเป็นแล้วทำให้แผลหายช้า แม้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะนำมาซึ่งการทำให้ต่อระบบการมองเห็น เมื่อดีกว่าเนื่องเรื้อรังโดยไม่ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายจะเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆด้วยส่วนประกอบของพลูคาว ปัญจหมู่ รางจืด แล้วก็มะรุม ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้แผลที่หายยาก แห้งและเป็นสะเก็ดเร็วขึ้น ไม่เป็นแผลเรื้อรัง อาการเบาหวานขึ้นตาก็จะบรรเทาลง ทำให้สามารถแลเห็นได้ดีขึ้น การทานสมุนไพรที่บรรเทาลักษณะโรคเบาหวานได้ จะช่วยให้ไม่มีอันตรายแล้วยังปลอดภัยจากโรคที่จะตามมาจากการรับประทานยาแผนปัจจุบันมากๆได้แก่ โรคไต โรคตับ เป็นต้น เนื่องจากว่าสามารถทานพร้อมกันเพื่อเสริมการดูแลรักษาทำให้เราทานสารเคมีน้อยลง


ช่วยรักษาโรคผิวหนัง เป็นต้นว่า งูสวัด โรคเรื้อน กลากโรคเกลื้อน แล้วก็อาการผื่นแพ้


แคปซูลพลูคาว/คาวตอง สามารถรักษาโรคงูสวัด สะเก็ดเงิน โรคเรื้อน ขี้กลาก โรคเกลื้อน เริม เป็นโรคที่อาจเป็นเพราะเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรียที่อยู่รอบตัวพวกเรา ซื่งทุกคนก็อาจเป็นโรคเหล่านี้และเมื่อเป็นแล้วจะสร้างความน่าลำคาญ อย่างเช่น อาการแสบ คัน บริเวณผิวหนังอยู่เป็นประจำๆหรือเป็นแผลที่ไม่น่าดูต่อผู้พบเจอ ด้วยส่วนประกอบของสมุนไพรหลายตำหรับ ยาสมุนไพรพลูคาว ตราคุณทองสัมฤทธิ์นี้ ที่มีส่วนช่วยสำหรับในการขายพลูคาว/คาวตอง ต่อต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ช่วยชลอการแผ่ขยายของโรคผิวหนัง รวมทั้งช่วยทำให้คนที่เป็นโรคผิวหนังแล้วหายเร็วเพิ่มขึ้น นอกนั้นยังมีส่วนช่วยในการบำรุงระบบน้ำเหลืองทำให้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดน้อยลง ดังเช่น อาการแพ้จากยุง หรือมดกัด ที่เป็นตุ่มดำๆตามขาหรือแขนในบางท่าน ทำให้อาการแพ้อาการดีขึ้น


ช่วยรักษาอาการอักเสบของแผล


เมื่อร่างกายเกิดแผล ยกตัวอย่างเช่น แผลถลอกปอกเปิก หรือ แผลที่อักเสบอยู่ในร่างกาย จะส่งผลให้คนเจ็บรู้สึกเจ็บปวดหรือเป็นใข้ ในบางรายที่เป็นแผลเรื้อรังก็จะเป็นหนอง หรือกำเนิดรอยแผลที่ไม่น่าดู ด้วยส่วนผสมของสมุนไพรพลูคาว ปัญจหมวด ยาเขียว รวมทั้งมะรุม ซึ่งมีสรรพคุณสำหรับในการช่วยลดอาการอักเสบของแผล ช่วยให้แผลแห้งรวมทั้งตกสะเก็ดเร็วขึ้น ขายพลูคาว/คาวตอง ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียทำให้อาการแผลทุเลาลง ลดลักษณะของการเจ็บปวดแล้วก็ความร้ายแรงของบาดแผล เพื่อไม่ให้รอยแผลแพร่กระจายจนไม่น่ามองดู แล้วก็ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น


ช่วยเสริมภูมิต้านทานบำรุงสุขภาพ ขับพิษ


ในตอนนี้เราจำเป็นต้องพบกับเชื้อโรคต่างๆและสิ่งสกปรกต่างๆล้นหลาม การมีภูทิต้านทานโรคที่ดีทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ง่ายไม่สิ้นเปลืองค่ารักษาพยาบาล ด้วยส่วนประกอบของสมุนไพรหลายประเภทใน ขายพลูคาว/คาวตอง ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงรักษาน้ำเหลือง ที่มีหน้าที่ในการต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยเสริมภูมิต้านทานของร่างกายไม่ให้ป่วยง่าย รวมทั้งด้วยส่วนประกอบของมะรุมที่ช่วยขับพิษออกมาจากร่างกาย จึงเหมาะมากที่จะรัปประทานเพื่อบำรุงร่างกาย หรือบำรุงสุขภาพสำหรับผู้เจ็บป่วยที่อยู่ในตอนพักฟื้นโรคต่างๆมีสาเหตุจากสาเหตุอะไรบ้าง?


โรคมะเร็ง


มีเหตุที่เกิดจากร่างกายมีเซลล์เปลี่ยนไปจากปกติ และเซลล์เหล่านั้นมีการเติบโตเร็วทันใจเกินกว่าที่ร่างกายจะควบคุม จึงแพร่ขยายได้ทั่วร่างกาย  ส่งผลให้เซลล์ธรรมดาของเยื่ออวัยวะปฏิบัติงานไม่ได้ เกิดเป็นโรครวมทั้งมีอาการต่างๆขึ้น แม้มะเร็งแพร่ขยายเข้าสู่อวัยวะสำคัญ อวัยวะพวกนั้นจะล้มเหลวไม่สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ ทำให้เสียชีวิตได้สุดท้าย


โรคเบาหวาน


มีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่นำน้ำตาลกลูโคสจากเลือดไปสู่เซลล์ทั่วร่างกาย แต่เมื่อกำเนิดความผิดปกติ ยกตัวอย่างเช่น ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ลดน้อยลง หรือเกิดภาวะบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เซลล์ไม่อาจจะนำอินซูลินไปใช้ได้ ส่งผลให้มีน้ำตาลเหลือค้างในเลือดสูง เป็นสาเหตุให้กำเนิดเป็นโรคโรคเบาหวานนั่นเอง


โรคภูมิแพ้


คือสภาวะที่ร่างกายมีการตอบสนองอย่างยิ่งไม่ดีเหมือนปกติต่อตัวกระตุ้น ซึ่งโดยปกติจะไม่ตอบสนอง ดังเช่นว่า ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ทำให้มีการเกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ตัวอย่าง โรคภูมิแพ้ทางจมูกเมื่อหายใจเข้าไป สารก่อภูมิแพ้จะทำให้มีการอักเสบกำเนิดอาการคัดจมูก จามมีน้ำมูกใสๆบางรายแพ้อาหารหรือถูกยุงกัด ก็กำเนิดอาการแพ้เป็นตุ่มที่ผิวหนัง ฯลฯ


โรคภูมิคุมกันบกพร่อง


คนไข้จะมีการติดโรคฉวยโอกาส เพราะเหตุว่าไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องทำให้รูปแบบการทำงานของระบบภูมิต้านทานโรคต่ำลง เหตุเพราะเชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวลงเรื่อยดังนั้น ร่างกายจะเสียความสามารถ{ในการ|สำหรับการ|สำหรับในการ|สำหรับเพื่อ คุ้มครองป้องกันเชื้อต่างๆจึงกำเนิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสขึ้น ตัวอย่างเช่น เชื้อราในปอดหรือในสมอง นอกจากยังมีผลให้กำเนิดโรคมะเร็งในคนเจ็บ เนื่องจากว่าระบบภูมิต้านทานได้สูญเสียความรู้ความเข้าใจในการกำจัดเซลล์ของมะเร็งภายในร่างกายไปแล้ว


โรคงูสวัด


คือโรคที่มีต้นเหตุมากจากเชื้อไวรัสแบบเดียวกันกับโรคอีสุกอีใส หายแล้วจะยังมีเชื้อไวรัสนี้คงเหลืออยู่ในปมประสาทต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งของลำตัวเมื่อร่างกายอ่อนแอ ยกตัวอย่างเช่น สูงอายุขึ้น พักผ่อนไม่พอ หรือมีโรคเรื้อรังต่างๆดังเช่นว่า โรคมะเร็ง หรือกินยากดภูมิต้านทาน เชื้อไวรัสนี้จึงเจริญเติบโตและก่อเกิดโรคงูสวัดได้


โรคปอดอักเสบ ปอดอักเสบ ปอดติดเชื้อ


อาการที่เกิดขึ้นมาจากปอดได้รับเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียเข้าไป เพราะสุขภาพไม่แข็งแรงทำให้ไม่อาจจะกำจัดเชื้อออกไปได้ ก็เลยทำให้ปอดเกิดอาการอักเสบเป็นลักษณะซึ่งคล้ายกับฝีเกิดขึ้น แล้วก็มีของเสีย คือเสลดขับออกมาจากปอด


ไข้หวัดใหญ่


มีเหตุที่เกิดจากการติเชื้ออินฟูเอนซา ทำให้มีการเกิดการอักเสบของระบบฟุตบาทหายใจ ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดต่อเหมือนกับหวัด แต่ว่ามีความร้ายแรงสูงยิ่งกว่าโรคไข้หวัดปกติมากมาย


โรคผิวหนัง


กำเนิดได้จากหลายสาเหตุดังต่อไปนี้ ต่อมต่างๆของผิวหนังอุดตัน หรือติดเชื้อโรค ตัวอย่างเช่น เป็นสิว เป็นต้น การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสแล้วก็การขายพลูคาว/คาวตองสามารถยังช่วย เชื้อรา ดังเช่นว่า ฝีต่างๆขี้กลาก โรคเกลื้อน โรคเริม โรคงูสวัด โรคไฟลามทุ่ง เป็นต้น จากโรคภูมิแพ้ ดังเช่น ผื่นคันจากการสัมผัสขนสัตว์หรือเกสรดอกไม้ช่วยเสริมการดูแลรักษาและก็บำรุงสุขภาพสำหรับคนป่วยโรคมะเร็ง โรคมะเร็งเป็นสิ่งที่หลายๆคนมีความไม่สบายใจเนื่องจากปัจจุบันมีคนป่วยโรคมะเร็งจำนวนมาก และก็รักษาหายยากถึงขั้นเสียชีวิต ด้วยส่วนผสมของสมุนไพรพลูคาว ปัญจขันธ์ ทองคำพันชั่งแล้วก็ขายส่งพลูคาว/คาวตอง มีคุณประโยชน์ในการต่อต้าน แล้วก็ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ทำให้การยืนขึ้นลามของเซลล์ของโรคมะเร็งต่ำลง นำมาซึ่งการทำให้รับผลิตพลูคาว/คาวตอง สามารถ รักษาผู้ที่ป่วยที่มีอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงขึ้น อาการข้างเคียงป่วยจากโรคมะเร็งทุเลาลง ผู้ครั้งไม่ได้เป็นโรคโรคมะเร็งหรือสงสัยว่าตนเองจะเป็นโรคมะเร็ง ก็สามารถทานได้เพื่อช่วยทำนุบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
ขายพลูคาว/คาวตอง ขายส่งพลูคาว/คาวตอง รับผลิตพลูคาว/คาวตอง แคปซูลพลูคาว/คาวตอง
สมุนไพรอื่นๆ
คุณประโยชน์กวาวเครือขาว
หัวกวาวเครือขาว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับคนสูงอายุ แก้เมื่อยตามร่างกาย แก้อ่อนเพลีย ซูบผอม นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนผู้หญิงสูง ทาหรือกินทำให้เต้านพขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือนอาจก่อให้แท้งบุตรได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์แล้วก็มดลูกมีเลือดมาคั่งเยอะขึ้น บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญรุ่งเรือง แก้โรคจาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง ขยับเขยื้อนแคล่วคล่องว่องไว บำรุงโลหิต กินได้นอนหลับ ผิวหนัง
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษสุนัขกัด หนังสือเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกจากมดลูกข้างหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการระดูมาเปลี่ยนไปจากปกติ , เจ็บท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุทุพพลภาพอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรา กินทีละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดลูกใหม่ๆแก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่เข้าทาง ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และก็ดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย แล้วก็มดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางบุคคลในสมัยใหม่ไม่ค่อยเจอการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ แล้วก็ดื่มเป็นประจำตลอดเวลา 3 เดือน หรือมากยิ่งกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ปกป้องโรคมะเร็งจำพวกต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล รวมทั้งต้านทานการอักเสบของแผล ถ้าเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำ แม้เป็นแผลข้างนอกอาจใช้อีกทั้งการต้มน้ำ ใช้บดทาแผล หรือน้ำสุกล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นขั้นตอนสร้างเซลล์ใหม่ และก็การซ่อมแซมเซลล์ที่ผุพังหรือเซลล์บาดแผล ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง แล้วก็ช่วยกระตุ้นกระบวนแขนย่อยของกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า คุณประโยชน์ถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ มีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ช่วยทำให้สเปิร์มแข็งแรก เนื่องจากว่าการกินถั่งเช่าจะส่งผลให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศมากขึ้นเรื่อยๆ ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในน้ำเชื้อได้ โดยจากการศึกษาเล่าเรียนในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในอสุจิมากขึ้น 33% อีกทั้งยังลดปริมาณสเปิร์มที่มีความผิดธรรมดาลงได้ถึง 29% รวมทั้งเมื่อเรียนรู้เพิ่มอีกก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความปรารถนาทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังยังมีคุณสมบัติสำหรับในการปกป้องและก็สร้างเสริมลักษณะการทำงานของต่อมหมวกไต และเพิ่มโอกาสที่สเปิร์มจะถือกำเนิดได้ช่วยทำให้ลักษณะการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ช่วยทำให้ปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติได้ ทั้งยังยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกสิเจน และก็เพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้เสริมสร้างลักษณะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่ามีสรรพคุณช่วยทำให้ปรุงหลักการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ปกติ  ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆต้านทานโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านมะเร็ง โดยสารคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่าถือเป็นสารที่มีความหมายสำหรับการต้านทานการเกิดโรคมะเร็ง ป้องกันการเกิดและก็การแพร่ขยายของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีสรรพคุณควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และสามกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูการทำงานของไต สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง การรับประทานถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง และก็ทำให้สุขภาพไตดีขึ้น ทั้งยังลดความทรุดโทรมของไตที่เกิดจากสารพิษตกค้างได้สร้างเสริมลักษณะการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลพวงจากสารพิษ รวมทั้งคุ้มครองปกป้องการเกิดพังทลายพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพแนวทางการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ลดความเลี่ยงสำหรับการเกิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงโลหิต สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบเลือด ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำในจำนวนที่เพียงพอต่อร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการเรียนพบว่าการกินถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
คุณประโยชน์เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ มีสารที่ส่งผลต่อการบำบัดรักษาโรคหลายอย่าง แบ่งออกเป็น 3 จำพวกใหญ่ๆคือ สารชนิดที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% รวมทั้งสาระเหย 5% มีประโยชน์สำคัญเป็นต้นว่า polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมทั้งวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูเขามิต้านทานทางโรค ต่อต้านมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและก็ระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะกับบำรุงร่างกายเพราะว่ามีความปลอดภัยสูง โพลีแซคค้างไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยสร้างเสริมลักษณะการทำงานของร่างกาย คือกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต้านมะเร็ง ปกป้องการยืนขึ้นลามของเซลล์ของโรคมะเร็ง ช่วยทำให้ปรุงหลักการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกำจัดสารพิษ แต่เนื่องจากว่า polysaccharide มีองค์ประกอบที่ซับซ้อนอาจทำให้ย่อยยากจะต้องกินวิตามินซีหรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยสำหรับการซึมซับสาร polysaccharide เข้าสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมสูงถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพดังต่อไปนี้

  • ออกสิเจนในเลือด 4. รักษาโรคมะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของโลหิต
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดสารพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


สามเทอร์ตะกายอยด์ (Tritepenoids) มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายดังต่อไปนี้

  • ต่อต้านมะเร็ง 4. ลดวัวเลสเตอคอยล ปรับไขมันในร่างกายให้ธรรมดา
  • ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติ 5. เสริมสร้างระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารให้ดียิ่งขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันเลือด ลดไขมันในเส้นโลหิตรวมทั้งคุ้มครองการ
ตันของไขมันข้างในเส้นเลือด
ประโยชน์/คุณประโยชน์ของลูทีน
ลูทีน รวมทั้งซีแซนทินเป็นแคโรทีนอยด์ที่สะสมอยู่รอบๆเรตินาของดวงตา ซึ่งเม็ดสีนี้จะปฏิบัติภารกิจป้องกันเรตินาแล้วก็จอประสาทตาจากวิธีการ OxidativeStress ซึ่งซึ่งก็นับได้ว่าจะช่วยลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ และก็ลูทีน (lutein) รวมทั้งซีแซนทีน (zeaxanthin) ปฏิบัติภารกิจเป็นสารต่อต้านออกซิเดชันเพื่อคุ้มครองปกป้องเซลล์รับแสงสว่าง (photoreceptor cells) จากอันตรายจากอนุมูลอิสระที่เซลล์ทำขึ้นเนื่องจากมีปริมาณออกสิเจนสูง (oxygen tension) และก็จากการเช็ดกแสง นอกนั้นยังมั่นใจว่าสารประกอบทั้งคู่นี้มีหน้าที่สำหรับเพื่อการกรองแสงสีฟ้าที่เป็นคลื่นแสงสว่างที่มีพลังงานสูง คร่าวๆว่าจะสามารถกรองแสงสีฟ้าลงได้ถึง 40 % ก่อนที่จะแสงจะตกถึงแมคูลา โดยเหตุนั้นจะสามารถลดสภาพการณ์ความเคร่งเครียดขบวนการออกซิเดชันต่อจอประสาทตาได้อย่างมีนัยสำคัญนอกจากนี้ลูทีนยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในดวงตาของมนุษย์อีกด้วย เนื่องจากดวงตาของพวกเราจะมีสารอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นตัวทำลายเซลล์รับภาพแล้วก็นำไปสู่โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับหน้าจอประสาทตาในเด็กและก็คนแก่ได้ ลูทีนถือเป็นสารอาหารที่มีความ สำคัญในการคุ้มครองปกป้องหน้าจอประสาทตา โดยลูทีนจะทำงานร่วมกันกับกรดไขมันดีเอชเอแล้วก็เอเอซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างเสริมวิวัฒนาการด้านการมองมองเห็นของเด็ก โดยดีเอชเอและเอเอ จะปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็นหลอดไฟฟ้า ส่วนลูทีนจะปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็นสารฉาบหลอดไฟฟ้าไม่ให้เสื่อมเร็ว และเว้นแต่ลูทีนจะพบได้มากในดวงตาของผู้คนแล้ว ยังพบได้ในสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการมองมองเห็นถึงจำนวนร้อยละ 66 ก็เลยเชื่อว่าลูทีนมีส่วนช่วยในการรับภาพและส่งต่อไปยังสมองได้ดิบได้ดีขึ้นอีกด้วยจากการเล่าเรียนทางระบาดวิทยา เจอหลักฐานว่า ลูทีนแล้วก็ซีแซนทีนช่วยลดโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อม (Age-related macular degeneration: AMD) สำนักงาน ของกินแล้วก็ยาประเทศสหรัฐอเมริกา ให้การรับประกันสินค้าเสริมของกินลูทีนและก็ซีแซนทีน สำหรับในการลดความเสี่ยงของการเกิดความเสื่อมถอยของตา อันเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากอา

หน้า: [1] 2