แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 12
1

ขายถั่งเช่า ขึ้นชื่อว่าผักและผลไม้ ในทางโภชนาการแล้ว ย่อมมีสาระtmyu,uu.lต่อสุขภาพทั้งนั้น แต่ว่ามะเฟือluiงมีคุณและก็โทษกับมนุษย์เท่าๆกัน ด้วยเหตุนี้ควรกิffffmnj niui.นจำหน่ายถั่งเช่าในปริมาณที่พอเหมาะพอควรจึงจะกำ lu uilo8lเนิดคุณประโยชน์กับร่างกายมะเฟืองio;i;หั่นตามy,ui.,yขวางเป็นชิ้นrthบางๆจะได้รูrปgmดาnว เrhgพราะเหตุi;i;นี้มันมีชื่อเสียงว่า Starrhn Frhruit มะเฟืองมีประโยชน์ตั้งrhแต่76mrhk ul  ใบ ผล ราก คrthวรจะใช้คุณfปtjtjระlyโยชน์;i;ใuliห้ตรงกับi;iสรรพคุณ แม้กระนั้i;นแrthต่ความจริงที่ว่าสิ่งใดมีrhคุณก็ย่อมกำเนิดโทษ คนrhที่มีลักษkiuณrhะโรคไตไม่ควรบริโภค แม้กระนั้นบางทีอาจใช้ประโยชน์จากใบและก็รากแทนมykะเฟืองมีสารออกซาrhลิกสารออกซาลิกเป็นสารที่มีrhฤทธิ์เป็นกรด เมื่อjytkพวกเราบริโภคในปริมาณที่มากจะมีrjผลให้จำหน่ายถั่งเช่าเกิดนิ่วในทางเดิrhนเยี่ยว แล้วก็เมื่อสารนี้จับกับแคลเซียมจะเกิดการตกผลึก ผู้ที่บริโภคบ่อยๆจะrhมีอาการปวดท้องน้อย จากการเป็นนิ่rrhhวในไตขายถั่งเช่า ในเรื่องที่มีผลึกมาก จะกำเykนิดอาrhการอุykดทันท่อไตrhจนทำให้rhไตวายฉับrhพrhrhลันhjไrrhhด้ ด้วยเหตุนี้uilผู้ป่วยโรคไrhไม่สมควรบริโภirhคมะเฟืองนyylอกจาrhนี้ มะเฟืrhองยัykงออกฤทธิ์ต้านทานerยาสำหรับผู้ที่กำลังใช้ยาลykดไขมัน มะเฟืองจyuะก่อให้ยาอulอกฤทธิ์ไม่ดีkyk มีผลกระทบกับการดูแลรักghrhtษาขาดประสิทธิykykภาพคุณปรkyะโยชน์มะเฟืองทางยามะเฟืองkykช่วยเครียดลดลง ออกฤทrhธิ์กล่อมประสาททำrhให้ykหลับสบาย ด้วยylเหตุผลดัykงกล่าวคylนที่rhนอนไม่หลับลองเrhลือกบริโภคมะเฟืองสดสักผลสองผลก่อนนrhอนจะหลับสykบายขึ้นขับเสลด ดัrhบกระหายมะเฟืองฤทธิ์เป็นกรด และก็ในผลมีน้ำมากมาย เมื่อเกิดลักษณะการเจ็บคอเนื่องจากว่าอาการหio;oวัดก็บริโykภคผลสด จะดัjulบกระหายแrhrละทุเลาอากาkyukรดังที่ได้กykล่าวมาแล้yykข้างต้นลงได้ผลลัพธ์ที่ดีhrhต่อเลือดให้เลือดแข็งrhตัวได้ง่าย ใช้แrhทykนยาบำรุงขายถั่งเช่าโลหิต สำหรับผู้ที่yukมีลักykษณะอาการโลหิตจาง

Tags : ขายถั่งเช่า

2

สมุนไพรพญายอ
ชื่อสมุนไพร พญายอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อสกุล ACANTHACEAE
ชื่อพ้อง Clinacanthus burmanni  Nees
ชื่ออังกฤษ ไม่มี
ชื่อเขตแดนผักมันไก่  ผักลิ้นเขียด  พญาปล้องคำ  พญาข้อดำ พญายอ  โพะโซ่จาง  เสมหะพังพอนตัวเมีย


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์


          ไม้พุ่มรอเลื้อย ลำต้นแล้วก็กิ่งหมดจดเป็นเงา สูงได้ถึง 3 เมตร ใบคนเดียวออกเรียงตรงกันข้าม รูปขอบขนานหรือขอบขนานปนใบหอก กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 7-9 เซ็นติเมตร โคนใบมน ปลายใบแหลม ก้านใบยาว 0.5 เซ็นติเมตร ดอกเป็นช่อ ออกเป็นกลุ่มที่ปลายยอด กลีบสีส้มแดงเชื่อมชิดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 2 ปาก ยาว 3-4 เซนติเมตร ไม่ติดฝัก


ส่วนที่ใช้เป็นยาและคุณประโยชน์


-ส่วนใบ รักษาอาการเพราะว่าแมลงกัดต่อยแล้วก็โรคเริม


สารสำคัญที่ออกฤทธิ์


สารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ สารกรุ๊ป monoglycosyl diglycerides อาทิเช่น 1,2-O-dilinolenoyl-3-O-b-d-glucopyranosyl-sn-glycerol แล้วก็สารกรุ๊ป glycoglycerolipids จากใบ  มีฤทธิ์ยั้งไวรัสเริม


ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา


ฤทธิ์ลดการอักเสบ
       เมื่อป้อนสารสกัดจากใบด้วยเอ็นบิวทานอลให้หนูแรท  หรือฉีดสารสกัดด้วยน้ำจากใบเข้าท้องของหนูแรท  จะลดการอักเสบของข้อเท้าหนูแรทที่ทำให้บวมด้วยสารคาราจีแนน (carrageenan) ได้   ตำรับยาที่มีพญายอร้อยละ 5  ใน cold cream และสารสกัดด้วยเอทานอลจากใบ เมื่อเอามาทาเฉพาะที่ให้หนูแรท จะสามารถลดการอักเสบเรื้อรังได้  แต่ว่าเมื่อใช้สารสกัดด้วยนเอ็นบิวทานอลทาที่ผิวหนังจะไม่เป็นผล
ฤทธิ์ลดอาการปวด
                 เมื่อให้หนูเม้าส์รับประทานสารสกัดด้วยเอ็นบิวทานอลจากใบ จะลดความเจ็บปวดของหนูที่ถูกรั้งนำให้ปวดด้วยกรดอะซีติค  ขึ้นรถสกัดความแรง 90 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (5)  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม (2)  สารสกัดด้วยน้ำ รวมทั้งสารสกัดด้วยเอทานอล 50% จากใบ (3) ไม่มีผลลดความเจ็บปวด

ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส
เชื้อไวรัสเริม
       พญายอสารสกัดด้วยเฮกเซน บิวทานอล และก็เอทิลอะสิเตทจากใบ มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสเชื้อเริม HSV-1  และก็เมื่อนำไปทำเป็นตำรับเจลโดยใช้สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 4 รวมทั้งใช้ carbopol 940 เป็นสารก่อเจล  พบว่า มีฤทธิ์ต้านทานไวรัสได้ดิบได้ดีและไม่เป็นพิษต่อเซลล์  ในช่วงเวลาที่เมื่อใช้สารก่อเจล poloxamer 407 จะเป็นพิษต่อเซลล์
                 จากรายงานการรักษาคนป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์จำพวกเป็นซ้ำด้วยยาจากสารสกัดพญายอ เปรียบเทียบกับยา acyclovir  แล้วก็ยาหลอก  โดยให้คนไข้ทายาวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 6 วัน พบว่าไม่ได้มีความแตกต่างในระยะเวลาการตกสะเก็ดของแผลผู้เจ็บป่วยที่ใช้ยาจากสารสกัดใบพญายอและยา acyclovir   โดยแผลจะเป็นสะเก็ดข้างใน 3 วัน และหายสนิทภายใน 7 วัน ซึ่งแตกต่างกับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ ยาที่สกัดจากใบพญายอไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบ เคือง ในช่วงเวลาที่ acyclovir ทำให้แสบ   นอกเหนือจากนั้นมีการใช้ยาที่ทำมาจากพญายอ ในคนไข้โรคเริม งูสวัด รวมทั้งแผลอักเสบในปาก พบว่าสามารถรักษาแผลและก็ลดการอักเสบได้ดิบได้ดี   
ไวรัส Varicella zoster
                 สารสกัดจากใบพญายอออกฤทธิ์ทำลายเชื้อไวรัส Varicella zoster ที่เป็นสาเหตุโรคงูสวัดแล้วก็อีสุกอีใสได้โดยตรงก่อนที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์
จากรายงานการรักษาผู้เจ็บป่วยโรคงูสวัดด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอก  โดยให้ป้ายยาวันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 7-14 วัน ตราบจนกระทั่งแผลจะหาย  พบว่าผู้ป่วยหวานใจษาด้วยสารสกัดจากใบพญายอ แล้วมีแผลเป็นสะเก็ดข้างใน 3 วัน และหายภายใน 7-10 วัน จะมีจำนวนไม่น้อยกว่ากลุ่มที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ระดับความเจ็บน้อยลงเร็วกว่ากรุ๊ปยาหลอก และไม่เจอผลข้างเคียงอะไรก็แล้วแต่


อาการข้างเคียง


ความเป็นพิษทั่วไปและก็ต่อระบบขยายพันธุ์


การทดลองความเป็นพิษ
เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอ็นบิวทานอลจากใบให้หนูเม้าส์ พบว่ามีพิษน้อย แต่เป็นพิษปานกลางเมื่อฉีดเข้าท้อง  ส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/โล (หรือเทียบเท่าใบแห้ง 5.44 กรัม/กิโลกรัม) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าช่องท้องหนูเม้าส์ ไม่ทำให้เกิดอาการพิษใดๆก็ตาม
การเรียนรู้พิษ
พญายอครึ่งเรื้อรัง พบว่าเมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มิลลิกรัม/โล และก็ 540 มก./กิโลกรัม ทุกวี่ทุกวัน นาน 6 อาทิตย์ พบว่าไม่มีผลต่อการเจริญเติบโต แต่น้ำหนักต่อมธัยมัเศร้าใจลง ในตอนที่น้ำหนักตับมากขึ้น ไม่เจอความแตกต่างจากปกติต่ออวัยวะอื่น และไม่เจออาการไม่ประสงค์ใดๆก็ตาม หนูแรทที่รับประทานสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1 กรัม/โล วันแล้ววันเล่านาน 90 วัน พบว่าการกินอาหารของกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดและก็กรุ๊ปควบคุมไม่ต่างกัน แต่ว่าน้ำหนักของหนูเพศผู้ที่ได้สารสกัดขนาด 1.0 กรัม/กก. ต่ำกว่าพญายอกลุ่มควบคุม  เกร็ดเลือดของหนูแรททั้งสองเพศสูงขึ้นยิ่งกว่า และครีอาตำหนินินต่ำลงยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม  แม้กระนั้นไม่พบความแปลกด้านจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน แล้วก็พยาธิสภาพภายนอกhttp://www.disthai.com/

3

พญายอ
พญายอเป็นไม้พุ่งแกมเลื้อย เถาและใบมีสีเขียวใบไม้ไม่มีหนาม ใบยาวเรียวปลายแหลม ออกตรงข้ามเป็นคู่ ดอกออกเป็นช่อ อยู่ที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3-6 ดอก กลีบดอกเป็นดอกปลายแยกสีแดงอมส้ม
พญายอขึ้นได้งามในดินที่สมบูรณ์ แสงแดดปานกลาง พบได้ทั่วไปตามป่าในประเทศไทย หรือปลูกกันตามบ้าน ปลูกโดยใช้ลำต้นปักชำ เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ตัดกิ่งออกมาซัก 2-3 คืบ ปักขำให้รากออกมาดีแล้วก็ย้ายไปปลูกในแปลง ดูแลรักษาเหมือน พืชไม้ทั่วไป
ใบ เป็นยา ให้เก็บขนาดกลางที่สมบูรณ์ ไม่แก่หรือไม่อ่อนจนเกินไป ใบของพญายอสามารถลดอาการักเสบของหูได้ดี โดยเฉพาะส่วนที่สกัดด้วยสารละลาย “บิวทานอล” วงศ์สถิต ฉั่วกุล และคณะได้ศึกษาพบว่าสารสำคัญตัวหนึ่งเป็น “เฟลโวนนอยต์” ส่วนด้านที่มีการต้านพิษงูยังไม่ชัดเจน แต่ปลอดภัยพอที่จะใช้
ใบพญายอรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด, บวม, แดง ร้อนแต่ไม่มีไข้) จากแมลงที่มีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน รักษาโดยการเอาใบสดจากพญายอนี้มาสัก 10-15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณที่เป็น) ล้างให้สะอาด ใส่ลงในครกตำยา ตำให้ละเอียด เติมแอลกอฮอล์พอชุ่มยา ตั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ หมั่นคนยาทุกวัน กรองน้ำยา ใช้น้ำ และกากทาบบริเวณที่เจ็บปวดบวม หรือที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า สารสกัดจากใบพญายอ สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส งูสวัด (varicella zoster virus) ทั้งภายในและภายนอกเซลล์ คือ ยับยั้งไวรัสโดยตรง และยับยั้งการเพิ่มจำนสวนของไวรัส
ผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยยะสืบพันธุ์ที่ติดเชื้อครั้งแรกและติดเชื้อซ้ำ เมื่อรักษาโดยทาแผลของผู้ป่วยด้วยครีมพญายอ (5%) เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน acyclovir พบว่า แผลของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอและ acyclovir จะตกสะเก็ดภายในวันที่ 3 และหายภายในวันที่ 7 แสดงว่าครีมพญายอและครีม acyclovir มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ให้หายได้เร็วพอกัน แต่ครีมพญายอ ไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง ในขณะที่ครีมทำให้แสบและราคาแพง
ผู้ป่วยโรคงูสวัด เมื่อรักษาโดยทาแผลด้วยครีมพญายอ (5%) วันละ 5 ครั้งทุกวัน ปรากฎว่าแผลจะตกสะเก็ดภายใน 1-3 วัน และหายภายใน 7-10 วัน พบว่าผู้ป่วยจะหายเร็วกว่าการใช้ยาชนิดอื่น และไม่พบอาการข้างเคียงใดๆ จากการใช้สารสกัดใบพญายอ
เห็นได้ชัดว่า สมุนไพรไทย พญายอ มีสรรพคุณมากมาย อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้สมุนไพร คุณผู้อื่นต้องศึกษาให้ละเอียด
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
รากของพญาปล้องทอง ประกอบด้วยสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol และมีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล (butanol) จากใบของพญาปล้องทอง มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) สามารถระงับอาการอักเสบได้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้มีการผลิต ครีมพญายอ ขึ้นเพื่อนำมารักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดได้ ทำให้แผลตกสะเก็ดหายเร็ว ลดอาการปวดได้ดี และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ จากการใช้ครีมพญายอ จึงไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง มีการนำมาออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 1-3 เมตร มีลำต้นและกิ่งก้านสีเขียวเข้ม ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกัน รูปรีแคบขอบขนานกว้าง 1-3 ซม. ยาว 4-12 ซม. ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีแดงส้ม มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียยาวโผล่พ้นหลอดออกมา ปลายแยกเป็น 2 ปาก ผลเป็นผลแห้ง ไม่ค่อยออกดอก ส่วนมากขึ้นตามป่า หรือปลูกกันตามบ้าน ดังนั้นการขยายพันธุ์จึงทำได้โดยการปักชำหรือ การแยกเหง้าแขนงไปปลูก
วิธีการปลูก
การปลูกพญายอ ส่วนใหญ่ใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ปราศจากโรค ไม่แก่ หรือไม่อ่อนเกินไป ตัดกิ่งพันธุ์ให้มีความยาว 6-8 นิ้ว และมีตาบนกิ่งประมาณ 1-3 ตา ให้มีใบเหลืออยู่ที่ปลายยอด ประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงบริเวณรอยตัดของต้นตอ และกิ่งพันธุ์เพื่อป้องกันเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีวัสดุปักชำเป็นดินร่วนปนทราย จะช่วยให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง คุณภาพของรากดี และสะดวกในการขุดย้ายต้นไปปลูก โดยปักชำกิ่งลงในวัสดุปลูกลึกประมาณ 3 นิ้ว เอียง 45 องศา รดน้ำให้ชุ่มและรักษาความชื้นให้เพียงพอ โดยกิ่งชำไม่ควรถูกแสงแดดโดยตรง และควรดูแลความชื้นในอากาศ กิ่งปักชำจะออกรากภายใน 3-4 สัปดาห์ เมื่อกิ่งชำที่มีอายุ 3-4 สัปดาห์ ที่ชำไว้ในแปลงชำหรือในถุงชำ โดยใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกในหลุมปลูกที่เตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบดิน และกดดินที่โคนให้แน่น รดน้ำหลังจากปลูกทันที
การเก็บ เก็บใบขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป การเก็บเกี่ยวให้ใช้วิธีการตัดต้นเหนือระดับผิวดินประมาณ 10 ซม. หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้นตอเดิมยังงอกแตกแขนงเติบโตได้อีก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปได้
การดูแลรักษา ควรให้น้ำในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรรดน้ำทุกวัน ถ้าแดดจัดควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไปแล้วอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในฤดูฝนถ้ามีฝนตกอาจจะไม่ต้องให้น้ำ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมสมบูรณ์ ชอบดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี ไม่ชอบดินลูกรังหรือดินเหนียว ชอบอากาศร้อนชื้น ขึ้นได้ดีทั้งที่มีแดดและที่ร่ม
ลักษณะใบพญาปล้องทอง
ส่วนที่นำมาใช้ ใช้ได้ทั้งใบ และราก
ใบ

  • นำมารักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด ให้ใช้ใบสด 10-20 ใบ นำมาตำผสมกับเหล้าหรือ น้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลและเอากากพอกแผล
  • นำมาทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน ให้ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี
  • นำมาแก้แผลน้ำร้อนลวก ให้ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง หรือ นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับสุรา มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี


รากพญายอ
ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับระดู แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว
http://www.disthai.com/

4

บัวบก
ใบบัวบก เป็นพืชสมุนไพรที่เจริญเติบโตในแถบประเทศอินเดีย แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใบและก็ลำต้นประยุกต์ใช้เป็นยารักษาโรคตามหมอแผนโบราณของประเทศอินเดียแล้วก็จีนมาอย่างยาวนาน ใช้รักษาหลายโรค ดังเช่นว่า โรคซิฟิลิส โรคหอบหืด หรือโรคสะเก็ดเงิน รวมทั้งยังนำมาเตรียมอาหารได้อีกด้วย
ใบบัวบก
ใบบัวบกมีสารออกฤทธิ์หลักที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอยู่หลายแบบ ยกตัวอย่างเช่น ซาโปนิน (Saponin) หรือไตรเทอร์พีนอยด์ (Triterpenoids) ทวีปเอเชียว่ากล่าววัวไซด์ (Asiaticoside) กรดเอเชียตำหนิก (Asiatic Acid) มาเดแคสโซไซด์ (Madecassoside) รวมทั้งกรดมาดีค้างสสิค (Madecassic Acid) ก็เลยทำให้ประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์ โดยมั่นใจว่ามีสรรพคุณหลายชนิด อาทิเช่น บรรเทาอาการอักเสบ หากใช้รับประทานอาจมีคุณลักษณะช่วยลดความดันโลหิตในหลอดโลหิตดำ และประยุกต์ใช้รักษาโรคหรืออาการที่เกิดขึ้นจากการต่อว่าดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิตต่างๆได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ การตำหนิดเชื้อที่ระบบทางเท้าเยี่ยว โรคงูสวัด โรคเรื้อน อหิวาตกโรค โรคบิด โรคเท้าช้าง วัณโรค โรคพยาธิใบไม้ในเลือด ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีความคิดว่าถ้าใช้ใบบัวบกทาที่ผิวหนังบางทีอาจช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นสาระสำคัญสำหรับการสมานบาดแผล ลดเลือนรอยแผลเป็น รวมถึงปัญหาท้องลายที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการตั้งท้อง แต่สิ่งที่ใช้พิสูจน์หรือหลักฐานทางการแพทย์มีมากน้อยมีมากมายน้อยเพียงใดที่จะช่วยรับรองความเชื่อถือ คุณประโยชน์ และก็ความปลอดภัยของใบบัวบกสำหรับในการรักษาโรคเหล่านี้
การดูแลและรักษาด้วยใบบัวบกที่บางทีอาจได้ผล
เส้นเลือดขอด มีการเรียนชิ้นหนึ่งกล่าวว่าใบบัวบกอาจมีส่วนช่วยบำรุงรวมทั้งสร้างสมดุลสำหรับในการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อเกี่ยวเนื่อง (Connective Tissues) เพิ่มความแข็งแรงให้กับเส้นเลือด ส่งผลต่อความดันในเส้นเลือดฝอยและเส้นเลือดขอด ลดอัตราการกรองของเส้นเลือดฝอยโดยปรับแก้การไหลเวียนของโลหิต นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาโดยการทบทวนงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยที่เกี่ยวโยง 8 ชิ้นเกี่ยวกับการดูแลและรักษาโดยใช้สารสกัดจากใบบัวบกในผู้ป่วยที่มีปัญหาเส้นโลหิตขอดเรื้อรัง พบว่าอาการปวดขา ขาหนัก รวมทั้งอาการบวมน้ำทุเลาลงอย่างมีนัยสำคัญ ถึงสารสกัดจากใบบัวบกบางทีอาจช่วยทุเลาอาการคนไข้เส้นโลหิตขอดเรื้อรังลงได้ แต่ว่าจากงานศึกษาเรียนรู้วิจัยบอกว่าผลสรุปข้างต้นจำเป็นต้องตีความหมายด้วยความระมัดระวังเพราะความจำกัดต่างๆของงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัย และก็ยังจำเป็นจะต้องเรียนเพิ่มเติมอีกเพื่อหาหลักฐานที่มีความถูกต้องชัดเจนแล้วก็มีคุณภาพมากพอในการประเมินประสิทธิภาพการรักษาโดยใช้สารสกัดจากใบบัวบก
การดูแลและรักษาด้วยใบบัวบกที่เป็นไปได้ แต่ว่ายังมีหลักฐานส่งเสริมน้อยเกินไป
โรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ใบบัวบกอาจช่วยในการลดจำนวนไขมันในเส้นโลหิตได้ จากการเล่าเรียนชิ้นหนึ่งโดยให้อาสาสมัครโรคเส้นเลือดแดงแข็งที่ไม่ออกอาการกรุ๊ปหนึ่งรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบกตรงเวลา 6 เดือน และอีกกลุ่มไม่รับประทาน แล้วตรวจหาความหนาแน่นของไขมันหรือพลัค (Plagues) ที่เกาะอยู่ตามเยื่อบุของเส้นโลหิต พบว่า ระดับคอเลสเตอรอลของอาสาสมัคร 2 กลุ่มไม่ได้มีความแตกต่างกัน แม้กระนั้นในกรุ๊ปที่กินอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบกพบว่า อนุมูลอิสระในเลือดน้อยลง ปริมาณไขมันหรือพลัคที่เส้นเลือดแดงใหญ่ที่คอรวมทั้งขาลดลง รวมถึงลักษณะของพลัคอีกทั้งความครึ้มและความยาวก็ต่ำลงด้วยเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังไม่พบอาการที่ไม่พึงปรารถนา สามารถทนต่ออาการข้างเคียงได้ และก็มีการบันทึกผลของการตรวจเลือดเป็นประจำ เพราะเหตุว่าหลักฐานสนับสนุนคุณลักษณะของใบบัวบกต่อโรคเส้นโลหิตแดงแข็งยังไม่พอ ก็เลยจำเป็นจะต้องศึกษาต่อไป
ป้องกันลิ่มเลือด การรับประทานใบบัวบกอาจช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดลิ่มเลือดที่ขาซึ่งเป็นผลมาจากการโดยสารเรือบินเป็นเวลานาน จากหลักฐานที่ได้รับการพัฒนาเสนอแนะว่าใบบัวบกอาจช่วยลดของเหลวรวมทั้งเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในคนที่ขึ้นรถเรือบินติดต่อกันนานกว่า 3 ชั่วโมง แม้กระนั้น ยังไม่เป็นที่แจ่มแจ้งว่าการเล่าเรียนชิ้นนี้จะคือการลดการสั่งสมของลิ่มเลือด เนื่องมาจากหลักฐานสนับสนุนคุณสมบัติของใบบัวบกต่อการคุ้มครองลิ่มเลือดยังไม่พอ ก็เลยจำเป็นต้องศึกษาต่อไป
กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ในคนไข้เบาหวาน งานค้นคว้าวิจัยหนึ่งให้ผู้เจ็บป่วยเบาหวานที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดฝอยจำนวน 50 คน รับประทานสารสกัดจากใบบัวบกซึ่งมีสารไตรเทอร์พีนอยด์เป็นสาระสำคัญ ขนาด 60 มก. 2 ครั้งต่อวันตรงเวลา 6 เดือน เปรียบเทียบกับกลุ่มที่รับประทานยาหลอก พบว่าสารไตรเทอร์พีนอยด์ของใบบัวบกมีสาระต่อการไหลเวียนของโลหิตในหลอดเลือดฝอยของผู้ป่วยเบาหวาน แต่หลักฐานส่งเสริมคุณลักษณะของใบบัวบกต่อการไหลเวียนเลือดยังน้อยเกินไป ก็เลยจึงควรศึกษาต่อไป
แผลเบาหวาน มีการทำการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับสมรรถนะและก็ผลกระทบของการรับประทานสารสกัดจากใบบัวบกต่อแผลเบาหวาน โดยแบ่งผู้เจ็บป่วยเบาหวานปริมาณ 200 คนออกเป็น 2 กรุ๊ป โดยกรุ๊ปหนึ่งรับประทานสารเอเชียติเตียนโคไซด์ซึ่งเป็นสกัดจากใบบัวบกขนาด 50 มิลลิกรัม และก็อีกกรุ๊ปกินยาหลอกปริมาณ 2 แคปซูลข้างหลังมื้ออาหารวันละ 3 ครั้ง แล้วก็มีการวัดผลทุก 7 วัน พบว่าแผลของผู้เจ็บป่วยที่รับประทานสารสกัดจากใบบัวบกมีการหดรั้ง (Wound Contraction) ที่ดียิ่งกว่าและไม่พบผลกระทบ หรือเรียกได้ว่าสารสกัดจากใบบัวบกอาจมีประสิทธิภาพในการรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น รวมทั้งสามารถใช้ได้โดยสวัสดิภาพโดยไม่เกิดผลข้างๆ แต่เนื่องมาจากหลักฐานสนับสนุนคุณสมบัติของใบบัวบกต่อการรักษาแผลโรคเบาหวานยังน้อยเกินไป ก็เลยต้องศึกษาต่อไป
แผลเป็น สารออกฤทธิ์ของใบบัวบก เป็นต้นว่า เอเชียติเตียนวัวไซด์ กรดเอเชียติเตียนก มาเดแคสโซไซด์ และกรดมาดีคาสสิค เป็นสารช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกายและอาจมีความสามารถสำหรับการรักษาแผลต่างๆอีกทั้งแผลขนาดเล็ก แผลไฟลุก แผลเป็นจากโรคสะเก็ดเงินหรือโรคหนังแข็ง รวมถึงแผลแบบนูน ซึ่งจากงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยชิ้นหนึ่งได้ชี้แนะว่าการทาครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบกรอบๆผิวหนังหลังจากเย็บแผลแล้ว 2 ครั้งต่อวัน สม่ำเสมอนาน 6-8 สัปดาห์ อาจช่วยลดการเกิดแผลเป็นได้ รวมถึงแผลเป็นแบบนูนหรือคีลอยด์ แม้กระนั้นเพราะว่าหลักฐานสนับสนุนคุณลักษณะของใบบัวบกต่อแผลยังไม่พอ จึงจำเป็นต้องศึกษาต่อไป
ท้องลาย จากการมีครรภ์ ได้มีงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยเสนอแนะให้ผู้ที่กำลังมีท้องทาครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบก วิตามินอี รวมทั้งคอลลาเจน เป็นประจำทุกวันในตอน 6 เดือนสุดท้ายก่อนที่จะมีการคลอด ซึ่งอาจช่วยปัญหารอยแตกได้ นอกจากนี้ ยังมีการทดลองโดยให้หญิงตั้งท้องจำนวน 100 คน ทาครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบก วิตามินอี รวมทั้งคอลลาเจน-อีลาสติน ไฮโดรไลเซท ทาบริเวณผิวหนังที่มีรอยแตกเปรียบเทียบกับการใช้ยาหลอก พบว่าการทาครีมที่มีส่วนผสมของใบบัวบกอาจจะก่อให้เกิดรอยแตกหรือท้องลายน้อยกว่าในกลุ่มที่ใช้ยาหลอก แต่เพราะหลักฐานสนับสนุนคุณสมบัติของใบบัวบกต่อรอยแตกหรือท้องลายยังไม่แน่นอน จึงควรต้องศึกษาต่อไป
ลดความรู้สึกวิตกกังวล การรักษาแบบหมอแผนจีนมีการนำใบบัวบกมาใช้เพื่อทุเลาอาการกลัดกลุ้มรวมทั้งความหนักใจ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาทดสอบชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับคุณภาพของใบบัวบกสำหรับการลดความรู้สึกกลุ้มใจ โดยสุ่มให้อาสาสมัครรับประทานใบบัวบกในปริมาณ 12 กรัมหรือรับประทานยาหลอก จากผลของการทดสอบชี้ให้เห็นว่าใบบัวบกมีฤทธิ์ต้านความกลุ้มใจ ช่วยลดความตึงเครียด แม้กระนั้นยังคงจะต้องศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติมถัดไปถึงประสิทธิภาพของใบบัวบกสำหรับในการรักษาโรควิตก
โรครวมทั้งอาการอื่นๆเช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ ต่อมทอนซิลอักเสบ เป็นลมแดด การตำหนิดเชื้อทางเท้าเยี่ยว โรคตับอักเสบ โรคดีซ่าน ท้องร่วง อาหารไม่ย่อย ซึ่งยังจึงควรทำการค้นคว้าหาสมรรถนะและก็ความปลอดภัยสำหรับการรักษาถัดไป

ความปลอดภัยสำหรับเพื่อการกินใบบัวบก
 การใช้สารสกัดจากใบบัวบกทาบริเวณผิวหนังอาจมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่การกินใบบัวบกอาจไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก คนที่กำลังตั้งท้อง หรือผู้ที่อยู่ในตอนให้นมบุตร เพราะว่ายังไม่มีหลักฐานด้านการแพทย์เพียงพอที่จะเกื้อหนุนถึงเรื่องความปลอดภัยทั้งต่อเด็ก คุณแม่ หรือลูกในท้อง
การกินใบบัวบกอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความย่ำแย่ต่อตับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้ที่เป็นโรคตับหรือมีปัญหาเกี่ยวกับตับไม่ควรกินใบบัวบก ด้วยเหตุว่าอาจจะเป็นผลให้อาการต่างๆห่วยแตกลงได้ รวมถึงไม่ควรรับประทานใบบัวบกร่วมกับยาที่มีผลต่อตับในกรุ๊ปเหล่านี้ อย่างเช่น พาราเซตามอล อะมิโอดาโรน คาร์บามาซีไต่ ไอโซไนอะสิด ซิมวาสแตว่ากล่าวน เป็นต้น
การรับประทานใบบัวบกในปริมาณมากอาจจะเป็นผลให้รู้สึกอยากนอนได้มากกว่าธรรมดา หรือหากกินร่วมกับยานอนหลับหรือยาไม่ค่อยสบายใจน้อยลง ดังเช่นว่า โคลนาซีแพม ลอราซีแพม ฟิโนบาร์บิทอล รวมทั้งโซลพิเดม
ควรหยุดรับประทานใบบัวบกขั้นต่ำ 2 สัปดาห์สำหรับผู้ที่คิดแผนเข้ารับการผ่าตัด เนื่องจากบางทีอาจเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้สำหรับในการผ่าตัดและอาจจะเป็นผลให้รู้สึกง่วงงุนได้มากขึ้น
ควรจะขอคำแนะนำหมอก่อนรับประทานใบบัวบก ถ้าอยู่ในช่วงการใช้ยาหรืออาหารเสริมจำพวกอื่นๆอยู่เป็นประจำ เพราะอาจจะเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่ปรารถนาหากกินใบบัวบกในระหว่างการดูแลและรักษาของผู้เจ็บป่วยโรคกังวล คนเจ็บเบาหวาน คนที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ รวมถึงผู้ที่ใช้ยานอนหลับหรือยาความกังวลน้อยลง และผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะว่าอาจส่งผลให้กดประสาทมากขึ้น http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรบัวบก

5

บัวบก
ใบบัวบก เป็นพืชสมุนไพรที่พวกเราต่างรู้จักกันดีในฐานะของผักประจำถิ่น นิยมนำมารับประทานกับน้ำพริกหรือเมนูอาหารต่างๆแบบสดๆและยังนิยมเอามาทำเป็นเครื่องดื่มน้ำใบบัวบกเพื่อดับกระหาย แก้ช้ำใน แล้วก็เพื่อช่วยบำรุงรักษาร่างกาย ซึ่งจัดว่าเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในแถบทวีปเอเชียพวกเรานี้เอง ด้วยคุณค่าที่หลากหลาย จึงทำให้มันเป็นยารักษาโรคและตัวช่วยดูแลสุขภาพ ในปัจจุบันเริ่มมีการทำวิจัย สกัดสารสำคัญในใบบัวบกนำมาใช้สำหรับเพื่อการรักษาในรูปของยาแคปซูล แล้วก็บัวบกผงสำหรับชงดื่มอีกด้วย
ลักษณะของใบบัวบก
บัวบก มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Centella asiatica อยู่ในวงศ์ Umbelliferae ซึ่งเป็นสกุลเดียวกันกับผักชี ส่วนชื่อแคว้นถูกเรียกในชื่อที่นานัปการ เช่น ผักแว่น ผักหนอก รวมทั้งกะโต่ เป็นต้น  ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์เป็นพืชล้มลุก มีกอติดอยู่ที่พื้นดิน ลำต้นจะเลื้อยแพร่กิ่งไปตามพื้นดินในแนวยาว แก่ยืนยาวได้นานนับเป็นเวลาหลายปี การแตกรากแล้วก็ใบจะเกิดขึ้นตามข้อ ลักษณะเป็นใบโดดเดี่ยว มีรูปร่างเสมือนไต จะออกเป็นกลุ่มตามข้อ ขอบใบหยัก มีก้านใบยื่นยาวออกมา ดอกเป็นสีม่วงคละเคล้าแดง ผลแบน ออกเป็นดอกโดดเดี่ยวหรือช่อขนาดเล็กประมาณ 3-4 ดอก มีเอกเอกลักษณ์ในเรื่องของกลิ่น แล้วก็รสชาติที่ขมคละเคล้าหวาน
ประโยชน์ที่ได้รับมาจากใบบัวบักที่นิยมเอามารับประทาน
เราอาจคุ้นชินว่าบัวบกเป็นพืชสมุนไพรแก้ช้ำในเป็นหลัก แม้กระนั้นจริงๆแล้วสมุนไพรชนิดนี้มีคุณประโยชน์สำหรับการรักษาอีกนานัปการ ไม่ว่าจะเป็น การดูแลรักษาโรคลมชัก โรคผิวหนัง ท้องเดิน รักษาโรคในกระเพาะอาหาร ช่วยบำรุงรักษาสมอง แล้วก็ช่วยเพิ่มความจำ ฯลฯ การรับประทานใบบัวบกแบบใหม่ๆจะก่อให้ร่างกายได้สารสำคัญหลายชนิด ที่พบได้บ่อยคือ "สารไกลโคไซด์" (Glycosides) ซึ่งจัดว่าเป็นสารที่ผลเข้าไปขวางการเกิดสารอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสื่อมถอยสภาพของเซลล์และก็เนื้อเยื่อต่างๆภายในร่างกาย มีส่วนช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจนที่ผิว กระดูก และเส้นเอ็น ทำให้แผลสมานตัวเข้าหากันได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
คุณประโยชน์ของใบบัวบก ไม่ว่าจะเป็นการทานฯลฯดิบๆหรือนำมาคั้นเป็นน้ำดื่ม ล้วนมีสรรพคุณทางยาที่ไม่ได้มีความแตกต่างกัน
ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์เป็นยาเย็น จะช่วยลดการเกิดอาการร้อนใน ช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม ในกรุ๊ปสตรีที่อยู่ในวัยใกล้หมดเมนส์ จำต้องใช้สมองสำหรับเพื่อการทำงานมากๆใบบัวบกจะเป็นตัวช่วยเพิ่มความจำเจริญ ช่วยลดความตึงเครียด ลดการอักเสบที่ผิวหนัง อาการฟกช้ำดำเขียวแล้วก็ร่องรอยผิดปกติที่เกิดบนผิวหนัง นอกเหนือจากนี้คนที่บริโภคใบบัวบกหลังการผ่าตัด จะช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น และลดการตำหนิดเชื้อได้
สรรพคุณของบัวบกกับผลของการวิจัย
งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยได้เอ่ยถึงบัวบกเอาไว้ว่า เป็นพืชที่มีคุณประโยชน์เด่นในด้านการบำรุงสมองเช่นเดียวกันกับแปะก๊วย ช่วยกระตุ้นสมองในการจำสิ่งต่างๆได้ดิบได้ดีขึ้น แล้วก็ช่วยความก้าวหน้าทำความเข้าใจทางสมอง แล้วก็ด้วยลักษณะพิเศษกลุ่มนี้ทำให้มันแปลงเป็นพืชที่ถูกจดสิทธิบัตรสารสกัดจากบัวบกที่มีหน้าที่่ช่วยเพิ่มความจำ
จากการทดลองในลูกหนู พบว่ามีความจำรวมทั้งการเล่าเรียนที่ ส่วนในคน มีการทดสอบในเด็กพิเศษ ด้วยการกินบัวบกวันละ 500 มก. ติดต่อกัน 3 เดือน เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม พบว่ามีความรู้ความสามารถในการศึกษาที่ดีมากกว่า ส่วนในคนสูงอายุให้ทดสอบรับประทานสารสกัดบัวบก 750 มิลลิกรัม ติดต่อกัน 2 เดือน พบว่า ทั้งยังความจำรวมทั้งการศึกษา ทั้งยังช่วยลดอารมณ์ผันแปร ทำให้คนวัยแก่มียิ้มแย้มแจ่มใสเพิ่มมากขึ้นด้วย ในรายที่เป็นวัยทำงาน ได้กระทำการทดสอบกับผู้หญิงอายุประมาณ 33 ปี กินสารสกัดบัวบก 500 มก. วันละ 2 ครั้ง พบว่าช่วยลดความเคร่งเครียด ความวิตก แล้วก็ภาวการณ์หม่นหมองลงได้
เมื่อเจาะลึกลงไปถึงระดับเซลล์ พบหลักการทำงานของสารสกัดบัวบกที่ตรงเข้าออกฤทธิ์กับสมอง ช่วยให้การหายใจระดับเซลล์ด้านในสมองดำเนินการก้าวหน้าขึ้น มีสารต้านทานอนุมลอิสระ ช่วยสร้างสมดุลสารสื่อประสาท และก็ต้านการเสื่อมสภาพของเซลล์สมองได้
การนำใบบัวบกมาใช้บริโภคเพื่อเป็นยา
บัวบกสามารถนำมาใช้เป็นยาได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนของต้นสด เม็ด หรือใบ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบประยุกต์ใช้มากที่สุด การเลือกใบบัวบกที่ดี ควรที่จะทำการเลือกใบที่โตสุดกำลังและสมบูรณ์ นำมาใช้ตากแห้งป่นเป็นผุยผงใส่ลงในแคปซูลราวๆ 500 มิลลิกรัม กินเป็นยาบำรุงร่างกาย
นำเอาใบบัวบกสด 1 กำมือ มาคั้นให้ได้น้ำ หรือตำให้ถี่ถ้วนแล้วผสมกับน้ำ 1 แก้ว คนจนเข้ากันจากนั้นกรองให้เหลือแค่น้ำ ผสมน้ำตาลหรือเกลือก็ได้ตามชอบ ดื่มทีละ 1 แก้ว ก่อนที่จะรับประทานอาหารทั้งยัง 3 มื้อ โดยประมาณ 5-7 วัน จะช่วยลดอาการร้อนในและแก้บอบช้ำในได้
ในกรณีที่เป็นคนไข้โรคความดันโลหิตสูง ให้สามารถกินน้ำใบบัวบกทุกวี่ทุกวัน ติดต่อกันราว 7 วัน จะช่วยลดระดับความดันให้อยู่ในระดับธรรมดา
เม็ดของบัวบกที่มีรสขมรวมทั้งเย็น นิยมประยุกต์ใช้แก้ไข้ ลดลักษณะของการปวดศีรษะ และแก้บิด

ข้อควรคำนึงสำหรับในการใช้ใบบัวบก
ก่อนกินใบบัวบกเพื่อเป็นยา จะต้องสำรวจสุขภาพเกี่ยวกับร่างกายของตนก่อนว่ารากฐานแล้วมีโรคประจำตัวอะไรที่มีความเสี่ยงไหม เนื่องจากสารบางประเภทในใบบัวบก จะเข้าไปทำให้อาการของโรคกำเริบเสิบสานมากขึ้นเรื่อยๆได้
เพราะเหตุว่าบัวบกเป็นยาที่มีฤทธิ์เย็น การรับประทานมากเกินไปจะมีผลให้สะสมภายในร่างกายจนถึงรู้สึกหนาวมากยิ่งขึ้นได้
หลบหลีกการกินใบบัวบกติดต่อกันทุกวัน หรือรับประทานทีละมากมายๆเมื่อรับประทานต่อเนื่องกันราวๆ 1 อาทิตย์แล้ว ก็ควรจะพักผ่อน 1 อาทิตย์ และหลังจากนั้นก็ค่อยกลับมากินใหม่
สำหรับคนที่กินใบบัวบกสดๆต่อเนื่องกันทุกวี่วัน ควรกินในสัดส่วนราววันละ 3-6 ใบ ไม่สมควรเกินไปกว่านี้
ถ้าหากร่างกายมีลักษณะอาการหมดแรง เวียนหัว ใจสั่น หรือหัวใจเต้นไม่ปกติ รู้สึกคันตามผิวหนัง ท้องเดิน ภายหลังจากการกิน ควรหยุดรับประทานในทันทีแล้วก็รีบไปพบหมออย่างเร่งด่วน
ในกลุ่มชนที่จำเป็นต้องรับประทานยาแก้แพ้ ยานอนหลับ หรือยากันชัก ไม่สมควรรับประทานใบบัวบก เนื่องจากว่าจะยิ่งไปเพิ่มฤทธิ์ให้รู้สึกง่วงซึมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ใบบัวบกเป็นพืชสมุนไพรไทยที่หาได้ง่ายทั่วๆไปตามท้องตลาด แพงถูก แม้กระนั้นมากด้วยสรรพคุณทางยา ที่จะเป็นโอกาสสำหรับในการรักษาโรคต่างๆรวมทั้งใช้สำหรับบำรุงร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ http://www.disthai.com/

6

[url=http://www.disthai.com/16913509/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%81]บัวบก[/url][/size][/b]
บัวบก ชื่อสามัญ Gotu kola
บัวบก ชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica (L.) Urb. จัดอยู่ในวงศ์ผักชี (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE)
สมุนไพรบัวบก มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า ผักหนอก (ภาคเหนือ), ผักแว่น (ภาคใต้), กะโต่ ฯลฯ จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดในแถบทวีปเอเชีย เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีกลิ่นฉุน มีรสขมหวาน
เมื่อกล่าวถึงบัวบก สมุนไพรชนิดนี้ขึ้นมาทีไร คนไม่ใช่น้อยคงคิดไปว่ามันเพียงแค่ช่วยแก้อาการช้ำในเฉยๆ(ส่วนอาการอกหักนี้ไม่เกี่ยวกันนะ) แต่ในความเป็นจริงแล้ว บัวบกหรือใบบัวบกนั้นมีสรรพคุณมาก เพราะว่าได้รับการกล่าวขานเกี่ยวการดูแลรักษาโรคได้หลายชนิด อย่างโรคลมชัก โรคผิวหนัง ท้องเสีย ท้องอืด แผลในกระเพาะ มีฤทธิ์กล่อมประสาท ช่วยบำรุงรักษาสมอง เพิ่มความจำ ช่วยลดความอ่อนเพลียของสมอง
ใบบัวบก มีสารประกอบสำคัญหลายชนิด ดังเช่นว่า บราโมซัยด์ บราไม่โนซัยด์ ไตรเตอพีนอยด์ มาดิแคสโซซัยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยต่อต้านการอักเสบ และยังมีกรดมาดิแคสสิค วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินเอ วิตามินเค ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโซเดียม และก็กรดอะมิโน ดังเช่น แอสพาเรต กรดกลูตามิก เซรีน ทรีโอนีน อะลานีน ไลซีน ฮีสครั้งดิน ฯลฯ
ใบบัวบกเหมาะกับขี้ร้อน มีภาวการณ์แกร่ง หรือมีความร้อนเปียกชื้น เพราะเหตุว่าเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น
บัวบกประโยช์จากใบบัวบกคุณประโยช์จากใบบัวบก
ประโยช์จากใบบัวบก
บัวบกเป็นพืชที่มีแคลเซียมในระดับปานกลางถึงสูง แม้กระนั้นหรูหราสารออกซาเลตที่เกิดอันตรายต่อสภาพทางด้านร่างกายในจำนวนต่ำ
ใบบัวบกช่วยคืนความอ่อนเยาว์ ย้อนอายุแล้วก็วัย
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ
ช่วยเสริมสร้างและก็กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนแล้วก็อีลาสติน
มีสารต้านทานอนุมูลอิสระ ช่วยต้านทานการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย
คุณประโยชน์ซึ่งมาจากใบบัวบก ช่วยบำรุงรักษารวมทั้งรักษาสายตา ฟื้นฟูรอบดวงตา เพราะเหตุว่าบัวบกมีวิตามินเอสูง
ช่วยรักษาอาการตาอักเสบบวมแดง ด้วยการกางใบบัวบกล้างน้ำสะอาด คั้นมัวแต่น้ำเอามาหยดที่ตา 3-4 ครั้งต่อวัน
ช่วยบำรุงประสาทและก็สมองราวกับใบแปะก๊วย
ช่วยทำให้ความจำดียิ่งขึ้นแล้วก็ทำให้มีปฏิภาณไหวพริบมากขึ้นเรื่อยๆ
ช่วยเพิ่มความจำในผู้สูงอายุ
เชื่อว่าใบบัวบกมีส่วนช่วยเพิ่มความฉลาดทางสติปัญญา ความฉลาด แล้วก็ความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการศึกษา
ใบบัวบกมีสรรพคุณช่วยชะลออาการโรคสมองเสื่อมในคนแก่ สตรีวัยทอง โรคอัลไซเมอร์หรืออาการลืมระยะสั้นได้
ช่วยเพิ่มสมาธิ แก้สมาธิสั้น
ช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการตกลงใจเฉพาะหน้า
ช่วยแก้อาการปวดหัว ปวดหัวด้านเดียว
ช่วยแก้อาการหน้ามืดศีรษะ
ช่วยเครียดลดลง
ช่วยเสริมแนวทางการทำงานของกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลของจิตใจ ก็เลยช่วยบรรเทาและก็ทำให้หลับง่ายมากยิ่งขึ้น
ช่วยทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้ดิบได้ดีเพิ่มขึ้น
ช่วยกระตุ้นการผลิตเนื้อเยื่อใหม่
ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย
ช่วยบำรุงเลือดภายในร่างกาย
ช่วยบำรุงรักษาหัวใจ
ช่วยฟื้นฟูสุขภาพจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ช่วยให้จิตใจสดชื่น อารมณ์แจ่มใส
ช่วยให้เค้าหน้าผ่องใสราวกับเป็นวัยรุ่น
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ
ช่วยบำรุงรักษาเสียง
ช่วยรักษาอาการเจ็บคอ ด้วยการใช้บัวบกสดราวๆ 1 กำมือ นำมาตำคั้นเอาน้ำแล้วเพิ่มน้ำส้มสายชู 1-3 ช้อนแกง แล้วจิบรับประทานเสมอๆ
ช่วยแก้อยากกินน้ำคุณประโยชน์ใบบัวบก
ใบบัวบกมีคุณประโยชน์ช่วยแก้อาการร้อนใน ตัวร้อน
ใบบัวบกมีสารยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์ของโรคมะเร็ง ช่วยต่อต้านโรคมะเร็ง
ช่วยรักษาโรคโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดในคนเจ็บเบาหวานก้าวหน้า
ช่วยรักษาโรคโรคดีซ่านจากภาวะร้อนเปียกชื้น ด้วยการใช้บัวบก 30 กรัม น้ำตาลก้อนกรวด 30 กรัม ต้มน้ำกิน
ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง
ช่วยถนอมอาหารหืด
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ด้วยการใช้ต้นสด 1 กำมือต้มกับน้ำแล้วนำมาดื่ม หรือจะใช้บัวบกสดๆต้นราว 30 กรัมเอามาค้นเอาน้ำ เติมน้ำตาลน้อยแล้วดื่มรับประทานโดยประมาณ 5-7 วัน
ช่วยรักษาโรคลมชัก
ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ
ช่วยรักษาอาการเต้านมอักเสบเป็นหนองในระยะเริ่มต้น ด้วยการใช้บัวบกและเปลือกของลูกหมาก 1 ผล นำมาต้มกับเหล้าดื่ม
ช่วยแก้คนเป็นบ้า
ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับเลือด
ช่วยลดความดันเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นให้หลอดเลือด รวมทั้งช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
ช่วยรักษาโรคที่มีสมุฏฐานจากเสมหะ
ช่วยแก้อาการอ่อนล้า อ่อนล้า
ช่วยแก้ไข้
ช่วยห้ามเลือดกำเดา เนื่องจากว่าทำให้เลือดเดิน แม้กระนั้นเลือดจะไม่ออกจากเส้นโลหิตและก็ยังมีผลให้ใจยักษ์อีกด้วย
ช่วยแก้อาการช้ำใน เจ็บจากการกระทบชน
เป็นพืชที่ย่อยได้ง่าย
ช่วยทำให้เจริญอาหาร ทานอาหารได้มากขึ้น
ช่วยแก้อาการท้องเดิน
สารสกัดจากใบบัวบกมีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันและยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างดีเยี่ยม
ช่วยแก้อาการเริ่มที่จะเป็นบิด
ช่วยรักษาโรคบิดหรือมีมูกเลือดคละเคล้าเมื่อถ่าย
ช่วยรักษากระเพาะอาหารเป็นแผล
ใช้เป็นยาระบาย ช่วยระบายท้อง แก้ลม
ใช้เป็นยาขับเยี่ยว
แก้อาการฉี่ติดขัด ด้วยการกางใบบัวบกโดยประมาณ 50 กรัม นำมาตำแล้วพอกรอบๆสะดือ เมื่อฉี่คล่องดีแล้วค่อยคัดแยกออก
ช่วยขับความร้อนชื้นทางเดินเยี่ยว ปกป้องการเกิดนิ่ว
ช่วยรักษาโรคนิ่วฟุตบาทปัสสาวะด้วยการใช้บัวบก 50 กรัมต้มกับน้ำซาวข้าวครั้งที่ 2 แล้วนำมาดื่ม
ช่วยรักษาอาการมีหนองออกจากเยี่ยว
ช่วยแก้อาการน้ำดีในร่างกายมากเกินไป
ช่วยรักษาโรคม้ามโต
ช่วยรักษาอาการติดโรคของเชื้อไวรัสตับอักเสบ
แก้ลักษณะของการปวดข้อรูมาตอยด์
ใช้เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ด้วยการกางใบสดราวๆ 20 ใบเอามาล้างให้สะอาด ตำพอกแผลสด
ช่วยรักษาแผลให้หายเร็วเพิ่มขึ้น ช่วยเร่งการผลิตเนื้อเยื่อ
ช่วยแก้อาการฟกช้ำดำเขียว ด้วยการใช้ใบบัวบกมาทุบให้แหลกแล้วนำมาโปะรอบๆที่ฟกช้ำดำเขียว หรือจะใช้ใบบัวบกประมาณ 40 กรัม ต้มกับเหล้าแดงราว 250 cc. ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำมาดื่ม
ใช้บัวบกตำนำมาพอกรักษาความร้อนบวมของโรคไฟลามทุ่ง หรือใช้รักษาอาการด้วยการใช้น้ำคั้นบัวบกเอามาผสมกับแป้งข้าวเหนียวทำเป็นแป้งเหลว พอกรอบๆที่เป็น
ช่วยรักษาพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
ช่วยรักษาโรคผิวหนังต่างๆตัวอย่างเช่น โรคเรื้อน โรคสะเก็ดเงิน หิด ฝึก เป็นต้น
ช่วยระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดหนอง
ช่วยลดอาการอักเสบของแผลได้อย่างดีเยี่ยมรวมทั้งใช้ทารักษาแผลอักเสบจากการผ่าตัดได้อีกด้วย
ช่วยรักษาผิวหนังเป็นด่างขาว
ใช้เป็นยาทำลายพิษ ช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อนจากแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้อีกทั้งต้นสดของบัวบกราวๆ 3 ต้นเอามาล้างน้ำให้สะอาด ตำให้แหลกแล้วนำมาพอกแผลไฟเผา
บัวบกมีการเอามาสร้างเป็นแคปซูลวางขาย มีสรรพคุณสำหรับการช่วยบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic)
ปัจจุบันนี้มีการนำไปทำเป็นยาเป็นแผนปัจจุบันในแบบเป็นผงใช้โรยแผล รวมทั้งในแบบเป็นเม็ดกินเพื่อรักษาแผลผ่าตัด แผลสด ไฟลุก น้ำร้อนลวก หรือฝีหนองได้ และยังช่วยปกป้องการเกิดแผลเป็นอีกด้วย
ช่วยแก้อาการก้างปลาติดคอ ด้วยการนำบัวบกไปต้มน้ำ แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยๆกลืนน้ำลงคอ
ใบแล้วก็เถาบัวบกใช้กินเป็นผักสดกับน้ำพริกกะปิคั่ว หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ลาบ ก้อย แกงเผ็ด ยำใบบัวบก ซุปหน่อไม้ เป็นต้น
น้ำคั้นจากใบบัวบกนำมาทำเป็นน้ำมันบัวบกใช้ทาหัว มีคุณประโยชน์ช่วยบำรุงหนังหัวและเส้นผม ช่วยให้เส้นผมดกดำ ไขปัญหาผมตก ผมหงอกก่อนวัย
น้ำใบบัวบกเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับหน้าร้อนอย่างมากมาย เพราะมีฤทธิ์เป็นยาเย็นดับร้อนในร่างกายได้สารพัดสารพัน
สารสกัดจากใบบัวบก มีคุณสมบัติช่วยลดการระคายเคืองผิวและก็ไม่มีอันตรายต่อสภาพทางด้านร่างกาย
สารสกัดจากใบบัวบกมีการนำมาใช้เพื่อเป็นส่วนประกอบสำหรับการผลิตเครื่องแต่งตัว
มีการนำสารสกัดจากใบบัวบกมาใช้ทำเป็นอุปกรณ์ปิดแผล
ลบรอยตีนกาตื้นๆด้วยน้ำใบบัวบก ด้วยการนำบัวบกมาล้างน้ำให้สะอาด นำไปปั่นกระทั่งละเอียด แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้สำลีชุบน้ำทาทั่วบริเวณหางตาหรือทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ราวๆ 15 นาทีแล้วล้างออก โดยควรจะทาทุกวี่ทุกวันก่อนนอน
มีการนำสารสกัดจากใบบัวบกมาผลิตเป็นสบู่ใบบัวบก ซึ่งผู้สร้างอ้างถึงว่าช่วยรักษาสิว ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างขาวสวยใส ผิวหน้าเต่งตึงได้

แนวทางการทำน้ำบัวบก
ขั้นตอนการทำน้ำบัวบกวิธีการทำน้ำบัวบก ควรเลือกใช้ใบบัวบกที่แก่กว่า รับประทานเป็นผักสด โดยใช้รากนำมาล้างน้ำชำระล้าง
ใบบัวบกจะเหนียวให้ตัดเป็น 2-3 ท่อน ก่อนเอามาบด
คั้นน้ำแรกโดยผสมน้ำกับใบบัวบกที่บด แล้วนำกากที่เหลือมาคั้นน้ำลำดับที่สองเพื่อจับตัวได้ยาสมุนไพรที่ยังเหลืออยู่ (ควรจะใช้น้ำที่สะอาด และห้ามใช้น้ำร้อนหรือนำน้ำที่คั้นได้ไปต้ม)
กรองน้ำบัวบกด้วยผ้าขาวบางห่างๆ(แบบผ้ามุ้ง ถี่มากจะกรองมิได้)
หลังกรองจะมีกากให้ทิ้งไป ให้รินเฉพาะน้ำส่วนใสๆมาดื่ม
น้ำบัวบกจะต้องคั้นใหม่ๆจากใบสดๆและไม่ควรเก็บน้ำที่คั้นได้ไว้นานหรือควรแช่เย็นเก็บไว้
น้ำเชื่อมถ้าทำมาจากน้ำสุกใบเตย จะมีผลให้น้ำบัวบกอร่อยมากขึ้น
คุณประโยชน์ของน้ำใบบัวบกช่วยแก้ร้อนใน บอบช้ำใน
ไข่เจียวบัวบก
ใบบัวบกวัตถุดิบที่จำเป็นต้องจัดเตรียมเป็นต้นว่า บัวบกสด 20 กรัม / ไข่ 2 ฟอง / น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ / น้ำปลาเล็กน้อย / น้ำมันพืชสำหรับใช้สำหรับทอด
นำบัวบกมาล้างกระทั่งสะอาดแล้วหั่นตรอกเป็นชิ้นเล็กๆ
นำไข่มาตอกแล้วตีไข่ เติมเครื่องปรุงต่างๆ
นำใบบัวบกที่ซอกซอยแล้วผสมลงไปในไข่ คนจนเข้ากัน
นำมาทอดในไฟอ่อนจนไข่สุก
คุณประโยชน์ช่วยทุเลาลักษณะของการปวดหัว และตาลายศีรษะ
ข่างปองบัวบก (บัวบกชุบแป้งทอด)
เตรียมวัตถุดิบดังต่อไปนี้ บัวบกสด / ไข่ไก่ / แป้งทอดกรอบ / กระเทียมหั่นหยาบ / หอมแดงหั่นหยาบคาย / เกลือ / พริกไทยป่น
นำบัวบกสดที่ได้มาล้างชำระล้าง แล้วหั่นหยาบๆให้พอดีคำ
นำแป้งที่ใช้ทอดกรอบมาผสมกับไข่ไก่ กระเทียม หอมแดง พริกไทย และก็เกลือ ผสมเข้าด้วยกัน
นำบัวบกที่หั่นเตรียมไว้ นำมาชุบกับแป้งที่ผสมไว้
หลักแล้วหลังจากนั้นตั้งกระทะ ใส่น้ำมันให้ร้อน
แล้วจึงน้ำบัวบกที่ชุบแป้งแล้ว นำมาทอดให้พอเพียงเหลืองกรอบแล้วยกลงให้สะเด็ดน้ำมัน
เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย นำมาจิ้มรับประทานกับน้ำจิ้มไก่ตามใจชอบได้เลย
คุกกี้บัวบก
ให้จัดเตรียมวัตถุดิบดังต่อไปนี้ บัวบกหั่นละเอียด 2 ถ้วยตวง / ไข่ไก่ 1 ฟอง / แป้งสารพัดประโยชน์ 2 ถ้วยตวง / เนยสดรสเค็ม 2 ถ้วยตวง / น้ำตาล 1.1/2 ถ้วยตวง / ผงฟู 2 ช้อนชา / กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
นำใบบัวบกมาล้างชำระล้างแล้วหั่นให้รอบคอบ โดยตัดก้านและก็ใบออกจากกัน ก้านให้หั่นเป็นท่อนเล็กๆส่วนใบนำมาเรียงซ้อนกันแล้วหั่นตามแนวขวางรวมทั้งกลับมาหั่นอีกข้าง แล้วพักไว้
นำแป้งและผงฟูมาร่อนผ่านที่กรอง 2 รอบ แล้วพักไว้
นำเนยสดมาตีให้กับน้ำตาลด้วยความเร็วปานกลางกระทั่งขึ้นฟู ประมาณ 1 นาที
ใส่ไข่ไก่และก็กลิ่นวานิลลาลงไป แล้วตีให้เหมาะ
เบาๆใส่แป้งที่ร่อนไว้แล้วลงไปทีละเล็กทีละน้อย (ทีละ 1 ส่วน 3 ของแป้งทั้งปวง) แล้วตีแป้งให้เข้ากับส่วนประกอบทั้งสิ้น
นำบัวบกที่หั่นละเอียดแล้วใส่ลงไปในแป้ง แล้วผสมให้เข้ากันอีกรอบ
นำไปอบในตู้อบ โดยวางใส่ถาดที่ทาเนยหรือกระดาษทนไฟ ซึ่งต้องตักแป้งให้ได้ตามขนาดที่อยากได้
ใช้เวลาอบราวๆ 6-8 นาที ด้วยอุณหภูมิราว 250 องศา หรือดูว่าขอบเริ่มเหลืองก็เป็นอันใช้ได้แล้ว เสร็จแล้ว คุกกี้บัวบก
วิธีทำน้ำมันบัวบก
เตรียมส่วนผสมดังต่อไปนี้ บัวบก 4 กิโลกรัม / น้ำมันที่สกัดจากมะพร้าว 1 ลิตร / น้ำที่สะอาด 1 ลิตร
นำบัวบกมาล้างน้ำชำระล้าง แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
เพิ่มเติมน้ำลงไปในบัวบก แล้วก็ค่อยนำไปปั่นกระทั่งละเอียด
เสร็จแล้วให้กรองเอาแต่น้ำบัวบกที่ได้จากการปั่น
นำน้ำบัวบกที่กรองได้ไปเคี่ยวกับน้ำมันที่สกัดจากมะพร้าวโดยใช้ไฟอ่อนๆราว 80 องศาเซลเซียส
เคี่ยวไปเรื่อยๆจนเหลือแต่น้ำมันที่สกัดจากมะพร้าว โดยให้พิจารณาลักษณะกากของน้ำมัน จะมีลักษณะแห้งแบบเม็ดทราย นับได้ว่าเป็นอันใช้ได้ ยกลงจากเตาแล้วกรองเอาน้ำมัน เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย
วิธีใช้น้ำมันบัวบก
ใช้น้ำมันที่ได้นำมาทาเส้นผม แล้วนวดให้ทั่วหนังศีรษะ
นวดเสร็จแล้วให้หมักทิ้งเอาไว้ราวๆ 30 นาที
ครบเวลาแล้วให้สระผมด้วยน้ำอุ่นพร้อมแชมพูตามปกติ เป็นอันเสร็จ
น้ำมันบัวบก คุณประโยชน์ช่วยบำรุงรักษาหนังศีรษะและเส้นผม ช่วยทำให้เส้นผมดกดำ จัดการกับปัญหาผมหล่น ผมหงอกก่อนวัย
การตักเตือนแล้วก็ข้อแนะนำ
สรรพคุณของใบบัวบกการรับประทานใบบัวบกคุณควรจะตรึกตรองเบื้องต้นของร่างกาย อย่ามองดูแต่สรรพคุณเพียงอย่างเดียว
บัวบกไม่เหมาะสมกับคนที่มีสภาวะเย็นพร่อง หรือขี้หนาว อาการท้องอืดบ่อยๆ
การกินบัวบกในจำนวนที่มากเหลือเกิน จะทำให้ธาตุในร่างกา
http://www.disthai.com/

7

สมุนไพรเหงือกปลาหมอ
ชื่อตระกูล : ACANTHACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acanthus ebracteatus Vahl
ชื่อพ้อง : Acanthus ilicfolius L. ; Acanthus ilicfolius L. var intergrifolia T.Anderson
ชื่อสามัญ : Sea holly
ชื่อพื้นเมืองอื่น : แก้มหมอ, แก้มแพทย์เล (กระบี่) ; จะเกร็ง, นางเกร็ง, เหงือกปลาหมอ, เหงือกปลาหมอน้ำเงิน (ทั่วๆไป) ; อีเกร็ง (ภาคกึ่งกลาง)
ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มขนาดเล็ก (US) สูงราว 30-100 เซนติเมตร ลักษณะลำต้นเป็นข้อ แข็ง รวมทั้งมีหนามอ่อนๆตามข้อๆละ 4 หนาม
ใบ เป็นใบผู้เดียว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆสีเขียวเข้ม ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ขอบของใบเว้าหรือเรียบ แล้วก็มีหนามแหลม ปลายใบแหลม มีก้านใบสั่นๆ
ดอกเหงือกปลาหมอ ออกเป็นช่อตั้งชันที่ยอด ช่อดอกยาว กลีบรองกลีบดอก มี 4 กลีบ แยกจากกันสีเขียวอ่อน กลีบดอกไม้สีขาว สีขาวขริบฟ้า หรือสีฟ้าอมม่วง แยกเป็น 2 ทาง กลีบบนยาวเท่ากับกลีบรองกลีบดอกไม้ แต่กลีบด้านล่างแผ่กว้างรวมทั้งโค้งลง ปลายกลีบหยักเว้าเป็น 3 หยักตื้นๆ
ผล เป็นฝักสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน มีเมล็ดด้านใน 4 เมล็ด
นิเวศวิทยา
เป็นไม้กลางแจ้ง มีอยู่ทั่วไปในป่าชายเลน ตามที่ลุ่มริมน้ำลำคลอง โดยมากถูกใจขึ้นในที่น้ำกร่อย บางครั้งก็เจอในน้ำจืดบ้างเช่นเดียวกัน
การปลูกแล้วก็ขยายพันธุ์
เจริญวัยก้าวหน้าในดินดูเหมือนจะทุกชนิด ความชื้นปานกลาง แพร่พันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ประโยชน์ทางยา
รสและก็คุณประโยชน์ในแบบเรียนยา
ต้น รสเค็มกร่อย แก้อาการผดผื่นคัน
ใบ รสเค็มกร่อย รักษาโรคปวดบวมและก็แผลอักเสบ แก้ท้องอืด ท้องอืด แพทย์แผนไทยตามต่างจังหวัดใช้ทั้ง 5 เป็นยาแก้ไข้หัว พิษฝี พิษรอยแดงก้าวหน้า แก้น้ำเหลืองเสีย ใช้ปรุงกับฟ้าทลายขโมยรมหัวริดสีดวงทวาร โขลกใบผสมกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาแก้อาการตาเจ็บหรือตาแดง
ผล รสเค็มกร่อย ใช้เป็นยาขับโลหิตอย่างแรง และก็แก้ฝีซาง ฝีตาน
ในประเทศอินเดีย ใช้ยอดรวมทั้งใบอ่อนโขลกผสมน้ำเล็กน้อยปิดแผลที่ถูกงูกัด อีกทั้งต้นใช้รักษาแก้โรคที่เกี่ยวกับหลอดลมแล้วก็แก้ไอ และนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยารักษาธาตุพิการ
ในประเทศประเทศสิงคโปร์ ใช้เมล็ดเป็นยาแก้ไอ โดยต้มเมล็ดกับดอกมะเฟืองหรือดอกตะลิงปลิง แล้วเพิ่มเปลือกอบเชย รวมทั้งน้ำตาลกรวด จิบแก้ไอ เมล็ดบดเป็นผุยผงใช้พอกแก้ฝี หรือนำไปคั่วแล้วป่นละลายน้ำดื่มแก้ฝี ฝักต้มกินเป็นยาขับเลือด และก็แก้ฝี รากต้มเป็นยาดื่มแก้โรคงูสวัด
แนวทางแล้วก็ปริมาณที่ใช้
รักษาโรคผิวหนัง แผลพุพอง น้ำเหลืองเสีย โดยใช้ต้นแล้วก็ใบสด 3-4 กำมือ ล้างให้สะอาด สับเป็นชิ้นนำไปต้มน้ำ แล้วก็ใช้น้ำอาบ เช้า-เย็น ตรงเวลา 1 สัปดาห์
ข้อควรรู้
เหงือกปลาหมอมีอยู่ด้วยกัน 2 จำพวก คือ
เหงือกปลาหมอ Acanthus ilifolius L. หรือ Acanthus ilifolius L. var intergrifolia T.Anderson ลักษณะจะมีดอกสีฟ้าอมม่วง มีประสีเหลืองตรงกลางกลีบ มีใบประดับประดาสีเขียวอีก 2 กลีบ รองรับดอกอยู่เสมอไป
เหงือกปลาหมอ Acanthus ebracteatus Vahl ลักษณะจะมีดอกสีขาวออกจะเล็ก มีใบแต่งแต้มรองรับช่อดอก แต่ตกหลุดไปก่อน
สรรพคุณของเหงือกปลาแพทย์
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพดี เลือดลมไหลเวียนดี เส้นเลือดไม่อุดตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคลุกผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอน ว่ากันว่าหากรับประทานติดต่อกัน 1 เดือน จะก่อให้สติปัญญาดี ไม่มีโรค / 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง / 3 เดือน ทำให้ริดสีดวงหาย / 4 เดือน ช่วยแก้ลม 12 ชนิด หูไว / 5 เดือน หมดโรค / 6 เดือน ทำให้เดินไม่รู้อ่อนแรง / 7 เดือนผิวสวย / 8 เดือน เสียงน่าฟัง / 9 เดือน หนังเหนียว (ต้น, ราก)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาท (ราก)
ช่วยรักษาอาการธาตุไม่ปกติ (ต้น)
ช่วยทำให้เลือดลมปกติ (ทั้งต้น)เหงือกปลาหมอขาว
ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ทั้งต้น)
ช่วยแก้โรคกษัย อาการผอมแห้งแรงน้อยเหลืองหมดทั้งตัว ด้วยการใช้ทั้งต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผงรับประทานแต่ละวัน (ต้น)
ช่วยแก้อาการร้อนตลอดตัว เจ็บระบบทั้งตัว ตัวแห้ง เวียนศีรษะ หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาหมอและก็เปลือกมะรุมอย่างละเท่ากัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือเล็กน้อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วก็ใช้ฟืน 30 แท่ง ต้มกับน้ำเดือดจนกระทั่งงวดแล้วยกลง เมื่อเสร็จให้กลั้นใจรับประทานขณะอุ่นๆจนหมด อาการก็จะดีขึ้น (อีกทั้งต้น)
ช่วยยั้งมะเร็ง ต้านทานโรคมะเร็ง (อีกทั้งต้น)
ช่วยรักษาอาการปอดอักเสบ ด้วยการใช้เหงือกปลาหมออีกทั้งต้นรวมทั้งข้าวเย็นเหนือ อาหารเย็นใต้ในสัดส่วนที่เสมอกัน นำมาต้มกับน้ำจนเดือดแล้วนำมาดื่มในขณะอุ่นๆครั้งละ 1 แก้ว ยามเช้า ช่วงกลางวัน เย็น อาการจะดีขึ้น (ต้น)
รักษาปอดบวม ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ใบ)
ต้นมีรสเค็มกร่อย คุณประโยชน์ช่วยแก้ลักษณะของการปวดหัว (ต้น)
รากช่วยแก้รวมทั้งทุเลาอาการไอ หรือจะใช้เมล็ดเอามาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้เช่นกัน (ราก, เมล็ด)
ช่วยแก้โรคหืดหอบ (ราก)
ช่วยรักษาวัณโรค ด้วยการใช้ต้นเอามาตำผสมเป็นน้ำดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้ลักษณะของการเจ็บตา ตาแดง ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอต้นนำมาตำผสมกับขิง คั้นมัวแต่น้ำใช้หยอดตาแก้อาการ (ทั้งต้น)
ใบช่วยแก้ไข้ (ใบ)
ช่วยแก้ไข้จับสั่น ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเหงือกปลาหมอมาตำผสมกับขิง (ทั้งต้น)
ช่วยแก้พิษไข้หัว ด้วยการใช้อีกทั้งต้นและรากนำมาต้มอาบแก้อาการ (อีกทั้งต้น)
แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ (เม็ด)
ช่วยขับเสมหะ (ราก)
ถ้าหากเป็นลม ให้ใช้ต้นเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / พริกไทย 2 ส่วน ผสมรวมกัน ตำให้ถี่ถ้วนเป็นผงแล้วนำมาละลายน้ำร้อนดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ทั้งต้นและก็พริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน (ทั้งต้น)
ช่วยขับพยาธิ (เมล็ด)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายโจร ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้ (ต้น, ใบ)
ช่วยขับเยี่ยว ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้)
ช่วยรักษามุตกิดตกขาว ตกขาวของสตรี ด้วยการกางใบรวมทั้งต้นนำมาตำเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมันมันงา ปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานแก้อาการ (ต้น, ใบ, ราก)
ช่วยแก้เมนส์มาไม่เป็นปกติของสตรี ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาตำผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมันงา (ต้น)
ช่วยรักษานิ่วในไต ด้วยการใช้ใบเอามาต้มเป็นน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยแก้ไตทุพพลภาพ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)

ผลช่วยขับเลือด หรือจะใช้เมล็ดผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากิน หรือใช้ต้น 10 ส่วนรวมทั้งพริกไทย 5 ส่วน ผสมทำเป็นยาลูกกลอนรับประทานก็ได้ (เม็ด, ผล, อีกทั้งต้น)
ช่วยฟอกโลหิต ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้)
แก้พิษเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (เปลือกต้น)
ช่วยสมานแผล ด้วยการใช้ทั้งยังต้นนำมาตำผสมกับหัวสามสิบ ในอัตราส่วน 2:1 (ต้น)
ต้นเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยรักษาแผลพุพอง (ต้น)
ใบมีรสเค็มกร่อย สรรพคุณช่วยรักษาแผลอักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ด้วยการใช้ต้น 3-4 ต้น นำมาหั่นเป็นชิ้น แล้วต้มน้ำอาบแก้อาการ (ต้น, ใบ, เมล็ด)
สำหรับผู้ป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่องที่มีแผลพุพองตามผิวหนัง ถ้าหากใช้ต้นมาต้มอาบและก็ทำเป็นยากินติดต่อกันราวๆ 3 เดือนจะช่วยให้ลักษณะของแผลพุพองบรรเทาลงอย่างแจ่มแจ้ง (ต้น)
ช่วยรักษาโรคผิวหนังหรือประดง รักษาขี้กลากเกลื้อน อีสุกอีใส (ใบ)
ช่วยรักษาโรคเรื้อน โรคกุฏฐัง ด้วยการใช้ทั้งยังต้นนำมาตำมัวแต่น้ำกิน (ทั้งยังต้น)
ช่วยแก้ผดผื่นคันตามร่างกาย ใช้ล้างแผลเรื้อรัง ด้วยการใช้ต้นสดรวมทั้งใบสดล้างสะอาดโดยประมาณ 3-4 กำมือ เอามาสับแล้วต้มกับน้ำอาบแก้ผื่นคันต่อเนื่องกัน 3-4 ครั้ง (ต้น, ใบ)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ผื่นคัน (ต้น)
รากสดนำมาต้มมัวแต่น้ำ ใช้ดื่มเป็นยารักษาโรคงูสวัดได้ (ราก)
ช่วยรักษาฝี ฝีเรื้อรัง แผลฝีหนอง ไข้ทรพิษ ตัดรากฝี แก้พิษฝีทุกประเภททั้งข้างในภายนอก ด้วยการใช้ต้นรวมทั้งใบอีกทั้งสดและก็แห้งราว 1 กำมือ เอามาบดให้ถี่ถ้วน แล้วเอามาพอกบริเวณที่เป็นฝี หรือแนวทางลำดับที่สองจะเอามาสับเป็นชิ้นเล็กๆใส่น้ำให้ท่วมแล้วต้มในน้ำเดือดทิ้งเอาไว้ 10 นาที แล้วนำมาดื่มก่อนอาหารทีละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง โดยประมาณ 2-3 อาทิตย์ หรือจะใช้เม็ดเอามาคั่วให้ไหม้เกรียมแล้วป่นอย่างระมัดระวัง ชงกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ฝีก็ได้ (ต้น, ใบ, เม็ด)
เมล็ดใช้ปิดพอกฝี (เมล็ด)
ผลมีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณช่วยทำลายพิษ (ผล, ต้น)
ใบสดนำมาตำอย่างละเอียด สามารถใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกงูกัดได้ (ใบ)
ช่วยแก้ผิวแตกหมดทั้งตัว ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาหมอ1 ส่วน / ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผุยผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ (ต้น)
ต้น ถ้านำมาใช้จะช่วยแก้โรคเหน็บชา อาการชาหมดทั้งตัวได้ (ต้น)
รากมีคุณประโยชน์ช่วยแก้อัมพาต (ราก)
แก้ลักษณะของการเจ็บข้างหลังเจ็บเอว ด้วยการใช้ต้นกับชะเอมเทศนำมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทาน (ต้น)
ใบใช้เป็นยาประคบแก้ไขข้ออักเสบและก็แก้อาการปวดต่างๆ(ใบ)
ช่วยทำนุบำรุงรากผม ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบเอามาทาให้ทั่วศีรษะ จะช่วยทำนุบำรุงรากผมได้ (ใบ) http://www.disthai.com/

8

เหงือกปลาหมอ
เหงือกปลาหมอ ชื่อสามัญ Sea holly, Thistleplike plant
เหงือกปลาหมอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Acanthus ebracteatus Vahl (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acanthus ilicifolius Lour., Acanthus ilicifolius var. ebracteatus (Vahl) Benoist, Dilivaria ebracteata (Vahl) Pers.) จัดอยู่ในตระกูลเหงือกปลาหมอ(ACANTHACEAE)
สมุนไพรเหงือกปลาหมอ มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า แก้มแพทย์ (สตูล), แก้มแพทย์เล (กระบี่), อีเกร็ง (ภาคกลาง), นางเกร็ง จะเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน เป็นต้น
เหงือกปลาหมอมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์เป็นพันธุ์ที่เป็นดอกสีม่วง (Acanthus ilicifolius L.) ที่พบมากทางภาคใต้ รวมทั้งชนิดที่เป็นดอกสีขาว (Acanthus ebracteatus Vahl) ที่พบได้มากทางภาคกึ่งกลางแล้วก็ภาคตะวันออก และก็เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดสมุทรปราการ
เหงือกปลาหมอ สมุนไพรใกล้ตัวหรืออาจจะเรียกว่าเป็นสมุนไพรชายน้ำหรือชายเลนก็ได้ สามารถนำสรรพคุณทางยามาใช้เพื่อการรักษาโรคได้หลายอย่าง ที่โดดเด่นมากมายก็คือการนำมารักษาโรคผิวหนังได้ดูเหมือนจะทุกประเภท แก้น้ำเหลืองเสีย รวมทั้งการนำมาใช้รักษาริดสีดวงทวาร เป็นต้น โดยส่วนที่ประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรก็ได้แก่ ส่วนลำต้นสดและแห้ง ใบอีกทั้งสดและก็แห้ง ราก เมล็ด รวมทั้งต้น (ส่วนทั้งยัง 5 ประกอบไปด้วย ต้น ราก ใบ ผล เม็ด)
รูปแบบของเหงือกปลาหมอ
ต้นเหงือกปลาแพทย์ เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงโดยประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งตรง มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 1.5 ซม. เพาะพันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเม็ดและการใช้กิ่งปักชำ เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นที่โล่งแจ้ง เติบโตได้ดิบได้ดีในที่ร่มและก็ในที่ที่มีความชุ่มชื้นสูง ชอบขึ้นตามชายน้ำหรือบริเวณริมฝั่งคลองบริเวณปากแม่น้ำ เช่น บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกเหนือปากคลองมหาวงก์ และก็ที่สถานที่เรียนนายเรือ ฯลฯ
ต้นเหงือกปลาหมอ
ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบลำพัง รูปแบบของใบมีหนามคมอยู่ริมขอบใบและปลายใบ ขอบของใบเว้าเป็นระยะๆผิวใบเรียบเป็นเงาลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีชำเลืองสีขาวเป็นแนวก้างปลา เนื้อเรือใบแข็งแล้วก็เหนียว ใบกว้างราวๆ 4-7 ซม. แล้วก็ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใบจะออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน ก้านใบสั้น
ใบเหงือกปลาหมอ
ดอกเหงือกปลาหมอ มีดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว ดอกมีอีกทั้งประเภทดอกสีม่วง (หรือสีฟ้า) และก็จำพวกดอกสีขาว ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน บริเวณกึ่งกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้รวมทั้งเกสรตัวเมียอยู่
ดอกเหงือกปลาหมอ
สมุนไพรเหงือกปลาหมอ
ผลเหงือกปลาหมอ รูปแบบของผลเป็นฝักสีน้ำตาล รูปแบบของฝักเป็นทรงกระบอก รูปไข่ หรือกลมรี ยาวราว 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ด้านในฝักมีเมล็ด 4 เม็ด
คุณประโยชน์ของเหงือกปลาหมอ
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพดี เลือดลมไหลเวียนดี เส้นโลหิตไม่ตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอน ว่ากันว่าถ้าเกิดกินต่อเนื่องกัน 1 เดือน จะทำให้ปัญญาดี ไม่มีโรค / 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง / 3 เดือน ทำให้ริดสีดวงหาย / 4 เดือน ช่วยแก้ลม 12 ชนิด หูไว / 5 เดือน หมดโรค / 6 เดือน ทำให้เดินไม่รู้จักอ่อนเพลีย / 7 เดือนผิวสวย / 8 เดือน เสียงไพเราะ / 9 เดือน หนังเหนียว (ทั้งต้น, ราก)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาท (ราก)
ช่วยรักษาอาการธาตุไม่ปกติ (อีกทั้งต้น)
ช่วยทำให้เลือดลมปกติ (ทั้งยังต้น)เหงือกปลาหมอขาว
ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ทั้งยังต้น)
ช่วยแก้โรคกระษัย อาการผอมเกร็งเหลืองหมดทั้งตัว ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผงกินทุกวัน (ต้น)
ช่วยแก้อาการร้อนทั้งตัว เจ็บระบบตลอดตัว ตัวแห้ง เวียนศีรษะ หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้ทั้งยังต้นของเหงือกปลาหมอแล้วก็เปลือกมะรุมอย่างละเท่ากัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือเล็กน้อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วก็ใช้ฟืน 30 แท่ง ต้มกับน้ำเดือดจนกระทั่งงวดแล้วยกลง เมื่อเสร็จให้อั้นลมหายใจกินขณะอุ่นๆกระทั่งหมด อาการก็จะดีขึ้น (อีกทั้งต้น)ช่วยยั้งโรคมะเร็ง ต้านทานมะเร็ง (อีกทั้งต้น)
ช่วยรักษาอาการปอดอักเสบ ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอทั้งยังต้นรวมทั้งอาหารเย็นเหนือ อาหารเย็นใต้ในรูปทรงที่เสมอกัน เอามาต้มกับน้ำจนถึงเดือดแล้วนำมาดื่มในขณะอุ่นๆทีละ 1 แก้ว ยามเช้า กลางวัน เย็น อาการจะดีขึ้น (ต้น)
รักษาปอดอักเสบ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ใบ)
ต้นมีรสเค็มกร่อย สรรพคุณช่วยแก้ลักษณะของการปวดหัว (ต้น)
รากช่วยแก้และก็ทุเลาอาการไอ หรือจะใช้เม็ดเอามาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้ด้วยเหมือนกัน (ราก, เม็ด)
ช่วยแก้โรคหืดหอบ (ราก)
ช่วยรักษาวัณโรค ด้วยการใช้ต้นนำมาตำผสมเป็นน้ำดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้ลักษณะของการเจ็บตา ตาแดง ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอทั้งยังต้นเอามาตำผสมกับขิง คั้นเอาแต่น้ำใช้หยอดตาแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
ใบช่วยแก้ไข้ (ใบ)
ช่วยแก้ไข้จับสั่น ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอมาตำผสมกับขิง (อีกทั้งต้น)
ช่วยแก้พิษไข้หัว ด้วยการใช้อีกทั้งต้นแล้วก็รากเอามาต้มอาบแก้อาการ (ต้น)
แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ (เม็ด)
ช่วยขับเสมหะ (ราก)
ถ้าหากเป็นลมเป็นแล้ง ให้ใช้ต้นเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / พริกไทย 2 ส่วน ผสมรวมกัน ตำให้ละเอียดเป็นผงแล้วเอามาละลายน้ำร้อนดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้อีกทั้งต้นรวมทั้งพริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน (ทั้งต้น)

ช่วยขับพยาธิ (เมล็ด)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้ (ต้น, ใบ)
ช่วยขับฉี่ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้)
ช่วยรักษามุตกิดระดูขาว ตกขาวของสตรี ด้วยการใช้ใบและก็ต้นนำมาตำเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมันมันงา ปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานแก้อาการ (ต้น, ใบ, ราก)
ช่วยแก้รอบเดือนมาไม่เป็นปกติของสตรี ด้วยการใช้ทั้งต้นเอามาตำผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมันงา (ทั้งยังต้น)
ช่วยรักษานิ่วในไต ด้วยการกางใบเอามาต้มเป็นน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยแก้ไตพิการ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้)
ผลช่วยขับโลหิต หรือจะใช้เมล็ดผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากิน หรือใช้ต้น 10 ส่วนและก็พริกไทย 5 ส่วน ผสมทำเป็นยาลูกกลอนกินก็ได้ (เม็ด, ผล, ต้น)
ช่วยฟอกเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้)
แก้พิษเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (เปลือกต้น)
ช่วยรักษาแผล ด้วยการใช้ทั้งต้นเอามาตำผสมกับหัวสามสิบ ในอัตราส่วน 2:1 (ทั้งยังต้น)
ต้นเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยรักษาแผลพุพอง (ต้น)
ใบมีรสเค็มกร่อย สรรพคุณช่วยรักษาแผลอักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ด้วยการใช้ต้น 3-4 ต้น นำมาหั่นเป็นชิ้น แล้วต้มน้ำอาบแก้อาการ (ต้น, ใบ, เม็ด)
สำหรับคนเจ็บเอดส์ที่มีแผลพุพองตามผิวหนัง แม้ใช้ต้นมาต้มอาบและก็ทำเป็นยากินติดต่อกันโดยประมาณ 3 เดือนจะช่วยให้ลักษณะของแผลพุพองทุเลาลงอย่างชัดเจน (ต้น)
ช่วยรักษาโรคผิวหนังหรือประป่า รักษากลากโรคเกลื้อน อีสุกอีใส (ใบ)
ช่วยรักษาโรคขี้เรื้อน โรคกุฏฐัง ด้วยการใช้ต้นเอามาตำมัวแต่น้ำดื่ม (อีกทั้งต้น)
ช่วยแก้ผดผื่นคันตามร่างกาย ใช้ล้างแผลเรื้อรัง ด้วยการใช้ต้นสดและก็ใบสดล้างสะอาดราว 3-4 กำมือ เอามาสับแล้วต้มกับน้ำอาบแก้ผื่นคันต่อเนื่องกัน 3-4 ครั้ง (ต้น, ใบ)
เหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์ทางยาช่วยแก้ผื่นคัน (ต้น)
รากสดนำมาต้มเอาแต่น้ำ ใช้ดื่มเป็นยารักษาโรคงูสวัดได้ (ราก)
ช่วยรักษาฝี ฝีเรื้อรัง แผลฝีหนอง โรคฝีดาษ ตัดรากฝี แก้พิษฝีทุกชนิดข้างในด้านนอก ด้วยการใช้ต้นแล้วก็ใบทั้งยังสดและแห้งประมาณ 1 กำมือ เอามาบดอย่างรอบคอบ แล้วเอามาพอกรอบๆที่เป็นฝี หรือแนวทางที่สองจะนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆใส่น้ำให้ท่วมแล้วต้มในน้ำเดือดทิ้งเอาไว้ 10 นาที แล้วเอามาดื่มก่อนอาหารครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง โดยประมาณ 2-3 อาทิตย์ หรือจะใช้เม็ดเอามาคั่วให้เกรียมแล้วป่นอย่างถี่ถ้วน ชงกับน้ำกินเป็นยาแก้ฝีก็ได้ (ต้น, ใบ, เม็ด)
เมล็ดใช้ปิดพอกฝี (เมล็ด)
ผลมีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณช่วยทำลายพิษ (ผล, ต้น)
ใบสดนำมาตำอย่างรอบคอบ สามารถใช้พอกรอบๆแผลที่ถูกงูกัดได้ (ใบ)
ช่วยแก้ผิวแตกตลอดตัว ด้วยการใช้ทั้งต้นของเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผุยผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ (ทั้งต้น)
ต้น ถ้าเกิดนำมาใช้จะช่วยแก้โรคเหน็บชา อาการชาทั้งตัวได้ (ต้น)
รากมีคุณประโยชน์ช่วยแก้อัมพาต (ราก)
แก้ลักษณะของการเจ็บข้างหลังเจ็บเอว ด้วยการใช้ต้นกับชะเอมเทศนำมาบดเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทาน (ต้น)
ใบใช้เป็นยาประคบปรับแต่งข้ออักเสบรวมทั้งแก้ลักษณะของการปวดต่างๆ(ใบ)
ช่วยบำรุงรากผม ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบนำมาทาให้ทั่วศีรษะ จะช่วยบำรุงรักษารากผมได้ (ใบ)
ประโยชน์ซึ่งมาจากเหงือกปลาหมอ
ในตอนนี้สมุนไพรเหงือกปลาหมอมีการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาแคปซูลสมุนไพร (เหงือกปลาหมอแคปซูล) หรือเป็นยาชงสมุนไพร (เหงือกปลาแพทย์ผงสำเร็จรูป) หรือในลักษณะของยาเม็ด
นอกเหนือจากการใช้เป็นยาสมุนไพรที่ใช้เพื่อการอบตัวหรืออบด้วยไอน้ำ สมุนไพรเหงือกปลาหมอยังคงใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สบู่ สินค้าที่ใช้สำหรับในการเปลี่ยนสีผม จวบจนกระทั่งยาสระผมของหมา เป็นต้น
แหล่งอ้างอิง
: เว็บไซต์สำนักงานโครงงานสงวนกรรมพันธุ์พืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, หนังสือพิมพ์ชาติบ้านเมือง (ชำนิชำนาญ หิมะคุณ), หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4, ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์การส่วนพฤกษศาสตร์, ที่ทำการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), หนังสือยอดสมุนไพรยาอายุวัฒนะ (คุณครูยุวดี จอมพิทักษ์), หนังสือการบริหารร่างกายแกว่งไกวแขน (โชคชัย ปัญจสินทรัพย์) http://www.disthai.com/

9

รากสามสิบ
รากสามสิบ คุณประโยชน์สมุนไพรไทยเพื่อสุขภาพที่คนต้องการมีลูกห้ามพลาด
          รากสามสิบ สรรพคุณเด่นๆของสมุนไพรตัวนี้ขึ้นชื่อลือชาเรื่องเป็นยาบำรุงสำหรับสตรี ซึ่งหลายคนบางทีอาจเคยเห็นสมุนไพรรากสามสิบแบบแคปซูลกันมาบ้าง แล้วทราบไหมขาว่า ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากรากสามสิบ สมุนไพรตัวเด็ดนี้ไม่ได้มีดีเพียงแค่ช่วยคนต้องการมีลูกแค่นั้น
รากสามสิบ สมุนไพรนี้มีที่มา
          รากสามสิบโดยความเป็นจริงแล้วถูกเรียกหลายชื่อมากๆเป็นต้นว่า สาวร้อยผัว จ๋วงเครือ (ภาคเหนือ) ผักชีช้าง ผักหนาม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) สามร้อยราก สามสิบ ชีช้าง จั่นดิน หรือม้าสามต๋อน มีชื่อสามัญว่า Shatavari
          ส่วนลักษณะต้นรากสามสิบเป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง มีหนามแหลม มีเหง้าและรากใต้ดินเหมือนรากของต้นกระชาย ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว แยกเป็นช่อ มีกลิ่นหอมหวน เป็นต้นที่มีผลสดลักษณะกลม ผิวเรียบมัน แล้วก็มีเม็ดสีดำ
รากสามสิบ สมุนไพรบำรุงสตรี
สรรพคุณรากสามสิบ
          รากสามสิบถูกเปรียบให้เป็นพลังแห่งการบูรณะความสาว (Female Rejuvenation) เป็นยาโบราณที่หมอแผนโบราณและแพทย์สมุนไพรใช้เป็นยาบำรุงสำหรับสตรีมาตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งก็นับเป็นที่มาของชื่อสาวร้อยผัว ชื่อเล่นอีกชื่อของรากสามสิบนั่นเอง โดยคนสมัยเก่ามักจะนำรากมาต้มรับประทานหรือปั้นเป็นลูกกลอนกินกับน้ำผึ้ง ซึ่งบอกต่อๆกันว่า จะช่วยทำนุบำรุงสตรีให้ไมว่าจะอายุมากแค่ไหนก็มีลูกได้ง่าย
          นอกเหนือจากนี้สมุนไพรรากสามสิบยังผ่านการศึกษาวิจัยคุณประโยชน์มาเยอะแยะ โดยพบว่า รากสามสิบมีคุณประโยชน์ทางเภสัชวิทยาตามนี้ประจำตัวอยู่ด้วย
          - ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียแล้วก็เชื้อรา
          - คลายกล้ามเนื้อมดลูก
          - บำรุงหัวใจ
          - ลดการอักเสบ
          - แก้ปวด
          - ยั้งเบาหวาน
          - ปราบเซลล์มะเร็ง
          - กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
รากสามสิบ
          - ต้านภาวการณ์เม็ดเลือดขาวต่ำ
          - ลดระดับไขมันเลือด
          - คุ้มครองกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
          - ลดอาการหัวใจโตที่เกิดขึ้นมาจากความดันโลหิตสูง
          - มีฤทธิ์ใกล้เคียงฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนผู้หญิง)
          - ช่วยสร้างสมดุลฮอร์โมนผู้หญิง
          - ขับน้ำนม
          - ช่วยทำให้การตกไข่บริบูรณ์
          - ช่วยบำรุงกำลังท่านชาย
          - เสริมความแข็งแรงของน้ำอสุจิน้ำเชื้อ
          - ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
          - ลดอาการกรดเกินในกระเพาะอาหาร
          - ยับยั้งพิษต่อตับ
          - แก้ริดสีดวงทวาร
          - ขับลม
          - ขับฉี่
          - ขับเสมหะ
          - บำรุงเด็กในท้อง
          - แก้แท้งลูก
          - รักษาโรคคอพอก
          - แก้เมื่อย ครั่นตัว
          - ฝนรากทาเป็นยาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยได้
          - กระตุ้นประสาท ชูกำลัง
รากสามสิบ สมุนไพรบำรุงสตรี
          และก็ด้วยคุณประโยชน์ของรากสามสิบที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับฮอร์โมนเอสโตรเจน คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยาจีงได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลของสารสกัดรากสามสิบต่อการปกป้องคุ้มครองการสลายเนื้อกระดูกแล้วก็อวัยวะสืบพันธุ์ ในหนูแรทที่ถูกตัดรังไข่ ด้วยเหตุว่าเล็งเห็นว่า โรคกระดูกพรุนซึ่งชอบกำเนิดกับผู้หญิงมากกว่าเพศชายนั้น มีต้นเหตุหลักจากการลดน้อยลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนวันหลังหมดประจำเดือน โดยเห็นผลการทดลองมาว่า หนูที่ได้รับสารสกัดสมุนไพรรากสามสิบหลังจากถูกตัดรังไข่ มีน้ำหนักมวลกระดูกที่มากกว่ากรุ๊ปหนูถูกตัดรังไข่แต่ว่าไม่ได้รับสารสกัดสมุนไพรรากสามสิบ
          ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดรากสามสิบยังไม่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในเยื่อบุโพรงมดลูก เพราะฉะนั้นก็เลยสรุปได้ว่า สารสกัดรากสามสิบอาจมีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันการสลายของเนื้อกระดูกในหนูทดลองได้ โดยไม่มีผลเสียใดๆต่ออวัยวะสืบพันธุ์ ทว่ายังคงต้องทดลองเพิ่มอีกเพื่อศึกษาเรียนรู้ว่า สารสกัดรากสามสิบจะทำให้เกิดผลกระทบใดๆก็ตามกับอวัยวะอื่นไหม
รากสามสิบ สมุนไพรบำรุงสตรี       

หารากสามสิบได้จากที่ไหน
          ต้นรากสามสิบจะยังมีให้มองเห็นอยู่ในประเทศไทย แม้กระนั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปขุดหารากสามสิบมาต้มรับประทานให้เมื่อยล้า ด้วยเหตุว่าปัจจุบันนี้มีสารสกัดรากสามสิบในรูปแคปซูลมาให้เลือกซื้อล้นหลาม แต่ว่าดังนี้ควรจะตรวจทานให้แน่ว่าแคปซูลรากสามสิบมีสัญลักษณ์และก็ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและก็ยาหรือไม่
          แต่ว่าหากคนไหนกันแน่สามารถหาต้นรากสามสิบสดๆได้ จะเอามาต้มยากินเองเราก็มีสูตรยาสมุนไพรรากสามสิบมาให้ด้วยจ้ะ
น้ำรากสามสิบ (สูตรเริ่มแรก)
     ส่วนประกอบ

  • สมุนไพรรากสามสิบ ใช้ส่วนราก 2.5 กก.
  • น้ำ 10 ลิตร


     วิธีการทำ

  • นำรากสามสิบมาล้างให้สะอาด
  • ปอกและดึงไส้ออก
  • หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
  • ล้างให้สะอาดอีกที
  • ต้มน้ำให้เดือด
  • ใส่รากสามสิบ ลงในหม้อต้ม
  • เคี่ยวราวๆ 3 ชั่วโมง
  • ชิมรส แล้วก็สามารถเพิ่มน้ำตาลกรวดหรือใบเตยเพิ่มความหอมลงไปได้
รากสามสิบแช่อิ่ม
     ส่วนประกอบ

  • สมุนไพรรากสามสิบ ใช้ส่วนราก 2.5 กก.
  • น้ำตาลทราย 1.5 กิโล
  • น้ำ 5 ลิตร
    กระบวนการทำ

  • นำรากสามสิบมาล้างให้สะอาด
  • ปอกเปลือกรวมทั้งดึงไส้ออก
  • หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
  • ล้างให้สะอาดอีกครั้ง
  • ต้มน้ำให้เดือด
  • เพิ่มเติมน้ำตาล ลงในหม้อต้ม
  • ต้มจนถึงน้ำตาลละลายหมด
  • ใส่รากสามสิบ
  • ต้มต่อจนถึงเป็นสีเหลืองทอง
รากสามสิบ
ข้อควรไตร่ตรองในการใช้สมุนไพรรากสามสิบ
          เนื่องด้วยสมุนไพรรากสามสิบออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน ฉะนั้นจึงจัดเป็นยาสมุนไพรที่ไม่ปลอดภัยนักต่อเพศหญิงที่มีการเสี่ยงโรคมะเร็งอยู่แล้ว อาทิเช่น คนที่ป่วยด้วยโรคเนื้องอกในมดลูก (Uterine Fribrosis) หรือมีก้อนเนื้อในเต้านม (Fibrocystic Breast) ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะใช้สมุนไพรอะไรก็ควรขอคำแนะนำแพทย์ก่อนที่จะยอดเยี่ยมนะคะ       
          เห็นสรรพคุณรากสามสิบกันไปแล้วหลายๆคนเริ่มพึงพอใจอยากหารากสามสิบมาบำรุงสุขภาพกันบ้าง แต่ก็อย่าลืมที่เตือนไว้นะคะ ก่อนซื้อแคปซูลรากสามสิบมากิน ควรตรวจตรามูลเหตุรวมทั้งยี่ห้อ แล้วก็การยืนยันจากหน่วยงานที่น่าไว้วางใจด้วย http://www.disthai.com/

10

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula L.
ชื่อสามัญ : Golden shower, Indian laburnum, Pudding-pine tree
ชื่อประจำถิ่นอื่น : คูน (ภาคเหนือ) ; ปูโย, เปอโซ, ปือยู, แมะหล่าหยู่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ; คูณ (ภาคกลาง, ภาคเหนือ) ; ชัยพฤกษ์, ราชพฤกษ์ (ภาคกึ่งกลาง) ; กุเพยะ (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี)
ประเภทนี้ตำราหลังเล่มเสนอ ชื่อใหม่เป็นเพียงระดับจำพวกย่อยเป็นCassia javanica L.subsp javanica K.& S.S .Larsen พืชจำพวกนี้เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก ถึงกับขนาดกลาง สูงได้ถึง ๑๕ เมตร เมื่อลำต้นอย่างอ่อนอยู่มีน้ำแข็งที่เกิดขึ้นจากกิ่งแก่ที่ร่วงหล่นไป แต่ว่าเมื่อต้นแก่ขึ้นจะหายไป ลำต้นไม่ปุ่มป่ำ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับกัน มีใบย่อย ๕-๑๕ คู่ ก้านใบยาว ๑.๕-๔ เซนติเมตร แกนกลางใบยาว ๒๐-๓๐ เซนติเมตร ใบย่อยรูปไข่แกมรูปมูลหรือรูปขอบขนาน กว้าง ๑.๕-๓ เซนติเมตร ยาว ๒-๕ ซม. ปลายใบกลมหรือมน โคนใบกลม ใต้ใบมีขนละเอียดอยู่เอนราบกับผิวใบ ก้านใบย่อยสั้นมากมาย ดอกออกเป็นช่อตามกิ่ง ก้านช่อดอกใหญ่และก็แข็ง ไม่แตกกิ่ง ยาว ๕-๑๖ เซนติเมตร เมื่อเริ่มบานมีสีชมพูแล้ว เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม เมื่อใกล้โรยกลายเป็นสีออกขาว ดอกย่อยมีก้านเรียวยาว ๓-๕ ซม.[url=http://www.disthai.com/16488365/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C]ราชพฤกษ์[/url] มีกลีบเลี้ยงมี สีแดงเข้มถึงสีแดงอมน้ำตาล รูปไข่ ปลายแหลม ยาว ๗-๑๐ มิลลิเมตรกลีบดอกไม้รูปไข่กลับ กว้าง ๗-๘ มิลลิเมตร ยาว ๒๕-๓๕มม. โคนกลีบเป็นก้านยาวราว ๓ มม.  เกสรเพศผู้มี ๑๐ อัน ขนาดยาวไม่เท่ากัน รังไข่เรียว ขนคลุมบางๆผลเป็นฝักรูปกระบอกขนาดวัดผ่าศูนย์กลางราม ๑-๑.๕ ซม. ยาว ๒๐-๖๐ เซนติเมตร ห้อยลงมาจากกิ่ง ฝักแก่สีดำ หมดจด ไม่มีขน ไม่แตก มีเมล็ดจำนวนมาก แล้วก็รูปแบนเกือบกลม สีน้ำตาลเป็นเงา
ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์
ต้นไม้ (T) สูงราว 5-15 เมตร เปลือกต้นเรียบ สะอาด สีเทาอ่อนหรือสีเทาอมน้ำตาล สีเทาอมขาว หรือสีนวล
ใบ เป็นใบประกอบแบบขน ใบเรียงสลับ ลักษณะใบย่อยรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบมน แผ่นใบสีเขียว มีใบย่อยโดยประมาณ 4-12 คู่
ดอก มีดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ เป็นช่อห้อยระย้าออกตามกิ่งหรือออกตามง่ามใบ ออกดอกแบบสมมาตรข้างๆ มีกลีบดอกไม้ 5 กลีบ สีเหลืองสด โดยกลีบบนสุดจะเรียงอยู่รอบในสุด ดอกมีกลิ่นหอมสดชื่นอ่อนๆ
ผล เป็นฝักกลม ทรงกระบอกยาว ผิวเรียบ แล้วก็มีเปลือกแข็ง ภายในมีฝาผนังแบนสีน้ำตาล กันเป็นห้องและก็มีเม็ดห้องละ 1 เม็ด ผลอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือดำ
เมล็ด มีเนื้อหุ้มห่อนุ่มๆสีน้ำตาลไหม้ หรือสีดำ ลักษณะกลมมนและแบน มีรสหวาน
นิเวศวิทยา
ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้งทั่วๆไป มีมากมายทางภาคเหนือ นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับรวมทั้งปลูกข้างถนนเพื่อความงดงาม
การปลูกรวมทั้งเพาะพันธุ์
ปลูกได้ไม่ยากและเจริญวัยได้ในดินแทบทุกชนิด แม้กระนั้นจะถูกใจดินร่วนซุยผสมทราย เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ดแล้วก็ตอนกิ่ง

ประโยชน์ทางยา
รสและสรรพคุณในแบบเรียนยา
ราก รสเมา เป็นยาบำรุง รักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดี เป็นยาถ่ายอย่างแรง รักษาลักษณะของการมีไข้ ระบายพิษไข้ ถ่ายสิ่งโสโครกออกมาจากร่างกาย ฆ่าเชื้อโรคคุดทะราด แก้กลากโรคเกลื้อน แก้อาการเซื่องซึม หนักศีรษะ
เปลือกราก รสฝาด ต้มดื่มแก้ไข้ไข้จับสั่นแล้วก็ระบายพิษไข้ ใช้ร่วมกับเนื้อในฝักเป็นยาแก้ไข้มาลาเรียรวมทั้งเป็นยาระบาย
แก่น รสเมา ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน รักษาอาการท้องเสีย แล้วก็ช่วยรีบคลอด
ราชพฤกษ์เปลือกต้น รสฝาดเมา ใช้เป็นยาช่วยรีบคลอด รักษาอาการท้องร่วง
กระพี้ รสเมา ใช้แก้โรครำมะนาด
ฝัก เนื้อในฝักรสหวานเหม็นเบื่อ ใช้รับประทานเป็นยาระบาย ช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอก ขัดหรือจ่ายน้ำดี แก้ลมเข้าข้อและก็ขัดข้อ
เปลือกฝัก รสขื่นเมา ทำให้แท้งลูก ขับเกลื่อนกลาดที่ค้าง รวมทั้งทำให้คลื่นไส้
ใบแก่ รสเมา ใบสดหรือตากแห้ง ใช้เป็นยาถ่าย รักษาอัมพาต ฆ่าเชื้อโรคทั้งผอง ฆ่าพยาธิผิวหนัง รักษาอัมพาตของกล้ามบนใบหน้า พอกแก้ปวดข้อ หรือต้มน้ำแก้โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับสมอง แก้เส้นเอ็นทุพพลภาพ
ใบอ่อน รสเมา ตำพอกหรือคั้นเอาน้ำทารักษาโรคขี้กลากเกลื้อน แก้ไข้รูมาติก
ดอก รสเปรี้ยวขม ใช้รักษาโรคกระเพาะ เป็นยาถ่ายพยาธิ ต้มดื่มแก้ไข้ แก้แผลเรื้อรัง ช่วยหล่อลื่นในลำไส้ ระบายท้อง
เมล็ด ช่วยกระตุ้นให้อ้วก เป็นยาถ่าย
ราชพฤกษ์ วิธีแล้วก็จำนวนที่ใช้
แก้อาการท้องผูก โดยเอาเนื้อในฝักแก่หนักโดยประมาณ 5-10 กรัม ต้มกับน้ำ 500 ซีซี ใส่เกลือบางส่วน ดื่มก่อนนอนหรือรุ่งเช้าก่อนรับประทานอาหาร เป็นยาระบายที่เหมาะกับท้องผูกเป็นประจำ และสตรีท้องก็ใช้ฝักคูณเป็นยาระบายได้
รักษาโรคกระเพาะอาหาร โดยใช้ฝักโดยประมาณ 30 กรัม ผสมน้ำ 100 ซีซี ต้มให้เดือดและเหลือน้ำ 50 ซีซี ดื่มให้หมดครั้งเดียว วันละ 3 ครั้ง http://www.disthai.com/

11

กระเทียม
กระเทียม ชื่อสามัญ Garlic
กระเทียม ชื่อวิทยาศาสตร์ เป็นคำว่า Allium sativum L. จัดอยู่ในวงศ์พลับพลึง (AMARYLLIDACEAE) แล้วก็อยู่ในสกุลย่อย ALLIOIDEAE (ALLIACEAE)
สำหรับในประเทศไทยนิยมนำมาปลูกมากในทางภาคเหนือและก็ภาคอีสาน แต่สำหรับกระเทียมที่ขึ้นชื่อว่ามีคุณภาพดี กลิ่นฉุนคงจะหนีไม่พ้นจังหวัดศรีสะเกศ
คุณประโยชน์ของกระเทียม
ช่วยบำรุงรักษาผิวหนังให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงแล้วก็แข็งแรง
ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย
ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคมะเร็ง
ช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและก็น้ำตาลในเลือด
ช่วยปรับสมดุลภายในร่างกาย
ช่วยแก้อาการเวียนหัวศีรษะ อาการมึนหัว ปวดหัว หูอื้อ
ช่วยในเรื่องระบบสืบพันธุ์รวมทั้งระบบทางเท้าฉี่ เนื่องจากมีสารที่ช่วยควบคุมฮอร์โมนทั้งยังหญิงแล้วก็ชาย ช่วยทำให้มดลูกบีบตัว เพิ่มพละกำลังให้มีเรี่ยวแรง
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต
ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคหัวใจ ลดการเสี่ยงของหัวใจล้มเหลวกะทันหัน
ช่วยต่อต้านเนื้องอก
ช่วยแก้ไขปัญหาศีรษะบาง ยาวช้า มีสีเทา
ช่วยคุ้มครองการเกิดรวมทั้งรักษาโรคโลหิตจาง
ช่วยสำหรับการขับพิษและก็พิษอันตรายที่ปนเปื้อนในเม็ดเลือด
ช่วยคุ้มครองฝาผนังเส้นโลหิตดกและแข็ง
สารสกัดน้ำมันกระเทียมมีสารที่มีส่วนช่วยสำหรับในการละลายลิ่มเลือด
ช่วยปกป้องการเกิดเส้นเลือดอุดตัน
มีสารต่อต้านไม่ให้เม็ดเลือดแดงแตก
ช่วยบรรเทาอาการไอ น้ำมูกไหล คุ้มครองป้องกันหวัด
ช่วยรักษาโรคหวัดรวมทั้งไข้หวัดใหญ่
ช่วยรักษาอาการเยื่อบุจมูกอักเสบและไซนัส
ช่วยรักษาโรคไอกรน
ช่วยแก้อาการหอบ หืด
ช่วยรักษาโรคหลอดลม
ช่วยระงับกลิ่นปากกระเทียม
ช่วยในการขับเหงื่อ
ช่วยสำหรับการขับเสลด
ช่วยควบคุมโรคกระเพาะ ด้วยสารที่ช่วยยั้งไม่ให้น้ำย่อยอาหารมาย่อยแผลในกระเพาะ
ช่วยสำหรับการขับลม
ช่วยรักษาอาการจุกเสียดแน่นท้อง ท้องขึ้น ท้องอืด
ช่วยคุ้มครองโรคท้องผูก
ช่วยรักษาโรคบิด
ช่วยสำหรับการขับเยี่ยว
ช่วยสำหรับในการขับพยาธิได้หลากหลายประเภท เป็นต้นว่า พยาธิแส้ม้า พยาธิด้าย พยาธิเข็มหมุด พยาธิไส้เดือน เป็นต้น
ช่วยรักษาโรคตับอ่อนอักเสบประเภทรุนแรงได้
ช่วยป้องกันการเกิดโรคไต
ช่วยทำลายเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียต่างๆรวมถึงเชื้อราตามหนังศีรษะและบริเวณเล็บ
ช่วยยั้งเชื้อต่างๆเช่น เชื้อที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดฝีหนอง คออักเสบ เชื้อปอดอักเสบ เชื้อวัณโรค ฯลฯ
ช่วยกำจัดพิษจากสารตะกั่วกระเทียมคุณประโยชน์
ช่วยรักษากลาก เกลื้อน
ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ บำรุงข้อต่อและก็กระดูกภายในร่างกาย
ทุเลาอาการปวดข้อรวมทั้งเมื่อยตามร่างกาย
ช่วยแก้อาการกลยุทธ์ปวดเมื่อยแล้วก็เท้าแพลง ด้วยเหตุว่ามีสารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดมายังบประมาณริเวณที่นวดยาก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง
มีสารต้านอาการไขข้ออักเสบ โรคข้อรูมาว่ากล่าวสซั่ม
กระเทียมมีกลิ่นฉุนก็เลยสามารถช่วยไล่ยุงได้เป็นอย่างดี
ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย เพิ่มความยากของกิน
คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากกระเทียม
คุณประโยชน์หลักๆของกระเทียมอาจจะหนีไม่พ้นการนำมาใช้เพื่อช่วยปรุงรสชาติของอาหาร ไม่ว่าจะใช้ผัด แกง ทอด ยำ ต้มยำ หรือน้ำพริกต่างๆอีกสารพัด
กระเทียมเป็นเครื่องสมุนไพรที่อุดมไปด้วยวิตามินและธาตุหลากหลายประเภท และยังเป็นพืชที่ธาตุซีลีเนียมสูงยิ่งกว่าพืชชนิดอื่นๆอีกทั้งยังมีสารอะดีโนซีน (Adenosine) ซึ่งเป็นกรดนิวคลีอิกที่เป็นตัวสร้าง DNA แล้วก็ RNA ของเซลล์ในร่างกาย
นอกจากนั้นยังมีการนำกระเทียมไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆอย่างนานัปการ เช่น กระเทียมเสริมอาหาร กระเทียมสกัดผง สารสกัดน้ำมันกระเทียม กระเทียมดอง ฯลฯ

คุณประโยชน์ทางโภชนาการของกระเทียมดิบ ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 149 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 33.06 กรัม
น้ำตาล 1 กรัม
ใยอาหาร 2.1 กรัม
ไขมัน 0.5 กรัม
โปรตีน 6.36 กรัม
วิตามินบี 1 0.2 มิลลิกรัม 17%
วิตามินบี 2 0.11 มิลลิกรัม 9%
วิตามินบี 3 0.7 มก. 5%
วิตามินบี 5 0.596 มก. 12%
วิตามินบี 6 1.235 มิลลิกรัม 95%
วิตามินบี 9 3 ไมโครกรัม 1%
วิตามินซี 31.2 มก. 38%
ธาตุแคลเซียม 181 มก. 18%
ธาตุเหล็ก 1.7 มก. 13%
ธาตุแมกนีเซียม 25 มก. 7%
ธาตุแมงกานีส 1.672 มก. 80%
ธาตุฟอสฟอรัส 153 มก. 22%
ธาตุโพแทสเซียม 401 มก. 9%
ธาตุสังกะสี 1.16 มิลลิกรัม 12%
ธาตุซีลีเนียม 14.2 ไมโครกรัม
% ปริมาณร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายอยากได้ในทุกวันสำหรับคนแก่ (มูลเหตุ : USDA Nutrient database)
คำเสนอแนะรวมทั้งสิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้กระเทียม
กระเทียมยิ่งสดมากแค่ไหนก็ยิ่งมีสรรพคุณที่ดีเลิศขึ้นเท่านั้น แม้กระนั้นสำหรับกระเทียมที่ผ่านความร้อนด้วยแนวทางต่างๆหรือผ่านการหมักดอง จะก่อให้วิตามินรวมทั้งสารอัลลิซินที่มีอยู่ในกระเทียมนั้นย่อยสลายไป
วิตามินรวมทั้งแร่ธาตุที่อยู่ในกระเทียมนั้น จะมีมากมายหรือน้อยก็ขึ้นกับดินรวมทั้งสภาพภูมิอากาศที่ใช้เพื่อการเพาะปลูกอีกด้วย
สำหรับหญิงที่กำลังท้องหรือให้นมบุตร ผู้ที่หรูหราน้ำตาลในเลือดปกติ หรูหราความดันเลือดปกติ คนที่มีอาการของเลือดหยุดไหลช้า รวมถึงคนที่ใช้ยาอื่นๆบ่อยๆ อย่างเช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแอสไพริน ยาแก้อักเสบ ยาต้านเชื้อไวรัส คุณไม่สมควรรับประทานกระเทียมหรือสินค้ากระเทียมเสริมในจำนวนที่มากจนถึงเกินความจำเป็น ด้วยเหตุว่าอาจก่อให้เป็นโทษต่อสุขภาพได้
สำหรับผู้ที่ได้รับกลิ่นของกระเทียมเสมอๆ อาจทำให้เกิดอาการแพ้กระเทียมเมื่อรับประทานได้ โดยอาจจะมีอาการคลื่นไส้ รวมทั้งมีของกินหัวใจที่เต้นแรงแตกต่างจากปกติ แม้กระนั้นอาการดังที่กล่าวผ่านมาแล้วจะเบาๆหายไปเองภายในเวลา 3-4 ชั่วโมง ซึ่งกระเทียมที่ประยุกต์ใช้สำหรับการประกอบอาหารชอบนำมาซึ่งอาการแพ้ได้น้อยกว่ากระเทียมแบบใหม่ๆ
สำหรับผู้ที่อยู่ในห้องครัวหรือผู้ต้องใช้มือสัมผัสกับกระเทียมบ่อยๆและก็เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน อาจก่อให้ผิวหนังมีการอักเสบ มีตุ่มน้ำได้ ด้วยเหตุดังกล่าวคุณควรเลี่ยงการสัมผัสกระเทียมโดยตรงเป็นประจำด้วยการสวมถึงมือทุกหนในช่วงเวลาที่จะใช้กระเทียม
แม้ว่ากระเทียมจะเป็นพืชที่มีสรรพคุณอยู่มาก แม้กระนั้นคุณก็ไม่สมควรที่จะเลือกใช้กระเทียมเพื่อหวังผลสำหรับในการรักษาอาการหรือโรคใดโรคหนึ่ง อีกทั้งผลที่ได้ในแต่ละบุคคลก็บางครั้งก็อาจจะต่างกันออกไป ด้วยเหตุนั้นคุณควรที่จะทำการเลือกรับประทานให้มากมายและครบ 5 หมู่ จะเป็นหนทางที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากผักสมุนไพรปกติ ถ้าเรียนรู้กันอันที่จริงแล้ว มันก็มีสาระมากพอๆกับกันเลย
ตอนนี้ในบ้านเรายังไม่มีการรับรองว่ากระเทียมนั้นจะสามารถรักษาโรคได้จริง อาจเป็นไปได้เพียงแค่สมุนไพรลู่ทางในการรักษาและสมุนไพรเสริมสุขภาพเพียงแค่นั้นhttp://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรกระเทียม

12

มะขาม
ชื่อสมุนไพร มะขาม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ขาม (ภาคใต้) , ม่องวัวล้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) , ตะคลำ (โคราช) หมากแกง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) , อำเปียล (เขมร-สุรินทร์) , ส่าหม่อเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ซึงกัก , ทงฮ้วยเฮียง (จีน)
ชื่อสามัญ  tamarind
ชื่อวิทยาศาสตร์  Tamarindus indica Linn.
ตระกูล  Fabaceae
บ้านเกิด เชื่อกันว่ามะขามมีถิ่นกำเนิดในแอฟริกา แถบประเทศซูตานในขณะนี้ แล้วต่อจากนั้นมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้นำมะขามมาปลูกไว้ในแถบประเทศอินเดีย รวมทั้งในประเทศแถเขตร้อนของทวีปเอเชียรวมทั้งประเทศแถบลาตินอเมริกา แม้ว่าจะมีหลักฐานว่ามะขามมีบ้านเกิดเมืองนอนดั้งเดิมอยู่ในทวีปแอฟริกา แม้กระนั้นสำหรับในประเทศไทยมะขามก็เข้ามา และมีชื่อเสียงดีเลิศว่า 700 ปีแล้ว ดังปรากฏใจความในแผ่นจารึกหลักที่ 1 สมัยพ่อขุนรามคำแหง ที่เอ๋ยถึงมะขามอยู่หลายแห่ง อาทิเช่น ตอนหนึ่งว่า “หมากขามก็หลายในเมืองนี้คนไหนกันแน่สร้างได้ไว้แก่มัน” ฯลฯ  จากหลักฐานดังที่กล่าวผ่านมาแล้วจึงอาจจะกล่าวว่า มะขามเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์เข้ามาสู่เมืองไทยกว่า 700 ปีมาแล้ว  ยิ่งกว่านั้นมะขามยังเป็นพันธุ์ไม้พระราชทางและก็ฯลฯไม้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย
ดังนี้มะขามฯลฯไม้แข็งแรงทนทาน และก็เป็นต้นไม้ที่แก่ยืนยาวมาก ในประเทศศรีลังกามีแถลงการณ์ว่าเจอมะขามที่แก่มากยิ่งกว่า 200 ปี ส่วนในประเทศไทย พบมะขามยักษ์ที่วัดแค อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีขนาดลำต้น 6-7 คนโอบ เชื่อว่ามีอายุกว่า 300 ปี โดยวัดแคนี้มีปรากฏชื่อในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนเณรแก้วเรียนวิชากับคุณครูคงเจ้าอาวาสวัดแค ว่า
“ทั้งยังพิชัยสงครามล้วนความรู้อาจจะปราบศัตรูไม่สู้ได้
      ฤกษ์พานาทีทุกอย่างไปทั้งยังเสกใบมะขามเหนือกว่าแตน”
มีชาวสุพรรณฯ หลายชิ้นเชื่อว่า มะขามยักษ์ที่วัดแคในขณะนี้ เป็นมะขามต้นเดียวกันกับต้นที่เณรแก้วฝึกฝนเสกใบมะขามดีกว่าแตนในครั้งก่อน
ลักษณะทั่วไป  มะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาดกึ่งกลางถึงใหญ่ สูง 6-20 เมตร เปลือกต้นสีเทา ดำ มีริ้วรอยมากมาย แตกกิ่งก้านสาขามาก ไม่มีหนาม ใบเป็นใบประกอบ ปลายเป็นใบคู่ ใบยาว 8-11 ซ.ม. มีใบย่อย 14-40 ใบ ใบย่อยลักษณะใบยาวปลายมนกลม ยาว 1-2,4 ซ.มัธยม กว้าง 4.5-9 มัธยมม. ปลายใบมน หรือบางครั้งก็เว้าเข้าเล็กน้อย ฐานใบทั้ง 2 ข้างเว้าเข้าแตกต่างกัน ตัวใบเรียบไม่มีขน ดอกออกที่ปลายก้านหรือจากซอกใบ เป็นช่อบานจากโคนไปปลาย ดอกมีกลีบหุ้มดอกอ่อน 1 กลีบ สีแดง ขอบมีขนสั้นสีขาว เมื่อดอกบานจะหลุดร่วงไปกลีบเลี้ยงไปกลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ สีเหลืองปลายกลีบแหลมมีสีแดงเรื่อๆกลีบมี 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน สีเหลืองมีลายเส้นกลีบดอกไม้สีแดงเข้ม ริมกลีบดอกไม้มีรอยย่นๆกลีบดอกไม้ 2 กลีบล่างจะฝ่อ เล็กหายไป มีเกสรตัวผู้ 3 อัน ก้านเกสรชิดกันจากส่วนกลางลงมา รังไข่มี 1 อัน เป็นฝักยาว ส่วนปลาย เป็นก้านเกสรตัวเมีย มีเมล็ดมาก ฝักทรงกระบอก แบนเล็กน้อย ยาว 3-14 ซ.มัธยม กว้าง 2 ซ.มัธยม เปลือกสีเทา ภายในมีเม็ด 3-10 เม็ด เมล็ดมีผิวนอก สีน้ำตาลปนแดงเรียบเป็นมัน ออกดอกในตอนพ.ค.เป็นต้นไป ฝักแก่ในราวธันวาคม
การขยายพันธุ์  โดยทั่วไป มะขามสามารถขยายพันธุ์จะได้ด้วยเม็ด แม้กระนั้นปัจจุบันนี้ มะขามเริ่มมีการปลูกเพื่อการค้าขายเพิ่มมากขึ้น จึงนิยมนำมาปลูกจากต้นชนิดที่ได้จากการตอน และก็การแทงยอดเป็นหลัก เนื่องจากว่าสามารถให้ผลผลิตได้เร็วเพียงแค่ไม่ถึงปีหลังการปลูก ทั้งยัง ต้นที่ปลูกด้วยแนวทางลักษณะนี้จะมีลำต้นไม่สูงเหมือนการเพาะเม็ด ทำให้ง่ายต่อการจัดแจง แล้วก็การเก็บผลิตผลซึ่งการปลูกขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้

  • การเตรียมแปลง ตระเตรียมแปลงด้วยการไถกลบหน้าดิน แล้วตากดิน และต้นหญ้าให้ตายก่อน 1 ครั้ง ระยะตากดินนาน 7-14 วัน ต่อจากนั้น ค่อยไถกลบอีกครั้ง แล้วตากดินทิ้งเอาไว้อีก 5-7 วัน ก่อนที่จะกระทำการขุดหลุมปลูกเอาไว้ภายในระยะ 8 x 8 เมตร หรือ 10 x 10 เมตร ขนาดหลุมลึก 50 เซนติเมตร กว้างยาว 50 เซนติเมตร
  • การปลูก ใช้ต้นจำพวกที่ได้จากการตอน หรือการเพาะเม็ด ควรที่จะทำการเลือกขนาดต้นชนิดที่สูงราว 0.5-1 เมตร ก่อนปลูกให้โรยตูดหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกหรือวัสดุทางการเกษตรอื่นๆร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราที่หลุมละ 1 กำมือ แล้วโกยดินลงคลุกผสมให้หลุมตื้นขึ้นมาเหลือเกิน 25-30 เซนติเมตร ก่อนนำต้นประเภทลงปลูก พร้อมกลบดิน และก็รดน้ำให้เปียก หลังจากนั้น ให้นำฟางข้าวมาวางปกคลุมรอบโคนต้น
  • การดูแล การให้น้ำ หลังจากการปลูกแล้วจะกระทำการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงแรกเพื่อให้ต้นตั้งตัวได้ โดยควรจะให้น้ำในทุกๆ3-5 วัน/ครั้ง ต่อไป ค่อยให้ลดน้อยลงมาเหลือ 3-4 ครั้ง/เดือน ทั้งนี้ บางทีอาจไม่ให้น้ำเลยถ้าเกิดเป็นตอนฤดูฝนไม่ต้อง


การใส่ปุ๋ย ให้ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในระยะนี้ตราบจนกระทั่งต้นจะเติบโตพร้อมได้ผล ซึ่งช่วงนั้นก็เลยเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 12-12-24 ร่วม เพื่อเร่งผลิตผล ความถี่การใส่ปุ๋ยราว ปีละ 2-3 ครั้ง ดังนี้ ควรใส่ปุ๋ยคอกโรยรอบโคนต้นด้วยทุกครั้งหลังจากการปลูกแล้วประมาณเข้าปีที่ 2 หรือปีที่ 3 จึงให้เริ่มติดผลประโยชน์
                นอกเหนือจากนั้นมะขามยังสามารถปลูกได้ในประเทศแถบร้อนชื้น เป็นต้นว่า ประเทศในแถบอเมริกากึ่งกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งแอฟริกา  ก็เลยนับว่ามะขามไม้ผลที่มีค่าทางเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคโดยยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยและก็ประเทศอินเดียที่เป็นแหล่งปลูกมะขามขนาดใหญ่ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงกับมะขามจำนวนไม่ใช่น้อย
องค์ประกอบทางเคมี
จากข้อมูลพื้นฐานเมล็ดมะขามประกอบด้วยอัลบูมินอยด์ (albuminoids)  โดยที่มีจำนวนไขมัน 14 -20%, คาร์โบไฮเดรต 59 – 60 %,น้ำมันที่ถูกทำให้แห้งนิดหน่อย  (semi-drying fixed oil) 3.9 – 20 %,น้ำตาลรีดิวซ์  (reducing sugar) 2.8%, สารที่มีลักษณะเป็นมูก  (mucilaginous material) 60% อาทิเช่น โพลีโอส (polyose) ซึ่ง       Tannin : Wikipedia
ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เมื่อพินิจพิจารณาดูส่วนประกอบหลักๆพบว่าเปลือกหุ้มเม็ดมะขามประกอบไปด้วยโปรตีน 9.1% แล้วก็เส้นใย 11.3% โดยที่เมล็ดมะขามประกอบด้วยโปรตีน 13 % ลิปิด 7.1 % เถ้า 4.2% แล้วก็คาร์โบไฮเดรต 61.7%
โปรตีนหลักที่พบในเมล็ดมะขามเป็นอัลบูมิน (albumins) และโกลบูลิน  (globulins) โปรตีนจากเมล็ดมะขามประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบหมายถึงซิสเทอีนแล้วก็เมทไธโอนีน อยู่มากถึง 4.02% เมื่อเทียบกับมาตรฐาน FAO/WHO (1991) ซึ่งตั้งค่าไว้เท่ากับ 2.50%  นอกเหนือจากนี้เปลือกหุ้มเม็ดมะขามยังประกอบด้วยสารพวกอทนนิน โดยมีแถลงการณ์ว่าในเปลือกเมล็ดมะขามประกอบไปด้วยแทนนิน (tannins) ถึง 32% ซึ่งแทนนินนี้แยกประเภทได้เป็นโฟลบาแทนนิน  (phlobatannin) 35%ที่เหลือเป็นคะเตโคแทนนิน (Catecholtannin)
ส่วนในเนื้อมะขามที่ให้รสเปรี้ยวยังพบกรดทาริทาริก (Tartaric acid)  รวมทั้งในใบมะขามพบกรด ทาริทาริก (Tartaric acid) และกรดมาลิก (Malic acid) นอกเหนือจากนั้น ส่วนต่างๆของมะขามจะมีเม็ดสี ซึ่งได้มีหัวหน้าไปใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง โดยมะขามชนิดแดงมีแอนโทไซยานิน (anthocyanin) คริสแซนทีนิน (chrysanthemin) ส่วน Tartaric acid : Wikipedia
มะขามจำพวกอื่นๆมีเม็ดสีพวกแอนทอลแซนติเตียนน (anthoxanthin) ลูทีนโอลีน (lute olin) รวมทั้งอาปิเจนิน (apigenin) อยู่ในใบมะขามโดยประมาณจำนวนร้อยละ 2 ฝักมะขามมีแอนทอคแซนตำหนินน้อย ในดอกมะขามมีแซนโทฟิล (xanthophyll) เท่านั้น แล้วก็ในเปลือกเมล็ดมะขามมีลิววัวแอนโทไซยานิดิน (leucoanthocyanidin) เป็นต้น
ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของมะขามีดังต่อไปนี้

  • พลังงาน 239 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 62.5 กรัม
  • น้ำตาล 57.4 กรัม Malic acid : Wikipedia       
  • เส้นใย 5.1 กรัม
  • ไขมัน 0.6 กรัม
  • โปรตีน 2.8 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.428 มก.
  • วิตามินบี 2 0.152 มิลลิกรัม Chrysanthemin : Wikipedia       
  • วิตามินบี 3 1.938 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 0.143 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.066 มก.
  • วิตามินบี 9 14 ไมโครกรัม
  • โคลีน 8.6 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 3.5 มก. Luteolin : Wikipedia           
  • วิตามินอี 0.1 มก.
  • วิตามินเค 2.8 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 74 มก.
  • ธาตุเหล็ก 2.8 มิลลิกรัม Apigenin : Wikipedia           
  • ธาตุแมกนีเซียม 92 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 113 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 628 มิลลิกรัม
  • ธาตุโซเดียม 28 มิลลิกรัม Xanthopyll : Wikipedia           
  • ธาตุสังกะสี 0.1 มิลลิกรัม


ผลดี/คุณประโยชน์ คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากมะขามสิ่งแรกที่พวกเรามักใช้ประโยชน์กันบ่อยครั้งเป็นใช้บริโภคไม่ว่าจะรับประทานสดๆหรือใช้ทำมะขามแฉะไว้สำหรับทำกับข้าว มะขามเปียกมีกรดอินทรีย์อยู่สูงก็เลยเปรี้ยวมาก ใช้ปรุงอาหารไทยที่ต้องการรสเปรี้ยว ได้แก่ แกงส้ม ต้มส้ม ต้มโคล้ง และต้มยำโฮกอือ เป็นต้น นอกเหนือจากนั้นยังใช้ในการปรุงเครื่องจิ้มน้ำพริกต่างๆหลากหลายประเภท ตัวอย่างเช่น น้ำปลาหวาน หลนต่างๆน้ำพริกเผา น้ำพริกตาแดง น้ำพริกแดนนรก รวมทั้งน้ำพริกคั่วแห้ง ฯลฯ
ทั้งนี้มะขามฝักอ่อนและก็ใบมะขามอ่อน ก็นำมาทำครัวได้สิ่งเดียวกัน ทั้งยังสามารถนำมะขามมาทำผลิตภัณฑ์ดัดแปลงได้อีกหลายอย่าง เช่น มะขามดอง , มะขามกวน , มะขามแช่อิ่ม , มะขามแก้ว , และก็เหล้าองุ่นมะขาม ผงมะขาม , สบู่ , และยาสระผมมะขาม ฯลฯ  ส่วนประโยชน์ด้านอื่นๆก็มีอีกดังเช่น แก่นไม้มะขาม สำหรับชาวไทยแล้วเขียงกว่าปริมาณร้อยละ 90 ทำมาจากไม้มะขาม ด้วยเหตุว่ามีคุณลักษณะเหมาะสมกว่าไม้อื่นๆยกตัวอย่างเช่น เหนียว เนื้อละเอียด สีขาวสะอาด ไม่มีกลิ่นหรือพิษที่จะปนไปกับอาหาร นอกจากนี้ยังหาง่ายอละคงทนอีกด้วย นอกเหนือจากใช้ทำเขียงแล้ว ยังเหมาะกับทำครก สาก เพลา และดุมเกวียน ใช้กลึงหรือแกะ ถ้าหากนำมาเผาเป็นถ่าน จะให้ความร้อนสูง  เมล็ดมะขาม (แก่) นำมาใช้เป็นของกินได้หลายสิ่งหลายอย่าง ได้แก่ คั่วให้สุกแล้วกินโดยตรง นำมาเพาะให้งอกก่อน (ราวกับถั่วงอก) แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปทำกับข้าว หรือนำไปคั่วให้ไหม้เกรียม แล้วบดละเอียด ใช้ชงดื่มแทนกาแฟ ยิ่งกว่านั้นเม็ดแห้งนำไปบดเป็นแป้งใช้ลงผ้าให้อยู่ตัวได้ดี
สำหรับสรรพคุณทางยานั้น ตามตำรายาไทยระบุว่า ดอก ใบและก็ฝักอ่อน ปรุงเป็นของกินกินแก้ร้อนในหน้าร้อน แก้อาการเบื่อข้าวรวมทั้งของกินไม่ย่อยในฤดูร้อนลดความดันเลือด น้ำคั้นจากใบ ใช้แก้ของกินไม่ย่อยแล้วก็เยี่ยวทุกข์ยากลำบาก น้ำต้มจากใบให้เด็กกินขับพยาธิ แล้วก็มีคุณประโยชน์ในคนเป็นโรคโรคตับเหลือง ใบสด ใช้พอกรอบๆเข่าหรือข้อพับทั้งหลายแหล่ที่บวมอักเสบหรือที่เคล็ดขัดยอก, ฝี, ตาเจ็บ รวมทั้งแผลหิด ใบแห้งบดเป็นผุยผง ใช้โรยบนแผลเน่าเรื้อรัง แล้วก็ใช้ผสมน้ำเป็นยากลั้วคอ ใบมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียได้ ใบสดมะขามใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขับลมในลำไส้ ใบสดมะขามช่วยรักษาหวัด อาการไอ ช่วยสำหรับการรักษาโรคบิด  ช่วยฟอกโลหิต เอามาต้มผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆใช้อาบข้างหลังคลอด เปลือกต้น ฝาดสมานเป็นยาบำรุงและก็แก้ไข้ ,แก้ท้องเดิน , รักษาแผล เนื้อหุ้มเม็ด (เนื้อมะขาม) มีฤทธิ์ระบายอ่อนๆบางทีอาจเนื่องจากกรดตาร์ตาริค แต่ถ้าเกิดเอาไปต้มจนสุก ฤทธิ์ระบายอ่อนๆนี้จะหายไป นอกนั้นยังใช้แก้เลือดออกตามไรฟัน ช่วยในการย่อย ขับลม ขับเสมหะ , ละลายเสลด  ฝาดสมาน แก้ไข้ แก้อยากดื่มน้ำ ทำให้ชื่นบาน ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย  แล้วก็เป็นยาฆ่าเชื้อ แล้วก็ให้กินในรายที่ท้องผูกเสมอๆ แก้พิษสุรา ของกินไม่ย่อย อ้วก จับไข้และก็ท้องเดิน เนื้อในเม็ด ใช้ถ่ายพยาธิไส้เดือน รากมะขามมีส่วนช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยสำหรับเพื่อการสมานแผล รักษาโรคเริม รักษาโรคงูสวัด
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้ แก้ร้อน จากอากาศร้อน ไม่อยากอาหาร แพ้ท้อง อ้วกอาเจียน ท้องผูก เด็กเป็นต้นตานขโมย ใช้เนื้อหุ้มเม็ด 15-30 กรัม ผสมน้ำ คั้นแล้วอุ่นให้กิน  แก้พิษเหล้า ขับเสมหะ ใช้เนื้อหุ้มเมล็ด 3 กรัม ผสมน้ำตาลกิน  แก้ไข้ ใช้เนื้อห่อเมล็ดแช่น้ำ ผสมน้ำตาลให้มีรสหวาน ใช้ดื่มแก้หิวช่วยลดความร้อน ใช้เป็นยาระบาย กินเนื้อห่อเมล็ด แล้วดื่มน้ำตามมากๆใช้ใบต้มน้ำอาบ ข้างหลังคลอดแล้วก็ข้างหลังรู้สึกตัวใช้ ทำให้แจ่มใส หรือใช้อบไอน้ำ แก้หวัด คัดจมูก ขับเสมหะ แก้ท้องขึ้นแน่น ของกินไม่ย่อย ใช้เปลือกต้นผสมเกลือ เผาในหม้อดินจนกระทั่งเป็นขี้เถ้าขาว กินทีละ 60-120 มิลลิกรัม แล้วก็ยังคงใช้ขี้เถ้านี้ผสมน้ำอมบ้วนปากกลั้วคอ แก้คอเจ็บแล้วก็ปากเจ็บได้อีกด้วย หรือบางทีอาจใช้เนื้อห่อหุ้มเมล็ดรับประทานครั้งละ 15 กรัม ช่วยในการย่อยอาหาร  หรือ   ใช้เนื้อมะขามรักษาอาการท้องผูก       สามารถทำเป็น 3 แนวทาง คือใช้เนื้อจากฝักละลายน้ำแล้วผสมเกลือสวนเข้าทางทวาร หรือใช้เนื้อจากฝักผสมเกลือรับประทาน หรือ เอาเนื้อจากฝักผสมเกลือบางส่วน แล้วปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน แก้ท้องเดิน ท้องร่วง ใช้เปลือกเมล็ดสีน้ำตาลปนแดงวาว 600 มก. เทียนขาว(Cumin) อย่างละเท่าๆกัน ผสมน้ำตาล ต้มกินวันละ 2-3 ครั้ง แก้อาการผิดปกติเกี่ยวกับน้ำดี ใช้เนื้อห่อเม็ด รับประทานครั้งละ 10-60 กรัม เปลือกต้น ใช้ต้มกับน้ำ (จะมีแทนนินออกมา) ใช้เป็นยาสมานฝี แผล กันอักเสบ แก้ท้องร่วงและอ้วกและก็ใช้แก้โรคหืด ช่วยถ่ายพยาธิตัวกลมในลำไส้ พยาธิไส้เดือน ด้วยการใช้เมล็ดมะขามมาคั่ว กะเทาะเปลือกออก นำเนื้อในเม็ดมาแช่น้ำเกลือกระทั่งนิ่ม แล้วกินทีละ 20 เม็ด เครื่องดื่มชนิดหนึ่งชื่อ “เชอร์เบต” (sherbet) ซึ่งผสมโดยต้มเนื้อมะขาม 30 กรัม ในนม 1 ลิตร เติมลูกเกด 2-3 ลูก กานพลู กระวานแล้วก็การบูรน้อย ใช้ดื่มแก้ไข้แล้วก็อาการอักเสบต่างๆดังเช่น เจ็บป่วย ของกินไม่ย่อย อาการเปลี่ยนไปจากปกติเกี่ยวกับกระเพาะ ท้องเสีย และใช้แก้ลมแดดได้ดิบได้ดี ส่วน น้ำชงจากเนื้อมะขาม ตระเตรียมโดยแช่เนื้อมะขามในน้ำ แล้วรินออกมารับประทาน แก้อาการไม่อยากกินอาหาร (คุณภาพของยาชง จะมากขึ้นอีก โดยการเติมพริกไทยดำ น้ำตาล กานพลู กระวานแล้วก็การบูร ช่วยเพิ่มรส) รวมทั้งในระยะฟื้นไข้ ก็ให้กินเนื้อหุ้มเม็ดกับนม เนื้อหุ้มเมล็ดอุ่นให้ร้อนใช้พอกแก้บวมอักเสบ เนื้อห่อหุ้มเม็ดผสมเกลือให้เป็นครีมใช้เช็ดนวดในโรครูห์มาตำหนิสซั่ม น้ำมะขามใช้อมบ้วนปากล้างคอแก้เจ็บคอ กระเพาะอาหารอักเสบ  นำมะขามเปียกไปแช่น้ำ ลอกเอาใยออก นำมะขามมาถูตัวเบาๆช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นตลอดวัน มะขามแฉะและดินสอพองผสมจนกระทั่งถูกกัน เอามาพอกหน้าทิ้งไว้ราว 20 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยทำให้ผิวหน้าดูกระชับสดใสและก็สะอาดเพิ่มขึ้น  มะขามเปียกผสมกับน้ำอุ่นและนมสด ใช้พอกผิว ช่วยทำให้ผิวหนังที่มีรอยดำคล้ำกลับมาขาวดูสวยดูดีดูสดใส

การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย   สารสกัดน้ำร้อนจากใบ สารสกัดเอทานอล 95% จากใบ ไม่เจาะจงขนาดที่ใช้  สารสกัดอีเทอร์-เฮกเซน-เมทานอล จากใบ ความเข้มข้น 100 มค.กรัม แล้วก็สารสกัดเอทานอล 95% จากผล ไม่กำหนดขนาดที่ใช้ ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus สารสกัดน้ำร้อนจากผล ไม่ระบุขนาดที่ใช้ ให้ผลยั้งเชื้อ S. aureus ไม่แน่ชัด ในช่วงเวลาที่สารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มล. ได้ผลยั้งเชื้อดังกล่าวมาแล้วข้างต้นต่ำมากมาย สารสกัดเอทานอล 95% รวมทั้งสารสกัดน้ำร้อนจากราก ไม่เจาะจงขนาดที่ใช้ สารสกัดเฮกเซนและก็สารสกัดน้ำจากผล ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร แล้วก็สารสกัดน้ำ ไม่กำหนดส่วนที่ใช้ ความเข้มข้น 1 ก./มล. ไม่เป็นผลยับยั้ง S. aureus สารสกัดส่วนเนื้อมะขามด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในหลอดทดลองที่เป็นต้นเหตุของโรคท้องร่วง ตัวอย่างเช่น  Bacillus subtilis, Escherichia coli รวมทั้ง Salmonella typhi แต่สารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม และก็สารสกัดด้วยน้ำ มีฤทธิ์ยั้งเชื้อดังกล่าวมาแล้วข้างต้นอย่างอ่อน
มีการทดสอบในสัตว์ (in vivo study) โดยให้เปลือกเมล็ดมะขาม หรือเมล็ดมะขาม ให้สัตว์ทดลองกินพบว่าเปลือกเมล็ดมะขามที่กำจัดแทนนินออกแล้วมีค่าปริมาณที่สมควรสำหรับเพื่อการบริโภคในไก่หมายถึง100 มก.ต่อกิโลกรัม โดยที่สามารถลดความเครียดจากความร้อน (heat stress) และก็ลดภาวะออกสิเดทีฟสเตรทได้ แต่การศึกษาเล่าเรียนอีกฉบับกล่าวว่าเม็ดมะขามต้มแล้วเอกเปลือกเม็ดมะขามออกนั้นไม่สารถเพิ่มคุณค่าทางอาหารในไก่ได้ ไก่ที่กินเมล็ดมะขามดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วพบผลเสียคือ ดื่มน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและมีขนาดของตับอ่อนและความยางของลำไส้เล็กเพิ่มขึ้น โดยที่ผลที่ได้นี้ผู้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยชี้แนะว่าเกิดขึ้นจากโพลีแซคค้างไรด์ที่ไม่อาจจะย่อยได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
          หนูถีบจักรเพศผู้และเพศภรรยาที่กินอาหารผสมด้วยส่วนสกัดโพลีแซคคาไรด์จากเม็ด ขนาด 5% ของอาหาร ไม่เจอพิษ แม้กระนั้นหนูถีบจักรเพศเมียที่รับประทานอาหารผสมดังที่ได้กล่าวมาแล้วขนาด 1.2 รวมทั้ง 5% จะมีน้ำหนักลดลงตั้งแต่อาทิตย์ที่ 34
          ไก่ (Brown Hisex chicks) กินอาหารผสมด้วยเนื้อมะขามสุก 2% และก็ 10% นาน 4 อาทิตย์ พบว่าน้ำหนักลดน้อยลง (weight gain) แล้วก็ feed conversion ratios น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ  มีการเปลี่ยนทางพยาธิสภาพหมายถึงมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ไขมันของตับ (fatty change) เซลล์ตับ แล้วก็ cortex ของไตตาย (necrosis) ในสัปดาห์ที่ 2 และก็ 4 ไก่กรุ๊ปที่กินอาหารผสม 10% จะมีพยาธิภาวะร้ายแรงกว่าไก่กลุ่มที่กินอาหารผสม 2% ผลของการตรวจทางซีรัมพบว่า กรดยูริก total cholesterol, alkaline phosphatase (ALP), glutamic oxaloacetic trans-aminase (GOT) ในซีรั่มเพิ่มขึ้น total serum protein ต่ำลงยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม (กรุ๊ปที่ไม่ได้กินอาหารผสมเนื้อมะขามสุก) sorbitol dehydrogenase แล้วก็ total bilirubin ไม่เปลี่ยนแปลง ค่า ALP กรดยูริก cholesterol และก็ total protein จะไม่กลับสู่ภาวการณ์ปกติในตอน 2 อาทิตย์ภายหลังจากไม่ได้รับอาหารผสมแล้ว ผลการตรวจทางเลือดวิทยาไม่มีการเปลี่ยนแปลง
หนูขาวเพศภรรยาและเพศผู้ทานอาหารที่มีส่วนผสมของโพลีแซคติดอยู่ไรด์จากเม็ดมะขาม 4, 8 แล้วก็ 12% นาน 2 ปี ไม่เจอความเคลื่อนไหวของความประพฤติ อัตราการตาย น้ำหนักร่างกาย  การกินของกิน ผลทางวิชาชีวเคมีในเยี่ยวแล้วก็เลือด ผลของการตรวจเลือด น้ำหนักอวัยวะ รวมทั้งพยาธิสรีระ
          หนูถีบจักรที่รับประทานสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากดอก พบว่าขนาดความเข้มข้นของสารสกัดสูงสุดที่หนูทนได้ พอๆกับ 1 กรัม/กิโลกรัม นน.ตัว
          หนูขาว Sprague-Dawley SPF รับประทานอาหารที่ผสมด้วย pigments จากเมล็ดที่เผาในขนาด 0, 1.25, 2.5 รวมทั้ง 5% ของอาหาร ตรงเวลา 90 วัน ไม่เจอความแตกต่างจากปกติอะไรก็ตามความเข้มข้นสูงสุดของ pigments ที่ให้โดยการผสมในอาหารในหนูเพศผู้เท่ากับ 3,278.1 มก./กิโลกรัม/วัน แล้วก็ในหนูเพศภรรยาเท่ากับ 3,885.1 มิลลิกรัม/กก./วัน ไม่เจอพิษ
พิษต่อตัวอ่อน  L-(-)-di-Butyl malate ที่ได้จากสารสกัดเมทานอลจากฝักมะขาม เป็นพิษต่อเซลล์ตัวอ่อนของ Sea urchin แต่ว่าสารสกัดเอทานอล : น้ำ จากฝักมะขาม ให้ทางสายยางลงสู่กระเพาะของกินหนูขาวที่ตั้งท้อง ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. ไม่พบพิษต่อตัวอ่อนในท้อง และสารสกัดเอทานอล 100% จากผล ให้ทางสายยางให้อาหารเข้าไปในกระเพาะของกินหนูขาวเพศเมีย ขนาด 200 มก./กิโลกรัม ไม่ทำให้แท้ง และไม่ส่งผลต่อต้านการฝังตัวของตัวอ่อน
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์    ฝักมะขามขนาด 0.1 มก./จานเพาะเชื้อ ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของ Salmonella typhimurium TA1535 แต่ไม่มีผลต่อ S. typhimurium TA1537, TA1538 และก็ TA98
ข้อแนะนำ/ข้อควรคำนึง

  • สำหรับในการเลือกซื้อมะขามมาใช้ประโยชน์(โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะขามสุก)นั้นควรจะเลือกมะขามที่ไม่มีเชื้อโรครา ด้วยเหตุว่าอาจทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
  • การบริโภคมะขามมากจนเกินไปอาจส่งผลให้เกิดผลกระทบกับร่างกายได้เช่น ท้องเสีย ท้องเดิน
  • การบริโภคมะขามไม่ควรหวังผลสำหรับเพื่อการรักษา/สรรพคุณของมะขามมากเกินความจำเป็นควรจะบริโภคแต่ว่าพอดิบพอดีและไม่ควรบริโภคติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ยังมีส่งผลการศึกษาเรียนรู้ที่บ่งชัดว่ามะขามสามารถใช้ลดความอ้วนได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่สมควรใช้มะขามมาลดน้ำหนัก
เอกสารอ้างอิง

  • สมพล ประคองพันธ์.วันชัย สุทธนันท์ .การใช้ดพลีแซคคาไรต์จากเมล็ดมะขามในยาอิมัลชั่นและยาแขวนตะกอน.วารสารเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล 1988:53
  • ภัคสิริ สินไชยกิจ,ไมตรี สุทธิจิตต์.คุณสมบัติชีวเคมีและการประยุกต์ใช้ของเมล็ดมะขาม,บทความปริทัศน์.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่4.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม.2554.
  • กองวิจัยทางการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1.  กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2526.
  • Aengwanish, W. and Suttajit, M. Effect of polyphenols extracted from tamarind (Tamarindus indica L.) seed coat on physiological changes, heterophil/ lymphocyte ratio, oxidative stress and body weight of broiler (Gallus domesticus) under chronic heat stress. Ani Sci J 2010; 81: 264-270
  • เดชา ศิริภัทร.มะขาม.ต้นไม้ประจำครัวไทย.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่163.พฤศจิกายน.2535
  • Ahmad I, Mehmood Z, Mohammad F.  Screening of some Indian medicinal plants for their antimicrobial properties.  J Ethnopharmacol 1998;62:183-93. http://www.disthai.com/
  • บวร เอี่ยมสมบูรณ์.  ดงไม้.  กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, 2518.
  • มะขาม.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pugalenthi M, Vadivel V, Gurumoorthi P, Janardhanan K. Comparative nutritional evaluation of little known legumes, Tamarindus indica, Erythrina indica and Sesbania bispinosa. Tropic Subtropical  Agroecosys 2004; 4(3): 107-123
  • George M, Pandalai KM.  Investigations on plant antibiotics. Part IV.  Further search for antibiotic substances in Indian medicinal plants.  Indian J Med Res 1949;37:169-81.
  • ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.มะขามและผักคราดหัวแหวน.คอลัมน์อื่นๆ นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่15.กรกฎาคม.2523
  • ก. กุลฑล.  ยาพื้นบ้าน.  กรุงเทพฯ:ปรีชาการพิมพ์, 2524.
  • Ross Sa, Megalla SE, Bishay DW, Awad AH.  Studies for determining antibiotic substances in some Egyptian plants. Part 1. Screening for antimicrobial activity.  Fitoterapia 1980;51:303-8.
  • Watt JM, Breyer-Brandwijk MG. The Medicinal and Poisonous Plant

13

ทับทิม
ทับทิม ชื่อสามัญ Pomegranate
ทับทิม ชื่อวิทยาศาสตร์ Punica granatum L. จัดอยู่ในวงศ์ตะแบก (LYTHRACEAE)
ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิหร่านทางตอนใต้ของอัฟกานิสถาน ผลไม้ชนิดนี้จะชอบอากาศหนาวเป็นพิเศษ ยิ่งหนาวมากเท่าไหร่ เนื้อทับทิมนั้นจะมีสีแดงเข้มมากขึ้นเท่านั้น และยังเป็นผลไม้มงคลของคนจีนอีกด้วย ด้วยความที่ทับทิมมีเมล็ดมากจึงสื่อความหมายถึงการมีลูกชายมาก ๆ ด้วยนั่นเอง โดยกิ่งใบของทับทิมก็นำมาใช้ในพิธีการต่าง ๆ ที่มีน้ำมนต์ในการประกอบพิธีหรือนำมาใช้พรมน้ำมนต์เพราะเชื่อว่ามีไว้ติดตัวจะช่วยในเรื่องการคุ้มครองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ด้วย
ทับทิมยังถือว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ โดยประโยชน์ของทับทิมและสรรพคุณของทับทิมนั้นมีมากมาย ด้วยทับทิมนั้นเป็นผลไม้ที่มีรสหวานออกเปรี้ยว น้ำทับทิมจึงมีวิตามินซีสูงและยังประกอบด้วยเกลือแร่ต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย อย่างเช่น บรรเทาอาการของโรคหัวใจ รักษาความดันโลหิตสูง ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวขอเลือด รักษาโรคท้องเดิน โรคบิด เป็นต้น
ประโยชน์ของทับทิม
ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายและช่วยในการชะลอวัย
น้ำทับทิมมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง ด้วยการนำน้ำทับทิมประมาณ 1 ช้อนชามาทาทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก
น้ำทับทิมช่วยเพิ่มความสดชื่น แก้กระหาย คลายร้อนได้เป็นอย่างดี
ช่วยระงับกลิ่นปากได้อีกด้วย
ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง บรรเทาอาการหวัด
ช่วยปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด
ทับทับมีวิตามินซีสูงมาก และยังมีวิตามินเอ วิตามินอี และกรดโฟลิกอีกด้วย
ใบทับทิมใช้ในการประกอบพิธีต่าง ๆ ที่ใช้น้ำมนต์ในการประกอบพิธี
ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์
ช่วยในการปรับฮอร์โมนวัยหมดประจำเดือน
ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ
ช่วยในการบำบัดอาการของโรคเบาหวาน
ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาอักเสบ
น้ำต้มเปลือกทับทิมช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้
ช่วยบรรเทาอาการของโรคหัวใจ ด้วยการช่วยเสริมสุขภาพหัวใจให้ดียิ่งขึ้น
ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
ช่วยบำรุงสุขภาพฟันให้แข็งแรง
ช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
ช่วยลดความดันโลหิตสูง
ช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด
ช่วยในการฟอกไตและท่อปัสสาวะ
ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง
มีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
ช่วยแก้อาการระดูขาว ตกเลือด
ช่วยบำรุงสุขภาพตับให้แข็งแรง
มีส่วนช่วยบำรุงและต่อต้านอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย
เปลือกทับทิมสามารถรักษาโรคท้องเดินและโรคบิดได้ เพราะมีสารในกลุ่มแทนนินอยู่ในปริมาณมาก
เปลือกทับทิมมีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบ
เปลือกผลช่วยรักษาแผลหิด กลากเกลื้อน
เปลือกของทับทิมช่วยต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ
ยาต้มจากเปลือกผลช่วยรักษาอาการอุจจาระร่วงได้ โดยช่วยลดจำนวนครั้งในการขับถ่ายและทำให้ระยะเวลาเริ่มถ่ายครั้งแรกนานขึ้น

เปลือกต้นและเปลือกรากของทับทิมสามารถใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลมได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำเปลือกของรากและต้นที่ยังสด ๆ ประมาณครึ่งกำมือ เติมกานพลูลงไปเล็กน้อยเพื่อแต่งรส นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือถ้วยครึ่ง แล้วนำมารับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงจึงรับประทานยาถ่าย เช่น ดีเกลืออีก 2 ช้อนโต๊ะตามไปอีกครั้งหนึ่ง
ดอกทับทิมใช้ห้ามเลือดได้ ด้วยการนำดอกแห้งมาบดให้ละเอียดแล้วนำมาทาหรือโรยใส่บริเวณบาดแผล
ดอกทับทิมช่วยแก้อาการหูชั้นในอักเสบ
ใบของทับทิมสามารถนำมาอมกลั้วคอหรือทำเป็นยาล้างตาก็ได้
ทับทิมช่วยลดปัญหาผมร่วง ด้วยการนำยาพอกที่ได้จากใบ แล้วนำมาพอกหนังศีรษะ
ชาวอินเดียนำน้ำคั้นจากผลทับทิมและดอกของทับทิมมาปรุงเป็นยาธาตุ สมานลำไส้ บำรุงหัวใจ
ทับทิมช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งได้มากกว่า 13 ชนิด โดยช่วยให้เซลล์มะเร็งไม่เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ เป็นต้น
ช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่
คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อ ทับทิม ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 83 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 18.7 กรัม
ประโยชน์ของทับทิมน้ำตาล 13.67 กรัม
เส้นใย 4 กรัม
ไขมัน 1.17 กรัม
โปรตีน 1.67 กรัม
วิตามินบี 1 0.067 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 2 0.053 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 3 0.293 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 5 0.377 มิลลิกรัม 8%
วิตามินบี 6 0.075 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 9 38 ไมโครกรัม 10%
โคลีน 7.6 มิลลิกรัม 2%
วิตามินซี 10.2 มิลลิกรัม 12%
วิตามินอี 0.6 มิลลิกรัม 4%
วิตามินเค 16.4 ไมโครกรัม 4%
ธาตุแคลเซียม 10 มิลลิกรัม 1%
ธาตุเหล็ก 0.3 มิลลิกรัม 2%
ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมงกานีส 0.119 มิลลิกรัม 6%
ธาตุฟอสฟอรัส 36 มิลลิกรัม 5%
ธาตุโพแทสเซียม 236 มิลลิกรัม 5%
ธาตุโซเดียม 3 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.35 มิลลิกรัม 4%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรทับทิม

14

เห็ดหลินจือ
เรื่องเล่าประสบการณ์ตรงจากที่ลงภาคสนาม
คุณยายคนหนึ่ง อายุราวๆ 67 ปี ทำอาชีพขายเห็ดในตลาด ลักษณะการป่วยเป็นโรค ดังนี้
1.เห็ดหลินจือ สามารถรักษาโรคเบาหวาน เป็นทุนเดิม เป็นโรคนี้มาประมาณ 1x ปี
2.โรคความดันเลือด เป็นมาพร้อมๆกับโรคเบาหวาน จำต้องรับประทานยาแผนปัจจุบันตลอด มีอาการมึนงง
3.โรคไขมัน มาพร้อมๆกับโรคเบาหวาน ต้องกินยาแผนปัจจุบันตลอด
4.โรคไตเสื่อม ภายหลังจากเป็นโรคโรคเบาหวานมาราว 10 ปี หมอตรวจพบว่า ไตเสื่อม ระยะ 2 มีลักษณะขาบวม หมดแรงเดิน
5.โรคกระเพาะเยี่ยว อักเสบ มาตอนเป็น ไตเสื่อม ทำให้มีการเกิดอาการเยี่ยวขับ ฉี่ไม่สุด เจ็บแปล็บๆ
6.โรคเก๊า มาตรวจเจอคราวหลัง ว่าค่ายูริก เริ่มมากเพิ่มขึ้น
======================
ความประพฤติของคนป่วยและเรื่องราวก่อนกินเห็ดหลินจือสกัดเข้มข้น
1.ช่วงป่วยไข้ตอนเริ่ม จะมีลักษณะน้ำตาลในเลือดสูง เกือบ 200 มก. แต่เพียงพอผ่านมาเกือบ 10 ปี คิดว่าดูแลตัวเองก้าวหน้า ผลที่ได้กลายเป็นแบบนี้ ประเดี๋ยวน้ำตาลสูง เดี๋ยวน้ำตาลต่ำ นำไปสู่อาการงุนงงได้ตลอดวัน หน้าที่ไม่ต้องทำแล้ว นอนดียิ่งกว่า
2.เพียงพอมีน้ำตาลในเลือดสูง ความดันจะตามมาเลย นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการโลกหมุน ตาลาย จะต้องนอนอีกเหมือนเดิม
3.เพียงพอตอนหลังเริ่มรับประทานของมันน้อยลง สามารถที่จะคุมไขมันได้ แม้กระนั้นพอนานวันเข้า ไขมันคุมได้ แต่ว่าเจอสามกีซาลายสูงซะงั้น
4.หลังจากเจ็บมา 1x ปี ร่างกายก็ไม่ค่อยได้พักผ่อน ทำให้เกิดช่วงอาการน็อคน้ำตาล ไป 2 คราว ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา จำต้องเข้า รพ. เพื่อเดกซ์โทรส ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น
5.เพียงพอผ่านมาอีก 6 เดือน หมอตรวจเจอเป็นไตเสื่อมขั้นที่ 2 แถมมีโรคกระเพาะฉี่อักเสบ ด้วยเหตุว่ามีไข่ขาวรั่วมาทางปัสสาวะเยอะ ทำให้เรี่ยวแรงสำหรับเพื่อการเดินไม่มี (แทบเดินไม่ไหว ก้าวขาไม่ออก) แถมพบโรคเก๊าต์ ถามหาอีก
6.พักหลังจากที่รู้ว่าเป็นหลายโรค ชีวิต มันช่างมืดมนอย่างมาก ทำให้เบื่ออาหาร รับประทานมิได้ นอนไม่หลับ ถึงหลับก็ไม่สนิท ขาบวม ใจสั่น เจ้าอารมณ์
7.เพียงพอถึงเวลานี้ คุณยายคนนี้ พฤติกรรมเปลี่ยนไป จากที่เคยต้องออกไปเปิดร้านขายเห็ดในตลาดทุกวัน ไม่เคยหยุด กลับทำให้เขาไม่ได้อยากขายสินค้า ขอหยุดนอนอยู่ในบ้าน กระทำตัวเสมือนไร้ค่า จะต้องให้ลูกๆมาคอยมอง ทำให้เป็นภาระของลูก
======================
ปัญหา สำหรับลูกที่ดูแล รวมทั้งจุดแปลงแนวคิด
1.ลูกคนนั้น มีความคิด ทำอย่างยังไงก้อได้ ให้แม่หายจากโรคทั้งสิ้นนี้
2.ทำอย่างไงก็ได้ให้ท่านแม่กลับมาปฏิบัติงานได้อย่างเดิม
3.ทำอย่างไงก็ได้ให้คุณแม่รับประทานข้าวได้เหมือนยุคเก่าเป็นเบาหวาน
4.ทำอย่างไงก็ได้ให้คุณแม่นอนหลับได้ดี
=======================
สุดท้ายลูกคนนั้นได้มาคุยกับผม ผมเลยเสนอแนะเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้ม รวมทั้งลูกคนนั้นได้เอาไปให้ท่านแม่ทาน
เริ่มที่แม่ไม่เชื่อว่าเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้มข้น จะช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้ เพราะเหตุว่าม่าม้าทานสมุนไพร อาหารเสริมมามากแล้ว
=======================

เริ่มกับการทานเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้มข้น (ผลสรุปบางทีอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล)
1.ผมชี้แนะให้ทาน 24 ชั่วโมง 2 เวลาหมายถึงยามเช้า-เย็น ในกรณีของม่าม้าคนนี้ มีโรคประจำตัวมาก จะให้ทานแบบนี้ หลังจากทานอาหารแล้ว ให้ทานยาแผนปัจจุบัน แล้วก็รอ 30 นาที ค่อยทานเห็ดหลินจือสกัดเข้มข้น
2.พอเพียงภายหลังจากทานได้ทีแรกๆ อาการมึนๆงงๆเริ่มดีขึ้น นอนเจริญมากยิ่งขึ้น ธรรมดาจะดูจนถึงเที่ยงคืนและก็หลังจากนั้นจึงค่อยหลับ แล้วตื่น 6-7 นาฬิกาเช้า มาจัดร้านขายของ เปลี่ยนเป็น นอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม ตื่น 6 นาฬิการุ่งเช้า
3.ภายหลังนอนหลับได้ดิบได้ดี  ทำให้อาการขาบวมดีขึ้น ปัสสาวะดียิ่งขึ้นมากมาย ไม่ขัดและฉี่ได้สุด ค่าน้ำตาลดียิ่งขึ้น ไม่สวิงต่ำ-สูง รวมทั้งผลไตดียิ่งขึ้นด้วย
4.คนเจ็บเริ่มทานข้าวได้ปกติ (ม่าม้าไม่เชื่อว่าเห็ดหลินจือช่วยได้จริงไหม เลยทดลองด้วย กินทุเรียน2เม็ด แล้วพรุ่งนี้ไปตรวจเลือด ผลเลือดที่ออกมาคุณแม่สะดุ้ง ว่าเพราะเหตุไรน้ำตาลปกติ ^_^)
5.เพียงพอร่างกายได้ นอนได้เต็มที่ หน้าใส(มีคนทักว่าไปทำอะไรมา) แข็งแรงสามารถยกของหนักๆได้ ซึ่งหากเป็นคราวก่อน เพียงแค่เดินยังต้องหาที่นั่งพักเลย
สรรพคุณ[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url][/url][/color]ที่มีงานศึกษาเรียนรู้ยืนยัน....มีอะไรบ้าง
มีความคิดมานานแล้วว่าเห็ดหลินจือแดงสามารถทำให้หัวใจแข็งแรง เลือดลมดี ผิวพรรณสดใส ช่วยให้แก่ช้าลง ความจำดียิ่งขึ้น และก็ช่วยอายุยืนนาน
ส่วนสรรพคุณในทางการดูแลและรักษาโรคถูกกล่าวไว้อย่างมากมายเหมือนกัน อาทิเช่น แก้โรคตับแข็ง รักษามะเร็ง รักษาโรคความดัน แล้วก็ภูมิแพ้เป็นต้น
แม้กระนั้นทีเด็ดเป็น......
มีงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือรักษาโรคจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งในการทดสอบเรียนรู้ทางคลีนิคแล้วก็ยืนยันว่าเห็ดหลินจือมีคุณประโยชน์ดังนี้จริง ไม่ใช่แค่ความศรัทธาอีกต่อไป อันยกตัวอย่างเช่น
-กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
-ต้านเนื้องอกแล้วก็โรคมะเร็ง
-รักษาโรคทางเดินเยี่ยว
-รักษาโรคหัวใจ
-ช่วยให้การนอน
-ลดไขมันในเลือด
-ต่อต้านอนุมูลอิสระ
-ต้านทานการอักเสบ

15

น้ำมันเหลือง คืออะไร ?
น้ำมันเหลือง ยาแผนโบราณจากพืชสมุนไพรประสิทธิภาพเลิศ ทำจากพืชสมุนไพรประเภทต่างๆกัน คุณประโยชน์ที่ใช้สูดดม ทา นวด เพื่อทุเลาอาการต่างๆคุณประโยชน์นี้ไม่เป็นรองยาแผนปัจจุบันเลยทีเดียว
การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
การนวดน้ำมันเหลืองเป็นวิธีสำหรับดูแลภาวะผิวแล้วก็สุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและก็พืชต่างๆที่อุดมไปด้วยผลดีที่ดีต่อสุขภาพ โดนการนำสารสกัดกลิ่นรวมทั้งเนื้อน้ำมันพวกนั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอมหวน แล้วก็สัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นรวมทั้งผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้พวกเราจะพาไปดูคุณประโยชน์ของการนวดน้ำมันว่าเป็นประโยชน์ในด้านใดบ้าง
โรคนี้จะไม่อาจจะหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถหายขาดได้เอง ถึงอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงลดน้อยลงก็ตาม แล้วก็ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นโรคเรื้อรังแล้วก็ก่อให้เกิดความทุกข์ยากสำหรับในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อปลดปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆปัญหาเรื่องข้อที่มีอยู่ก็จะแผ่ขยายไปกระทั่งทำให้มีแค่เพียงการผ่าตัดเพียงแค่นั้นที่จะเป็นทางออกเดียวที่ช่วยได้
บางครั้งบางคราวที่เป็นรุนแรงมากจะต้องเปลี่ยนข้อต่อทั้งสิ้นด้วย
ความเจ็บมีก็แค่จะมากขึ้นเรื่อยๆ
การผ่าตัดสามารถหลบหลีกได้
ฟื้นฟูข้อต่อของคุณให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำเป็นในขณะโรคยังไม่ได้แผ่ขยายเกินความจำเป็นนัก
  หมอประจำถิ่นหรือการแพทย์แผนไทย เห็นด้วยในสรรพคุณอันแสนวิเศษของยาแผนโบราณตามตำรายาสมุนไพร ตำรับดั้งเดิมวัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งเป็นยาสมุนไพรแผนโบราณขนานเอกที่มีชื่อเสียงมีชื่อเสียงและก็ได้รับความวางใจสำหรับเพื่อการรักษาโรคมาเนิ่นนานแล้ว สมกับคำที่กล่าวไว้ว่า "นวดแผนโบราณ ยาแผนโบราณ ตำราเรียนยาสมุนไพร จะต้องวัดโพธิ์ ภูมิปัญญาของคนประเทศไทยตลอดชาติของบรรพบุรุษไทย"
ศิลป์ที่สวยงามของการนวดได้ทวีความร้ายแรงเยอะขึ้นด้วยการนวดน้ำมันบางมาก. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณลักษณะรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อบริการด้านต่างๆในการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสิ่งที่ต้องการส่วนตัวของคุณแล้วก็บรรเทาร่างกายของคุณด้วยการนวดผ่อนคลายแล้วก็ฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อที่จะรักษาความสมดุลทางด้านจิตวิญญาณของคุณรวมทั้งสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.

  • สรรพคุณมีอะไรบ้าง ?


คุณประโยชน์ของน้ำมันเหลือง สมุนไพรนั้น มีมากมายก่ายกองทีเดียว
ทุเลาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เป็นหวัด แก้วิงเวียนหัว หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
แก้กลยุทธ์ปวดเมื่อย บวมช้ำ ทาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ปวดบวม
ทาท้องเพื่อขับลมด้านในท้อง
ทาแก้ผดผื่น ตุ่มคัน
ทาก่อนนอนทำให้หลับง่ายขึ้น จิตใจสงบ บรรเทา ทาถูนวดฝ่าเท้า ไล่เลือดลม
ใช้ทาแก้ เหน็บชา ตะคิว ปวดสันหลังปวดบั้นเอว ปวดเข่า ปวดขา ฟกช้ำดำเขียว ปวดกล้าม ดมกลิ่นแก้อ้วก หน้ามืด โรคหอบหืด และไซนัส
- ทุเลาอาการหน้ามืดศีรษะ หน้ามืด เหมือนจะเป็นลม
- แก้เคล็ดขัดยอก ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย
- ทาท้องเพื่อขับลมภายในท้อง
- ทาแผลมีดบาด ทาแก้ผดผื่น
- ทาก่อนนอนช่วยทำให้หลับง่ายมากยิ่งขึ้น
- บรรเทาอาการคัดจมูก เนื่องมาจากหวัด
น้ำมันเหลืองผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ไปที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนหลับได้ดิบได้ดีขึ้น บรรเทาลักษณะของการเจ็บปวด รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลที่เกิดจากการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เผยว่า คนป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่กระจาย จะทรมาทรกรรมจากอาการเจ็บปวดลดลง คลื่นไส้น้อยครั้ง ไหมอาเจียนเลย รู้สึกแจ่มใสขึ้น ความดันดีกว่าเดิม รวมทั้งเครียดจากลักษณะของการป่วยลดลง ภายหลังได้รับการบำบัดด้วยวิธีการนวด
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันเหลืองขึ้นกับการใช้แรงงาน รวมทั้งสรรพคุณต่างๆของน้ำมันเหลืองแต่ละประเภท โดยส่วนใหญ่น้ำมันพื้นฐานที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมันเหลือง ตัวอย่างเช่น น้ำมันที่ทำจากเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งมีวิตามินอี สูงกว่าน้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ปฏิบัติหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ แล้วก็ทำลายของเสียที่ทำร้ายเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต ปกป้องการเกิดโรคมะเร็ง นอกเหนือจากนี้น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ต้องต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งยังยังช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่น
โดยดังนี้น้ำมันแต่ละชนิดจะมีคุณลักษณะ และคุณประโยชน์ที่นาๆประการ ขึ้นกับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้แรงงาน
สิ่งของ เครื่องใช้ไม้สอย
1.เมนทอล 300 กรัม
2.พิมเสน 100 กรัม
3.การบูร 100 กรัม
4.หัวไพลแก่จัด 200 กรัม
5.น้ำมันงาบริสูทธิ์ 50 กรัม
6.กระทะสำหรับทอดหัวไพล
7.ภาชนะสำหรับผสมสาร อาทิเช่น ขวดใส่กาแฟ ขวดแก้ว
ขั้นตอนการทำ
1.ล้างหัวไพลให้สะอาดตากให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแห้ง
2.ทอดหัวไพลในน้ำมันงาโดยใช้ไฟอ่อนๆทอดไปจนกระทั่งน้ำมันเป็นสีเหลือง เสร็จแล้วใส่สมุนไพรทีละตัวทอดต่อให้หมดฟองยกลงจากเตากรองเอากากทิ้ง
3.นำส่วนผสมอีกทั้ง 3 ประเภท ในอัตราส่วนที่กำหนดหมายถึง(เมนทอล 3 ส่วน พิมเสน 1 ส่วน พิมเสน 1 การบูร 1 ส่วน )เทผสมรวมกันในภาชนะสำหรับผสมสาร
4.ใช้ไม้พายเล็กคนให้ส่วนประกอบทั้งหมดละลายเป็นของเหลว (หากไม่ใช่ไม้คนบางทีอาจใช้กรรมวิธีการเขย่าขวดให้ส่วนประกอบละลายก็ได้
5.เติมน้ำมันที่สกัดจากหัวไพลลงไป คนให้เข้ามาเป็นเนื้อเดียว
6.น้ำมันเหลืองที่ได้บรรจุขวดปิดฝาให้แน่น
สรรพคุณน้ำมันเหลือง เป็นผลิตภัณฑ์ ที่คนจำนวนมากนิยมทำใช้คุ้นเคย เพราะว่าสมุนไพรหาได้ง่าย ใช้ทาแก้อัมพาต เหน็บชา ปวดสันหลังปวด บั้นท้าย ปวดหัวเข่า บวมช้ำ ปวดกล้ามเนื้อ ดมแก้คลื่นใส้ เวียนหัว หอบหือ รวมทั้งไซนัส

หน้า: [1] 2 3 ... 12