แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - watamon

หน้า: [1] 2 3
1

กระชายดำ สมุนไพรไทยแท้ ปลูกง่าย ขายคล่อง
            ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ กระแสความชอบในการหันมาใช้สมุนไพรแทนการใช้ยาแผนปัจจุบันของคนไทยนั้น ถือได้ว่ากระแสแรงเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะมีสาเหตุเนื่องมาจาก  ผู้กินเกิดความตื่นตัว และรับรู้ข้อมูล ผลข้างเคียงของยาแผนปัจจุบันที่มีผลต่อกระบวนการทำงานของไต  และอวัยวะภายในร่างกายของมนุษย์ จนทำเกิดการเจ็บป่วยแบบสะสมในอวัยวะภายในเหล่านั้น และกลายเป็นโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยมาก ติด 5 อันดับแรกของการเจ็บป่วยของประเทศ  ดังนั้นคนไทยจึงหันมาใช้สมุนไพรในการดูแล และเยียวยาโรค รวมถึงใช้เป็นอาหารเสริมกันอย่างแพร่หลาย โดยสมุนไพรที่ใช้นั้นมีทั้งสมุนไพรจีน และสมุนไพรที่เป็นสมุนไพรไทยแท้ เช่น กระชายดำ เถาเอ็นอ่อน มะขามป้อม ฯลฯ แต่ในกระแสสมุนไพรฟีเวอร์ในปัจจุบันนี้ หากจะนับสมุนไพรไทยที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เชื่อได้ว่า กระชายดำ คงเป็นชื่อสมุนไพรที่ทุกท่านเคยได้ยินบ่อยๆอย่างแน่นอน สำหรับกระชายดำ เป็นสมุนไพรของไทยแท้ๆ เพราะมีถิ่นกำเนิดในไทย และพบได้ทุกภาคของไทย  โดยจัดเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน และเราใช้เหง้ามาเป็นสมุนไพรและใช้ประโยชน์ในคุณสมบัติต่างๆ เหง้าคุณสมบัติ กลมๆ เรียงต่อกัน มีสีน้ำตาล หากหักออกเนื้อในจะเป็นสีม่วงมีกลิ่นหอม ในอดีตการขยายพันธุ์กระชายดำนั้นไม่ได้ปลูกไว้เพื่อเป็นเศรษฐกิจ หรือการขายแต่อย่างใด แต่จะขยายพันธุ์ไว้ละแวกบ้านหรือในกระถาง เพื่อเยียวยาโรคและใช้เป็นยาบำรุงในครัวเรือนเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน กระชายดำเป็นที่ชอบในการนำมาทำยาสมุนไพรทั้งในรูปแบบการอุปโภคสด หรือการแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เพื่อการรักษาโรคและเป็นอาหารเสริม จึงจำเป็นต้องมีการขยายพันธุ์และการปลูกกระชายดำ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด  โดยการขยายพันธุ์ กระชายดำนั้น  ทำได้โดยการใช้หัวหรือเหง้าปลูก เช่น ขิง ข่า ขมิ้นชัน เพราะพืชจำพวกนี้ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี  โดยขุดหลุมกว้างประมาณ 1 จอบ ลึก 10 – 15 ซม. แล้วนำแง่งกระชายดำ  ใส่ในหลุมแง่งเล็กใช้ 1 – 2 แง่ง หากแง่งใหญ่สมบูรณ์ใช้แง่งเดียว  เพราะเมื่อกระชายดำโตขึ้น จะแตกหน่อขยายไปเรื่อยๆเอง  ส่วนแง่งที่เราปลูก จะเหี่ยวและแห้งไป โดยให้ระยะขยายพันธุ์ ระหว่างแถบประมาณ 30 เซนติเมตร ระหว่างต้น 25 – 30 ซม. ฤดูที่เหมาะสมที่จะเพาะ คือ ฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนมิถุนายน ในการเพาะ ครั้งแรกควรเพาะ ให้ได้อายุ 1 ปี ค่อยเก็บเกี่ยว หลังจากครั้งแรก ควรปลูก ให้ได้อายุประมาณ 10 – 12 เดือน และควรให้ใบและลำต้นเหี่ยวแห้งหลุดออกจึงทำการเก็บเกี่ยว เพราะจำทำให้ได้ กระชายดำที่คุณภาพ ตัวยาเข้มข้น
            โดยในราคาขายกระชายดำในปัจจุบันนั้น หากในฤดูกาล ราคา 100 – 120 บาท/กก. หากเป็นนอกฤดูกาล ราคาอยู่ที่ 150 บาท/กก. เลยทีเดียว เมื่ออ่านแล้วทุกท่าน สนใจการเพาะ หรือเปล่าครับ ปลูก ง่าย ดูแลง่าย ขาดก็คล่อง แถมราคาดีอีก เหมาะสมกับหัวข้อ “กระชายดำ สมุนไพรแท้ ปลูก ง่าย ขายคล่อง”

Tags : ขายกระชายดำ,สมุนไพรกระชายดำ

2

กระชายดำ “ผู้หญิงใช้ได้ ผู้ชายใช้ดี”
            อย่างที่ทราบกันดีว่า ยุคปัจจุบันนี้ คือ ยุคทองของสมุนไพรอย่างแท้จริง เพราะมนุษย์เราเริ่มกลับเข้าหาธรรมชาติแล้ว  หลังจากที่เราเกิดจากธรรมชาติแล้วก็ทิ้งธรรมชาติ ไปหาความเจริญและนวัตกรรมใหม่  มีการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวันมากขึ้น  และเมื่อสารเคมีเหล่านั้นเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เราจึงหันไปหาธรรมชาติ โดยหาวัตถุดิบจากธรรมชาติ เพื่อนำมาใช้สรรพคุณในกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการนำมาทำยาเยียวยาโรค นั้นก็คือ  สมุนไพรนั้นเอง  ในประเทศไทยนั้นหากจำกันได้ มีระยะหนึ่งที่วงการสมุนไพรของไทยเกิดกระแส กระชายดำฟีเวอร์ โดยมีความต้องการของตลาดอย่างมาก  เพื่อที่จะนำไปทำยาเยียวยาโรค หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ มีการส่งเสริมให้ขยายพันธุ์กระชายดำ ยังเป็น 1 ใน 5 โปรดักส์แชมเปี้ยน ของกระทรวงสาธารณสุขอีกต่างหาก  นับได้ว่า กระชายดำเป็นสมุนไพรของไทยที่มีผู้คนสนใจและชอบใช้กันมาก นั้นก็เพราะสรรพคุณของกระชายดำนั้นมีมากมายหลายอย่างและอาจใช้ได้ทั้งหญิงและชาย ซึ่งคุณสมบัติทั่วไปของกระชายดำที่นิยมนำมาใช้สรรพคุณก็คือ  บำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย แก่จุดเสียด แก้ปวดท้อง คล้ายๆกับ สรรพคุณของ ไพล ซึ่งเป็นพืชในวงศ์เดียวกัน แต่มีประโยชน์อีกตัวหนึ่งที่ทำให้กระชายดำแตกต่างจากพืชวงศ์นี้ คือ สำหรับเพศชาย มีคุณสมบัติเพิ่มสมรรพภาพทางเพศ ทำให้ท่านชายฟิตปั๋ง โดยกระชายดำ มีผลเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะเพศ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะเพศคลายตัว ทำให้แข็งตัวได้ง่าย(กระชายดำไม่ได้มีฤทธิ์ปลุกอารมณ์ทางเพศ)และมีการแข็งตัวที่นานกว่าเดิม โดยมีการค้นหาอ้างอิงในทฤษฎีนี้คือมีการนำอาสาสมัครเพศชาย อายุเฉลี่ย 65 ปี ให้กินสารสกัดกระชายดำ 90 มิลลิกรัม/วัน เป็นเวลา 2 เดือน มีผลทำให้องคชาติมีความยาวเพิ่มขึ้น ลดเวลาการหลั่ง และเพิ่มความแข็งตัว โดยมีผลตลอดเวลา 2 เดือน ที่ทำการค้นหา แต่เมื่อหยุดกินก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ  สำหรับผู้หญิง กระชายดำมีคุณสมบัติ  แก้มดลูกหย่อน  เยียวยามดลูกพิการ ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศหญิงแก่ประจำเดือนมาไม่ปกติ  ซึ่งส่วนนี้มีสรรพคุณเหมือน ว่านชักมดลูก
            ดังนั้น กระชายดำจึงเป็นสมุนไพรที่ใช้ได้ทั้งชายและหญิงเพราะมีสรรพคุณเฉพาะตัวสำหรับเพศชายและเพศผู้หญิง ซึ่งเมื่อทานเข้าไปแล้ว ออกฤทธิ์กับฮอร์โมนแต่ละเพศแตกต่างกันตามที่กล่าวมาแล้ว โดยพูดได้ว่า กระชายดำ เป็นสมุนไพร 2 in 1 อย่างแท้จริง ในการใช้กระชายดำแบบพื้นบ้านในสมัยก่อนนั้น จะนำมาทำเป็นยาลูกกลอน คือ เอาผงแห้งมาผสมน้ำผึ้งและปั้นเป็นลูกๆ หรือนำมาดองเหล้า ปัจจุบันมีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาแปรรูปกระชายดำ หลากหลายรูปแบบ เช่น ชาชง แคปซูล ยาน้ำ กาแฟกระชายดำ และที่เก๋สุดๆ คือ นำมาทำไวน์กระชายดำ กันเลยทีเดียว
            แต่มีบางรายงานว่า กระชายดำอาจทำให้ตับไม่ปกติ หากใช้ในจำนวนที่สูงเกินไป หรือ ใช้ติดต่อเป็นเวลานานดังนั้น  ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับตับ ควรขอความเห็นแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ  รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานด้วน เรื่องสมุนไพร หาก ฉลาดรู้ ฉลาดใช้ ปลอดภัย 100% ครับ

Tags : ขายกระชายดำ,เหง้ากระชายดำ

3

(อิทธิ) ฤทธิ์และความเป็นพิษของกระชายดำที่คุณควรรู้
            ในสังคมของไทยในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน สังเกตได้ว่าจะมีเรื่องราวความเชื่อ เกี่ยวข้องกันมากับวิถีชีวิตของคนไทยในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม , ศาสนา , วัฒนธรรม รวมถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน แต่ในระยะหลังมานี้ ความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์ เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวิถีชีวิตของคนไทยสังคมไทยเรา ความเชื่อบางเรื่องถูกท้าทายด้วยวิทยาศาสตร์ และข้อมูลสำคัญทางวิทยาศาสตร์ , การ วิจัยต่างๆ ก็ สามารถนำมาหักล้างความเชื่อของคนไทยในหลายๆเรื่องได้ แต่ว่าแม้ความเชื่อเหล่านั้นจะถูกวิทยาศาสตร์หักล้างได้แล้วแต่ก็จะมีกลุ่มคนอีก ปริมาณหนึ่งก็จะยังคงเชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อนั้นโดยไม่สนใจในข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดในเรื่องนั้นๆ รวมถึงยังมีความเชื่ออีก ปริมาณหนึ่งที่วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ สามารถระบุและหักล้างได้  ดังนั้นวิถีความเชื่อต่างๆ นั้นก็จะยังมีอิทธิพลกับสังคมไทยในปัจจุบันอยู่  ในเรื่องสมุนไพรในอดีตก็เช่นกัน ก็ถูกบอกเล่าสืบต่อจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น ว่าสมุนไพรตัวนั้นใช้ เยียวยาโรคนั้น ตัวนี้ใช้ เยียวยาโรคนี้ โดยไม่ได้มีการ ศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ทั้งด้านเภสัชวิทยา และพิษวิทยา แต่อย่างใด อย่างเช่น ไพล ใช้ถูท้อง หรือต้มให้แม่และเด็กกินจะแก้ท้องอืดในเด็ก ทำให้เด็กที่กินนมแม่ท้องไม่อืด ว่านชักมดลูกเมื่อต้มให้ สตรีที่คลอดลูกใหม่ๆ ดื่ม เพื่อขับของเสียออกเร็วๆ และทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว เป็นต้น
            ซึ่งผู้คน ในอดีตนั้นอาจจะลองผิดลองถูก มาแล้วเมื่อใช้ได้ผลจริงจึงบอกต่อกันมา แต่ในปัจจุบันที่มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และวงการแพทย์ที่ก้าวหน้านั้น สามารถ ทดสอบและวิจัยสมุนไพรถึง คุณสมบัติ เภสัชวิทยา และ พิษวิทยาได้โดยแม่นยำและได้รับการรับรองจากสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำของโลก จึงทำให้การใช้สมุนไพรในปัจจุบันนั้นปลอดภัย เพราะมีข้อมูลการ ลองในด้านต่างๆ อย่างครบครัน ในที่นี้เราจะกล่าวถึง “กระชายดำ” สมุนไพรตัวท๊อปของไทย โดยเราจะมาดูว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และพิษวิทยา ของกระชายดำ นั้น มีอะไรบ้างที่เด่นชัด โดยจากการ ทดลองวิจัยกระชายดำ จากข้อมูลหลายๆ แหล่งที่พอจะรวบรวมได้นั้น มีดังนี้ กระชายดำมีสารต่างๆ ในเหง้า คือ มีน้ำมันหอมระเหย ที่ประกอบด้วยสารต่างๆ อาทิ camper bomeol  zingiberene และยังพบสาร flavonoids anthocyanin trimethoxyflarone ฯลฯ ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ของ กระชายดำนั้น แบ่งได้ คือ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ พบว่า สาร 5,7 ได้เมธอกซีพลาโวน ในกระชายดำ อาจต้านการอักเสบได้โดย สามารถต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรัง ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า สาร trimethoxyflavone และ tetamethoxyflavone ในกระชายดำ อาจต้านเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย ชนิด PF. และยัง อาจต้านเชื้อ canolida albicans และ mycobacterium ได้
            ฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดง พบว่า สารสกัดกระชายดำนั้น พบว่ามีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ของหนู ทดสอบและทำให้ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือดในคนได้
ส่วนในการ ค้นคว้าความเป็นพิษของกระชายดำนั้น พบว่า การ ศึกษาพิษเรื้อรัง หนู ทดลองที่ได้รับสารสกัดกระชายดำ มีน้ำหนักและสุขภาพเป็นปกติเหมือนกับหนู ทดลองกลุ่มควบคุม แต่มีเม็ดเลือดขาวบาง คุณสมบัติต่ำกว่ากลุ่มควบคุมแต่อยู่ในช่วงค่าปกติอยู่  และผลการตรวจจุลพยาธิวิทยาไม่พบการเปลี่ยนแปลง ที่จะ อาจบ่งชี้ว่า เกิดจากความเป็นพิษ สารสกัดกระชายดำ
            นี่เป็นเพียงงานค้นหาทดลองและทดลองกระชายดำบางส่วนเท่านั้น ในการ ค้นหาทดลองของนักทดสอบต่างประเทศในกระชายดำยังมีอีกหลายชิ้นที่ยากเกินจะหยิบยกมาให้หมด แต่ถึงแม้จะมีงานวิจัยที่ระบุว่ากระชายดำไม่ก่อให้เกินความเป็นพิษ แต่ก็ยังไม่มีผลการ ทดสอบในคน  ดังนั้นควร อุปโภคให้พอเหมาะ และไม่ควร บริโภคต่อต่อกันเป็นเวลานานเกินไป

Tags : กระชายดำ,ขายกระชายดำ,การปลูกกระชายดำ

4

รูปแบบขนาด / วิธีใช้

  • ผลดิบกินเป็นผลไม้สด รสเปรี้ยวขมอมฝาด มีแทนนินเป็นจำนวนมาก หรือนำไปดองเกลือ
  • ผลห่ามนำไปจิ้มน้ำพริก
  • ผลอ่อนใช้เป็นยาระบาย ผลแก้เป็นยาฝาดสมาน แก้ลมจุกเสียด เยื่อหุ้มเมล็ดแก้ขัดและโรคเกี่ยวกับน้ำดี มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์หลายชนิด  เช่น  วิตามินซี  วิตามินเอ  แคลเซียม ฟอสฟอรัส ชาวกะเหรี่ยงใช้ผลย้อมผ้า
  • ผลสุก 5 – 6 ผลต้นกับน้ำใส่เกลือเล็กน้อย ใช้เป็นระบายอ่อนๆ ใช้น้ำประมาณ 1 ถ้วยแก้ว จะถ่ายหลังจากทานแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
หยุดเชื้อแบคทีเรีย Samonella และ Shigella
            มีการรายงานทางการค้นพบพบว่า สาร 1,2,3,4,6-penta-O-galloyl-β-D-giucose ที่สกัดแยกได้จากผลของสมอไทยมีฤทธิ์หยุดเอ็นไซม์ acetylcholinesterase  และ  butyrylcholinesterase  โดยให้ค่า IC₅₀ เท่ากับ 29.9±0.3 µM และ 27.6±0.2 µM ตามลำดับ และยังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก โดยให้ค่า IC₅₀ เท่ากับ 4.6±0.2 µM สารสกัดเมทานอลจากผลสามารถจับกับ NMDA และ GABA receptors จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าสมอไทยเป็นพืชสมุนไพรที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพสามารถที่จะพัฒนาต่อไป  แต่ยังขาดการศึกษาในขั้นตอนสัตว์ทดลอง และ ขั้นคลินิก ซึ่งจะช่วยยืนยันถึงประสิทธิภาพของสมอไทยในการนำไปใช้ป้องกันและรักษาภาวะสมองเสื่อม

การศึกษาทางพิษวิทยา 
ความเป็นพิษของสมอไทยในหนูถีบจักร โดยการใช้ผงแห้งและสารสกัดด้วยน้ำจากผลแห้งของสมอไทย จากผลการค้นหาเบื้องต้นพบเจอว่าหนูถีบจักร ทั้งเพศผู้และเพศเมียที่ได้รับสารในรูปของผงจากผลแห้งของสมอไทยขนาด 0.5 , 2.5  และ  5.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ในระยะกึ่งเรื้อรัง (5 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 13 สัปดาห์) ไม่มีความเป็นพิษเกิดขึ้นอย่างชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัวและค่าต่างๆ เมื่อทำการตรวจเลือดทางชีวเคมี การตรวจทางโลหิตวิทยา น้ำหนักของอวัยวะและพยาธิสภาพของ ตับ ไต ม้าม และธัยมัส การตรวจสอบความเป็นพิษของสารสกัดด้วยน้ำจากผลแห้งของสมอไทยในหนูถีบจักรเพศผู้และเพศเมีย ที่ได้รับสารสกัดขนาด 0.2,1.0  และ 5.0  กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1  กิโลกรัม 7 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา  13 สัปดาห์ ความเป็นพิษของสมอไทยค้นหา จากการชั่งน้ำหนักตัว  การตรวจเลือดทาง ชีวเคมี การตรวจทางโลหิตวิทยา น้ำหนักของอวัยวะ สังเกตดูพยาธิสภาพของตับ ไต ม้ามและธัยมัส ซึ่งค่าทั้งหมด ถูกใช้ในการแสดงถึงความเป็นพิษของสมอไทย พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของสมอไทยไม่ได้ทำให้เกิดความเป็นพิษอย่างชัดเจนต่อน้ำหนักตัว
            การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดผลด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 1000 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
 
 
 
 
 
 

5

สรรพคุณว่านน้ำ
ตำรายาไทย: เหง้า เป็นยาขับลม ยาหอม แก้ธาตุพิการ เป็นยาขมช่วยเจริญอาหาร ช่วยได้ในอาการท้องเสีย อาหารไม่ย่อย และอ่อนเพลีย ราก แก้ไข้มาลาเรีย แก้หวัด หลอดลมอักเสบ แก้เจ็บคอ แก้ปวดฟัน  เป็นยาระบาย แก้เส้นกระตุก บำรุงหัวใจ แก้หืด แก้เสมหะ เผาให้เป็นถ่านบริโภคถอนพิษสลอด แก้ปวดศีรษะ แก้ลงท้อง พอกแก้ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ แก้บิด แก้ไอ แก้ปวดท้อง แก้จุกเสียด หัว ใช้ขับลมในท้อง แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แน่นจุกเสียด ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคกระเพาะอาหาร แก้ธาตุพิการ แก้ลมจุกแน่นในทรวงอก แก้ลมที่อยู่ในท้องแต่นอกกระเพาะและลำไส้ บำรุงธาตุน้ำ แก้ข้อกระดูหักแพลง ขับเสมหะ แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย แก้บิด ขับพยาธิ กินมากทำให้อาเจียน บำรุงกำลัง แก้โรคลม แก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ แก้ไข้จับสั่น บำรุงประสาท หลอดลม บิดในเด็ก ขับเสมหะ ขับระดู ขับปัสสาวะ รากฝนกับสุราทาหน้าอกเด็กเพื่อเพื่อเป็นยาดูดพิษแก้หลอดลมและปอดอักเสบ เหง้าต้มรวมกับขิงและไพลกินแก้ไข้ ผสมชุมเห็ดเทศ ทาแก้โรคผิวหนัง
ตำรายาไทยแผนโบราณ
ว่านน้ำ จัดอยู่ใน “พิกัดจตุกาลธาตุ” ประกอบด้วย หัวว่านน้ำ รากนมสวรรค์ รากแคแตร รากเจตมูลเพลิงแดง สรรพคุณแก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ แก้จุกเสียด แก้เสมหะ แก้โลหิตในท้อง แก้ไข้ แก้ลม
           นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการใช้เหง้าว่านน้ำ ในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย รวม 2 ตำรับ คือ  ยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีส่วนประกอบของเหง้าว่านน้ำ ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีคุณประโยชน์บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ  ยารักษากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ปรากฏตำรับ “ยาประสะไพล” มีส่วนประกอบของเหง้าว่านน้ำ ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ ขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอดบุตร  ในว่านน้ำมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า อาโกริน acorine มีรสขมและแอลคาลอยด์ คาลาไมท์ อยู่ในนี้เป็นยาแก้บิด เป็นยารักษาบิดของเด็ก (คือมูกเลือด) และหวัดลงคอ (หลอดลมอักเสบ) ได้อย่างดี ชาวเมี่ยนจะใช้ผลอ่อนนำมาบริโภคร่วมกับลาบ  ช่อดอกอ่อนๆ จะมีรสหวาน เด็กชอบกิน ส่วนรากอ่อนเด็กในประเทศเนเธอร์แลนด์จะชอบนำมาเคี้ยวเล่นเป็นหมากฝรั่ง
 
สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนจีน
ว่านน้ำ รสขมเผ็ด สุขุม มีฤทธิ์ขับลม ขับเสมหะ สงบประสาท ใช้รักษาอาการไอ ตื่นเต้นลืมง่าย สลึมสลือ บิด ท้องเสีย ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดข้อ แผลฝีหนอง และขับพยาธิ
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง
สำหรับผู้ที่มีอาการเหงื่อออกบ่อย ๆ หรือเหงื่อออกง่ายไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้ รับประทานเหง้าว่านน้ำเกินขนาดจะทำให้อาเจียนได้ และมีรายงานว่าเหง้าว่านน้ำมีสาร β-asarone ซึ่งมีความเป็นพิษต่อตับและเป็นสารก่อมะเร็ง
การแพทย์แผนไทย ห้ามกินมากกว่าครั้งละ 2 กรัม เพราะจะทำให้อาเจียน (อาจใช้ประโยชน์ในกรณีผู้ป่วยกินสารพิษ และต้องการขับสารพิษออกจากทางเดินอาหารด้วยการทำให้อาเจียน)
 
 

Tags : ว่าน้ำ

6

รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้

  • แก้ท้องขึ้น ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม ใช้เหง้าแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ ½ ถึง 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อน ผสมเกลือเล็กน้อย ดื่ม
  • ดูแลรักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม ข้อเท้าแพลง ใช้หัวไพลฝนทาแก้ฟกบวม เคล็ด ขัด ยอกใช้เหง้าไพล ประมาณ 1 เหง้า ตำแล้วคั้นเอาน้ำทาถูนวดบริเวณที่มีอาการ หรือตำให้ละเอียด ผสมเกลือเล็กน้อยคลุกเคล้า แล้วนำมาห่อเป็นลูกประคบ อังไอน้ำให้ความร้อน ประคบบริเวณปวดเมื่อยและบวมฟกช้ำ เช้า-เย็น จนกว่าจะหาย หรือทำเป็นน้ำมันไพลไว้ใช้ก็ได้ โดยเอาไพล หนัก 2 กิโลกรัม ทอดในน้ำมันพืชร้อนๆ 1 กิโลกรัม ทอดจนเหลืองแล้วเอาไพลออก ใส่กานพลูผงประมาณ 4 ช้อนชา ทอดต่อไปด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 10 นาที กรองแล้วรอจนน้ำมันอุ่นๆ ใส่การบูรลงไป 4 ช้อนชา ใส่ภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนเย็น จึงเขย่าการบูรให้ละลาย น้ำมันไพลนี้ใช้ทาถูนวดวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลาปวด (สูตรนี้เป็นของ นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา)
  • การเตรียมสมุนไพรไว้ใช้ดูแลรักษาเอง
  • เก็บรากสดที่แก่จัดอายุ ๑๐ เดือนขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่มีสารสำคัญอยู่มาก ทำไว้ใช้ได้ ๓ รูปแบบ ดังนี้
  • นำเหง้าสดมาตำให้แหลกพอกบริเวณที่มีอาการ
  • ใช้เหง้าสดล้างให้สะอาดหั่นเป็น ชิ้นบางๆ ต้มกับน้ำมันพืชโดยใช้ไฟอ่อนๆ ในอัตรา ๒:๑ ต้มจนน้ำมันที่ได้เป็นสีเหลืองใส กรองเอาเฉพาะน้ำมัน อาจผสม การบูรเล็กน้อย เพื่อประคบบริเวณที่มีอาการ เช้า-เย็น หรือเวลาปวดจนกว่าจะหาย
  • ใช้เหง้าไพลสดตำผสมการบูรประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ ห่อเป็นลูกประคบและอังไอน้ำให้ร้อน ใช้ประคบบริเวณที่ปวดวันละ ๒ ครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี และยังมีกลิ่นสมุนไพรที่ทำให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายลงได้
  • แก้บิด ท้องเสีย ใช้เหง้าไพลสด 4-5 แว่น ตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำเติมเกลือครึ่งช้อนชา ใช้รับประทาน หรือฝนกับน้ำปูนใส รับประทาน
  • เป็นยารักษาหืด ใช้รากไพลแห้ง 5 ส่วน พริกไทย ดีปลี อย่างละ 2 ส่วน กานพลู พิมเสน อย่างละ ½ ส่วน บดผสมรวมกัน ใช้ผงยา 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อนรับประทาน หรือปั้นเป็นลูกกลอนด้วยน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเม็ดพุทรา รับประทานครั้งละ 2 ลูก ต้องรับประทานติดต่อกันเวลานาน จนกว่าอาการจะดีขึ้น
  • เป็นยาแก้เล็บถอด ใช้เหง้าไพลสด 1 แง่ง ขนาดเท่าหัวแม่มือ ตำให้ละเอียดผสมเกลือและการบูร อย่างละประมาณครึ่งช้อนชา แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นหนอง ควรเปลี่ยนยาวันละครั้ง
  • ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น และเป็นยาช่วยสมานแผลด้วย ใช้เหง้าสด 1 แง่ง ฝานเป็นชิ้นบางๆ ใช้ต้มรวมกับสมุนไพรอื่นๆ เนื่องจากไพลมี่น้ำมันหอมระเหย


 
การใช้วิธีการใช้ไพลดูแลรักษาอาการบวม ฟกช้ำ อักเสบตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)   

  • นำไพลมาฝานเป็นชิ้นบางๆ ใช้ถูนวดบริเวณที่อักเสบ
  • เตรียมน้ำมันไพลด้วยการจี่ในกะทะ (คั่วในกะทะ) จนได้น้ำมันสีเหลือง นำมาทาถูนวด


หมายเหตุ: ครีมน้ำมันไพลขององค์การเภสัชกรรม เตรียมจากน้ำมันซึ่งกลั่นจากหัวไพล สาระสำคัญจะเป็นน้ำมันหอมระเหย
ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ    ครีมที่มีน้ำมันไพลร้อยละ 14 ทาและถูเบา ๆ วันละ 2-3 ครั้ง บริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย ปวดบวม จากกล้ามเนื้ออักเสบ เคล็ดยอก ฟกช้ำ
การศึกษาทางคลินิก
ครีมไพลซึ่งมีน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบ (14%) พบเห็นว่าใช้ภายนอกลดอาการปวดบวมในการดูแลรักษาข้อเท้าแพลง   เหง้ามีสาร veratrole มีฤทธิ์ขยายหลอดลม มีการทดลองให้ทานในผู้ป่วยโรคหืดเจอว่าได้ผลทั้งหืดชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีฤทธิ์ขยายหลอดลม มีการทดสอบในผู้ป่วยเด็กที่เป็นหืด พบว่าให้ผลดีทั้งในรายที่มีอาการหอบหืดแบบเฉียบพลัน มีฤทธิ์กดหัวใจ ต้านเชื้อรา ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ กระตุ้นการผลิตน้ำดี ไล่แมลง ฆ่าแมลง ต้านออกซิเดชั่น ต้านฮิสตามีน เป็นยาชาเฉพาะที่ ฆ่าอสุจิ แก้หืด ยับยั้งหัวใจเต้นผิดปกติ กดการทำงานของหัวใจ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความแรงในการเต้นของหัวใจ คลายกล้ามเนื้อมดลูก ลดการหดเกร็งของลำไส้ คลายกล้ามเนื้อเรียบ ลดความดันโลหิต
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  • ไพลอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง และเกิดอาการแพ้ที่ผิวหนังได้
  • กินในขนาดสูงหรือใช้เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดพิษต่อตับ และยังไม่มีความปลอดภัยที่จะนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหืด และไม่ควรนำรากไพลมาใช้รับประทานเป็นยาเดี่ยว ติดต่อกันนาน  นอกจากจะมีการขจัดสารที่เป็นพิษต่อตับออกจากไพลเสียก่อน
  • การใช้ครีมไพลห้ามใช้ทาบริเวณขอบตา เนื้อเยื่ออ่อน และบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผลหรือมีแผลเปิด
  • ไม่แนะนำให้ใช้สมุนไพรชนิดนี้กับสตรีมีครรภ์ หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตรและเด็กเล็ก
การศึกษาทางเภสัชวิทยา[/url] [/b]
มีฤทธิ์ขยายหลอดลม มีการทดลองในผู้ป่วยเด็กที่เป็นหืด พบว่าให้ผลดีทั้งในรายที่มีอาการหอบหืดแบบเฉียบพลัน มีฤทธิ์กดหัวใจ ต้านเชื้อรา ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ กระตุ้นการผลิตน้ำดี ไล่แมลง ฆ่าแมลง ต้านออกซิเดชั่น ต้านฮิสตามีน เป็นยาชาเฉพาะที่ ฆ่าอสุจิ แก้หืด ยับยั้งหัวใจเต้นผิดปกติ กดการทำงานของหัวใจ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความแรงในการเต้นของหัวใจ คลายกล้ามเนื้อมดลูก ลดการหดเกร็งของลำไส้ คลายกล้ามเนื้อเรียบ ลดความดันโลหิต
 

7

องค์ประกอบทางเคมี
หัวบุกประกอบด้วยกลูโคแมนแนน (Glucomannan) ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า Konjac เป็นเส้นใยธรรมชาติ ที่มีน้ำหนักมวลโมเลกุลสูงมาก  (ultra – high molecular – weight polysaccharide) คือประมาณ 2000000 ดัลตัน  สกัดได้จากหัวใต้ดิน  โดยผ่านขั้นตอนการล้าง  และสกัดสารพิษต่างๆ ออก โดยเฉพาะสารที่ทำให้เกิดอาการคันคอหรือระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร โมเลกุลของกลูโตแมนแนน ประกอบด้วยน้ำตาลสองชนิด คือ กลูโคส และแนมโนส  ในสัดส่วน 2:3   แป้งจากหัวบุกประกอบด้วย กลูโคสแมนแนน  ประมาณ 90% และสิ่งเจือปนอื่นๆ เช่น starch , alkaloid , สารประกอบไนโตเจนต่างๆ sulfates , chloride , และสารพิษอื่น และตรวจพบเจอผลึกของแคลเซียมออกซาเลทในเนื้อหัวบุกป่าจำนวนมาก กลูโคแมนแนนสามารถดูดน้ำ  และพองตัวได้ถึง 200 เท่า  สารกลูโคแมนแนน จะมีปริมาณแตกต่างกันออกไปตามชนิดของบุก
ในปัจจุบันนี้ บุก นิยมใช้เป็นอาหาร อาหารเสริม  และผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน มากกว่าการใช้เป็นยารักษาโรค แต่ในตำรายาไทยสมัยก่อนมีระบุประโยชน์ไว้คือ
คุณค่าทางสมุนไพร
ตามตำราสมุนไพรของไทยโบราณได้มีผู้รวบรวมสรรพคุณไว้ดังนี้ คือ

  • หัว      ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ  ขับลม  แก้บิด  แก้โรคไขข้ออักเสบ  บำรุงกำลัง  แก้ริดสีดวงทวาร
  • หัวสด ใช้ขับเสมหะ  หุงเป็นน้ำมันใส่แผล   กัดฝ้าหนอง  และใช้เป็นยาพอกได้ด้วย

                 นอกจากนี้ยังใช้น้ำจากหัวต้มผสมกับยางน่องไว้ใช้ยิงสัตว์

  • ราก     ใช้พอกฝี ขับระดู  และใช้แก้ริดสีดวงทวาร

    และในการค้นพบในปัจจุบันพบเห็นว่า เมื่อเราทานบุกที่มีกลูโคแมนแนน ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง กลูโคแมนแนน จะดูดน้ำที่มีมากในกระเพาะอาหารของเรา  แล้วเกิดการพองตัวจนทำให้เรารู้สึกอิ่มอาหารได้เร็วและอิ่มได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เราบริโภคได้น้อยลงกว่าปกติด้วย อีกทางกลูโคแมนแนน จากบุกก็มีพลังงานต่ำมาก  กลูโคแมนแนน จึงช่วยในการควบคุมน้ำหนักและเป็นอาหารของผู้ที่ต้องการลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี
                นอกจากนี้ สารกลูโคแมนแนนนี้ สามารถลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ ก็เนื่องจากความเหนี่ยว ซึ่งยับยั้งการดูดซึมของกลูโคลสจากทางเดินอาหาร  ยิ่งหนืดมาก็ยิ่งมีผลลดการดูดซึมกลูโคลส ดังนั้น  กลูโคแมนแนนช่วยลดน้ำตาลได้ดีมาก  ปัจจุบันจึงใช้แป้งเป็นวุ้น เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน  และสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคมีไขมันในเลือดสูง
    รูปแบบขนาด/วิธีการใช้ 

  • สำหรับการลดน้ำหนัก ใช้ ผงบุก 3 – 5 กรัม ต่อวัน หรือ เฉลี่ยครั้งละ 1 กรัม  โดยกินก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง แล้วดื่มน้ำตาม 1 – 2 แก้ว  แป้งบุกนิยมใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหาร  และเครื่องดื่มรูปแบบต่างๆ สำหรับลดน้ำหนัก ลดความอ้วน
  • ช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด กลูโคแมนแนน จะชะลอการเคลื่อนของอาหารออกจากกระเพาะอาหาร  มีผลทำให้การซึมซับน้ำตาลจากอาหารช้าลง  จึงช่วยลดระดับของน้ำตาลในเลือดหลังการกินอาหาร (post – prandial blood sugar) ปริมาณที่ใช้ได้ผลในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด   คือ  500 – 700 มิลลิกรัมของผงวุ้นบุกต่ออาหาร 100 แคลลอรี่
  • ช่วยลดระดับไขมันในเลือด กลูโคแมนแนน เป็นเส้นใยอาหาร จึงสามารถจับกับกรดน้ำดี (bile acid) เพิ่มการขับถ่ายกรดน้ำดีออกทางอุจจาระและลดการซึมซับไขมันจากอาหารเข้าสู่ร่างกายได้ เนื่องจากกรดน้ำดีถูกสร้างจากคอเลสเตอรอล ดังนั้นร่างกายจึงชดเชยการสูญเสียกรดน้ำดีด้วยการนำคอเลสเตอรอล มาสร้างกรดน้ำดีเพิ่มขึ้น  ทำให้ระดับคอเลสเตอรอล ลดลง  ปริมาณที่ใช้ได้ผลในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ในเลือด คือ 4 – 13 กรัม

     

8

การศึกษาทางเภสัชวิทยาเจตมูลเพลิงแดง 
สารสกัดรากหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อราที่ก่อโรคกลากเกลื้อน และยีสต์ได้หลายชนิด ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารแอฟลาทอกซินบี 1, สารสกัดในขนาดต่ำ ช่วยลดการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิด ที่ปลูกถ่ายในสัตว์ทดลอง
            สารพลัมเบจินมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ต่อต้านการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันการเกิดมะเร็งจากสารก่อมะเร็ง ยับยั้งการจับเป็นลิ่มของเกล็ดเลือด ลดไขมันในเลือด
           
ซึ่งสารนี้เป็นสารพวก naphthaquinone 1,4-naphthoquinone triterpines tannin โดยสาร 1,4- naphthaquinone มีผลทำให้กล้ามเนื้อเรียบที่มดลูก ลำไส้เล็กและหัวใจเพิ่มการบีบตัว จำทำให้เพิ่มการหลั่งน้ำย่อย กระตุ้นให้เจริญอาหารแต่สารนี้ทำให้ระคายเคืองต่อเยื่อเมือกและผิวหนัง
ฤทธิ์ทางเภสัชเจตมูลเพลิงแดง
            สาร plumbagin ที่พบเจอในเจตมูลเพลิงแดงมีประโยชน์ต่างๆ มากมาย และมีรายงานการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบเจอว่ามีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อรา เช่น Candida albicans และเชื้อราที่เป็นสาเหตุโรคพืช เช่น Colletrihum cansici และสามารถหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและยีสต์ เช่น Staphyiococcus aureus
            มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย  มีรายงานว่าสารสกัดจากเจตมูลเพลิงแดง สามารถฆ่าเชื้อราได้เกือบ 20 ชนิด  เช่น Aspergillus fumigatus, Microsporum , Trichophyton rubrum , Cryptococus neoformans  หยุดการเจริญเติบโตของ Staphylococcus aureus และ Candida albicans ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก
            มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง  สามารถหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง สายพันธุ์ Raji Calu-1 Hela และ Wish tumor อีกทั้งยังเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งมนุษย์ 2 ชนิด ได้แก่ Bower (melanoma cells) และ MCF7 (breast cancer cells) ทำลายเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของคน  สายพันธุ์ PC-3 LNCaP และ C4-2
            มีฤทธิ์ในการกระตุ้นและบีบมดลูก  รายงานว่า สารสกัดที่ได้จากเจตมูลเพลิงแดงที่สกัดด้วยแอลกฮอล์ปิโตรเลียมอีเธอร์ และ น้ำ มีผลทำให้หนูแท้ง ช่วยขับฤดู  และเร่งการคลอดได้
            มีฤทยับยั้งการเจริญเติบโตของศัตรูพืช มีรายงานว่าสารสกัดจากเจตมูลเพลิงแดงสามารถยับยั้งการเคลื่อนที่ และลดอัตราการมีชีวิตของไส้เดือนฝอย Haemonchus contonus ในตัวอ่อนระยะที่  1  และ Ascaris suun ในตัวอ่อนระยะที่ 4 นอกจากนี้ยังยั้งการฟักจากไข่ของตัวอ่อนไส้เดือนฝอย A. suum รวบทั้งยับยั้งการพัฒนาของท่อรังไข่ และการลอกคราบของมวนฝ้ายแดง (Dysdercus cingulatus)  และมีรายงานเพิ่มเติมถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิยาของเจตมูลเพลิงแดงว่ามีฤทธิ์ ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ต้านมาลาเรีย  และการคุมกำเนิด  เป็นต้น
การศึกษาทางพิษวิทยาเจตมูลเพลิงแดง 
            สาร Plumbagin เมื่อนำมาฉีดเข้าในกระต่ายทดลองในอัตราส่วน 0.01 กรัม ต่อ 1 กิโลกรัม พบเจอว่าจะทำให้กระต่ายเสียชีวิต  มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ มีพิษต่อยีน ต้านการเจริญพันธุ์ของสัตว์ทดลองทั้งเพศผู้และเพศเมีย ทำให้แท้งลูก  การใช้ในขนาดสูง  หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นพิษต่อไต
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง

  • แพทย์แผนโบราณจะนิยมใช้รากของเจตมูลเพลิงแดงมากกว่าเจตมูลเพลิงขาวเพราะมีฤทธิ์ที่แรงกว่า โดยรากที่นำมาใช้เป็นยาถ้าจะให้ได้ผลดีต้องมีอายุ 3 ปีขึ้นไป
  • สตรีมีครรภ์ห้ามกินสมุนไพรชนิดนี้ เพราะมีสารที่ทำให้แท้งบุตรได้ ซึ่งในประเทศไทยและมาเลเซียถือว่าสมุนไพรชนิดนี้เป็นยาทำแท้ง
  • ยางจากรากเมื่อถูกผิวหนังจะทำให้ผิวหนังไหม้และพองได้เหมือนโดนเพลิงไฟ จึงได้ชื่อว่า “เจตมูลเพลิง” ส่วนคนใต้จะเรียกว่า “ไฟใต้ดิน” ดังนั้นในการจะจับต้องรากในขณะเก็บมาใช้ ก็ต้องสวมถึงมือเสียก่อน เพื่อป้องกันอาการปวดแสบปวดร้อน
  • เจตมูลเพลิงมีสาร Plumbagin ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารและอาจเป็นพิษได้ จึงควรระมัดระวังในการใช้
  • สาร Plumbagin ในเจตมูลเพลิงแดงหากใช้ในขนาดสูง จะกดการหายใจ ทำให้เป็นอัมพาต และตายได้ เนื่องจากระบบหายใจล้มเหลว การใช้สมุนไพรนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนไทย


 

9

องค์ประกอบทางเคมีกีบแรด
เมื่อนำ[เหง้า|ราก}ของว่านกีบแรด Angiopteris evecta Hoffm. ที่สดและบดละเอียด มาสกัดด้วยตัวทำละลายสารอินทรีย์ ประกอบด้วย เมทานอล เฮกเซน และเอธิลแอซิเตต ตามลำดับ นำสารสกัดหยาบแต่ละชนิด ไปทำการแยกด้วยเทคนิคทางคอลัมน์โครมาโตกราฟีแยกสารได้ 4 ชนิด ทำการหาสูตรโครงสร้างของสารที่แยกได้ทั้ง 4 ชนิดโดยอาศัยสมบัติทางกายภาพ ทางเคมี ข้อมูลทางสเปกโตรสโคปี และการวิเคราะห์ทางเอ็กซ์เรย์ คริสตอลโลกราฟี สามารถพิสูจน์โครงสร้างได้ คือ Succinic acid (1) Angiopteroside (4-o-beta-D-Glucopyranosyl-L-threo-2-hexen-5-olide) monohydrate (2) D-(+)-glucose (3) และของผสมของสเตอร์รอยด์ 2 ชนิด ได้แก่ beta-sitosterol และ Stigmasterol (4) จากการวิจัยพบเห็นว่าสารประกอบเหล่านี้เจอครั้งแรกในเหง้าว่านกีบแรด นำสาร 2 ไปทดสอบฤทธิ์ในการหยุดเซลล์มะเร็ง เจอว่า สาร 2 มีฤทธิ์น้อย นอกจากนี้ยังพบว่าสาร 2 มีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์เอชไอวี-1 รีเวอร์ทรานสคริปเทสได้
         
สรรพคุณกีบแรด[/url] [/b]
ว่านกีบแรด ที่รู้จักกันทั่วไปคือ เป็นยากำลัง ยาอายุวัฒนะ ลดบวม ขับปัสสาวะ แก้ปวดเมื่อย ดูแลแผลในปากและคอ   ตำรับยาบำรุงเลือดและบำรุงกำลัง  ใช้เป็นยาลดความดัน  หัวใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้กำเดา ช่วยรักษาอาการปวดศีรษะ ช่วยดูแลรักษาตาเจ็บ ช่วยรักษาน้ำลายเหนียว ดูแลอาเจียน  ขับปัสสาวะ  ดูแลรักษาท้องร่วง  ใช้เป็นยาแก้ฝีหัวคว่ำ ใช้ใบแก่และสดๆ รักษาอาการไอ  นอกจากนี้ใบอ่อนๆ ยังใช้เป็นผักกินได้ หัว ใช้กินรักษาอาการไข้  ปรุงเป็นยารักษาพิษตานซางของเด็ก  อาการอาเจียน เป็นยาสมานรักษาอาการท้องร่วง ส่วนมากจะใช้คู่กันไปกับว่านร่อนทอง รากใช้ห้ามเลือด  เป็นยาสมุนไพร  ฤทธิ์เย็น  ใบอ่อนกินเป็นผักสด หัวพกไว้ติดตัว เชื่อว่ามีฤทธิ์ทางเมตตามหานิยม หรือใช้ผสมในพิมพ์พระเครื่อง ชาวเผ่าลัวะใช้แช่น้ำดื่มรวมกับต้นมหาสดำให้แก้ท้องอืด
หมอยาสามจังหวัดภาคใต้ซึ่งเรียกว่านกีบแรดว่า ปากูปีเละ หรือ ปียา(ปัตตานี) หรือบางครั้งก็เรียก ปากูดาฆิง จะใช้กูดกีบม้าเป็นยารักษาโรคมะเร็ง  โรคหัวใจ พ่อหมอแบอีซอใช้หัวปากูปีและเหง้ากระทือหั่นตากแห้งต้มน้ำดื่ม สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจ และยังใช้เหง้าตากแห้งตัวเดียวมาต้มน้ำดื่มเป็นประจำเพื่อคุมน้ำตาลในโรคเบาหวาน ส่วนแบนุ หมอยาปัตตานี เรียกว่านกีบแรดว่า ปียา ใช้เป็นยารักษาโรคมะเร็งเช่นเดียวกัน โดยใช้เหง้ามาต้มกับแก่นขี้เหล็ก แล้วนำน้ำมาดื่มเป็นประจำ
รูปแบบ / ขนาดวิธีใช้   

  • ยอดอ่อน [ทุบ|ตำ}แล้วนำไปต้ม เอามาประคบหัวเข่า แก้อาการปวด (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน)
  • นำมาสับแล้วตากให้แห้ง นำมาบดผสมกับน้ำผึ้งเดือนห้า ดีปลี และพริกไทย ปั่นเป็นลูกกลอน กินเป็นยาบำรุงกำลัง
  • ตำรับยาแก้อาการนอนไม่หลับ ระบุให้ใช้ว่านกีบแรด รากหญ้าคา รากหญ้านาง และเนระพูสี อย่างละพอสมควร นำมาต้มให้เดือด ใช้ดื่มก่อนนอน 1 แก้ว จะช่วยทำให้หลับสบายดี
  • หัวใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ
  • หัวใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้แผลในปากและในคอ ด้วยการใช้หัวว่านกีบแรด นำมาฝนกับน้ำหรือต้มเคี่ยว ใช้เป็นยาทาหรืออมไว้ให้ตัวยาสัมผัสกับแผล
  • ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนจะใช้โคนก้านใบที่อยู่ใต้ดินนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อาการตัวบวม
  • หัวนำมาหั่นตากดองกับเหล้าหรือต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดหลัง ปวดเอว
  • ว่านกีบแรดจัดอยู่ในตำรับยา “ยาเขียวหอม”ซึ่งเป็นตำรับยามีส่วนประกอบของว่านกีบแรดร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับโดยมีสรรพคุณเป็นยาบรรเทาอาการไข้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษอีสุกอีใส
ฤทธิ์ทางเภสัชกีบแรด
กูดกีบม้าก็เหมือนกับสมุนไพรพื้นบ้านไทยอื่นๆ ที่มีการวิจัยน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามมีรายงานการศึกษาในห้องทดลองพบเห็นว่า สารในกูดกีบม้ามีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง  แต่เป็นฤทธิ์อ่อน  นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ HIV ด้วย
การศึกษาทางพิษวิทยากีบแรด
ไม่มีข้อมูล การศึกษาทางพิษวิทยาในว่านกีบแรด
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง
การใช้ว่านกีบแรด  โดยเฉพาะส่วนหัวนั้นส่วนมากจะนิยม ใช้คู่กับว่านร่อนทอง (Globba malaccen sis Ridl.) เพราะเสริมฤทธิ์กันได้ดี
 

10

องค์ประกอบทางเคมีว่านชักมดลูก 
สารประกอบทางเคมี   Curcuma  xanthorrhiza  พบสารกลุ่มต่างๆ ดังนี้
กลุ่ม curcuminoids เช่น curcumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurcumin , hexahydrocumin , octahydocurcumin เป็นต้น
กลุ่ม diarylheptanoids เช่น trans-1,7-diphenylhepten-5-ol, trans , teans-1,7- diphenylheptadien-5-ol, trans, trans-1.7-diphehenylheptadien-5-one , trans-1,7-diphenyl-1,3-heptadien-u-one , 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene เป็นต้น
กลุ่ม sesquiterpenes เช่น xanthorrhizol, germacrone , curzerenone , alpha-curcumene , ar-turmerone , beta-atlantone เป็นต้น
สารประกอบทางเคมี   Curcuma comosa   พบสารกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
กลุ่ม curcuminoids  เช่น  curumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurumin ,
กลุ่ม diarylhepttanoids เช่น 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene,trans , trans-1,7-diphenylheptadien-5-ol เป็นต้น
กลุ่มacetophenones เช่น phloracetophenone , 4,6-dihydroxy-2-O-(beta-D- glucopyranosyl) acetophenone เป็นต้น
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้ ราก ฝนทาแผล  แก้พิษสุนัขกัด  ตำราไทยเหง้า  รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด เยียวยามดลูกอักเสบ  แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง  ขับน้ำดีรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุราทาน ครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ  สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ ๆ แก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเป็นประจำตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า  ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร  ป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ ลดอาการปวดบวมของแผล และต้านการอักเสบของแผล หากเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำดื่ม หากเป็นแผลภายนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล  ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่  และการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์บาดแผล  ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ  ทำให้ผิวแลดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
รูปแบบขนาดวิธีการใช้

  • นำหัวว่านชักมดลูกมาฝนกับเหล้าดื่ม ปรุงเป็นยาต้ม  นำหัวว่านชักมดลูกสับเป็นชิ้น นำไปปิ้งหรือย่างไฟให้แห้ง ดองเหล้า 2 – 3 วัน ดื่มวันละ 2 เวลา ก่อนอาหาร
  • ว่านชักมดลูกอบแห้ง 400 MGกินครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า -กลางวัน - เย็น
  • ยาทำให้มดลูกเข้าอู่ นำว่านชักมดลูกมาฝาน 3 ฝาน 7 ฝาน แล้วแต่ละหัว น้ำประมาณลิตรครึ่ง ต้ม 3 เอา 1 กิน ครั้งละ ? แก้ว วันละ 3 ครั้ง ดื่มไปจนกว่าไม่เจ็บปวด  ท้องแฟบ หลังคลอด ควรทานหลังจากที่มีน้ำนมแล้ว
  • ยารักษาอาการตกขาว นำกิ่งและใบของกระบือเจ็ดตัว 1 – 2 กำมือ และว่านชักมดลูก 5 – 7 แว่น ใส่น้ำให้ท่วมยา ต้มเดือดประมาณ 15 นาที ดื่มครั้งละ ? – 1 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร
  • ยาแก้ปวดประจำเดือน นำโกศหัวบัว ว่านชักมดลูก  ใช้ฝนกับน้ำพอกินหมด ฝนนาน 2 นาที จนได้น้ำยาสีขาวขุ่น กลิ่นหอม รสขม รับประทาน 1 – 2 ครั้ง ก็จะหาย
  • ยาคลอดลูกง่าย นำว่านชักมดลูกฝานเป็นแว่น ( 4 – 5 แว่น ) แช่น้ำอาบ จะทำให้คลอดลูกง่าย
  • ยาแก้มดลูกหย่อน นำข่าหด 2 นิ้วมือ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ต้มดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า – เย็น หรือใช้ข่าหด 1 – 20 กีบ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ตะไคร้ต้น 1 – 2 กีบ ข่าธรรมดา (แก่) 2 – 3 ท่อน ต้มเข้าด้วยกัน ดื่ม เช้า – เย็น
  • ยาแก้ปวดมดลูก ปวดท้อง แน่นท้อง ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ทำงานหนักไม่ได้ ว่านชักมดลูก ฝาน 3 ว่าน ต้มดื่มเฉพาะเวลาปวด
  • ยาสตรีปวดมดลูก นำพริกไทยล่อน 7 เม็ด ดีปลี 7 เม็ด กระเทียม 7 กลีบ ขิง 7 ชิ้น ไพลสด 7 แว่น ว่านชักมดลูก 7 แว่น เอาตัวยารวมกันตำให้ละเอียด นำไปต้ม ดื่มเช้า – เย็น ประมาณ 3 วันก็จะหาย
  • แก้เจ็บขา ปวดขา ฝานว่านชักมดลูก 7 แว่น ย่างไฟจนกรอบ ดองเหล้า 3 คืน กินเช้าก๊ง แลงก๊ง(ค่อยๆ กิน)


  ยาสตรีหลังคลอด (ต้ม) ที่มีส่วนผสมของว่านชักมดลูก นำยาใส่น้ำพอท่วม ต้มด้วยไฟปานกลาง นานครึ่งชั่วโมง นำเฉพาะส่วนน้ำมาทานครั้งละ 250 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร หรือดื่มแทนน้ำ รับประทานติดต่อกัน 1 สัปดาห์หรือจนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด แต่ไม่เกิน 15 วัน

11

ถิ่นกำเนิดว่านน้ำ
แหล่งกำเนิดอาจพบเห็นในทวีปยุโรปเกือบทั้งหมด (ยกเว้นสเปน รัสเซียตอนเหนือ) จากตะวันออกกลางไปทางตอนเหนือ ลงมาตอนใต้ที่ไซบีเรีย, จีน, ญี่ปุ่น, พม่า, ศรีลังกา, อินเดีย และอเมริกาทางตอนเหนือ ที่พบเห็นกำเนิดในอเมริกา ใช้ชื่อ Acorus americanus มีโครโมโซมเป็น Diploid  แต่ที่เจอในจีนและอินเดีย เป็น Triploid ไม่ติดเมล็ด  เป็นไม้น้ำขึ้นในพื้นที่ชื้นแฉะหรือแหล่งน้ำตื้น แถวขอบ สระ บ่อ คูคลอง และแหล่งน้ำอื่น ๆ มักเจริญเติบโตปะปนกับพรรณไม้น้ำอื่น ๆ โดยเฉพาะกก หรือปลูกเดี่ยว ๆ ในอ่างน้ำหรือริมน้ำ
ในไทยว่านน้ำพบได้ในทุกภาค แต่พบมากทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบนที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร แถบจังหวัดเลย โดยมักพบเห็นบริเวณริมลำห้วย ริมลำธาร หรือริมหนองน้ำ ประเทศไทยพบเห็นว่านน้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศอีก 2 ชนิด คือ A. pusiilu และ A. gramineus ซึ่งเป็นว่านน้ำที่นำเข้าเพื่อใช้ปลูกในตู้ปลา
ลักษณะทั่วไปว่านน้ำ

  • เหง้า เป็นส่วนลำต้นใต้ดินที่เจริญเป็นแท่งยาวขนานไปกับผิวดินใต้น้ำ มีรูปกลมยาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร เจริญเป็นข้อๆ มีสีขาวออกน้ำตาล มีรากฝอยแตกออกบริเวณข้อ
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวที่แตกออกจากราก มีรูปเรียวยาวคล้ายใบดาบ กว้างประมาณ 1-20 ซม. ยาวประมาณ 70-120 ซม. ใบมีลักษณะหนา สีเขียวเข้มเป็นมัน ฉ่ำน้ำ ใบมีกลิ่นหอม เมื่อแตกออกจากเหง้าจะพับตีบ และค่อยๆแผ่ออก คล้ายว่านหางช้าง
  • ดอก และผล ดอกแทงออกเป็นช่อ บริเวณก้านใบ มีรูปร่างเป็นแท่ง มีลักษณะสีเขียวอ่อนออกเหลืองเมื่ออ่อน และเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมน้ำตาลจนถึงน้ำตาลแดงเมื่อแก่ ทรงดอกมีรูปร่างคล้ายธูปหรือผลดีปลี ยาวประมาณ 5-10 ซม. มีก้านดอกใหญ่ ตรงยาวประมาณ 15-30 ซม. ดอกประกอบด้วยเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน ผลที่สุกจะออกสีน้ำตาลแดง ประกอบด้วยเมล็ดขนาดเล็กที่เจริญจากหลายรังไข่ในดอกเดียว
  • เหง้า มีลักษณะคล้ายข่า รูปทรงกระบอก ค่อนข้างแบน ภายนอกมีสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลอมชมพู มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรากเล็กเป็นฝอยๆแตกออกบริเวณเหง้า

    การขยายพันธุ์ว่านน้ำ
    โดยการแยกหน่อ
    การปลูกว่านน้ำ ว่านน้ำปลูกได้ดีในที่ชื้นแฉะ มีน้ำท่วม ริมบ่อน้ำ ปลูกโดยการตัดต้นพันธุ์หรือเหง้าให้มีข้ออย่างน้อย 1 ข้อ ปักชำในกระบะทรายก่อน พอเริ่มงอกจึงย้ายไปเพาะปลูกหรือนำท่อนพันธุ์ไปปักประมาณ 1 สัปดาห์ จะเป็นใบอ่อนแตกออกมา ว่านน้ำเป็นพืชที่ชอบแสงแดดรำไร เจริญเติบโตได้ดีในฤดูฝน เมื่อเข้าปลายฤดูฝนเหง้าจะเริ่มมีใบแห้ง เริ่มจากเหง้าข้อที่ 1 ไปเรื่อยๆ ถ้าขาดน้ำในช่วงนี้เป็นเวลานาน เหง้าอาจจะแห้งตายได้แต่ถ้ามีน้ำอยู่ เหง้าก็ยังคงสดอยู่และแตกรากและใบใหม่ต่อไป
    องค์ประกอบทางเคมี
    น้ำมันระเหยง่าย 0.5-10% ประกอบด้วย asarone, cis-methylisoeugenol, asaryl aldehyde, acorone, acoroxide, acorin, calcmene, linalool, calamol, calameone, azulene, pinene, cineole, camphor  และยังพบสาร Calacone, Acorenone, Shyobunone, Tannin, แคลเซียม, โพแทสเซียม, และวิตามินซี เป็นต้น และยังมีสารในกลุ่ม Sesquiterpene ที่ประกอบไปด้วย Acoragermacrone, Acolamone, Isoacolamone  glucoside รสขมชื่อ acorin     
     

    Tags : ว่านน้ำ

12

ถิ่นกำเนิดไพล
พืชพรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียแถบประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย  พืชชนิดนี้มีเขตการแพร่กระจายพันธุ์ทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในไทยนั้นพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่นิยมปลูกกันมากในแถบจังหวัด กาญจนบุรี,สุพรรณบุรี,ปราจีนบุรีและสระแก้ว
ลักษณะทั่วไปไพล
ไม้ล้มลุกอายุหลายปีเหง้าอวบหนาผิวนอกสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลืองอมสีส้ม มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับโอบกันแน่นชูเหนือ ดินเป็นลำต้นเทียม สูง 1.2-1.8 เมตร แตกกอกาบใบเกลี้ยงหรือมีขนตามขอบ ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียว รูปแถบ กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 20-35 เซนติเมตร ปลายเรียวยาว โคนสอบ ผิวใบด้านล่างมีขนนุ่ม ก้านใบยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ลิ้นใบเป็นสองแฉกตื้นยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มีขน ช่อดอก แบบช่อเชิงลด ออกจากเหง้า ก้านช่อตั้งตรงขึ้นเหนือดิน ยาว 20–25 เซนติเมตร รูปกระสวยถึงรูปไข่ กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร ใบ ประดับเรียงซ้อนกันแน่น สีน้ำตาลขอบสีเขียว อ่อน รูปไข่ ยาว 3-3.5 เซนติเมตร ผิวมีขนนุ่ม ปลายแหลม ใบประดับย่อยยาว 1-1.5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงโคนติดกันเป็นหลอด สีขาว ยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร กลีบดอกสีเหลือง อ่อน โคนติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นสามแฉก เกสรเพศผู้ เป็นหมันที่เปลี่ยนไปเป็นกลีบปากยาวประมาณ 6 เซนติเมตร รูปเกือบกลม สีขาว ปลายแยกเป็น 2 แฉก และจะแยกออกลึกขึ้นเมื่อดอกใกล้โรย เกสรเพศผู้เป็นหมันที่เหลือรูปขอบขนาน สีเดียว กับกลีบปาก ขนาบสองข้างของโคนกลีบปากและ เชื่อมเป็นแผ่นเดียวกัน เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี1 อัน ก้านเกสรเพศผู้สั้นมาก อับเรณูเป็นหงอนยาว และโค้งหุ้มก้านยอดเกสรเพศเมีย ที่ยาวขึ้นไป เหนืออับเรณูรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มี3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุลจำนวนมาก ผล แบบผลแห้งแตก รูปทรงกลม
การขยายพันธุ์ไพล[/url] [/b]
ไพลสามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด  แง่งหรือรากซึ่งเป็นส่วนของลำต้นใต้ดิน  โดยทั่ว ไปๆจะใช้ส่วนของเหง้าเป็นท่อนพันธุ์ในการนำไปปลูก ไพลชอบดินร่วนซุย ไม่ชอบน้ำขังหรือดินที่มีการระบายน้ำไม่ดีเนื่องจากจะเน่าเสียโดยเฉพาะดินที่มีสภาพเป็นกรด เมื่อมีฝนซุกหรือความชื้นในดินสูง จะทำให้เกิดโรคแง่งเน่า สามารถนำไปปลูกกลางแจ้งจนถึงมีแสงแดดพอควร  ส่วนต้นเหนือดินมักจะยุบหรือแห้งเมื่อเข้าฤดูแล้ง  ส่วนใหญ่จะเก็บเหง้าแก่เมื่ออายุ 2-3 ปี หลังปลูก
องค์ประกอบทางเคมี
องค์ประกอบทางเคมีไพลมีองค์ประกอบเคมีเป็น น้ำมันระเหยง่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.87,8 โดย องค์ประกอบเคมีของน้ำมันระเหยง่ายอาจแตก ต่างกันไปตามแหล่งที่มา แต่โดยทั่วไปมักมีสาร กลุ่มมอโนเทอร์พีน (monoterpene) เป็นหลัก เช่น แอลฟา-ไพนีน ( ᶏ-pinene), ซาบินีน (sabinene), แอลฟา-เทอร์พินีน ( ᶏ-terpinene), แกมมา-เทอร์พินีน ( ᶌ-terpinene), เทอร์พีน- 4-ออล (terpenen-4-ol)
นอกจากนั้นไพลยังมี สารสีเหลืองเคอร์คูมิน ( c u r c um i n ) ได้แก่ cassumunin A-C, curcumin , อนุพันธ์แนฟโทควิโนน (naphthoquinone derivatives), อนุพันธ์บิวทานอยด์ (butanoid der ivat ives) หลายชนิด ที่สำคัญได้แก่  cassumunarins (อี)-4-(3,4-ดีเมทอกซีเฟนิล)บิว-3-อีน-1-ออล [(E)-4-(3,4-dimethoxyphenyl)but-3-en-1-ol หรือสารดี(D)], (อี)-1-(3,4-ดีเมทิลเฟนิล) บิวทาไดอีน [(E)-1-(3,4-dimethylphenyl) butadiene หรือ สารดีเอ็มพีบีดี(DMPBD)], อนุพันธ์ไซโ ค ล เ ฮ ก ซีน ( c y c l o h e x e n e derivatives) เช่น ซีส-3-(3,4-ไดเมทอกซีเฟนิล) -4-[(อี)-3,4-ไดเมทอกซีสไตริล]ไซโคลเฮก-1- อีน [cis-3-(3,4)-dimethoxyphenyl)-4-[(E)-3, 4-dimethoxystyryl]cyclohex-1-ene]
สรรพคุณ 
เหง้า ขับโลหิตร้ายทั้งหลายให้ตกเสีย ขับระดูสตรี แก้ฟกช้ำ เคล็ดบวม ขับลมในลำไส้ ขับระดู ไล่แมลง แก้จุกเสียด ดูแลโรคเหน็บชา แก้ปวดท้อง บิดเป็นมูกเลือด ช่วยสมานแผล สมานลำไส้ แก้ลำไส้อักเสบ แก้มุตกิดระดูขาว ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปวดท้อง แก้ท้องผูก แก้อาเจียน แก้ปวดฟัน เป็นยาดูแลรักษาหืด แก้เคล็ดขัดยอก ข้อเท้าแพลง แก้โรคผิวหนัง แก้ฝี ทาเคลือบแผลป้องกันการติดเชื้อ ดูดหนอง สมานแผล แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นยาชาเฉพาะที่ ใช้ป้องกันเล็บถอด และใช้ต้มน้ำอาบหลังคลอดดูแลรักษาอาการปวดเมื่อย  เคล็ดขัดยอก  ฟกช้ำ  ลดอาการอักเสบ  บวม เส้นตึง เมื่อยขบ เหน็บชา และลดอาการปวด  มีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ สมานแผล หรือต้มน้ำสมุนไพรอาบ เป็นส่วนประกอบในยาประคบ ถูนวดตัว บำรุงผิวพรรณ ราก แก้โรคอันบังเกิดแต่โลหิตอันออกทางปากและจมูก ขับโลหิต แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ปวดท้อง ช่วยทำให้ประจำเดือนมาปกติ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องผูก แก้โรคผิวหนัง แก้เคล็ดขัดยอก
           นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการใช้เหง้าไพล ในยาดูแลอาการทางระบบทางเดินอาหาร ตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีส่วนประกอบของไพลร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ และยารักษากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ปรากฏตำรับ “ยาประสะไพล” มีไพลเป็นส่วนประกอบหลักร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ และขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอดบุตร
การศึกษาทางคลินิก
ครีมไพลซึ่งมีน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบ (14%) พบเห็นว่าใช้ภายนอกลดอาการปวดบวมในการรักษาข้อเท้าแพลง   เหง้ามีสาร veratrole มีฤทธิ์ขยายหลอดลม มีการทดลองให้กินในผู้ป่วยโรคหืดพบเห็นว่าได้ผลทั้งหืดชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง
 

Tags : ไพล

13

ถิ่นกำเนิดบุก
บุกเป็นพืชหัว เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อประมาณ 100 กว่าปีมาแล้วโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี Odoardo Beccari  ได้ค้นหาพืชในสกุลบุกชนิดหนึ่ง คือ Amophophallus  titanium (Becc.) Ex  Arcang. ในป่าของประเทศอินโดนีเซียด้วยขนาดดอกที่ใหญ่มหึมาและลักษณะรูปพรรณสัณฐาน  สีสันสวยงาม แปลตาได้ปลุกเร้าความสนใจของนักพฤกษศาสตร์ และคนทั่วไปให้หันมาค้นพบและให้ความสำคัญกับพืชนี้มากขึ้น   และได้ขนานนามดอกไม้ขนาดยักษ์นี้ว่า “ดอกไม้มหัศจรรย์” สายพันธุ์บุกในโลกมีไม่ต่ำกว่า 90 ชนิด  มีถิ่นกำเนิดในประเทศเอเชีย  พบเห็นมากที่สุดในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียที่พบมากกว่า 80 ชนิด จากการสำรวจพบเจอว่ามีพืชสกุลบุกอยู่ประมาณ 170 ชนิดทั่วโลก และพบเจอในประเทศไทย 46 ชนิด (เต็ม, 2544 และ Hetterscheid & Ittenbach, 1996) เจริญเติบโตและแพร่กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะบริเวณป่าโปร่งที่เป็นแหล่งอาศัยของพืชพื้นเมือง

  • ภาคเหนือ พบเห็นที่  แม่ฮ่องสอน  เชียงใหม่  เชียงราย  พะเยา  ลำพูน  ลำปาง แพร่  น่าน พิจิตร  อุดรดิตถ์  กำแพงเพชร  พิษณุโลก  และสุโขทัย
  • ภาคกลาง พบเจอที่  กรุงเทพมหานคร  นนทบุรี  ธนบุรี  ปทุมธานี  และปราจีนบุรี
  • ภาคใต้      พบเห็นที่  ประจวบคีรีขันธ์  ชุมพร  ระนอง  ปัตตานี  พังงา  ภูเก็ต  สุราษฎร์ธานี  กระบี่  ยะลา  และนราธิวาส
  • ภาคตะวันออก พบเห็นในหลายจังหวัดทางฝั่งทะเลตะวันออก
  • ภาคตะวันตก พบเห็นที่  สุพรรณบุรี  กาญจนบุรี  และ  เพชรบุรี
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบเห็นมากที่นครราชสีมา และ  บุรีรัมย์

    ลักษณะทั่วไปบุก[/url][/b]
      ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  ไม่ล้มลุกเนื้ออ่อน ลำต้นอวบ สีเขียวเข้ม ตามต้นมีรอยด่างเป็นดวงๆ เขียวสลับขาว  ใบเป็นชนิดใบเดี่ยว  แตกใบที่ยอด  กลุ่มใบแผ่เป็นแผงคล้ายร่มกางก้านใบต่อเนื่องกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5 – 7 ใน รูปใบยาวปลายใบแหลม  ขนาดใบยาว 12 – 15 ซม. ลำต้นสูง 1 – 2 เมตร  ดอกบุกเป็นสีเหลือง บานในตอนเย็นมีกลิ่นเหม็น  คล้ายหน้าวัว ประกอบด้วยปลี  และจานรองดอก  จานรองดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง  12 – 15 ซม. เกสรตัวผู้และตัวเมียรวมอยู่ในดอกเดียวกัน  แต่แยกกันอยู่คนละชั้น  เมื่อบานจานรองดอกจะโรย  เหลืออยู่แต่ปลีดอก  ซึ่งจะกลายเป็นผล  ก่อนออกดอกต้นจะตายเหลือแต่หัว ซึ่งเป็นก้อนกลมสีขาว ขนาด 6 – 10 ซม.เจริญเติบโตอยู่ใต้ดิน
    การขยายพันธุ์
    โดยปกติบุกแพร่พันธุ์ได้ตามธรรมชาติด้วยการแตกหน่อหรือเมล็ด  เมื่อเมล็ดบุกแก่จัดจะร่วงกระจัดกระจายลงสู่พื้นดิน  จากการเฝ้าสังเกตของนักพฤกษศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องการกระจายพันธุ์ของบุกรายงานว่าในประเทศอินเดียและประเทศอื่นบางประเทศพบเจอนกเงือกและนกกาเขนกินผลบุก  เนื่องจากผลของบุกส่วนใหญ่มีสีสดใสจึงดึงดูดให้นกมากินซึ่งเป็นการช่วยกระจายพันธุ์บุกตามธรรมชาติอีกวิธีหนึ่ง  สำหรับในประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานในเรื่องนี้ แต่จากการสังเกตในแปลงรวบรวมตัวอย่างบึกพบว่ามีนกปรอดหัวโขนมากินผลซึ่งกำลังสุกแดง  ซึ่งนอกจากนกแล้วมนุษย์ยังเป็นตัวการสำคัญในการกระจายพันธุ์ของบุก โดยการนำส่วนขยายพันธุ์ของบุก คือ เมล็ด หัว และส่วนขยายพันธุ์อื่นไปปลูกตามบ้านเรือนและไร่นา จึงทกให้มีบุกเจริญเติบโตอยู่ทั่วไป
    บุกสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธีดังนี้

  • โดยวิธีการเพาะเมล็ด บุกสามารถขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ โดยเมล็ดที่ร่วงหล่นลงดินสามารถงอกเป็นต้นใหม่ได้  จากการลองในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม  พบว่าเมล็ดบุกส่วนใหญ่มีความงอกมากว่า 90%  และบุกบางชนิดมีระยะพักตัวเป็นเวลานานถึง 4 เดือน
  • โดยวิธีการแตกหนอจากหัวเดิม บุกบางชนิดมีหน่อขนาดเล็กเป็นจำนวนมากอยู่บนหัวเดิม  ซึ่งหน่อเหล่านี้  สามารถแยกไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้หรือใช้วิธีตัดแบ่งหัวเกา แล้วนำไปปลูกขยายพันธุ์แต่มักมีปัญหาเรื่องหัวเน่า
  • โดยใช้เหง้า (Rhizome) บุกบางชนิดเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีเหง้าแตกออกมาจากหัวเติมโดยรอบมีความยาว 10 – 30 เซนติเมตร นำเหง้ามาตัดแบ่งเป็นท่อนสั้นๆ  แล้วนำไปปลูกขยายพันธุ์ได้อีกวิธีหนึ่ง


 

เครดิตบทความจาก : http://www.disthai.com/16488234/%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%81

14

ถิ่นกำเนิดกีบแรด[/url][/b]
เป็นพืชที่มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง เจอได้ตั้งแต่ไต้หวัน , มาเลเซีย ,ออสเตรเลีย นิวกินี และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ในประเทศไทยเจอได้ทั่วทุกภาคของประเทศ มักพบขึ้นเองตามสภาพของเขา ตามป่าชื้น ป่าดิบเขาที่มีร่มเงาและมีความชื้นสูง ใกล้แหล่งน้ำ ตามที่รกร้างทั่วไป โดยเฉพาะตามห้วยต่าง ๆ
ลักษณะทั่วไปกีบแรด 
เฟินกีบแรด เป็นเฟินดิน ชอบร่มเงา และต้องการความชื้นในอากาศสูง ในประเทศไทยพบเห็นทั่วไปตามป่าดิบเขาที่มีร่มเงาและความชื้นสูง มีข้อสันนิษฐานว่า เฟินกีบแรดต้องอาศัยอยู่ร่วมกับเชื้อราที่ระบบรากของกีบแรด เพื่อให้เชื้อราช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ ให้กลายเป็นธาตุอาหารให้กับรากของกีบแรดดูดซึมเข้าไป โดยลำพังมันไม่สามารถดูดซับเองได้ และกีบแรดแลกเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลให้กับเชื้อราคืนด้วย หากไม่มีเชื้อรา กีบแรดอาจจะไม่เจริญเติบโตได้
ลักษณะต้น
เป็นเฟินที่มีขนาดใหญ่ มีลำต้นเป็นหัวอยู่ฝังที่ระดับผิวดิน เป็นเนื้ออวบอ้วน ที่หัวมีร่องรอยบุ๋มรอบหัว ซึ่งเกิดจากขั้วของก้านใบที่หลุดออก เหลือไว้เป็นร่อง มองดูคล้ายกีบเท้าแรด สมชื่อที่เรียกว่า กีบแรด เคยมีคนบอกว่าเจอที่เชียงใหม่ ขนาดของหัวใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 ม.
ใบว่านกีบแรด
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ใบรวมทั้งหมดยาวประมาณ 1.8-4.5 เมตร และกว้างได้ถึง 2 เมตร ใบย่อยมีรูปร่างเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบมนไม่เท่ากันหรือเป็นรูปหัวใจตื้น ๆ และเบี้ยว ส่วนขอบใบจักมน จักเป็นฟันเลื่อย หรือจักถี่ ๆ ตลอดทั้งขอบใบ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา อวบน้ำ มีเมล็ดสีน้ำตาล หลังใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน เส้นแขนงใบอิสระแยกสาขาเป็นคู่ จำนวนมาก ก้านใบย่อยบวม ยาวประมาณ 3-8 มิลลิเมตร ก้านใบร่วมมีขนาดใหญ่ รูปอวบกลม ตามใบแก่จะมีอับสปอร์สีน้ำตาล เรียงติดกันเป็นบริเวณอยู่ใกล้กับขอบใบตรงด้านท้องใบ กลุ่มอับสปอร์จะอยู่ห่างจากขอบใบประมาณ 1 มิลลิเมตรรูปร่างเป็นรูปรี ประกอบด้วย 7-12 อับสปอร์ ผนังเชื่อมติดกัน ไม่มีเยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์
หัว จะมีรูปร่างคล้ายกับกีบเท้าของแรดหรือกระบือ หัวนั้นจะเป็นสีน้ำตาลแก่ แต่ถ้าหักหัวดูภายในเป็นสีเหลืองเหมือนขมิ้น และมีรสเย็นฝาด
การขยายพันธุ์
 สปอร์ หรือ ใช้กีบด้านข้างลำต้น นำไปชำในที่ร่มและชื้น แต่ใช้ระยะเวลานานมากกว่าจะแตกตาต้นใหม่
การปลูกเลี้ยง :
ฝังหัวเหง้าลงตื้นๆ ให้หัวโผล่อยู่ที่ผิวเครื่องเพาะปลูกสำหรับวัสดุปลูก ชอบสภาพเป็นกรดเล็กน้อย มีใบไม้ผุมากๆ และโปร่ง ผสมทรายหยาบบ้าง เพื่อให้ระบายน้ำและระบบรากถ่ายเทอากาศดี ชอบแสงรำไรและอากาศชุ่มชื้น เหมาะปลูกเป็นสวนป่า หรือปลูกลงกระถางก็สวยงามดี หากนำไปปลูกในกระถาง ควรเลือกกระถางให้ใหญ่กว่าหัวมากหน่อย แต่หากนำไปปลูกลงดิน จะเจริญเติบโตได้ดีกว่า ปกติให้ใบใหม่ช้า แต่เมื่อใบอ่อนเริ่มงอก จะโตได้รวดเร็ว และไม่ทิ้งใบบ่อย ต้นที่นำไปปลูกอยู่บ้าน แต่ละใบอยู่ให้เห็น 1-2 ปี ในช่วงที่ออกใบอ่อนใหม่ หากมีช่วงขาดน้ำ เมื่อได้รับน้ำอีกครั้ง มันจะเกิดเป็นปุ่มตาที่ก้านใบ ที่ดูเหมือนเป็นข้อที่ก้านใบ
 

Tags : กระชายดำ,กวาวเครือขาว,ว่านชักมดลูก

15

ถิ่นกำเนิดเจตมูลเพลิงแดง 
เจตมูลเพลิงแดงเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี และถือเป็นสมุนไพรเก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทยและอินเดีย  เจตมูลเพลิงแดงเป็นพืชสมุนไพร ทีมีการนำเอามาใช้ทางด้านเภสัชกรรมอย่างกว้างขว้างเป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย และมีการกระจายพันธุ์ในประเทศแถบเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น จีน ไทย อินโดเนียเซีย
ลักษณะทั่วไปเจตมูลเพลิงแดง[/url]  [/b]
               ไม้พุ่มล้มลุกขนาดเล็ก สูงราว 1-1.5 เมตร มีอายุหลายปี กิ่งก้านมักทอดยาว ยอดอ่อนสีแดง ลำต้นกลมเรียบ กิ่งอ่อนสีเขียวผสมแดง มีสีแดงบริเวณข้อ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน รูปไข่ กว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 8-13 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน มีสีเขียว ใบบาง แผ่นใบมักบิด ก้านใบและแกนกลางใบอ่อนมีสีแดง ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะเชิงลด ยาว 20-90 ซม. ก้านช่อดอกยาว 1-3 ซม. มีดอกย่อยจำนวนมาก ประมาณ 10-15 ดอก ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด กลีบดอกสีแดงสด กลีบบางมี 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปไข่กลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายกลีบกลม เป็นติ่งหนามตอนปลาย ใบประดับและใบประดับย่อยรูปไข่ขนาดเล็ก ยาว 0.2-0.3 ซม. เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดตรงข้ามกลีบดอก อับเรณูยาวประมาณ 2 มม. รังไข่รูปรี ก้านเกสรเพศเมียมีหลายขนาดมีขนยาวที่โคน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปใบหอก เป็นหลอดเล็ก ยาว 0.5-1 เซนติเมตร สีเขียว และมีขนเหนียวๆปกคลุม เมื่อจับรู้สึกเหนียวมือ ดอกออกระหว่างเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์  ผลลักษณะเป็นฝักกลม ทรงรียาว   จะแตกออกเมื่อแก่ รากสีน้ำตาลดำเป็นเส้นๆ
การขยายพันธุ์เจตมูลเพลิงแดง   
การขยายพันธุ์สามารถทำได้โดยการ เพาะปลูก เมล็ด  และการปักชำกิ่ง  การขยายพันธุ์เจตมูลเพลิง (ทั้งแดงและขาว) นั้น ปกติก็ใช้วิธีเพาะเมล็ด แต่ในกรณีที่ต้องการนำไปปลูก เป็นจำนวนมาก เราสามารถใช้วิธีปักชำกิ่งก่อนนำไปนำไปปลูก ขยายลงแปลงหรือลงในรองซีเมนต์ (หากนำไปปลูก ลงแปลงรากของเจตมูลเพลิงจะไชลงในดินลึกและยากแก่การเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงใช้วิธีเพาะ ลงในรองซีเมนต์ชนิดที่ไม่มีก้น แต่ใช้วัสดุแผ่นเรียบวางรองพื้นแทน เพื่อป้องกันไม่ให้รากชอนไชลงพื้น) ชนิดที่ต้องให้ระบายน้ำได้สะดวก โดยปลูก ในช่วงต้นฝนแล้วรดน้ำให้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ปล่อยจนมีอายุครบ 1 ปี (เป็นอย่างน้อย) แล้วจึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิต
การชำส่วนของลำต้น คือการตัดส่วนของยอดและส่วนของลำต้น ประมาณ 2 นิ้ว หรือ 2 ข้อของลำต้น นำมาชำด้วยวัสดุปักชำขี้เถ้าแกลบใช้เวลาประมาณ 45-50 วัน จะสามารถนำไปนำไปปลูก ลงถุงเพื่อเลี้ยงให้ต้นแข็งแรงก่อนนำไปเพาะปลูก ในแปลง วิธีนี้จะได้ผล 40-50%
            การชำราก คือการตัดส่วนของรากที่อยู่ใต้ดินนำมาชำกับวัสดุปักชำตัดรากยาวประมาณ 2 นิ้ว ใช้เวลา 60-90 วันจะเริ่มแตกยอดและรากใหม่ 6 เดือนพร้อมปลูกได้ วิธีนี้จะได้ผล 80-90%
เจตมูลเพลิง 1 ต้น จะมีกิ่งสาขาเป็นจำนวนมากและออกดอกปีละ 1 ครั้ง หากถึงฤดูแล้งใบของเจตมูลเพลิงก็จะเฉาลงบ้าง หากปล่อยไว้จนถึงฤดูฝนใหม่ก็จะเจริญงอกงามขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งมีอายุมาก รากของมันจะยิ่งมีประโยชน์ทางยาสูงขึ้น แต่วิธีกาขยายพันธุ์ด้วยเพาะเมล็ดและปักชำกิ่งไม่สามารเพิ่มจำนวนต้นให้ได้ในปริมาณที่มากลยังใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานจึงจะสามารถผลิตต้นเจตมูลเพลิงแดงให้มากเพียงพอกับความต้องการ
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช จึงเป็นเทคนิคการแพร่พันธุ์พืชวิธีหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ได้ เนื่องจากเทคนิคนี้สามารถผลิตต้นพืชได้เป็นจำนวนมากในเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตามในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยือพืชบนอาหารวิทยาศาสตร์สูตรที่เหมาะสม จึงจะทำให้สามารถขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนต้นได้อย่างรวดเร็ว  ถึงแม่ว่าได้มีการศึกษาหาสูตรอาหารที่เหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนต้นของเจตมูลเพลิงแดงบ้างแล้วก็ตาม แต่สูตรอาหารที่เหมาะสมผันแปรได้เนื่องจากระยะการเจริญเติบโตของพืช วัตถุประสงค์ในการปลูกเลี้ยง  สภาพแวดล้อมที่เพาะพืช  และความสมบูรณ์ของต้นพืช ฉะนั้นวิธีการปลูกเลี้ยงเนื้อเยื่อนี้จึงต้องมีการทดลองให้ได้ผลอย่างแน่นอนต่อไป
การเก็บเกี่ยวเพื่อเอารากเจตมูลเพลิงนั้น จะมีการเก็บเกี่ยวช่วงปลายฤดูแล้งราวกลางเดือนถึงปลายเดือนเมษายน โดยใช้วิธียกรองซีเมนต์ขึ้นจากกอของเจตมูลเพลิง แล้วใช้เสียมค่อยๆ คุ้ยเอาเฉพาะรากของเจตมูลเพลิง นำไปล้างในน้ำสะอาด (หรือใช้น้ำฉีด) จนเหลือแต่รากล้วนๆ นำไปตากแห้งหรืออบแห้ง ซึ่งรากของเจตมูลเพลิงแห้งจะเสียน้ำหนักไม่มาก รากแห้ง/รากสด น่าจะมีอัตราส่วนราว 1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 1.5 โดยประมาณ
 

Tags : กระชายดำ

หน้า: [1] 2 3