แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - watamon

หน้า: [1] 2 3 ... 6
1

เหงือกปลาหมอ
ถิ่นกำเนิดเหงือกปลาหมอ
เหงือกปลาหมอนับว่าเป็นสมุนไพรพื้นถิ่นของไทยพวกเราเนื่องจากมีประวัติสำหรับในการประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งเหงือกปลาหมอนี้เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นที่โล่งแจ้งและก็ชอบพบบ่อยในรอบๆป่าชายเลน หรือตามพื้นที่ชายน้ำริมฝั่งคลอง เติบโตเจริญในที่ร่มและมีความชุ่มชื้นสูง หรือในแถบที่ดินเค็มและไม่ถูกใจที่ดอน แถบภาคอีสารก็มีรายงายว่าปลูกได้เช่นกัน เหงือกปลาหมอ พบอยู่ 2 พันธุ์ คือ จำพวกดอกสีขาว Acanthus ebracteatus Vahl พบได้บ่อยในภาคกึ่งกลางแล้วก็ภาคตะวันออก ชนิดดอกสีม่วง  Acanthus ilicifolius L. เจอทางภาคใต้ อีกทั้งเหงือกปลาหมอยังเป็นจำพวกไม่ขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป
ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกึ่งกลาง มีความสูงราวๆ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งชัน มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 ซม.
ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบโดดเดี่ยว รูปแบบของใบมีหนามคมอยู่ขอบขอบใบรวมทั้งปลายใบ ขอบใบเว้าเป็นช่วงๆผิวใบเรียบเป็นมันลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีเหลือบสีขาวเป็นแนวก้างปลา เนื้อเรือใบแข็งรวมทั้งเหนียว ใบกว้างโดยประมาณ 4-7 เซนติเมตร และยาวราวๆ 10-20 ซม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
ดอกเหงือกปลาหมอ มีดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว ทั้งนี้สีของดอกขึ้นกับพันธุ์ของต้นเหงือกปลาหมอเป็น ดอกมีจำพวกดอกสีม่วง หรือสีฟ้า รวมทั้งชนิดดอกสีขาว แต่ลักษณะอื่นๆเหมือกันคือ  ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน ส่วนกลีบดอกเป็นท่อปลายบานโต ยาวราว 2-4 เซนติเมตร บริเวณกึ่งกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้แล้วก็เกสรตัวเมียอยู่
ผลเหงือกปลาหมอ รูปแบบของผลเป็นฝักสีน้ำตาล รูปแบบของฝักเป็นทรงกระบอกกลมรี รูปไข่ ยาวประมาณ 2-3 ซม. เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ด้านในฝักมีเมล็ด 4 เมล็ด
เหงือกปลาหมอ
รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน กลากเกลื้อน
ชื่ออื่น : แก้มแพทย์ แก้มหมอเล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ในตำรายาไทยกล่าวว่า เหงือกปลาหมอสามารถแก้โรคผิวหนังได้ทุกชนิด
ในเมื่อเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณเด่นแก้น้ำเหลืองเสียได้ โรคผิวหนังต่างๆแม้แต่ โรคอีสุกอีใส ที่เกิดจากเชื้อไวรัสก็จะเบาลงลง
ในกรณีโรคผิวหนังพุพองจากเชื้อไวรัสเอดส์ แม้จะร้ายแรงกว่าโรคผิวหนังทั่วๆไป แต่เมื่อใช้เหงือกปลาหมอเป็นอีกทั้งยารับประทานและต้มน้ำอาบต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 3 เดือนขึ้นไป แผลพุพอง ก็จะลดลงลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนเจ็บโรคผิวหนังด้วย
วิธีปรุงยาและการใช้ยาก็มีหลายแนวทาง คือ
แนวทางต้มยากินแล้วก็อาบ
เอาเหงือกปลาหมอสดหรือแห้งสับเป็นท่อนเล็กๆใส่เต็มขันขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำ 4 ขัน ต้มยาให้เดือดนาน 10 นาที ตักน้ำยาขึ้นมา 1 แก้ว แบ่งไว้สำหรับดื่มรับประทานขณะอุ่นๆทีละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง ยามเช้า-เย็น ก่อนรับประทานอาหาร
ส่วนน้ำยาที่แบ่งไว้อาบนั้น จำต้องใช้อาบขณะน้ำยายังอุ่นอยู่ ก่อนอาบน้ำจำเป็นต้องชำระล้างร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดซะก่อน เมื่ออาบน้ำยาแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำธรรมดาตามอีก อาบน้ำยาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นทีละ 3-4 ขัน แต่ว่าถ้ามีเหงือกปลาหมอจำนวนมาก บางครั้งก็อาจจะต้มยาเพื่อแช่หมดทั้งตัวในอ่างก็ยิ่งดี
กระบวนการทำเป็นยาลูกกลอน
นำเหงือกปลาหมอทั้งยัง 5 ครั้งตากแห้งมาบดเป็นผุยผงละเอียด 2 ส่วน ผสมน้ำผึ้งแท้ 1 ส่วน ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ผู้ใหญ่กินทีละ 2 เม็ด เด็กบางครั้งก็อาจจะรับประทานทีละ 1 เม็ดหรือครึ่งเม็ดตามขนาดอายุและก็น้ำหนัก รับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร เช้า-เย็น กินไปเรื่อยตราบจนกระทั่งจะหาย แม้กระนั้นถ้าเป็นโรคผิวหนังจากภูมิคุ้มกันผิดพลาดก็จำต้องกินตลอดกาล

แนวทางการทำเป็นแคปซูล
นำผงเหงือกปลาหมอที่ผ่านการบินเป็นผงละเอียดเหมือนแป้งบรรจุแคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม ผู้ใหญ่รับประทานทีละ 2 แคปซูลวันละ 2-3 เวลาก่อนอาหาร เด็กน้อยลงตามส่วน
 เหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์มากมาย อาทิเช่น
-ราก มีคุณประโยชน์สำหรับการแก้โรคหืด อัมพาต แก้ไอ และก็ใช้ขับเสลด
-ต้น มีคุณประโยชน์รักษาโรคหลายอย่าง โดยใช้ต้นตำผสมน้ำดื่มรักษาวัณโรค อาการผอมเกร็ง หากใช้ทาก็ช่วยแก้โรคเหน็บชาได้
-ลำต้น ไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆก็จะได้สรรพคุณทางยาแตกต่างออกไปอีก
-ทั้งต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้ต้นลม แก้โรคผิวหนังทุกประเภท
-อีกทั้งต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังถอนพิษ ต้มรับประทานแก้พิษไข้ทรพิษ ฝีทั้งผอง ผลรับประทานเป็นยาขับโลหิตระดู นอกนั้น ถ้าหากตาเจ็บ ตาแดง เอา
"เหงือกปลาหมอ" อีกทั้งต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาทั้งตัว
- ต้นตำทาบริเวณที่เป็นจะดีขึ้น
- ตำเอาน้ำดื่มกากพอก งูกัด
- ต้นกับขมิ้นอ้อยตำทาป็นฝีฟกบวม เป็นริดสีดวงทวาร
- ต้นตำกับขิงรับประทาน โรคเรื้อน โรคกุฏฐัง จับไข้จับสั่น
- อีกทั้งต้นตำใบส้มป่อยต้มดื่ม เจ็บหลัง เจ็บเอว
- "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศตำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนกิน ริดสีดวงแห้ง
ในท้อง ผอมแห้งแรงน้อยเหลืองทั้งตัว กินทุกวี่วัน
- "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเสมอกันใส่หม้อ เกลือนิดเดียว หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 แท่ง ต้มกับน้ำกระทั่งเดือดให้งวดจึงชูลง กลั้นหายใจรับประทานขณะอุ่นจนกระทั่งหมด เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนตลอดตัว เวียนหัว ตามัว เจ็บระบมหมดทั้งตัว ตัวแห้ง จะหายได้
- "เหงือกปลาหมอ" ทั้งยัง 5 รวมราก กับ ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ปริมาณเท่ากัน กะตามอยาก ต้มกับน้ำจนถึงเดือดดื่มขณะอุ่นครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา เช้าตรู่ กลางวัน เย็น ต้มดื่มปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้าจะอาการดีขึ้น ไปให้แพทย์เอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย รวมทั้งต้องระวังอย่าให้เป็นอีก
ยาอายุวรรฒนะ
- "เหงือกปลาหมอ" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นรับประทานทุกวัน
กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค ปัญญาดี
กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง
กินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกหมวดหมู่หาย
กินได้ 4 เดือน แก้ลม 12 พวก หูไว
กินได้ 5 เดือน หมดโรค
กินได้ 6 เดือน เดินไม่รู้จักอ่อนแรง
กินได้ 7 เดือน ผิวสวย
กินได้ 8 เดือน เสียงน่าฟัง
กินได้ 9 เดือน หนังเหนียว
-"เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงกินกับน้ำร้อนถ้าผิวแตกทั้งตัวหายได้ ทั้งหมดที่บอกเป็นหนังสือเรียนยาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่ควรดูหมิ่น รู้ไว้เป็นวิชา http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรเหงือกปลาหมอ

2

รากสามสิบ
รากสามสิบ สรรพคุณสมุนไพรไทยเพื่อสุขภาพที่คนอยากมีลูกห้ามพลาด
          รากสามสิบ คุณประโยชน์เด่นๆของสมุนไพรตัวนี้ขึ้นชื่อเรื่องเป็นยาบำรุงสำหรับสตรี ซึ่งคนไม่ใช่น้อยบางทีอาจเคยได้เห็นสมุนไพรรากสามสิบแบบแคปซูลกันมาบ้าง แล้วทราบไหมคะว่า คุณประโยชน์ซึ่งมาจากรากสามสิบ สมุนไพรตัวเด็ดนี้มิได้มีดีแค่ช่วยคนต้องการมีลูกแค่นั้น
รากสามสิบ สมุนไพรนี้มีที่มา
          รากสามสิบโดยความเป็นจริงแล้วถูกเรียกหลายชื่อมากๆดังเช่นว่า สาวร้อยผัว จ๋วงเครือ (ภาคเหนือ) ผักชีช้าง ผักหนาม (ภาคอีสาน) สามร้อยราก สามสิบ ชีช้าง จั่นดิน หรือม้าสามต๋อน มีชื่อสามัญว่า Shatavari
          ส่วนลักษณะต้นรากสามสิบเป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง มีหนามแหลม มีเหง้าและก็รากใต้ดินเหมือนรากของต้นกระชาย ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว แยกเป็นช่อ มีกลิ่นหอม เป็นต้นที่ส่งผลสดลักษณะกลม ผิวเรียบมัน และมีเมล็ดสีดำ
รากสามสิบ สมุนไพรบำรุงสตรี
สรรพคุณรากสามสิบ
          รากสามสิบถูกเปรียบให้เป็นพลังแห่งการบูรณะความสาว (Female Rejuvenation) เป็นยาโบราณที่หมอแผนโบราณแล้วก็หมอสมุนไพรใช้เป็นยาบำรุงสำหรับสตรีมาตั้งแต่สมัยก่อน ซึ่งก็นับเป็นต้นเหตุของชื่อสาวร้อยสามี ชื่อเล่นอีกชื่อของรากสามสิบนั่นเอง โดยคนรุ่นก่อนชอบนำรากมาต้มรับประทานหรือปั้นเป็นลูกกลอนกินกับน้ำผึ้ง ซึ่งบอกต่อๆกันว่า จะช่วยบำรุงสตรีให้ไมว่าจะอายุเยอะแค่ไหนก็มีลูกได้ง่าย
          ยิ่งไปกว่านี้สมุนไพรรากสามสิบยังผ่านการค้นคว้าคุณประโยชน์มาเยอะมาก โดยพบว่า รากสามสิบมีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาตามนี้ติดตัวอยู่ด้วย
          - ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งเชื้อรา
          - คลายกล้ามเนื้อมดลูก
          - บำรุงหัวใจ
          - ลดการอักเสบ
          - แก้ปวด
          - ยับยั้งโรคเบาหวาน
          - ปราบเซลล์ของมะเร็ง
          - กระตุ้นภูมิต้านทาน
รากสามสิบ
          - ต้านภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ
          - ลดระดับไขมันเลือด
          - ปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
          - ลดอาการหัวใจโตที่เกิดขึ้นจากความดันโลหิตสูง
          - มีฤทธิ์ใกล้เคียงฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง)
          - ช่วยสร้างสมดุลฮอร์โมนผู้หญิง
          - ขับน้ำนม
          - ช่วยทำให้การตกไข่สมบูรณ์
          - ช่วยทำนุบำรุงกำลังท่านชาย
          - เสริมความแข็งแรงของน้ำเชื้อสเปิร์ม
          - ยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
          - ลดอาการกรดเกินในกระเพาะอาหาร
          - ยับยั้งพิษต่อตับ
          - แก้ริดสีดวงทวาร
          - ขับลม
          - ขับปัสสาวะ
          - ขับเสมหะ
          - บำรุงทารกในท้อง
          - แก้ตกเลือด
          - รักษาโรคคอพอก
          - แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ครั่นเนื้อครั่นตัว
          - ฝนรากทาเป็นยาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยได้
          - กระตุ้นประสาท บำรุงกำลัง
รากสามสิบ สมุนไพรบำรุงสตรี
          และด้วยคุณประโยชน์ของรากสามสิบที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับฮอร์โมนเอสโตรเจน คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยาจีงได้ทำการศึกษาเรื่อง ผลของสารสกัดรากสามสิบต่อการคุ้มครองป้องกันการสลายเนื้อกระดูกรวมทั้งอวัยวะสืบพันธุ์ ในหนูแรทที่ถูกตัดรังไข่ เนื่องมาจากมองเห็นว่า โรคกระดูกพรุนซึ่งมักจะกำเนิดกับเพศหญิงมากยิ่งกว่าผู้ชายนั้น มีต้นเหตุหลักจากการน้อยลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนตอนหลังหมดประจำเดือน โดยได้ผลการทดสอบมาว่า หนูที่ได้รับสารสกัดสมุนไพรรากสามสิบภายหลังถูกตัดรังไข่ มีน้ำหนักมวลกระดูกที่มากกว่ากรุ๊ปหนูถูกตัดรังไข่แต่ไม่ได้รับสารสกัดสมุนไพรรากสามสิบ
          ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดรากสามสิบยังไม่ส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวในเยื่อบุโพรงมดลูก ด้วยเหตุนี้ก็เลยสรุปได้ว่า สารสกัดรากสามสิบอาจมีความสามารถในการป้องกันการสลายของเนื้อกระดูกในตัวทดลองได้ โดยไม่ทำให้เกิดผลเสียใดๆก็ตามต่ออวัยวะสืบพันธุ์ แต่ว่ายังคงต้องทดลองเพิ่มเติมเพื่อศึกษาว่า สารสกัดรากสามสิบจะทำให้เกิดผลเสียใดๆก็ตามกับอวัยวะอื่นหรือเปล่า
รากสามสิบ สมุนไพรบำรุงสตรี       

หารากสามสิบได้จากที่ไหน
          แม้ต้นรากสามสิบจะยังมีให้เห็นอยู่ในประเทศไทย แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปขุดหารากสามสิบมาต้มกินให้อิดโรย เพราะว่าปัจจุบันมีสารสกัดรากสามสิบในรูปแคปซูลมาให้เลือกซื้อเยอะมาก แต่ว่าดังนี้ควรตรวจดูให้แน่ว่าแคปซูลรากสามสิบมีเครื่องหมายการค้าและได้รับการรับรองจากหน่วยงานของกินแล้วก็ยาไหม
          แต่แม้คนใดกันแน่สามารถหาต้นรากสามสิบสดๆได้ จะเอามาต้มยากินเองเราก็มีสูตรยาสมุนไพรรากสามสิบมาให้ด้วยค่ะ
น้ำรากสามสิบ (สูตรดั้งเดิม)
     ส่วนผสม

  • สมุนไพรรากสามสิบ ใช้ส่วนราก 2.5 กิโล
  • น้ำ 10 ลิตร


     วิธีทำ

  • นำรากสามสิบมาล้างให้สะอาด
  • ปอกเปลือกรวมทั้งดึงไส้ออก
  • หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
  • ล้างให้สะอาดอีกที
  • ต้มน้ำให้เดือด
  • ใส่รากสามสิบ ลงในหม้อต้ม
  • ต้มราวๆ 3 ชั่วโมง
  • ชิมรส และสามารถเพิ่มน้ำตาลกรวดหรือใบเตยเพิ่มความหอมลงไปได้
รากสามสิบแช่อิ่ม
     ส่วนประกอบ

  • สมุนไพรรากสามสิบ ใช้ส่วนราก 2.5 กก.
  • น้ำตาลทราย 1.5 กก.
  • น้ำ 5 ลิตร
    ขั้นตอนการทำ

  • นำรากสามสิบมาล้างให้สะอาด
  • ปอกและดึงไส้ออก
  • หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
  • ล้างให้สะอาดอีกครั้ง
  • ต้มน้ำให้เดือด
  • เพิ่มเติมน้ำตาลทราย ลงในหม้อต้ม
  • เคี่ยวจนน้ำตาลทรายละลายหมด
  • ใส่รากสามสิบ
  • เคี่ยวต่อกระทั่งเป็นสีเหลืองทองคำ
รากสามสิบ
สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังสำหรับในการใช้สมุนไพรรากสามสิบ
          เพราะสมุนไพรรากสามสิบออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน ฉะนั้นจึงจัดเป็นยาสมุนไพรที่ไม่ปลอดภัยนักต่อผู้หญิงที่มีการเสี่ยงโรคมะเร็งอยู่แล้ว เป็นต้นว่า ผู้ที่มีอาการป่วยเป็นโรคเนื้องอกในมดลูก (Uterine Fribrosis) หรือมีก้อนเนื้อในเต้านม (Fibrocystic Breast) ฯลฯ ดังนั้นไม่ว่าจะใช้สมุนไพรอะไรก็ควรหารือหมอก่อนที่จะดีเยี่ยมที่สุดนะคะ       
          เห็นสรรพคุณรากสามสิบกันไปแล้วหลายๆคนเริ่มสนใจอยากหารากสามสิบมาบำรุงสุขภาพกันบ้าง แม้กระนั้นก็อย่าลืมที่เตือนไว้นะคะ ก่อนซื้อแคปซูลรากสามสิบมากิน ควรตรวจทานที่มารวมทั้งตรา แล้วก็การรับรองจากหน่วยงานที่น่าไว้ใจด้วย http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรรากสามสิบ

3


ราชพฤกษ์

คูน ประโยชน์และก็คุณประโยชน์ของคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
ความเป็นมาดอกราชพฤกษ์
           ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน เป็นต้นไม้พื้นเมืองของทวีปเอเชียใต้ ตั้งแต่ปากีสถาน ประเทศอินเดีย ประเทศพม่า รวมทั้งศรีลังกา โดยนิยมนำมาปลูกกันมากในเขตร้อน สามารถเจริญวัยได้ดีใน รวมทั้งมีชื่อเสียงในประเทศไทยมาหลายสิบปี โดยมีการเสนอให้ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทยตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2506 แม้กระนั้นก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเด่นชัด ตราบจนกระทั่งมีการเซ็นชื่อให้เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย ช่วงวันที่ 26 ต.ค. พุทธศักราช 2544
ดอกไม้ประจำชาติไทย
           เพราะ ต้นราชพฤกษ์ มีดอกสีเหลืองชูช่อ มองสง่างาม ทั้งยังยังมีสีตรงกับ สีทุกวันพระราชการบังเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็เลยถูกตั้งชื่อว่าเป็น "ต้นไม้ของพระเจ้าอยู่หัว" และมีการลงนามให้ต้นราชพฤกษ์ ยอดเยี่ยมใน 3 เครื่องหมายประจำชาติไทย โดยมี 1. ช้าง เป็นสัตว์ประจำชาติไทย 2. ศาลาไทย เป็นสถาปัตยกรรมประจำชาติไทย แล้วก็ 3. ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย
เหตุผลเลือกเป็นดอกไม้ประจำชาติไทย

  • เหตุเพราะฯลฯไม้ท้องถิ่นที่รู้จักกันอย่างล้นหลาม แล้วก็มีอยู่ทุกภาคของเมืองไทย
  • มีประวัติเกี่ยวพันกับประเพณีหลักๆในไทยแล้วก็เป็นต้นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลที่นิยมปลูก
  • ใช้ประโยชน์ได้นานาประการ เช่น ใช้เป็นยารักษาโรค ทั้งยังคงใช้ลำต้นเป็นเสาเรือนได้ เป็นต้น
  • มีสีเหลืองสวยงาม พุ่มงามเต็มต้น เปรียบเทียบเป็นสัญลักษณ์ที่พุทธศาสนา
  • แก่ยืนนาน และก็แข็งแรง


คูน หรือ ราชพฤกษ์ (Golden Shower, Indian Laburnum) เป็นพืชสมุนไพรประเภทยืนต้นขนาดกลางถึงขั้นใหญ่ ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆตัวอย่างเช่น ภาคเหนือเรียก ราชพฤกษ์, ราชพฤกษ์ หรือชัยพฤกษ์ ส่วนปัตตานีเรียก ลักเคย หรือลักเกลือ และกะเหรี่ยง-กาญจนบุรีเรียก กุเพยะ เป็นต้น ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นของทวีปเอเชียใต้ไปจนถึงประเทศอินเดีย ศรีลังกา รวมทั้งประเทศพม่า รวมทั้งคูนหรือราชพฤกษ์นี้ยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของไทยอีกด้วย
————– advertisements ————–
การดูแลรักษา
           แสง : อยากแสงอาทิตย์จัด หรือที่โล่งแจ้ง รวมทั้งเจริญวัยเจริญในที่โล่งแจ้งเป็นพิเศษ
           น้ำ : ชอบน้ำน้อย ควรจะรดน้ำ 7-10 วันต่อครั้ง สามารถทนกับลักษณะอากาศร้อนได้ดี
           ดิน : สามารถเจริญวัยได้ดีในดินที่ร่วนซุย ดินร่วนผสมทราย หรือดินเหนียว
           ปุ๋ย : นิยมให้ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยหมัก ในอัตรา 2-3 โลต่อต้น รวมทั้งควรให้ปุ๋ยปีละ 3-4 ครั้ง
ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติไทย
การขยายพันธุ์
           วิธีแพร่พันธุ์ต้นราชพฤกษ์ที่นิยมหมายถึงการเพาะเมล็ด โดยใช้เมล็ดสดๆมาขลิบด้วยกรรไกรตัดเล็บ แต่จะต้องเลือกขลิบบริเวณด้านป้าน เนื่องจากว่าด้านแหลมจะมีต้นอ่อนอยู่ แล้วนำไปแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ผ่านวัน จึงค่อยเทน้ำออกให้เหลือปริมาณพอเพียงหล่อเลี้ยงเมล็ดได้ แล้วทิ้งเอาไว้อีกคืนก็จะเจอรากแตกออก แล้วก็สามารถนำลงปลูกได้เลย
ความเลื่อมใสเกี่ยวกับต้นราชพฤกษ์
           เชื่อว่าฯลฯไม้มงคล ที่ควรจะปลูกเอาไว้ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ รวมทั้งถ้าเกิดปลูกเอาไว้ในบ้านจะช่วยทำให้มีเกียรติยศ ศักดิ์ศรี รวมทั้งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางไสยเวท โดยใช้ใบทำน้ำพระพุทธมนต์สะเดาะเคราะห์ เพราะว่าเป็นพืชที่มีความมงคลนาม
ลักษณะทั่วไปของคูน
สำหรับต้นคูนนั้นจัดว่าเป็นต้นไม้ขนาดกลาง โดยลำต้นมีสีน้ำตาลอมเทา มักขึ้นตามป่าผลัดใบ หรือในดินที่สามารถถ่ายเทน้ำได้ดี ส่วนใบจะมีสีเขียวเป็นเงา โคนมน เนื้อใบสะอาดแล้วก็บาง ดอกจะออกเป็นช่อ มีกลีบรูปทรงไข่กลับอยู่ 5 กลีบ และเห็นเส้นกลีบกระจ่าง ฝักอ่อนมีสีเขียวและจะเป็นสีดำเมื่อแก่จัด แล้วก็ในฝักจะมีฝาผนังเยื่อบางๆกันเป็นช่องๆอยู่ตามแนวขวางของฝัก แล้วก็ข้างในช่องเหล่านี้จะมีเม็ดสีน้ำตาลแบนๆอยู่
ต้นคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
ประโยชน์รวมทั้งสรรพคุณของคูน
ใบ – ช่วยฆ่าพยาธิผิวหนัง ฆ่าเชื้อโรคต่างๆช่วยระบายท้อง สามารถใช้พอกแก้อาการปวดข้อ หรือแก้ลมตามข้อ และก็ช่วยแก้โรคอัมพาตของกล้ามบนใบหน้า หรือนำไปต้มกินแก้เส้นทุพพลภาพ และโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับสมอง ให้รสเมา
ดอกราชพฤกษ์ – ช่วยระบายท้อง แก้ไข้ แก้พรรดึก (ท้องผูก) รวมถึงโรคกระเพาะของกิน และก็แผลเรื้อรัง ให้รสขมเปรี้ยว
ราก – ช่วยสำหรับเพื่อการฆ่าเชื้อคุดทะราด ระบายพิษไข้ แก้กลากหรือโรคเกลื้อน แก้อาการเซื่องซึมหนักแถวๆหัว แล้วก็ช่วยถ่ายสิ่งสกปรกสกปรกออกมาจากร่างกาย แก้อาการหายใจขัด ทำให้ชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวยอก แก้อาการไข้ ไปจนถึงรักษาโรคหัวใจ ถุงน้ำดี มีฤทธิ์ถ่ายแรงกว่าเนื้อในฝัก สามารถใช้ได้กับเด็กหรือสตรีมีท้อง ไม่มีผลข้างๆใดๆก็ตามให้รสเมา
แก่น – ช่วยในการขับพยาธิไส้เดือน ให้รสเมา
กระพี้ – ช่วยแก้โรครำมะนาด ให้รสเมา
เนื้อในฝัก – ใช้พอกเพื่อช่วยแก้ลักษณะของการปวดข้อ แก้ต้นตานขโมย ปรับแก้ไข้จับสั่น แก้บิด ถ่ายพยาธิ หรือคนที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง รวมทั้งถ่ายเสมะแล้วก็แก้พรรดึก (ท้องผูก) ไปจนถึงระบายพิษไข้ สามารถใช้ได้ในเด็กแล้วก็สตรีท้อง ไปจนถึงเป็นยาระบายที่ไม่ทำให้ปวดมวนหรือไข้ท้อง ให้รสหวานเอียน
เปลือกฝัก – ทำให้แท้งลูก ทำให้คลื่นไส้ แล้วก็ขับรกที่ค้างอยู่ออกมา ให้รสฝาดเมา
เม็ด – ทำให้อ้วก ให้รสฝาดเมา
เปลือกต้น – ช่วยแก้อาการท้องเสีย ใช้ฝนผสมกับหญ้าฝรั่น น้ำดอกไม้เทศ รวมทั้งน้ำตาล กินเพื่อเกิดลมเบ่ง ให้รสฝาดเมา
เปลือกราก – ช่วยแก้ไข้ไข้จับสั่น รวมทั้งระบายพิษไข้ ให้รสฝาด
ดอกคูน หรือ ดอกราชพฤกษ์
ต้นคูนมักนิยมปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนแล้วก็กึ่งเขตร้อน สามารถเจริญวัยเจริญในที่โล่ง รวมทั้งปลูกได้ง่ายอีกทั้งในดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนซุยเหนียว รวมทั้งยังทนต่อลักษณะอากาศแล้งแล้วก็ดินเค็มได้ดิบได้ดี แต่หากอากาศหนาวจัดอาจจะทำให้ติดเชื้อราหรือโรคใบจุดได้http://www.disthai.com/

4

เห็ดหลินจือ
เรื่องเล่าประสบการณ์ตรงจากที่ลงภาคสนาม
คุณยายคนหนึ่ง อายุราวๆ 67 ปี ทำอาชีพขายเห็ดในตลาด อาการป่วยเป็นโรค ดังต่อไปนี้
1.เห็ดหลินจือ สามารถรักษาเบาหวาน เป็นทุนเดิม เป็นโรคนี้มาประมาณ 1x ปี
2.โรคความดันโลหิต เป็นมาพร้อมๆกับเบาหวาน ต้องกินยาแผนปัจจุบันตลอด มีลักษณะอาการมึน
3.โรคไขมัน มาพร้อมๆกับโรคเบาหวาน จะต้องรับประทานยาแผนปัจจุบันตลอด
4.โรคไตเสื่อม ภายหลังเป็นโรคโรคเบาหวานมาราวๆ 10 ปี แพทย์ตรวจเจอว่า ไตเสื่อม ระยะ 2 มีอาการขาบวม ไม่มีแรงเดิน
5.โรคกระเพาะฉี่ อักเสบ มาตอนเป็น ไตเสื่อม กระตุ้นให้เกิดอาการฉี่ขับ ฉี่ไม่สุด เจ็บแปล็บๆ
6.โรคเก๊า มาตรวจเจอทีหลัง ว่าค่ายูริก เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
======================
พฤติกรรมของคนเจ็บแล้วก็ความเป็นมาก่อนรับประทานเห็ดหลินจือสกัดเข้มข้น
1.ช่วงเจ็บป่วยตอนเริ่ม จะมีลักษณะอาการน้ำตาลในเลือดสูง เกือบจะ 200 มก. แต่พอผ่านมาเกือบจะ 10 ปี มีความรู้สึกว่าดูแลตนเองก้าวหน้า ผลที่ได้กลับกลายแบบนี้ เดี๋ยวน้ำตาลสูง ประเดี๋ยวน้ำตาลต่ำ กระตุ้นให้เกิดอาการงงงันได้ตลอดวัน หน้าที่ไม่ต้องทำแล้ว นอนดียิ่งกว่า
2.พอมีน้ำตาลในเลือดสูง ความดันจะตามมาเลย กระตุ้นให้เกิดอาการโลกหมุน ลายตา จำต้องนอนอีกดังที่เคย
3.เพียงพอพักหลังเริ่มรับประทานของมันลดน้อยลง สามารถที่จะคุมไขมันได้ แม้กระนั้นพอนานวันเข้า ไขมันคุมได้ แม้กระนั้นเจอตรีกีซาลายสูงซะงั้น
4.ภายหลังจากเจ็บมา 1x ปี ร่างกายก็ไม่ค่อยได้พัก ก่อให้เกิดตอนอาการน็อคน้ำตาล ไป 2 ครั้ง ในรอบ 1 ปีให้หลัง จำเป็นต้องเข้า โรงพยาบาล เพื่อกลูโคส ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
5.พอผ่านมาอีก 6 เดือน หมอตรวจเจอเป็นไตเสื่อมขั้นที่ 2 แถมมีโรคกระเพาะฉี่อักเสบ เนื่องจากมีไข่ขาวรั่วมาทางฉี่เยอะ ทำให้เรี่ยวแรงสำหรับในการเดินไม่มี (เกือบจะเดินไม่ไหว ก้าวขาไม่ออก) แถมเจอโรคเก๊าต์ สอบถามหาอีก
6.ระยะหลังจากที่รู้ว่าเป็นหลายโรค ชีวิต มันช่างมืดมนเหลือเกิน ทำให้เบื่ออาหาร กินมิได้ นอนไม่หลับ ถึงหลับก็ไม่สนิท ขาบวม ใจสั่น อารมณ์เสียง่าย
7.พอเพียงถึงเวลานี้ ยายคนนี้ ความประพฤติเปลี่ยนไป จากที่เคยจะต้องออกไปเปิดร้านขายเห็ดในตลาดทุกวี่วัน ไม่เคยหยุด กลับทำให้เขาไม่อยากขายสินค้า ขอหยุดนอนอยู่ในบ้าน ประพฤติตนราวกับไม่มีค่า ต้องให้ลูกๆมารอดู ทำให้เป็นภาระของลูก
======================
โจทย์ สำหรับลูกที่ดูแล รวมทั้งจุดเปลี่ยนแปลงแนวความคิด
1.ลูกคนนั้น มีความคิด ทำอย่างไงก้อได้ ให้แม่หายจากโรคทั้งสิ้นนี้
2.ทำอย่างไงก็ได้ให้คุณแม่กลับมาดำเนินการได้อย่างเดิม
3.ทำอย่างไงก็ได้ให้ท่านแม่ทานข้าวได้ราวกับแต่ก่อนเป็นเบาหวาน
4.ทำอย่างไงก็ได้ให้ท่านแม่นอนหลับเจริญ
=======================
ในที่สุดลูกคนนั้นได้มาคุยกับผม ผมเลยเสนอแนะเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้ม แล้วก็ลูกคนนั้นได้เอาไปให้ท่านแม่ทาน
เริ่มที่คุณแม่ไม่เชื่อว่าเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้มข้น จะช่วยทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้ เนื่องจากแม่ทานสมุนไพร อาหารเสริมมาเยอะแล้ว
=======================

เริ่มต้นกับการทานเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้มข้น (ผลอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล)
1.ผมชี้แนะให้ทาน 1 วัน 2 เวลาหมายถึงเช้าตรู่-เย็น ในกรณีของม่าม้าคนนี้ มีโรคประจำตัวเยอะแยะ จะให้ทานอย่างนี้ ภายหลังจากรับประทานอาหารแล้ว ให้ทานยาแผนปัจจุบัน และคอย 30 นาที ค่อยทานเห็ดหลินจือสกัดเข้มข้น
2.พอภายหลังจากทานได้ระยะแรก อาการมึนๆสับสนๆเริ่ม นอนก้าวหน้าขึ้นมาก ธรรมดาจะดูจนถึงเที่ยงคืนและก็หลังจากนั้นจึงค่อยหลับ แล้วตื่น 6-7 นาฬิกาตอนเช้า มาจัดร้านขายของ กลายเป็น นอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม ตื่น 6 นาฬิกาตอนเช้า
3.หลังจากนอนหลับก้าวหน้า  ทำให้อาการขาบวมดีขึ้น เยี่ยวมากมาย ไม่ขัดและก็ปัสสาวะได้สุด ค่าน้ำตาลดียิ่งขึ้น ไม่สวิงต่ำ-สูง และผลไตดีขึ้นด้วย
4.คนเจ็บเริ่มกินข้าวได้ปกติ (ม่าม้าไม่เชื่อว่าเห็ดหลินจือช่วยได้จริงไหม เลยทดสอบด้วย กินทุเรียน2เม็ด แล้ววันพรุ่งไปตรวจเลือด ผลเลือดที่ออกมาแม่ตกใจ ว่าเพราะเหตุไรน้ำตาลปกติ ^_^)
5.พอเพียงร่างกายได้ นอนหลับได้เต็มอิ่ม หน้าใส(มีคนทักว่าไปทำอะไรมา) แข็งแรงสามารถชูของหนักๆได้ ซึ่งถ้าเป็นคราวก่อน เพียงแค่เดินยังต้องหาที่นั่งพักเลย
สรรพคุณเห็ดหลินจือที่มีการวิจัยยืนยัน....มีอะไรบ้าง
มีความเชื่อกันมานานแล้วว่าเห็ดหลินจือแดงสามารถทำให้หัวใจแข็งแรง เลือดลมดี ผิวพรรณแจ่มใส ช่วยให้แก่ช้าลง ความจำดียิ่งขึ้น และช่วยอายุยืนนาน
ส่วนสรรพคุณในทางการรักษาโรคถูกกล่าวไว้อย่างแพร่หลายเช่นเดียวกัน เป็นต้นว่า แก้ตับแข็ง รักษามะเร็ง รักษาโรคความดัน และภูมิแพ้เป็นต้น
แต่ทีเด็ดคือ......
มีการค้นคว้าเกี่ยวกับเห็ดหลินจือรักษาโรคจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสำหรับในการทดสอบเรียนรู้ทางคลีนิคและก็รับรองว่าเห็ดหลินจือมีคุณประโยชน์ดังนี้จริง ไม่ใช่แค่ความเชื่ออีกต่อไป อันเช่น
-กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
-ต่อต้านเนื้องอกแล้วก็โรคมะเร็ง
-รักษาโรคฟุตบาทฉี่
-รักษาโรคหัวใจ
-ช่วยให้การนอน
-ลดไขมันในเลือด
-ต้านอนุมูลอิสระ
-ต่อต้านการอักเสบ

5

สมุนไพรฟันปลา
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา สลด (ปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-เมืองจันท์) สะเตื้อ (จังหวัดตราด)
       ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 ม. ตามกิ่งไม้มีขนสีน้ำตาล ใบ เดี่ยวออกเรียงสลับ หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดออกจะเล็ก กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7.5-23 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นบางส่วน ข้างบนสีเขียวเข้มวาว มีขนเฉพาะตามเส้นกึ่งกลางใบรวมทั้งเส้นแขนงใบ ด้านล่างเป็นคราบเปื้อนขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ด้านล่างแลเห็นชัดกว่าด้านบน ก้านใบยาว 6-12 มิลลิเมตร มี ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกระจุกตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มม. ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] กลีบรวมเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ทั้งยังถ้วยและกลีบติดทนจนได้ผลสำเร็จ ผล รูปไข่หรือออกจะกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดิบ พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และทางภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้นพบ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

Tags : สมุนไพร

6

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies , Hidrophobia)
โรคพิษสุนัข คืออะไร  “โรคพิษสุนัขบ้า” “โรคกลัวน้ำ” หรือ “โรคหมาว้อ” (ในภาษาอีสาน) เป็นโรคติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลางที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน (ZOONSIS) ที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา โดยผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการแสดงมักจะเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และในอดีต จะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่พอสมควร  ซึ่งผู้ป่วยมักมีประวัติถูกสุนัขกัดแล้วไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้าก็ยังเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนหลังจากถูกกัดหรือข่วน   
ในแต่ละปีองค์การอนามัยโลกรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 60,000 รายทั่วโลก โดยพบมากในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ซึ่งผู้ป่วยเกือบทั้งหมดได้รับเชื่อจากการถูกสุนัขกัด และแม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าแต่ร้อยละ 40 ของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยผู้ป่วยโรคนี้พบมากที่สุดในประเทศอินเดียประมาณ 20000 รายต่อปี สำหรับในประเทศไทยมีรายงานคนถูกสัตว์กัดหรือข่วนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสถิติของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี พ.ศ. 2554-2558 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 5-7 รายต่อปี และในปี (2559) นี้นับจากต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 7 ราย โรคนี้จึงนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศไทยอีกโรคหนึ่ง
สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส rabies virus ซึ่งเป็น  lyssavirus type 1 ในตระกูล Rhabdoviridae ที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบทั้งในคนและสัตว์ แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้ว ถ้าได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและสารภูมิคุ้มกันต้านทาน (Immunoglobulin) อย่างรวดเร็วเหมาะสมก็จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าไม่ได้การรักษาดังกล่าวก็จะป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งไม่มียารักษาและเสียชีวิตในที่สุด
            โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว ค้างคาว วัว ลิง ชะนี  กระรอก กระต่าย รวมถึงหนู เป็นต้น แต่พบว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์ที่นำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้บ่อยที่สุดในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ใน 
            ที่มา  : Wikipedia 
ประเทศที่พัฒนาแล้วแทบไม่พบว่าสุนัขและสัตว์เลี้ยงในบ้านชนิดอื่นๆเป็นสาเหตุของโรค เนื่องจากมีการควบคุมการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงอย่างเข้มงวด ไม่มีสัตว์จรจัด สัตว์ที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) จึงเป็นสัตว์ป่า เช่น แรคคูน สกั๊ง สุนัขจิ้งจอก และที่สำคัญคือค้างคาว  แม้ว่ารายงานจากสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556 พบว่าสัตว์ที่ตรวจยืนยันพบเชื้อพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ไม่เคยได้ฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ร้อยละ 9.2 ของสัตว์ที่ยืนยันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า พบว่ามีประวัติการได้รับเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน
อาการของโรคพิษสุนัขบ้า อาการของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะอาการนำของโรค (Prodrome) ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ (38-38.5 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อาจมีอาการกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน วิตกกังวล มีความรู้สึกกลัว นอนไม่หลับ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ที่สำคัญซึ่งถือเป็นอาการที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้คือ บริเวณบาดแผลที่ถูกกัด อาจมีอาการปวดเสียว คัน ชา หรือปวดแสบปวดร้อน โดยเริ่มที่บริเวณบาดแผล แล้วลามไปทั่วทั้งแขนหรือขา

ระยะปรากฏอาการทางระบบประสาท (Acute neurol มักเกิดภายหลังอาการนำดังกล่าว 2-10 วัน ซึ่งแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • แบบคลุ้มคลั่ง (Forious rabies) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วย) ในระยะแรกๆ อาจมีเพียงอาการไข้ กระวนกระวาย สับสน ซึ่งจะเกิดบ่อยเมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง เป็นต้น ต่อมาจะมีการแกว่งของระดับความรู้สึกตัว (เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดีสลับกัน) ขณะรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยจะพูดคุยตอบโต้ได้เป็นปกติ แต่ขณะความรู้สึกตัวไม่ดี ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย ผุดลุกผุดนั่ง เดินเพ่นพ่าน เอะอะอาละวาด ต่อมาจะมีอาการกลัวลม (เพียงแต่เป่าลมเข้าที่หน้าหรือคอจะมีอาการผวา) กลัวน้ำ (เวลาดื่มน้ำจะปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอหอยทำให้กลืนไม่ได้ ไม่กล้าดื่มน้ำทั้งๆ ที่กระหาย หรือแม้แต่จะกล่าวถึงน้ำก็กลัว) ซึ่งพบได้เกือบทุกราย แต่ไม่จำเป็นต้องพบร่วมกันทั้ง 2 อาการ และอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ระยะไม่รู้สึกตัว



    นอกจากนี้ ยังพบอาการถอนหายใจเป็นพักๆ (มักพบในระยะหลังของโรค) และอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น น้ำตาไหล น้ำลายไหล เหงื่อออกมาก ขนลุก ในผู้ชายอาจมีการแข็งตัวขององคชาตและหลั่งน้ำอสุจิบ่อย ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจในที่สุดผู้ป่วยจะซึม หมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายใน 7 วัน (เฉลี่ย 5 วัน) หลังจากเริ่มแสดงอาการ

  • แบบอัมพาต (นิ่งเงียบ) (Paralytic rabies) ซึ่งพบได้บ่อยรองลงมา (ประมาณร้อยละ 30) มักมีอาการไข้ ร่วมกับกล้ามเนื้อแขนขาและทั่วร่างกายอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบอาการกลัวลมและกลัวน้ำประมาณร้อยละ 50 ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเสียชีวิตช้ากว่าแบบที่ 1 คือเฉลี่ย 13 วัน  บางครั้งอาจแยกจากกลุ่มอาการกิลเลนบาร์เร (Guillain Barre syndrome) ได้ยาก
  • แบบแสดงอาการไม่ตรงต้นแบบ (non-classic) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ถูกค้างคาวกัด ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต่อมาจะมีอาการแขนขาซีกหนึ่งเป็นอัมพาตหรือชา มีอาการชักและการเคลื่อนไหวผิดปกติ มักไม่พบอาการกลัวลม กลัวน้ำและอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติดังแบบที่ 1


  • ระยะไม่รู้สึกตัว (coma) ผู้ป่วยทุกรายเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายจะมีอาการหมดสติและเสียชีวิต (จากระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ) ภายใน 1-3 วันหลังมีอาการของระยะไม่รู้สึกตัว
แนวทางการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า การวินิจฉัยแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดง (เช่น กลัวลม กลัวน้ำ ซึม ชัก แขนขาอ่อนแรง) ร่วมกับประวัติการถูกสัตว์กัดมาก่อน  ส่วนในรายที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่ชัด  เช่น ผู้ป่วยมีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงระยะอาการนำของโรคจะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะ หรืออาการแสดงในระยะปรากฏอาการทางระบบประสาทในช่วงแรกที่คล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่น ๆ แพทย์ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยว่าอาการที่ปรากฏนั้นจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่จากโรคอื่น ๆ โดยวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวนั้น ได้แก่

  • Direct fluorescent antibody test เป็นการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังบริเวณคอ แล้วนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีการใช้สารเรืองแสง ซึ่งจะพบเชื้ออยู่บริเวณเส้นประสาทใต้ต่อมขน ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง
  • RT-PCR เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสจากน้ำลาย น้ำไขสันหลัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ จากผู้ป่วย โดยเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงเช่นกัน แต่มีราคาแพง
  • ในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว เมื่อนำศพไปผ่าพิสูจน์จะพบลักษณะของเซลล์ประสาทที่มีความจำเพาะกับโรคนี้มาก ที่เรียกว่า “เนกริบอดีส์” (Negri bodies) อยู่ภายในเซลล์

    สำหรับการรักษาโรคพิษสุนัขบ้านั้นหากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทแล้วก็จะไม่มียาชนิดไหนที่สามารถรักษาให้หายได้เลย ดังนั้น
    หลักของการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าคือ การล้างแผล การให้สารภูมิต้านทาน เพื่อไปทำลายเชื้อ และการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าหลังจากถูกกัดให้เร็วที่สุด

  • การล้างแผล เมื่อผู้ป่วยถูกสัตว์กัดมาจะต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว การล้างแผลด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสที่บริเวณบาดแผลได้บ้าง การใช้สบู่และยาฆ่าเชื้อเช่น น้ำ ยาเบตาดีน หรือน้ำยาแอลกอฮอล์ 70% จะสามารถทำลายเชื้อได้มากขึ้น

    การล้างแผลควรล้างให้ลึกถึงก้นแผล ทั้งนี้เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเป็นเชื้อที่ไม่ทนถูกทำลายง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแสงยูวี (UV, ultraviolet light) หรือแสงแดด และอากาศที่แห้ง  ขนาดของบาดแผล จำนวนของบาดแผล และตำแหน่งของบาดแผล สัมพันธ์กับการเกิดโรค ถ้าแผลยิ่งอยู่ใกล้สมองเท่าไหร่ ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้น แผลจำนวนยิ่งมากหรือขนาดแผลยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับเชื้อมากเท่านั้น

  • การให้สารภูมิคุ้มกันต้านทาน เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่บาดแผลจะเดินทางเข้าสู่กล้ามเนื้อ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและพร้อมจะเข้าสู่เส้นประสาท ในช่วงนี้เองที่การรักษาด้วยการให้สารภูมิคุ้มกันต้าน ทานจะไปทำลายเชื้อไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาทได้ ผู้ป่วยจึงไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานช้าเกินไป รวมทั้งไม่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วย เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทได้แล้วจะไม่มียาตัวใดรักษาให้หายได้เลย ซึ่งการให้สารภูมิ คุ้มกันต้านทานสามารถให้พร้อมกับวัคซีนได้เลย โดยจะฉีดเข้าสู่รอบๆแผลที่ถูกกัด แต่ถ้าไม่มีบาดแผล เช่น โดนสัตว์เลียปากมาก็ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • การให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน (Antibody) ขึ้นมาทำลายเชื้อโรคเอง เนื่องจากสารภูมิคุ้มกันต้านทานที่ผู้ป่วยได้รับจะมีฤทธิ์อยู่เพียงชั่วคราว ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วันจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้

    สำหรับแนวทางในการพิจารณาว่าผู้ป่วยรายใดที่ถูกสัตว์สัมผัสถูกกัดหรือถูกข่วน จำเป็นต้องให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่นั้น ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน สำหรับในประเทศไทยมีแนวทางดังนี้

  • ถ้าสัมผัสกับสัตว์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า) หรือถูกเลียโดยที่ผิว หนังไม่มีบาดแผลใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
  • ถ้าถูกงับเป็นรอยช้ำเล็กๆบนผิวหนัง หรือถูกข่วนเป็นรอยถลอกมีเลือดออกเพียงซิบๆ หรือถูกเลียบนผิวหนังที่มีบาดแผล ให้รีบฉีดวัคซีนทันที
  • ถ้าถูกกัดหรือข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกเลียโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น เลียตา เลียปาก ให้รีบให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนทันที


ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ใช้สูตรการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยภายหลังสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรคหรือสงสัยเป็นโรค (เรียกว่า Post exposure prophylaxis) เพียง 2 สูตร คือ

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบวิธีมาตรฐาน (แบบ ESSEN) คือให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนในผู้ใหญ่ หรือที่ต้นขาในเด็กเล็ก โดยกำหนดให้ฉีดในวันที่ 0 (วันแรกที่มาฉีดวัคซีน) 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30
  • การฉีดเข้าผิวหนังตามสภากาชาดไทย (Thai Red Cross-ID) คือให้ฉีดเข้าในผิว หนัง 2 จุดที่บริเวณต้นแขนทั้ง 2 ข้าง ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีด 1 จุดในวันที่ 28 และ 90 หรือฉีด 2 จุดในวันที่ 28 ซึ่งปริมาณวัคซีนที่ใช้ฉีดจะน้อยกว่าแบบที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
สามารถสังเกตอาการของสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร
            อาการของโรคพิษสุนัขบ้าไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละชนิดของสัตว์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการในสุนัขและแมวเท่านั้น เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและพบว่าเป็นพาหนะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย โดยอาการป่วยที่สังเกตได้แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะอาการนำ (Prodromal phase)

    สุนัข : ในระยะนี้สุนัขจะมีพฤติกรรมและนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปโดยจะเปลี่ยนไปในลักษณะตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ สุนัขที่เคยเชื่องกับคนจะดุร้ายขึ้น ส่วนสุนัขที่ชอบหนีคนจะเข้าหาคนและแสดงความเป็นมิตรมากขึ้น หากสังเกตให้ดีจะพบว่าสุนัขบางตัวมีม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ และมีการตอบสนองต่อแสงลดลง นอกจากนี้สุนัขบางตัวจะคันและเลียบริเวณที่ถูกกัดจนกระทั่งเกิดเป็นแผลถลอก สุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้ประมาณ 2-3 วัน
    แมว : อาการในระยะนี้ของแมวจะคล้ายคลึงกับอาการในสุนัข แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ในแมวจะมีไข้สูงเป็นช่วงๆ และจะแสดงพฤติกรรมผิดไปจากปกติมาก โดยแมวจะแสดงอาการในระยะนี้ 1-2 วัน

  • ระยะตื่นเต้น (Excitative phase)

    สุนัข : อาการของสุนัขในระยะนี้จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดและเป็นที่มาของชื่อ “โรคพิษสุนัขบ้า” โดยสุนัขจะมีอาการกระวนกระวายมากขึ้น พยายามที่จะหนีออกจากที่อยู่เดิม เมื่อหนีออกมาได้จะวิ่งเตลิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย มักจะแสดงอาการแปลกๆ เช่น งับลมหรือกัดสิ่งของต่างๆ เช่นก้อนหิน ดิน และมักจะไล่กัดทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นอาการบ้าคลั่งอย่างเด่นชัด หากจับขังกรงจะงับและกัดกรงอย่างรุนแรงจนเกิดบาดแผลที่ปากที่เลือดไหล หรือฟันหักโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด ต่อมาเสียงเห่าหอนจะเริ่มผิดปกติไปเนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง ต่อมากล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยว และควบคุมการทำงานของลิ้นอาจเกิดอัมพาตขึ้นทำให้ลิ้นห้อยออกมานอกปาก มีน้ำลายไหลมาก ต่อมาลำตัวจะเริ่มแข็ง ขาหลังเริ่มอ่อนเปลี้ย ซึ่งเป็นอาการที่เริ่มเข้าสู่ระยะอัมพาต โดยทั้งสิ้นสุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้อยู่ประมาณ 1-7 วัน
    แมว : อาการของแมวในระยะนี้จะแปลกไปกว่าปกติโดยจะแสดงอาการกระวนกระวาย จ้องมองสิ่งของหรือมองโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เมื่อจับขังกรงแมวจะแสดงอาการกระวนกระวาย ตื่นกลัวอย่างมาก และจะกัดหรือข่วนวัตถุต่างๆ ที่อยู่ใกล้ แมวบางตัวยังแสดงอาการกล้ามเนื้อสั่น อ่อนแรงและทำงานไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้แมวบางตัวจะวิ่งออกไปอย่างไร้จุดหมายจนเหนื่อยและตายในที่สุด

  • ระยะอัมพาต (Paralytic phase)

    สุนัข : ระยะนี้เป็นระยะสุดท้ายของโรคพิษสุนัขบ้า โดยพบว่าอาการในระยะนี้จะขึ้นกับอาการในระยะตื่นเต้นสุนัขที่แสดงอาการตื่นเต้นหรือดุร้ายอย่างชัดเจน อาการในระยะนี้จะสั้นมาก เมื่อสุนัขเริ่มแสดงอาการขาหลังอ่อนเปลี้ยแล้วในที่สุดจะล้มลงแล้วลุกไม่ได้ อาการอัมพาตที่เกิดขึ้นจะแผ่ขยายจากส่วนท้ายของลำตัวไปยังส่วนหัวอย่างรวดเร็ว และจะตายเนื่องจากการเกิดอัมพาตของระบบหายใจ  (respiratory paralysis) ส่วนในรายที่แสดงอาการตื่นเต้นไม่ชัดเจน หรือพบในระยะสั้นๆ อาจแสดงอาการระยะอัมพาตนานขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการซึม อ้าปาก คางห้อยตก ลิ้นห้อยยาว ออกมานอกปาก น้ำลายไหลมาก ในระยะนี้สุนัขมักจะไม่กัดคนและจะแสดงอาการอยู่ 2-4 วัน หลังจากนั้นอาการอัมพาตจะแผ่ขยายทั่วตัวทำให้ตายด้วยการเกิดอัมพาตของระบบหายใจเช่นเดียวกัน
    แมว : ในระยะนี้แมวจะแสดงอาการคล้ายกับในสุนัขแต่อาการในระยะอัมพาตนี้มักจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5 หลังเริ่มแสดงอาการ
    การติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อที่มีการติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลบนผิวหนัง โดยการถูกสัตว์ที่เป็นโรค กัด ข่วน หรือเลีย (สำหรับการเลีย จะต้องเลียถูกเยื่อเมือกหรือรอยแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ เชื้อจึงจะเข้าได้ แต่ถ้าผิวหนังเป็นปกติดี เชื้อจะผ่านเข้าไปไม่ได้) เชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน แล้วเดินทางขึ้นไปตามเส้นประสาทส่วนปลายเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง หลังจากนั้นจะแพร่กระจายลงมาตามระบบประสาทส่วนปลายไปยังอวัยวะต่างๆ รวมทั้งต่อมน้ำลาย บางครั้งเชื้ออาจเดินทางเข้าสมองโดยไม่ต้องรอให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่า 7 วัน) บางครั้งเชื้ออาจเข้าไปอาศัยอยู่ในเซลล์อื่น เช่น มาโครฟาจ (macrophage) เป็นเวลานานก่อนจะออกมาสู่เซลล์ประสาท (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคยาว)

    นอกจากนี้ เชื้อยังอาจเข้าสู่ร่างกายได้จากการที่คนหายใจเอาละอองไอน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ (แต่พบได้น้อยมาก เช่น การเข้าไปในถ้ำที่มีค้างคาวอยู่กันเป็นล้าน ๆ ตัว หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในห้องแล็บที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้)
    ระยะฟักตัว (ระยะที่ถูกกัดจนกระทั่งมีอาการ) 7 วัน ถึง 6 ปี ส่วนใหญ่เกิดในช่วง 20-60 วัน หลังสัมผัสโรค มีส่วนน้อยที่พบอาการหลังสัมผัสโรคมากกว่า 1 ปี
    แต่ได้เฉลี่ยแล้วหลังได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการป่วยประมาณ 3 สัปดาห์ - 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผล รวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัดด้วย
    การปฏิบัติตนเมื่อถูกสัตว์กัน/ข่วน

  • รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล (Normal saline) หลายๆครั้ง (ประมาณ 15 นาที) ล้างทุกแผล และล้างให้ลึกถึงก้นแผล แล้วเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง ถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า อาทิเช่น ถูกกัดหรือข่วนจนมีเลือดซิบหรือลึกกว่านั้น แพทย์จะพิจารณาฉีดวัควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และยาฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ในกรณีที่มีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง แพทย์อาจพิจารณาให้อิมมูโนโกลบุลินซึ่งมีภูมิต้านทานโรคพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย โดยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจะฉีดประมาณ 4-5 ครั้ง เป็นวัคซีนมีความปลอดภัยสูง  สามารถฉีดได้ทุกวัย รวมทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีประสิทธิภาพสูงหากไปรับการฉีดตรงตามแพทย์นัดทุกครั้ง
  • จดจำลักษณะและสังเกตุอาการสัตว์ที่กัด รวมทั้งสืบหาเจ้าของ เพื่อสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และสังเกตุอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน ถ้าสบายดีไม่น่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าสุนัขตายให้นําซากมาตรวจ
  • ซึ่งในการส่งซากตรวจควรส่งให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง (ในขณะเก็บซากสัตว์ควรสวมถุงมือยางและล้างมือหลังจากเก็บซากให้สะอาด) และควรส่งตรวจเฉพาะส่วนหัวของสัตว์ (เชื้อและลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ชัดเจนที่สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำจะอยู่ที่สมอง) แต่หากเป็นสัตว์ตัวเล็กก็สามารถส่งตรวจได้ทั้งตัว โดยสัตว์ที่ส่งตรวจจะต้องใส่ถุงพลาสติกให้มิดชิด ห่อด้วยกระดาษหลาย ๆ ชั้น แล้วใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่งและปิดปากถุงให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย
การป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า

  • ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า


                        - พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามกำหนด และฉีดซ้ำทุกปี
                        - ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะ ทุกครั้งที่จะนำสุนัขออกนอกบ้านควรอยู่ในสายจูง
                        - ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์กัด โดยไม่แหย่ หรือรังแกให้สัตว์โมโห รวมทั้งไม่ยุ่งหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จักหรือไม่มีเจ้าของ
  • คนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงได้แก่ สัตว์แพทย์และผู้ช่วย คนเพาะสัตว์เลี้ยงขาย ร้านขายสัตว์เลี้ยง เจ้าหน้าที่กำจัดสุนัขและแมวจรจัด เจ้าหน้าที่บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ เร่ร่อนต่างๆ บุรุษไปรษณีย์ คนที่ทำงานในห้องแลปที่ต้องเกี่ยวข้องกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรได้ รับวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า (Preexposure prophylaxis) คือให้ฉีดวัคซีนในวันที 0, 3 และ 21 หรือ 28 และให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ 1 เข็มทุกๆ 5 ปี
  • แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าโรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีรายงานพบผู้ป่วยที่ติดโรคนี้จากการปลูกถ่ายกระจกตาหรืออวัยวะ ดังนั้น เมื่อมีการสัมผัสกับผู้ป่วย เช่น ถูกผู้ป่วยกัด เยื่อบุหรือบาดแผลไปสัมผัสถูกสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดยาป้องกันแบบเดียวกับการสัมผัสโรคจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
สมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษาโรคพิษสุนัขบ้า  เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่รุนแรงโดยหากเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายแล้วจะไม่สามารถรักษาได้ เพราะไม่มียาตัวไหนหรือวิธีไหนที่จะฆ่าเชื้อไวรัสหรือรักษาให้หายได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีในห้องไอซียู (ICU, inten sive care unit) แต่อัตราการเสียชีวิตก็็็๋่าสคือ 100%         ดังนั้นจึงไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถรักษา / ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร 
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้จากการนำเชื้อ Rabies virus ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงโดยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเชื้อจะถูกทำให้ตายก่อนที่จะนำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular; IM)และฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal; ID)
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่

  • Lyssavac N® (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine; PDEV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในตัวอ่อนไข่เป็ดที่ฟักแล้ว (embryonated duck eggs)แนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะเป็นสารแขวนตะกอนสีขาว ขุ่นเล็กน้อย เนื่องจากมี thimerosal เป็นสารกันเสีย ปริมาตรรวม 1 ml
  • SII Rabivax® (Human Diploid Cell Rabies Vaccine; HDCV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในhuman diploid cellแนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส สีชมพู ปริมาตรรวม 1 ml
  • Rabipur® (Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine; PCECV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน primary chick embryo fibroblast cell สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 1 ml
  • Verorab® (Purified Vero Cell Rabies Vaccine; PVRV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน vero cells สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำเกลือสำหรับทำละลาย (solution of sodium chloride 4%) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 0.5 ml


วัคซีนทั้ง 4 ชนิดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งจะมีความปลอดภัยและมีความบริสุทธิ์มากกว่าวัคซีนแบบเก่าที่ผลิตจากการนำเชื้อ Rabies virus จากสมองสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ามาใช้ ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยไม่มีการนำวัคซีนดังกล่าวมาใช้แล้ว
ส่วนประสิทธิภาพในการป้องกัน[url=http://www.disthai.com/16880632/%E0%B9%82%E0%B

7

หวัด (Common cold)
หวัด เป็นอย่างไร โรคไข้หวัด หรือไข้หวัด ในที่นี้ หมายถึง โรคไข้หวัดธรรมดา (Common cold) ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ Flu)   โรคหวัด เป็น โรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสรอบๆฟุตบาทหายใจส่วนต้น ยกตัวอย่างเช่น จมูก คอ ไซนัส และกล่องเสียง โดยเชื้อที่ก่อให้เกิดหวัดมักเป็นเชื้อไวรัสจำพวกไม่ร้ายแรง และสามารถหายได้ข้างใน 1-2 สัปดาห์ โรคไข้หวัดเป็นโรคติดเชื้อโรคยอดฮิตพบบ่อยมาก ทั้งยังในผู้ใหญ่รวมทั้งเด็ก โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กในวัยเยาว์ ซึ่งมักพบเป็นหวัดได้บ่อยมากถึงปีละ 6-8 ครั้ง เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านโรคต่ำยิ่งกว่าคนแก่ จึงมีโอกาสเป็นหวัดได้หลายครั้งกว่าผู้ใหญ่มากมาย รวมทั้งหวัดยังเป็นโรคเกิดได้ตลอดปี แม้กระนั้นพบได้มากในหน้าฝนแล้วก็ฤดูหนาว โรคหวัดถือว่าเป็นโรคที่เป็นแล้วสามารถหายเองได้ โดยไม่จำเป็นจำต้องใช้ยาอะไรพิเศษ ซึ่งยาที่จำเป็นมีเพียงแค่พาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับลดไข้ แก้ปวด เฉพาะเมื่อจับไข้สูงหรือปวดหัว
ข้อบกพร่องในปัจจุบันเป็น มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นอย่างพร่ำเพรื่อ ซึ่งมิได้ประโยชน์ ด้วยเหตุว่ามิได้มีส่วนทำลายเชื้อเชื้อไวรัสหวัดที่เป็นต้นเหตุยังอาจก่อให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยาง่าย แพ้ยาง่าย แล้วก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอตามมาได้  โดยเหตุนั้น จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจวิธีดูแลไข้หวัดด้วยตัวเองแล้วก็ปลอดภัย
สาเหตุของโรคไข้หวัด มูลเหตุจำนวนมากของการเป็นโรคหวัดมีต้นเหตุจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสถานการณ์ที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง ยกตัวอย่างเช่น เครียด พักไม่เพียงพอ ส่วนเชื้อที่เป็นต้นเหตุ : เกิดจาก “เชื้อโรคหวัด” ที่มีอยู่มากกว่า 200 ชนิดจากกลุ่มไวรัสจำนวน 8 กลุ่มด้วยกัน โดยกลุ่มเชื้อไวรัสที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 ประเภท พบบ่อยที่สุดประมาณ 30-50% นอกจากนั้นก็มีกรุ๊ปเชื้อไวรัสโคโรท้องนา (Coronavirus) ที่เจอได้ราว 10-15%,และกรุ๊ปไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ฯลฯ
                ซึ่งการเกิดโรคขึ้นแต่ละครั้งจะมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงชนิดเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสหวัดชนิดนั้น สำหรับการป่วยหวัดครั้งใหม่ก็จะมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสหวัดจำพวกใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยติดเข้ามา หมุนวนเช่นนี้ไปเรื่อยเพราะฉะนั้น คนเราก็เลยเป็นไข้หวัดได้หลายครั้ง เด็กเล็กที่ยังไม่ค่อยได้ติดโรคหวัดมาก่อน ก็บางทีอาจป่วยหวัดซ้ำซากจำเจได้ และก็อาจจับไข้หวัดได้หลายครั้งถึงเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือทุกอาทิตย์
อาการโรคหวัด โดยปกติมักมีลักษณะอาการไม่รุนแรง มีไข้ไม่สูง ปวดเหมื่อยตามเนื้อตามตัวเป็นช่วงปวดหนักหัวนิดหน่อย เหน็ดเหนื่อยบางส่วน อาจมีอาการคอแห้งผาก แสบคอหรือเจ็บคอบางส่วนเอามาก่อน ต่อมาจะมีน้ำมูกไหลใสๆคัดจมูก ไอแห้งๆหรือไอมีเสมหะเล็กน้อย ลักษณะใสหรือขาวๆคนไข้โดยมาก เดินเหิน ปฏิบัติงานได้ แล้วก็จะทานอาหารได้ ในเด็กเล็ก อาจมีไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนเป็นช่วงเวลาไข้ขึ้นบางทีอาจซึมน้อย เวลาไข้ลง (ตัวเย็น) ก็จะวิ่งเล่นหรือหน้าตาแจ่มใสเหมือนเคย ต่อมาจะมีน้ำมูกใส ไอบางส่วน ในผู้ใหญ่ บางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงอาการเจ็บคอบางส่วน น้ำมูกใส ไอบางส่วน ในเด็กแรกคลอดอาจมีอาการอ้วก หรือท้องร่วง ร่วมด้วย อาการไข้มักเป็นอยู่นาน 48-96 ชั่วโมง (2-4 วันเต็มๆ) และทุเลาไปได้เอง
                อาการน้ำมูกไหลจะเป็นมากอยู่ 2-3 วัน ส่วนอาการไอ บางทีอาจไอนานเป็นสัปดาห์ หรือบางรายบางทีอาจไอนานเป็นนานแรมเดือน ภายหลังจากอาการอื่นๆหายก็ดีแล้ว
ในรายที่การติดเชื้อแบคทีเรียสอดแทรก คนป่วยจะจับไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 1 วัน หรือไอมีเสลดสีเหลืองหรือเขียวทุกคราว
ทั้งนี้ลักษณะของการมีไข้หวัดรวมทั้งไข้หวัดใหญ่ จะค่อนข้างคล้ายคลึงกัน บางทีอาจงวยงงได้ แม้กระนั้นผู้เจ็บป่วยและก็ผู้ดูแลสามารถพิจารณาความแตกต่างได้ตามตารางนี้




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมแพ้




ไข้


ไข้ต่ำๆหรือไม่มี


มักมีไข้สูง อาจสูงถึง 40
องศาเซลเซียส


ไม่มีไข้




ปวดหัว


ไม่ค่อยพบ


พบได้ปกติ


ไม่พบ




ปวดเมื่อย
กล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย


อาจมีอาการเล็กน้อย


พบได้บ่อยและอาการรุนแรง


ไม่พบ (อาจอ่อนเพลียหากพักผ่อนน้อย)




น้ำมูกไหล คัดจมูก


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




จาม


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




เจ็บคอ


พบได้บ่อย


อาจพบได้บางครั้ง


อาจพบได้บางครั้ง




ไอ


พบได้บ่อย


พบได้บ่อย และมีความรุนแรงมากกว่า


อาจพบได้บางครั้ง




เจ็บหน้าอก


อาบพบได้แต่อาการไม่รุนแรง


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ(ยกเว้นเป็นโรคหอบหืด)




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมิแพ้




สาเหตุการเกิด


เกิดจากไวรัส
(Rhinoviruses เป็นสาเหตุหลักประมาณ 30-50%)


เกิดจากไวรัส (influenza virus type A and B)


เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น อากาศเย็น/ร้อน ละอองเกสร




การดูและการรักษา


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอากาต่างๆ เช่น ยาแก้คัดจมูก หรือยาลดไข้
-มักดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอบ (แต่ไม่ควรใช้ยากลุ่ม NSAIDs กรณีสงสัยไข้เลือดออกด้วย)
-หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจต้องได้รับยาต้านไวรัสตลอดจนการรักษาให้ถูกต้อง


-หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่นหลีกเลี่ยงฝุ่นอากาศเย็น
-ใช้ยาบรรเทาอาการเช่นยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก
-หากรุนแรงควรพบแพทยืเพื่อพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก




การป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ไม่มีวัคซีนป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้




และก็ในขณะที่ป่วยเป็นไข้หวัด ผู้เจ็บป่วยหรือผู้ดูแล (ในเด็กเล็ก) ควรจะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมทั้งควรรีบไปพบหมอทันทีถ้าหากมีอาการดังต่อไปนี้
ผู้ใหญ่
           ไข้สูงมากไปกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องกันเกิน 5 วันขึ้นไป
           กลับมาจับไข้ซ้ำภายหลังจากอาการไข้หายแล้ว
           หายใจหอบอ่อนล้า รวมทั้งหายใจมีเสียงหวีดร้อง
           เจ็บคออย่างรุนแรง ปวดหัว หรือมีลักษณะปวดรอบๆไซนัส
เด็ก
           จับไข้สูงขึ้นยิ่งกว่า 38 องศาเซลเซียส ในเด็กแรกเกิด-12 อาทิตย์
           มีลักษณะไข้สูงต่อเนื่องกันมากยิ่งกว่า 2 วัน
           อาการต่างๆของไข้หวัดร้ายแรงมากขึ้น หรือรักษาแล้วอาการแย่ลง
           มีลักษณะปวดศรีษะ หรือไออย่างหนัก
           หายใจมีเสียงกรีดร้อง
           เด็กมีลักษณะงอแงอย่างรุนแรง
           ง่วงหงาวหาวนอนมากมายไม่ปกติ
           ความต้องการอาหารต่ำลง ไม่รับประทานอาหาร
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ก่อกำเนิดหวัด คนที่มีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังนี้ มักเจ็บป่วยหวัดได้ง่ายกว่าคนธรรมดา ตัวอย่างเช่น

  • อายุ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีความเสี่ยงป่วยเป็นหวัดสูง โดยเฉพาะเด็กที่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่รับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอปรี่
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะป่วยไข้เรื้อรัง หรือมีสภาวะสุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอมีลัษณะทิศทางที่จะป่วยเป็นหวัดได้ง่ายกว่าปกติ
  • ระยะเวลา โดยส่วนมากแล้วไม่ว่าจะเด็ก หรือคนแก่มักจะป่วยหวัดได้ง่ายในช่วงฤดูฝน และก็หรือหน้าหนาว
  • ดูดบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่มีทิศทางจะมีอาการป่วยเป็นหวัดได้ง่าย แล้วก็ถ้าหากเป็นก็จะอาการร้ายแรงกว่าธรรมดาอีกด้วย
  • อยู่ในที่ที่ผู้คนคับคั่งแออัด สถานที่ที่มีคนจอแจ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย
  • คนที่จำต้องดูแลคนเจ็บโรคไข้หวัด ซึ่งกรุ๊ปบุคคลเหล่านี้ต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้เจ็บป่วยทั้งน้ำลาย น้ำมูก หรือละอองน้ำมูก น้ำลาย จากลมหายใจของคนไข้


แนวทางการรักษาโรคหวัด โดยทั่วไปแล้วคนเจ็บ (คนแก่) สามารถวินิจฉัยโรคหวัดเองได้ จากอาการที่แสดง แต่ว่าถ้าหากคนป่วยไปพบแพทย์ หมอจะวินิจฉัยโรคหวัดได้จากอาการที่แสดง ประวัติการระบาดของโรค ฤดู แล้วก็จากการตรวจร่างกาย เป็นต้นว่า อาการไข้ มีน้ำมูก เยื่อจมูกบวมแล้วก็แดง คอแดงนิดหน่อย ส่วนในเด็กอาจเจอทอนซิลโต แต่ไม่แดงมากมาย และไม่มีหนอง แม้กระนั้นในคนป่วยที่มีลักษณะร้ายแรง อาทิเช่น ไข้สูง แพทย์อาจมีการวิเคราะห์เลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกว่าเป็นการติดโรคไวรัสหรือติดเชื้อโรคแบคทีเรีย รวมทั้งอาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์ อาทิเช่น การตรวจเลือดดูค่าเกล็ดเลือดเพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก เป็นต้น
         เนื่องจากไข้หวัดมีเหตุมาจากเชื้อไวรัส ก็เลยไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ ก็แค่ให้การรักษาไปตามอาการแค่นั้น ซึ่งการปรับแต่งอาการที่เกิดขึ้นในพื้นฐานแพทย์จะจ่ายยาที่เป็น ยาสามัญประจำบ้านเพื่อทุเลาอาการก่อน ตัวอย่างเช่นพาราเซตามอล (paracetamol) สำหรับลดไข้ คลอเฟนนิรามีน (chlorpheniramine) สำหรับลดน้ำมูก รวมถึงจะแนะนำให้พักให้พอเพียง กินน้ำอุ่นเพื่อละลายเสลด การกินน้ำมากมายๆแล้วก็การเช็ดตัวจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้
       โดยธรรมดายาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการ เพราะเหตุว่าไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง และเมื่ออาการดียิ่งขึ้นและจากนั้นก็สามารถหยุดใช้ยาได้ ยาที่นิยมใช้ทั่วไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

  • ยาลดไข้ โดยปกติยาที่นิยมสำหรับลดไข้ คือ paracetamol สำหรับผู้ใหญ่ รับประทานยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด ปริมาณ 1-2 เม็ด สามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันตรงเวลา 5 วัน เหตุเพราะมีโอกาสเกิดพิษต่อตับ สำหรับเด็กจะต้องมีการปรับปริมาณยาตามน้ำหนักตัว ดังนั้นควรถามไถ่ข้อมูลเพิ่มเติมจากแพทย์หรือเภสัชกร ยาอีกกรุ๊ปที่ได้รับความนิยมสำหรับในการใช้ลดไข้หมายถึงยากลุ่มต้านทานการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti Inflammatory Drugs:-NSAIDs) อาทิเช่นแอสไพริน (aspirin), ibuprofen ซึ่งการใช้ยาในกรุ๊ปหลังนี้ให้ผลสำหรับการลดไข้ได้อย่างเร็ว แต่มีข้อพึงระวังสำหรับในการใช้สำหรับลดไข้ในกรณีของโรคไข้เลือดออก แต่ในเด็กที่มีอายุต่ำลงยิ่งกว่า 18 ปี หน่วยงานอนามัยโลก (WHO) ชี้แนะว่าไม่ให้ใช้ยาแอสไพริน
  • ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก


ในกลุ่มของยาลดน้ำมูกนั้น สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่ม เป็นยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการยุบเส้นโลหิต ทำให้อาการคัดจมูกน้อยลง แบ่งเป็น

  • สำหรับรับประทาน อย่างเช่น phenylephrine, pseudoephedrine (pseudoephedrine รับได้จากสถานพยาบาลเท่านั้น ไม่มีขายตามร้านค้ายา)
  • สำหรับหยดหรือพ่นรูจมูก ยกตัวอย่างเช่น oxymetazoline ซึ่งก่อนใช้จะต้องสั่งน้ำมูกออกก่อน


ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการหยุดยั้งผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งมีผลทำให้การหลั่งน้ำมูกลดลง แต่จะได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กรุ๊ปคือ

  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ทำให้มีการเกิดอาการง่วงซึม อาทิเช่น chlorpheniramine, brompheniramine, hydroxyzine, cyproheptadine เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะลดปริมาณสารคัดเลือกหลั่งในระบบทางเท้าหายใจ อย่างเช่น น้ำมูก เสลด แต่จะมีผลให้เกิดอาการง่วงซึมได้ เนื่องมาจากมีฤทธิ์กดระบบประสาท อย่างไรก็ตาม ยาในกลุ่มนี้สามารถคุมอาการได้ดีมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับยาในกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงซึม ถ้าหากผู้เจ็บป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้ควรจะเลี่ยงการขับรถและการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร และก็อาจนับว่าเป็นช่องทางที่ดีสำหรับเพื่อการพัก
  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ไม่ก่อให้เกิดอาการง่วงซึม อาทิเช่น cetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine ฯลฯ ซึ่งจุดเด่นของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม หรืออาจมีอาการง่วงซึมได้บ้างบางส่วน ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยนิยมใช้ยาในกลุ่มนี้ในคนป่วยโรคภูมิแพ้ด้วย
  • ยาบรรเทาอาการไอ ในกลุ่มของยาบรรเทาอาการไอ ก็สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กรุ๊ปเช่นเดียวกัน เป็น
  • ยาสำหรับอาการไอมีเสมหะ โดยสาเหตุของอาการไอจำพวกนี้ ด้วยเหตุว่ามีเสลดเป็นตัวกระตุ้นส่งผลให้เกิดการไอ โดยเหตุนี้จำต้องใช้ยารักษาที่ต้นเหตุซึ่งก็คือ กระบวนการทำให้เสลดเหลวหรือขับออกได้ง่ายขึ้น ยาละลายเสลด เช่น acetylcysteine, carbocysteine, bromhexine, ambroxol ฯลฯ ยาขับเสมหะ อาทิเช่น glyceryl guaiacolate (guaifenesin) ฯลฯ ซึ่งการใช้ยากลุ่มนี้อาจจะส่งผลให้คนเจ็บมีอาการไอมากขึ้นเรื่อยๆในขั้นแรก เพื่อนำเสลดออกมาจากฟุตบาทหายใจ แต่ภายหลังจากนั้นอาการไอจะต่ำลงเป็นลำดับ
  • ยาสำหรับอาการไอที่ไม่มีเสมหะ หรือ ไอแห้ง ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนที่ทำให้เกิดการไอ ซึ่งผู้กระทำดระบบประสาทนั้นอาจจะส่งผลให้เพศผู้ป่วยง่วงซึมได้ แม้คนป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้จำเป็นที่จะต้องหลบหลีกการขับรถยนต์และการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร ยาที่ออกฤทธิ์กดการไอดังเช่นว่า dextromethorphan, codeine, brown mixture เป็นต้น


ด้วยเหตุนั้นจึงต้องหาที่มาของการไอ และแก้ไขให้ถูกจุด ถ้าคนป่วยใช้ยาแก้ไอผิดกับที่มาของอาการไอที่เป็นอยู่ อย่างเช่น ใช้ยากดการไอในเรื่องที่การไอมีต้นเหตุที่เกิดจากเสลด เว้นแต่เสมหะจะกีดกันทางเท้าหายใจแล้ว ร่างกายก็ยังไม่สามารถที่จะขับเสมหะออกโดยการไอได้อีกด้วย

  • ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้เบื้องต้น (ในกรณีที่พบว่ามีการติดโรคแบคทีเรียแทรกซ้อน ได้แก่ เป็นไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 4 ชั่วโมง
  • ยากลุ่มแพนิสิลิน (penicillins) ดังเช่น amoxicillin ซึ่งโครงสร้างของยาตัวนี้ทนประมือดในทางเดินอาหาร สามารถรับประทานหลังรับประทานอาหารได้
  • ยากลุ่มแมคโครไลด์ (macrolides) เช่น erythromycin, roxithromycin เนื่องจากว่าโครงสร้างของยาในกลุ่มนี้ส่วนมากไม่ทนต่อกรดในทางเดินอาหาร จำเป็นต้องรับประทานก่อนอาหาร นอกจาก erythromycin estolate รวมทั้ง erythromycin ethylsuccinate ที่มีการดัดแปลงส่วนประกอบของยาแล้ว ทำให้สามารถกินหลังรับประทานอาหารได้


แต่การใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่สม่ำเสมอ และไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด นอกเหนือจากคนป่วยจะไม่หายจากอาการที่เป็นอยู่ ยังเป็นการเกื้อหนุนให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา และอาจไม่มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษาอาการของผู้ป่วยในอนาคต
การติดต่อของโรคหวัด หวัดเป็นโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจ โดยเชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของคนเจ็บ ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่คนเจ็บไอหรือจามรด ข้างในระยะไม่เกิน 1 เมตร
นอกเหนือจากนั้น เชื้อหวัดยังบางทีอาจติดต่อโดยการสัมผัส กล่าวอีกนัยหนึ่ง เชื้อหวัดอาจติดที่มือของผู้ป่วย สิ่งของ เครื่องใช้ อย่างเช่น ผ้าที่มีไว้เพื่อเช็ดหน้า ผ้าขนหนู ถ้วยน้ำ จาน ชาม ของเล่น หนังสือ โทรศัพท์ หรือสภาพแวดล้อม ดังเช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เมื่อคนปกติสัมผัสถูกมือของผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้หรือสิ่งแวดล้อมที่ด่างพร้อยเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนคนนั้น รวมทั้งเมื่อเผลอใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น กระทั่งกลายเป็นไข้หวัดได้  ส่วนระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่คนไข้รับเชื้อเข้าไปจนกว่าแสดงอาการ) : โดยประมาณ 1-3 วัน โดยเฉลี่ย และมักมีลักษณะร้ายแรงที่สุดในช่วง 2-3 วันหลังเริ่มมีลักษณะอาการ

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นหวัด ข้อแนะนำการกระทำตัวของผู้เจ็บป่วยมีดังนี้


  • พักผ่อนมากๆห้ามทุกข์ยากลำบากงานหนักหรือออกกำลังกายมากจนเกินไป
  • ใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด และก็อย่าอาบน้ำเย็น
  • กินน้ำมากมายๆเพื่อช่วยลดไข้ และก็ชดเชยน้ำที่เสียไปเนื่องด้วยไข้สูง
  • ควรจะรับประทานอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกธรรมดา อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลาจับไข้สูง
  • ถ้ามีไข้สูง ให้พาราเซตามอล (ผู้ที่แก่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 18 ปี ควรหลบหลีกการใช้แอสไพริน เนื่องจากบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงได้) ควรให้ยาลดไข้เป็นบางโอกาสเฉพาะเวลาเป็นไข้สูง ถ้าเกิดจับไข้ต่ำๆ หรือไข้พอเพียงทนได้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกิน
  • ถ้ามีลักษณะอาการน้ำมูกไหลมากมายกระทั่งสร้างความเบื่อหน่าย ให้ยาแก้แพ้ ได้แก่ คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก เมื่อทุเลาแล้วควรหยุดยา หรือกรณีที่มีอาการไม่มาก ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้ยานี้
  • ถ้าหากมีลักษณะอาการไอ จิบน้ำอุ่นมากๆหรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) ถ้าเกิดไอมากมายลักษณะไอแห้งๆไม่มีเสลดควรจะ ให้ยาแก้ไอ
  • ถ้าหากมีอาการหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าปกติ (เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 40 ครั้ง/นาที) หรือเป็นไข้นานเกิน 7 วัน ควรจะส่งโรงพยาบาลโดยด่วน บางทีอาจเป็นปอดอักเสบหรือภาวการณ์ร้ายแรงอื่นๆได้ อาจจะต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสลด ฯลฯ
  • หากมีลักษณะเจ็บคอมาก ไข้สูงตลอดระยะเวลา ซึม ไม่อยากกินอาหารมากมาย เมื่อยมาก ปวดหู หูอื้อ หรือสงสัยไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดนก (มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายด้านใน 7 วัน หรืออยู่ภายในเขตพื้นที่ที่มีการระบาดของหวัดนกข้างใน 14 วัน) หรือจับไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง ควรจะไปพบแพทย์โดยเร็ว


การคุ้มครองตัวเองจากโรคหวัด รักษาสุขอนามัยฐานราก เพื่อให้มีสุขภาพทางกายแข็งแรง กินอาหารมีสาระห้ากลุ่มทุกวี่ทุกวัน เพื่อให้มีสุขภาพทางกายแข็งแรง กินน้ำสะอาดให้ได้วันละอย่างต่ำ 6-8 แก้วเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม พักผ่อนให้เพียงพอเป็นประจำ ไม่ไปในที่คับแคบ เช่น ศูนย์การค้า ในตอนที่มีการระบาดของหวัดรู้จักใช้หน้ากากอนามัยเมื่อจำต้องไปในย่านที่มีคนดอกไม้ไฟพล่านหรือไปโรงหมอ  รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงไม่สมควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในขณะที่มีอากาศเย็น  อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับคนเจ็บ ถ้าหากควรต้องดูแลผู้เจ็บป่วยอย่างใกล้ชิด ควรใส่หน้ากากอนามัยรวมทั้งหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่  อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (เป็นต้นว่า ผ้าสำหรับเช็ดหน้า ผ้าที่เอาไว้เช็ดตัว แก้วน้ำ โทรศัพท์ ของเล่น ฯลฯ) ร่วมกับผู้ป่วย รวมทั้งควรหลบหลีกการสัมผัสมือผู้เจ็บป่วย
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคหวัด

  • ฟ้าทะลายขโมย สารสำคัญสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์หมายถึงAndrographolide มีฤทธิ์รักษาอาการไอ เจ็บคอ ปกป้องและก็ทุเลาหวัด จากการศึกษาการใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพเพื่อรักษาลักษณะของการมีไข้และเจ็บคอเปรียบเทียบกับยาลดไข้พาราเซตามอล พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 6 กรัมต่อวัน จะมีลักษณะไข้และการเจ็บคอลดลงในวันที่ 3 ซึ่งดียิ่งกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล  ในการศึกษาเรียนรู้เทียบการใช้ฟ้าทะลายขโมยเพื่อคุ้มครองหวัด ซึ่งทำในฤดูหนาว โดยให้นักเรียนกินยาเม็ดฟ้าทะลายขโมยแห้ง ขนาด 200 มิลลิกรัม/วัน ภายหลัง 3 เดือนของการทดลองพบว่าอุบัติการณ์การเป็นหวัดในกรุ๊ปที่ได้ฟ้าทะลายขโมยลดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยอัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรพอๆกับร้อยละ 20 ตอนที่กรุ๊ปควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดพอๆกับปริมาณร้อยละ 62  อาจสรุปได้ว่าฟ้าทะลายโจรให้ผลป้องกันของยา เท่ากับจำนวนร้อยละ 33


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายโจรแห้ง 250 มก. และก็ 500 มก.
o             ทุเลาลักษณะการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารแล้วก็ก่อนนอน
o             บรรเทาอาการหวัด กินวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารและก็ก่อนนอน

  • กระเทียม มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการฆ่าเชื้อเชื้อไวรัส เชื้อรา ลดอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์เสมือนแอสไพริน จึงทำให้ไข้ลด รวมทั้งยังปกป้องการไม่สบายหวัดได้
  • ใบกระเพรา ใบกระเพราช่วยขับเสมหะ ทำให้จมูกเตียน ทำลายเชื้อในทางเดินหายใจ
  • ชา ใบชามีสารโพลีฟีนนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการติดเชื้อ ทำใหเยื้อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสบาย
  • ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีกลิ่นเฉพาะบุคคล สามารถช่วยลดอาการหวัด แก้ไอ ทำให้หายใจโล่งขึ้น ขับเหงื่อ
  • กระเจี๊ยบ อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง เจอสารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส ลดการตำหนิเชื้อ
เอกสารอ้างอิง

  • รับมือโรคหวัดอย่างไรให้เหมาะสม.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาสรีรวิทยา.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection/URI)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 389-392.
  • ฟ้าทะลายโจร.(ฉบับประชาชน).หน่วยปริการฐานข้อมูลสมุนไพร.สำนักงานสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
  • ผศ.ภก.ธีรวิชญ์ อัชฌาศัย.ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือแพ้อากาศ เป็นอะไรกันแน่? .บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ไข้หวัด-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้หวัด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่389.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน.2554
  • Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook, 20th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.;


8

สมุนไพรมะหัง
มะหัง Macaranga griffithiana Muell. Arg.
บางถิ่นเรียก มะหัง (ปัตตานี) ดอกไม้หูช้าง (ตราด).
ไม้ใหญ่ สูงได้ถึง 7 ม. แขนง กลม หมดจด ข้างในกลวง สีขาวนวล. ใบ คนเดียว เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ป้อม หรือ กลม กว้าง 12.5-22.5 ซม. ยาว 15-25 เซนติเมตร ปลายใบแหลม เป็นแฉกตื้นๆ3 แฉก ขอบใบเรียบ หรือ หยักตื้นๆโคนใบกลม หรือ สอบแคบ ทำให้เหมือนรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เนื้อใบดก ข้างล่างใบสีขาวนวล และมีเส้นใบสีชมพู ก้านใบติดแบบใบบัว ยาวโดยประมาณ 20 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ช่อยาว 15-25 ซม. สมุนไพร ดอกมีใบเสริมแต่งห่อไว้เป็นรูปไข่ มีขนสีน้ำตาลปนแดง กลีบรองกลีบดอกมีขน รวมทั้งมีต่อม เกสรผู้ 3-4 อัน. ดอกเพศภรรยา ช่อสั้น อ้วน แล้วก็มีขนมากกว่าช่อดอกเพศผู้ กลีบรองกลีบรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 3 กลีบ รังไข่มี 3-5 ช่อง ที่โคนมีต่อม ท่อรังไข่โคนใหญ่ปลายแหลม ตรง หรือ โค้ง. ผล รูปเบาะ สีขาวนวล; มีนอป้านๆ4-5 นอ ฉาบด้วยผงสีเหลืองและเหนียว. เม็ด สีดำ ไม่มีเนื้อหุ้ม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามขอบลำธาร และข้างถนน ชอบที่โล่ง และราบลุ่ม.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากใช้รับประทานแก้ไข้

9

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรแสยก[/url][/size][/b]
แสยกPedilanthus tithymaloides Poit.
บางถิ่นเรียกว่า แสยกกะแหยก มหาประสาน ปิ้ง แสชูสามสี (กึ่งกลาง) เคียะไก่ให้ (เหนือ) ตาสี่กะมอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) นางกวัก ว่านสลี (แม่ฮ่องสอน).
ไม้พุ่ม สูง 40-100 เซนติเมตร มีน้ำยางมากมาย ลำต้นหักงอไปๆมาๆทำให้เป็นรูปสิกข์แซก สีเขียว ผิวเรียบ. ใบ คนเดียว เรียงสลับกันซ้ายขวาในระนาบเดียวกัน รูปไข่ กว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 3.5-7 เซนติเมตร ฐานในกลม มน หรือ แหลม ขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น ปลายใบมน หรือ แหลม เส้นใบเห็นไม่ชัดเจน เนื้อใบครึ้ม ข้างล่างมีขนอ่อน เส้นเล็ก ปกคลุมบางๆทั่วๆไป ก้านใบยาว 2-7 มิลลิเมตร หูใบมีลักษณะเป็นตุ่มกรุ๊ปเล็กๆ2 ตุ่มอยู่สองข้างโคนก้านใบ ร่วงง่าย ต้นจะสลัดใบทิ้งหมด หรือเกือบหมดก่อนมีดอก. ดอก สีแดงออกเป็นช่อตามลำต้น ที่ยอดและก็ตามกิ่งแขนงสั้นๆใกล้ยอด ดอกเพศผู้แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ก้านช่อยาว 3-20 มม. มีขน ช่อดอกยาว 1-2.5 ซม. ใบแต่งแต้ม สมุนไพร ข้างนอกมีขนสั้นปกคลุมหนาแน่น ก้านดอกไม่มีขน ดอกมีลักษณะคล้ายรองเท้า หรือ เรือ มี 5 กลีบ เรียงเป็นสองชั้น ชั้นในมี 3 กลีบ สั้น รวมทั้งแคบกว่ากลีบชั้นนอก มีขนละเอียด ที่ฐานข้างนอกมีต่อมน้ำหวานรูปกระทะคว่ำ 1 ต่อม ภายในมีต่อม 2 หรือ 4 ต่อม เรียงเป็นคู่ ที่ปลายมีแถบยาวหนึ่งแถบอยู่ตรงช่องระหว่างกลีบใหญ่ชั้นนอกสองกลีบ; เกสรผู้สั้น ในขณะที่ดอกกำลังบานอับเรณูจะหันหน้าออก รังไข่มี 3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย ท่อรังไข่มี 1 อัน ปลายท่อแยกเป็น 3 แต่ละอันแยกเป็น 2 แฉก. ผล เป็นประเภทแห้งแล้วแตก.

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกเป็นไม้ประดับ นิยมปลูกตามแนวรั้ว ขึ้นง่ายแล้วก็ทนแล้งก้าวหน้า
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำยางต้นใช้กัดหูด ทาผิวหนังแก้โรคเกลื้อน แมลงป่องต่อย ตะขาบกัด แต่ว่าถ้าหากรับประทานเข้าไปจะก่อให้อาเจียน

10

สมุนไพรงาขี้ม้อน
งาขี้ม้อน Perilla frutescens (L.) Britton
บางถิ่นเรียก งาขี้ม้อน (ภาคเหนือ) สวยน (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) งอแง (กาญจนบุรี) นอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) น่อง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี)
ไม้ล้มลุก ตั้งชัน สูง 50-150 ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมมนๆระหว่างเหลี่ยมเป็นร่อง แตกกิ่งก้านสาขา มีกลิ่นหอมหวน มีขนยาวละเอียดสีขาวปกคลุมหนาแน่น เมื่อโตเต็มกำลัง ที่โคนต้นสะอาด ส่วนโคนต้นแล้วก็โคนกิ่งแข็ง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url] ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปไข่หรือกลม กว้าง 2-8 ซม. ยาว 3-9.5 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมหรือแหลมเป็นติ่งยาว โคนใบกลม ป้าน หรือ ตัด ขอบใบจะแบบฟันเลื่อย สีเขียวอ่อน ด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน มีขนทั้งคู่ด้าน ตามเส้นใบมีขนหนาแน่น ข้างล่างมีต่อมน้ำมัน ก้านใบยาว 10-45 มิลลิเมตร มีขนยาวหนาแน่น ดอก ออกเป็นช่อกระจะ ตามง่ามใบรวมทั้งที่ยอด ริ้วประดับประดาดอกย่อย รูปไข่ กว้าง 2.5-3.2 มม. ยาว 3-4 มิลลิเมตร ไม่มีก้าน โคนริ้วประดับกลมกว้าง ขอบเรียบ มีขน ปลายเรียวแหลม ก้านดอกย่อยยาวราว 1.5 มิลลิเมตร มีขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นรูประฆัง ยาวราวๆ 2 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก แฉกกึ่งกลางด้านบนสั้นกว่าแฉกอื่นๆมีเส้นตามยาว 10 เส้น ข้างนอกมีขนรวมทั้งมีต่อมน้ำมัน ข้างในมีขนยาวเรียงเป็นวงรอบปากหลอด เมื่อดอกเจริญรุ่งเรืองไปสำเร็จแล้ว กลีบเลี้ยงจะใหญ่ขึ้น กลีบดอกสีขาว เชื่อมชิดกันเป็นหลอดทรงกระบอก ปลายแยกเป็นปาก ยาว 3.5-4 มม. ข้างนอกมีขน ภายในมีขนเรียงเป็นวงอยู่ตรงกลางหลอด ปากบนปลายเว้านิดหน่อย ปากล่างมี 3 หยัก ปลายมนหยักกลางใหญ่มากยิ่งกว่าหยักอื่นๆและเฉพาะหยักนี้ข้างในมีขน เวลาดอกบานกลีบนี้จะกางออก เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็นคู่ คู่บนสั้นกว่าคู่ล่างนิดหน่อย ก้านเกสรเกลี้ยง อับเรณูมี 2 พู ข้างบนชิดกัน ด้านล่างกางออก จานดอกเห็ดชัด รังไข่ยาวราวๆ 3 มม. มีพูกลมๆ4 พู ก้านเกสรเพศเมีย ยาว 2.6-3 มม. ปลายแยกเป็น 2 แฉก ไม่มีขน ผล รูปไข่กลับ ขนาดเล็ก ยาวราว2 มม. แข็ง สีน้ำตาล หรือสีเทา มีลายรูปตาข่าย

นิเวศน์วิทยา
: มีปลูกทางภาคเหนือของเมืองไทย
คุณประโยชน์ : ใบ และก็ยอดอ่อน ใช้แต่งรสอาหาร แก้ไอ แก้หวัดและช่วยสำหรับการย่อย เม็ด น้ำมันสกัดจากเม็ดใช้ประกอบอาหารได้ กินเป็นยาชูกำลัง ทำให้ร่างกายอบอุ่นและก็แก้ท้องผูก

Tags : สมุนไพร

12

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรเทียนดอก[/url][/size][/b]
ชื่อพื้นบ้านอื่น  เทียนดอก , เทียนไทย , เทียนบ้าน , เทียนสวน (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Impatiens balsamina L.
ชื่อวงศ์  BALSAMINACEAE
ชื่อสามัญ Garden balsam.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) ลำต้นจะอวบน้ำและมีขนบางส่วน สูงโดยประมาณ 30-50 ซม. ลำต้นเอียงไม่ตั้งชัน เปราะง่าย
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว แตกออกตามก้านของลำต้น ลักษณะใบมนรีหรือรูปเรียวรี ปลายใบแหลมเรียว ขอบของใบเป็นจะละเอียด โคนใบจะมนสอบเข้าหาก้านใบ ผิวเนื้อใบสาก หยาบคาย แลเห็นเส้นกิ่งก้านสาขาใบได้ชัด สีของใบ จะเริ่มจากสีเขียวอ่อนไปจนถึงสีเขียวและสีเขียวเข้ม
ดอก เป็นดอกลำพัง จะออกชิดกันช่อหนึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมี 2-3 ดอก ดอกมีหลายสี ดังเช่น สีชมพู สีแดง สีส้มแล้วก็สีขาว ออกดอกตรงส่วนยอดของลำต้น กลีบจะอยู่ซ้อนๆกันเป็นวงกลมผล ผลรูปรี ปลายแหลมยาว มีสีเขียว ผลเมื่อแก่เต็มที่ก็จะแตกหรือดีดตัวออกเป็นเมล็ดเม็ด ลักษณะกลมเล็ก คล้ายเมล็ดดอกบานเย็น
นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ชอบอยู่ในที่ร่มรำไร รังเกียจแดดจ้าแต่ต้องอยู่ในที่มีแสงไฟเพียงพอ นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านช่องหรือตามสวนยาจีนทั่วๆไป

การปลูกและขยายพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกได้ไม่ยาก เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย ขยายาพันธ์ุด้วยการเพาะเมล็ด หรือตัดปักชำหรือตัดไปแช่น้ำให้รากออกแล้วก็ค่อยนำไปปลูกลงดิน
ส่วนที่ใช้รสแล้วก็สรรพคคุณ
ราก รสเฝื่อนฝาดเมา ฟอกเลือด ลดบวม แก้ปวดกระดูก แก้ช้ำบวม แก้ตกขาว แก้ตกเลือด
ลำต้น รสขื่น ขับลม ทำให้เอ็นคลายตัว ทำให้เลือดเดินสะดวก แก้ปวด แก้เหน็บชา แก้แผลเน่า
ใบ รสฝาด สลายลม ฟอกเลือด แก้บวม แก้ปวดตามข้อ แก้แผลมีหนองเรื้อรัง
สมุนไพร ดอก รสเฝื่อนฝาด สลายลม ฟอกโลหิต ลดบวม แก้ปวดข้อปวดเอว  เป็นยาเย็นบำรุงร่างกาย ทาแผลน้ำร้อนลวก แผลผุพอง
ดอกและก็ใบ รสเฝื่อนเย็น พอกกันเล็บถอด
เมล็ด รสขม กระจัดกระจายเลือด ขับเสมหะข้นๆขับเมนส์ แก้พิษงู แก้แผลติดเชื้อโรคอักเสบเรื้อรัง แก้แผลไฟลุก น้ำร้อนลวก แก้บวม แก้โรคตับแข็ง
วิธีการใช้และก็จำนวนที่ใช้

  • รักษาโรคผิวหนัง แก้ลักษณะของการปวดตามนิ้วมือ นิ้วเท้า เล็บขบ โดยใช้ใบสดและก็ดอกสีขาว 10-20 กรัม นำมาโขลกให้ละเอีียดทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลทา 5-7 วัน
ข้อควรรู้
สีจากน้ำคั้นจะติดอยู่นาน จึงควรระวังการเปื้อนเสื้อผ้าและก็ร่างกายส่วนอื่นๆ

13

สมุนไพรเสลดพังพอน
ชื่อพื้นบ้านอื่น  พิมเสนต้น  เสมหะพังพอน  เสลดพังพอนตัวผู้ (ภาคกึ่งกลาง) เช็กเชเกี่ยม (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Barleria lupulina Lindl.
ชื่อตระกูล   ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Salet phangphon tuapuu.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (S) แตกกิ่งก้านสาขาจำนวนมากบริเวณลำต้น สูงราว 1 เมตร มีหนามสีน้ำตาลคู่ ตามข้อและก็โคนใบ กิ่งมีสีน้ำตาลปนแดง
ใบ เป็นใบลำพัง ออกตรงข้ามเป็นคู่ๆลักษณะใบรูปยาว เรียวแคบ โคนแล้วก็ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยง พื้นใบมีสีเขียวเข้มแล้วก็มัน ก้านใบสั้น ก้านใบตลอดจนเส้นกลางใบมีสีแดง ที่โคนกว้างมีหนามแหลม 1 คู่ สีม่วง ชี้ลง
สมุนไพร ดอก ออกดอกเป็นช่อตามยอดหรือที่ปลายกิ่ง เมื่อดอกยังอ่อนนมีใบเสริมแต่งห่อมิด เมื่อดอกบานจะโผล่เลยใบเสริมแต่งออกมาครึ่งเดียว ใบประดับประดารูปกลมรี ส่วนปลายมีสีน้ำตาลอมแดง กลีบรองกลีบดอกไม้สีเขียวมี 5 กลีบ กลีบดอกไม้สีเหลืองจำปา ตรงโคนเป็นหลอดตรงปลายแยกเป็น 5 กลีบผล เป็นฝัก ลักษณะรูปมนรี แบนแล้วก็ยาว โคนกว้าง ปลายแหลม ข้างในผลมีเม็ด 2-4 เม็ด

นิเวศวิทยา
เป็นไม้กลางแจ้งที่ไม่ขึ้นทั่วไป มีแม้กระนั้นเฉพาะตามบ้านซึ่งปลูกเอาไว้ใช้
การปลูกรวมทั้งแพร่พันธุ์                                    
เจริญวัยเจริญในดินร่วนซุย มีความชื้น ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือตัดลำต้นปักชำ โดยตัดเป็นท่อนๆยาวราว 1-2 คืบ ปักชำในแปลงที่จัดเตรียมไว้หรือปักชำในที่ชุ่มชื่นก่อน เมื่อออกรากก็ดีก็เลยย้ายไปปลูกภายในแปลง
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคุณ
ใบ รสจืดเย็น ตำกับเหล้าคั้นเอาน้ำดืื่ม เอากากพอกแก้พิษงู แก้ไฟลามทุ่ง แผลบวมช้ำจากาเกลื่อนกลาดระทบชน แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ยกตัวอย่างเช่น ผึ้ง ตะขาบ เป็นต้นราก รสจืดเย็น ฝนกับเหล้าหรือสุราโรงทาแก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย
วิธีการใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • รักษาลักษณะของการปวดฝี ทำลายพิษ ปวดอักเสบปวดร้อน โดยที่ใช้ใบสด 1 กำมือ หรือราวๆ 20 กรัม ตำอย่างระมัดระวังผสมกับสุราพอกรอบๆที่เป็นฝี หรือบริเวณที่เป็นวันละ 3 เวลา
  • รักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยใช้ใบสด 1 กำมือ โขลกอย่างระมัดระวังคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือตำผสมเหล้าโรงนิดหน่อยด็ได้
ข้อควรจะรู้
ในประเทศมาเลเซีย ใช้แก้ปวดฟันและก็แก้งูกัด  และก็ถือกันว่าฯลฯไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองภัยจนกระทั่งอันตรายต่างๆได้ด้วย

14
อื่นๆ / สัตวัตถุ มดลี่
« เมื่อ: 03-01-2018 , 18:24:55 »

มดลี่
มดลี่เป็นแมลงประเภทมด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า crematogsterdoheniiMayr
จัดอยู่อยู่ตระกูล  Formicidae เวลาเดินจะชูท้องขึ้นท้องเฟ้อตั้งฉากกับลำตัว  บางคราวจึงเรียก มดตูดงอน
ชีววิทยาของมดลี่
มดลี่ที่เป็นมดงานมีลำตัวยาวราว ๓.๕-๕ มม.  สีแดงผสมน้ำตาลหรือสีสนิมเหล็ก  เว้นเสียแต่หนวดรวมทั้งปลายท้อง  ท่อนหัวโต  ทึบ  ไม่เป็นเงา  สะท้อนแสง  มีร่องเป็นลายเส้นทอดไปตามความยาวของหัว  และเส้นจะห่างบานออกไปทางท้ายของหัว  ฟันกรามมีลายเส้นตามยาว  ริมฝีปากบนโค้ง  ริมขอบหน้าตัดตรง  รวมทั้งมีขนละเอียดตามขอบตาเล็กกลม  สีน้ำตาลแก่  อยู่บริเวณราวตรงกลางหัว  หนวดยาวจากหัว  หนาดยาวจากถึงอกปล้องที่ ๒ โคนหนวดมีขนสีส้มปนแดงอ่อนกระจายอยู่หัว  อกสีทึบ  ไม่เป็นมัน  ค่อนข้างแคบและแบนทางด้านข้าง  อกบ้องแรกมีขอบยื่นไปทางข้างๆ  รวมทั้งขอบนี้จะไปเชื่อมกับด้านหน้าขอบอกปล้องกลาง  มีลักษณะโค้งนูนอกกทางข้างหน้า  มีรอยย่นและจุดเล็กๆเป็นลายกระจายทั่ว  อกปล้องกึ่งกลางมีลัษณะเป็นสี่เหลี่ยมเมื่อมองดูทางข้างหลัง  ยาวมากกว่ากว้าง  และมีขอบเว้าเข้านิดหน่อย  มีรอยย่นและจุดเล็กๆเป็นลายกระจัดกระจายอกบ้องที่ ๓ กว้างมากยิ่งกว่ายาว  มีร่องเป็นลายเส้นทอดไปตามทางยาว  ตอนท้ายของอกยื่นเป็นมุม  แล้วก็มีหนามเล็กๆยื่นไปทางด้านท้องข้างละอัน  หนามนี้โค้งลงน้อย  ปลายของปล้องที่ ๓ ตัดตั้งฉากลงไปติดส่วนท้อง มีลักษณะเรียบและก็เป็นมัน  ขายาวราวๆความยาวของลำตัว  โหนกบนท้องปล้องแรกกว้าง  และปลายแบน  ข้างๆสอบลงและก็มีตุ่มเล็กๆกลมๆที่ปลาย  โหนบนท้องปล้อยที่ ๒ สั้นมาก  กึ่งกลางเป็นร่องท้องโตยาวราว ๑ ใน ๓ ของลำตัว  มีลัษณะเป็นมัน  สะท้อนแสง  แล้วก็มีรูปจุดเล็กๆละเอียดกระจายอยู่ทั่ว มดลี่ชนิดนี้อาศัยสร้างรังดินผสมเศษสิ่งของจากพืชอยู่บนต้นไม้  ลางครั้งอาจพบรังใหญ่ขนาดไล่เลี่ยกับลูกฟุตบอล  กินสัตว์เล็กๆเป็นอาหาร  แล้วก็ถูกใจเลี้ยงเพลี้ยเพื่อกินน้ำหวานจากเพลี้ย มดลี่ชนิดย่อย crematogsterdoheniiregenhoferiMayr  มีลัษณะต่างๆเหมือนกันมาก  ยกเว้นท้องที่มีสีดำตลอด

คุณประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพท์แผนไทยรู้จักใช้ “รังมดลี่” เป็นเครื่องยาด้วย  เช่นในพระหนังสือไกษพให้ยาแก้ษัยปลวกขนานหนึ่ง  ดังนี้ ถ้าเกิดจะแก้  เอาใบส้มช่า ๑ ใบมะขาม ๑ ใบส้มป่อย ๑ ใบส้วเสี้ยว ๑ ใบส้มสันดาน ๑ ใบส้มสคุณลุง ๑ ใบมะตาดเครือ ๑ สิ่งกำมือ  ใบมะกา ๓ กำมือ  รังมดลี่ ๑ แท่นปลวก ๑ แท่น  สมอทั้งยัง ๓ หัวหอม ๑ สิ่ง ละเท่าอายุคนไข้  เทียนดำหนัก ๑ บาท  ขมิ้นอ้อยไพล ๑ รากโคนงแตก ๑ หนักสิ่งละ ๓ ตำลึง รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ ต้มตามแนวทางให้รับประทาน แก้ไกษพปลวกปฏิบัติให้จับสบัดร้อนสบัดหนาว ถ้าหากจะดีขึ้นแชกดีเกลือตามสมุฏฐาน ธาตุหนักเบาให้รับประทานลงจนสิ้นโทษร้าย  แล้วจึงเอายาประจำธาตุให้รับประทานถัดไป

Tags : สมุนไพร

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ จงโคร่ง
« เมื่อ: 22-12-2017 , 09:27:33 »

จงโคร่ง
จงโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในวงศ์ Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก ควรโคร่ง นกกระทาหอพักง กระหอพักง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของควรโคร่ง
ต้องโคร่งมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายกับคางคกบ้าน แต่ว่าตัวโตกว่ามาก เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่ไม่เหมือนกับคางคกบ้าน หลายสิ่งหลายอย่าง ที่สำคัญเป็น ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่ากึ่งหนึ่งของความกว้างของตา และอยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูดกนมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง บุ๋ม กึ่งกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกกึ่งกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนออกจะดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากมายน้อยแตกต่างกันไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วๆไป ตามส่วนบนของตัว ใต้ฝ่าเท้ามีปุ่มตามข้อนิ้วมาก ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงตูดราว ๒๖เซนติเมตร จงโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของเทือกเขา ที่มีป่าไม้เป็นสุขชุ่มชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อคอยกินแมลงที่มาเล่นแสง พบได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของเมืองไทย ลงไปจนกระทั่งนานเลเซียและก็เกาะ เกะสุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์เชื้อสายของ จงโคร่ง
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url] ชาวบ้านทางภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอเบตงจ.ยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีจงโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะอยู่เย็นเป็นสุข แม้คนใดกันแน่ทำร้ายจงโคร่ง ผู้นั้นหรือญาติโกโหติกา ก็จะเผชิญซวย ดังนั้นเจ้าของบ้านจึงมักปลดปล่อยให้จงโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เปรียบเสมือนเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง ปลดปล่อยให้ทำมาหากินแมลงที่มาเล่นแสงไฟในบ้าน ไม่มีใครกล้ารบกวน รังควาน หรือรังควาน หนังต้องโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษเสมือนหนังคางคก โจรผู้ร้ายเคยใช้หนังต้องโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางประเภท ใบและยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้สูดดมยานี้ก็จะเมา หลับ หรือหมดสติไป มิจฉาชีพก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือชิงทรัพย์ได้ดุจตั้งอกตั้งใจ ขั้นตอนการแก้พิษนั้นให้ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝ่าฝืนได้เป็นประจำ หมอแผนไทยใช้หนังควรโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนใช้บำบัดโรคคุดทะราด
สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์เป็นยังไง
คำ “สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเล่าเรียนความเกี่ยวเนื่อง โดยตรงในแง่มุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์เผ่าพันธุ์ต่างๆเช่นความเชื่อเรื่องสัตว์กับโชค การใช้พรรณสัตว์เป็นของกิน เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องตามความจริง เพราะสัตว์เหล่านี้บางจำพวกไหมได้แต่ว่าคลานไม่ได้ อาทิเช่นงูต่างๆลางจำพวกเคลื่อนโดยการเลือกคลานเท่านั้น ไม่เลื้อย ดังเช่น เต่า จระเข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่อาจจะใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวดวงใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์คือ หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องล่างแยกกันไม่สนิท เว้นเสียแต่จระเข้ ส่วนพวกนี้คลอดเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลากหลายประเภท อาทิเช่นงูต่างๆไอ้เข้ ตุ๊กแก ตะพาบ แล้วก็เต่า

หน้า: [1] 2 3 ... 6