แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - bilbill2255

หน้า: [1] 2
1

น้ำมันเหลือง เป็นอย่างไร ?
น้ำมันเหลือง ยาแผนโบราณจากพืชสมุนไพรประสิทธิภาพเยี่ยม ทำจากพืชสมุนไพรจำพวกต่างๆกัน สรรพคุณที่ใช้สูดดม ทา นวด เพื่อทุเลาอาการต่างๆคุณประโยชน์นี้ไม่เป็นรองยาแผนปัจจุบันอย่างยิ่งจริงๆ
ประโยชน์ซึ่งมาจากการนวดน้ำมัน
น้ำมันเหลือง นวดจริงหมายถึงการกระตุ้นเยื่อของร่างกายด้วยมือ, เพื่อเกื้อหนุนสุขภาพและก็ฟื้นฟูให้ร่างกายทั้งสิ้น. น้ำมันนวดถูกออกแบบมาเพื่อมือเลื่อนได้ง่ายมากยิ่งขึ้นในระหว่างนวด และในเวลาเดียวกันเครื่องหอมอโรมาให้ผ่อนคลายเยอะที่สุดสำหรับทั้งกายใจ. อ่านถัดไปเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยช์จากการนวดน้ำมันรวมทั้งผ่อนคลายร่างกายของคุณที่มีประสบการณ์นวดชื่นบาน.
เมื่อมาถึงการนวดน้ำมันเหลือง, มีหลายร้อยปิดตัวเลือกที่ต่างกันให้เลือก. คุณได้อย่างอิสระสามารถเลือกจากเยอะมากๆน้ำหอมแล้วก็สีที่แตกต่างกันเพื่อบริการ. น้ำมันนวดบำบัดรักษา, น้ำมันร้อน, น้ำมันนวดกระตุ้นความรู้สึก, น้ำมันหอม
จะสามารถเจอได้ในตลาดน้ำมันเหลืองเพื่อให้คุณสามารถเลือกที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับสิ่งที่มีความต้องการและก็ความจำนงของคุณ.
สรรพคุณของน้ำมันเหลือง สมุนไพรนั้น มีมากมายก่ายกองทีเดียว
บรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เป็นหวัด แก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
แก้เคล็ดปวดเมื่อย ฟกช้ำดำเขียว ทาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ปวดบวม
ทาท้องเพื่อขับลมข้างในท้อง
ทาแก้ผดผื่น ตุ่มคัน
ทาก่อนนอนทำให้หลับง่ายดายมากยิ่งขึ้น จิตใจสงบ ผ่อนคลาย ทาเช็ดนวดฝ่าเท้า ไล่เลือดลม
ใช้ทาแก้ เหน็บชา ตะคริว ปวดสันหลังปวดบั้นท้าย ปวดหัวเข่า ปวดขา บวมช้ำ ปวดกล้าม ดมแก้อ้วก เวียนหัว อาการหอบหืด แล้วก็ไซนัส
- บรรเทาอาการหน้ามืดศีรษะ หน้ามืด เหมือนจะเป็นลมเป็นแล้ง
- แก้กลยุทธ์ปวดเมื่อย ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย
- ทาท้องเพื่อขับลมข้างในท้อง
- ทาแผลมีดบาด ทาแก้ผื่นผื่น
- ทาก่อนนอนช่วยให้หลับง่ายขึ้น
- บรรเทาอาการคัดจมูก เพราะหวัด
3.น้ำมันเหลือง ของ ช้อนทองคำมงคล มีสเตอรอยด์ไหม ?
น้ำมันเหลืองของช้อนทองคำมงคล ไม่มีสเตอรอยด์ ไม่มีสารเคมี ทำจากสมุนไพรไทย 100% จึงสามารถใช้ทาได้ทุกเพศทุกวัย สามารถใช้โดยจะนวดหรือไม่นวดก็ได้ ใช้แล้วไม่เกิดการสะสม ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เลยชอบพอ พอได้หาย รวมทั้งบอกต่อๆกัน

  • ใช้อย่างไร ในแต่ละลักษณะของการปวด ?


พวกเราแนะนำง่ายๆเพียงแค่ 2 ขั้นตอนหมายถึง"กด" + "ทา" โดยจะนวดไหมนวดก็ได้ ทาบริเวณที่มีอาการ
เดี๋ยวนี้น้ำมันเหลืองได้รับความนิยมใช้อย่างล้นหลามมาก เพราะคุณประโยชน์ไม่แพ้ยาแผนปัจจุบันเลยทีเดียว ลูกค้าส่วนมากอยากใช้สินค้าที่ทำมาจากธรรมชาติจริงๆเพราะนอกจากจะรู้สึกปลอดภัยแล้ว ใช้นานหรือบ่อยมากแค่ไหนก็ไม่เกิดการสะสม
คนใดกันแน่ที่ชอบใช้ น้ำมันเหลือง บ่อยๆห้ามพลาด ด้วยเหตุว่าวันนี้เรานำน้ำมันเหลืองสูตรใหม่ กลิ่นไม่ฉุนจัด ซึ่งทั่วไปนั้นมีการทำกันกลายสูตรมาก สุดแท้แต่ว่าผู้ใดชอบสูตรไหน เป็นน้ำมันเหลืองที่ทำมาจากธรรมชาติล้วนๆใช้สมุนไพรดีๆของไทยทั้งหมดมักใช้แก้ปวด แก้มึนหัว แก้ตะคิว รักษาโรคหอบหืด ไซนัส บางสูตรแก้ท้องเฟ้อได้ด้วย ไปดูสูตรแนวทางการทำกันเลย
อุปกรณ์ อุปกรณ์
1.เมนทอล 300 กรัม
2.พิมเสน 100 กรัม
3.การบูร 100 กรัม
4.หัวไพลแก่จัด 200 กรัม
5.น้ำมันงาบริสูทธิ์ 50 กรัม
6.กระทะสำหรับทอดหัวไพล
7.ภาชนะสำหรับผสมสาร ยกตัวอย่างเช่น ขวดใส่กาแฟ ขวดแก้ว
วิธีการทำ
1.ล้างหัวไพลให้สะอาดตากให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแห้ง
2.ทอดหัวไพลในน้ำมันงาโดยใช้ไฟอ่อนๆทอดไปกระทั่งน้ำมันเป็นสีเหลือง เสร็จแล้วใส่สมุนไพรทีละตัวทอดต่อให้หมดฟองชูลงจากเตากรองเอากากทิ้ง
3.นำส่วนผสมทั้งยัง 3 ประเภท ในอัตราส่วนที่กำหนดหมายถึง(เมนทอล 3 ส่วน พิมเสน 1 ส่วน พิมเสน 1 การบูร 1 ส่วน )เทผสมรวมกันในภาชนะสำหรับผสมสาร
4.ใช้ไม้พายเล็กคนให้ส่วนผสมทั้งปวงละลายเป็นของเหลว (ถ้าหากไม่ใช่ไม้คนบางทีอาจใช้กระบวนการเขย่าขวดให้ส่วนผสมละลายก็ได้
5.เติมน้ำมันที่สกัดจากหัวไพลลงไป คนให้เข้าเป็นเนื้อเดียว
6.น้ำมันเหลืองที่ได้บรรจุขวดปิดฝาให้แน่น
น้ำมันเหลืองผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ระบาดที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนหลับเจริญขึ้น ทุเลาลักษณะการเจ็บปวด รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่กระจาย จะทรมาทรกรรมจากลักษณะของการเจ็บปวดลดลง อาเจียนน้อยครั้ง หรือเปล่าคลื่นไส้เลย รู้สึกชื่นบานขึ้น ความดันดียิ่งกว่าเดิม รวมทั้งเครียดจากลักษณะของการป่วยลดลง หลังจากได้รับการบำบัดด้วยแนวทางนวด
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันเหลืองขึ้นอยู่กับการใช้แรงงาน และคุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละชนิด โดยส่วนมากน้ำมันพื้นฐานที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมันนวด เป็นต้นว่า น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งมีวิตามินอี สูงขึ้นมากยิ่งกว่าน้ำมันถั่วเหลือง รวมทั้งน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ปฏิบัติภารกิจเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ รวมทั้งทำลายของเสียที่ทำร้ายเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นเลือด ปกป้องการเกิดโรคมะเร็ง ยิ่งกว่านั้นน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นจะต้องต่อร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่น
โดยทั้งนี้น้ำมันแต่ละจำพวกจะมีคุณลักษณะ และก็คุณค่าที่นาๆประการ ขึ้นกับการเลือกใช้ให้เหมาะสมตามการใช้

2

รางจืด
ชื่อสมุนไพร  รางจืด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน กำลังช้างเผือก , ขอยชะนาง , รางเอ็น , เครือชาเขียว (ภาคกึ่งกลาง) , รางจืด , เครือเข้าเย็น , หนามแน้ (ภาคเหนือ) , ดุเหว่า (จังหวัดปัตตานี) , น้ำขัง (จังหวัดสระบุรี) , ทิดพุด (นครศรีธรรมราช) , คาย (ยะลา) , แอดแอ ,ย้ำแย้ (จังหวัดเพชรบูรณ์) หน้าจอลอดิเออ , กล่ำถะ ,พอเพียงหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ  Blue trumphet vine , Laurel clockvine
ชื่อวิทยาศาสตร์  Thumbergia laurifolia Lindl
สกุล    Acanthaceae
บ้านเกิด ยาเขียวเป็นพืชเถาในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศแถบอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา เมียนมาร์ ไทย มาเลเซีย อินโนดีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งมณฑลกวางตุ้ง เมืองจีน แล้วก็ไตหวัน ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้นทั่วๆไป ในทุกภาคของประเทศ รวมทั้งเป็นพืชที่มักจะเติบโตได้เร็วมาก แต่ว่าปัจจุบันนิยมปลูกตามบ้านเมืองทั่วๆไป เนื่องจากมีการทำการค้นคว้าออกมาว่าสามารถกำจัด/ล้างพิษภายในร่างกายได้
ลักษณะทั่วไป
ต้นยาเขียวเป็นไม้เถาสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพิงพันขึ้นปกคลุมต้นไม้ใหญ่ๆได้ทั้งยังต้น เถามีลักษณะกลม อย่างเช่น ข้อข้อ สีเขียว วาว เมื่อเถาแก่เป็นสีน้ำตาลเพิ่มมากขึ้น แล้วก็ยาวได้มากกว่า 10 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวเข้มออกเป็นคู่ตรงข้ามตรงข้อของลำต้น ใบมีลักษณะคล้ายใบย่านางรูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 เซนติเมตร (เซนติเมตร) ยาว 8-15 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ ขอบใบเรียบหรือหยักตื้น เส้นใบมี 5 เส้น ออกฐานใบเดียวกัน  ดอก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ 3-4  ดอก กลีบดอกไม้แผ่ออกเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวราว 1 เซนติเมตร มักมีน้ำหวานบรรจุอยู่ในหลอด ดอกมีสีม่วงปนน้ำเงิน ผลเป็นทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 1 ซม. เมื่อผลแห้งแล้ว จะแตก 2 ด้าน จากจะงอยส่วนบน มักมีดอกในช่วงฤดูหนาว (พ.ย.-กุมพาพันธ์) ดอกที่โรยแล้วบางดอกบางทีอาจติดผล เมื่อแก่เปลือก ผลเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็น 2 ด้าน เม็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆคล้ายหนามอยู่บนเปลือกเม็ด แล้วก็สามารถนำไปเพาะขยายพันธุ์ต่อไปได้
การขยายพันธุ์
รางจืดสามารถแพร่พันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเมล็ดหรือปักชำ ในการปักชำจะใช้กิ่งชนิดที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี หรือกิ่งพันธุ์แก่ที่สีน้ำตาลอมเขียว ด้วยการตัดกิ่งยาว 20-30 เซนติเมตร โดยให้มีตากิ่งหรือข้อกิ่งติดมาอย่างต่ำ 1-2 ตา และก็หลังจากนั้นจึงค่อยนำปักชำในทรายหรือแกลบที่ไม่มีดินแล้วรดน้ำให้เปียกจนถึงรากแตกหน่อแล้วจากนั้นจึงค่อยนำไปลงถุงเพาะชำเพื่อลงปลูกต่อไป หรือปักชำลงดินรอบๆที่ต้องการปลูก และรดน้ำเป็นประจำ 1-2 ครั้ง/วัน จนกิ่งเริ่มแทงยอดอ่อน
สำหรับการปลูกจากการเพาะเม็ดนั้น นับว่าเป็นวิธีที่สามารถได้ต้นที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะว่าจะได้ต้นที่สามารถแตกกิ่งกิ่งก้านสาขาได้มาก กิ่งแขนงยาวได้หลายเมตร และก็ลำต้นแก่นานมากกว่าการปลูกจากต้นเพาะชำ
แต่ว่าการขยายพันธุ์รางจืดส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้แนวทางการปักชำมากกว่า เพราะเหตุว่าโอกาสสำหรับในการแตกหน่อมีมากยิ่งกว่า รวมทั้งใช้เวลาน้อยกว่าการเพาะเม็ด สำหรับวิธีการปลูกรางจืดนั้นมีดังนี้  นำเอากิ่งที่ได้จากการปักชำ หรือต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด มาปลูกลงดินโดยให้ขุดหลุมปลูกมีความกว้างลึกราวๆ 1x1 ฟุต แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักโดยประมาณ 1 ใน 4 ของหลุม กลบดินนิดหน่อย วางกิ่งปลูกหรือต้นกล้าลงกึ่งกลางหลุมแล้วกลบขอบดินให้แน่น รดน้ำตามให้ชุ่ม ควรปลูกริมรั้วหรือกำแพงเพื่อเถารางจืดสามารถยึดเกาะและเลื้อยพาดไปได้ หรือไม่ก็ทำค้างให้เถายาเขียวเกาะเลื้อย  รางจืดเป็นไม้ซึ่งสามารถก้าวหน้าเจริญในดินแทบทุกประเภท และก็เป็นไม้ที่อยากได้แสงแดดปานกลาง คือ ไม่ได้อยากแสงอาทิตย์ที่จัดมากจนเกินไป แล้วก็มีความต้องการน้ำปานกลาง ในระยะเริ่มต้นปลูกต้องรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดระยะเวลา เมื่อต้นโตแล้วให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในเวลาเช้า ส่วนการให้ปุ๋ยนั้นใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยธรรมชาติ ใส่บริเวณโคนต้นปีละ 2 ครั้ง โดยการพรวนดินโคนต้นให้ร่วนซะก่อนจึงใส่ปุ๋ย แล้วรดน้ำตาม
การเก็บใบรางจืด  สำหรับใบยาเขียวที่จะเก็บมาใช้ทางยา ควรเก็บจากต้นที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป และให้ทยอยเก็บจากใบข้างล่างบริเวณโคนกิ่งก่อน และก็ค่อยเก็บไปจนถึงกึ่งกลางกิ่ง ไม่ควรเก็บให้ถึงรอบๆปลายกิ่งหลังจากเก็บมาแล้ว ถ้าเกิดไม่ใช้โดยทันที ให้นำใบมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำไปตากแดด 5-7 แดด เมื่อแห้งแล้วให้เก็บใสถุงหรือกล่องไว้ ระวังไม่ให้โดนน้ำ เนื่องจากอาจกำเนิดเชื้อราได้
ส่วนประกอบทางเคมี ฟลาโวนอยด์, ฟีนอลิก, apigenin, cosmosin, delphinidin-3,5-di-O-beta-D-glucoside, chlorogenic acid, caffeic acid, lutein – Chlorophyll a Chlorophyll b  Pheophorbide a  Pheophytin a
ผลดี / คุณประโยชน์
                รางจืดจัดเป็นยารสเย็นใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้ ถอนพิษผิดสำแดง รวมทั้งพิษอื่นๆใช้แก้ร้อนใน อยากดื่มน้ำ รักษาโรคหอบหืดเรื้อรัง รวมทั้งแก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆใช้แก้พิษเบื่อเมาด้วยเหตุว่าเห็ดพิษ สารหนู หรือสารกำจัดแมลง
                แบบเรียนยาไทย: ใบ ราก และก็เถา รสจืดเย็น ตำคั้น หรือเอารากฝนกับน้ำ หรือต้มเอาน้ำยาดื่มทำลายพิษ แก้ไข้ ทำลายพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้ระดูไม่ดีเหมือนปกติ แก้ปวดหู ตำพอก แก้ปวดบวม เถารวมทั้งใบ รับประทานแก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้พิษร้อนต่างๆราก รสจืดเย็น แก้อักเสบ แก้ปวดบวม แก้แฮงค์ แก้อาการปวดหัวมึนหัวอันเนื่องมาจากพิษสุรา ถอนพิษสุรา พิษตกค้างในร่างกาย ใช้รากเข้ายารักษาโรคอักเสบและก็ปอดอักเสบ รากและเถา ใช้รับประทานเป็นยารักษาอาการร้อนในอยากกินน้ำ รักษาพิษร้อนทั้งสิ้น ทั้งยังต้น รสจืดเย็น ทำลายพิษยาเบื่อเมา หรือใช้ปรุงเป็นยาเขียว ทำลายพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดง พิษเบื่อเมาเนื่องจากว่าเห็ดพิษ สารหนู หรือสารกำจัดแมลง และก็พิษทั้งมวล  รักษาโรคหอบหืดเรื้อรัง แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆปรุงยาแก้มะเร็ง แพทย์ยาแผนไทยใช้เพื่อช่วยจับพิษในตับหรือล้างพิษในตับ
           สมุนไพรพื้นเมืองล้านนา: ใช้ ใบแล้วก็ราก ปรุงเป็นยาทำลายพิษไข้ เป็นยาพอกรอยแผล น้ำร้อนลวก ไฟลุก ทำลายพิษยากำจัดแมลง พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากดื่มเหล้ามากเกินไป หรือยาเบื่อประเภทต่างๆ(กล่าวว่ารากรางจืดมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า))
           ตำรายาท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา: ใช้ ใบ แก้เบาหวาน
           ประเทศมาเลเซีย: ใช้ใบแก้เมนส์ไม่ดีเหมือนปกติ แก้ปวดบวม
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการทำการวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของรางจืดมานานแล้ว ซึ่งมีผลการวิจัย ดังต่อไปนี้

  • พ.ศ. 2521 นักค้นคว้าจากแผนกแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นกลุ่มแรกที่ทดสอบป้อนผงรากยาเขียวให้หนูทดลองก่อนให้น้ำยาสตริกนินแต่ว่าพบว่าไม่ได้ผล หนูชักรวมทั้งตาย แม้กระนั้นถ้าผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อน พบว่าตัวทดลองไม่เป็นอะไร แปลว่าผงรากยาเขียวสามารถซับพิษประเภทนี้ไว้
  • พ.ศ. 2523 คุณครูพระสรัสวดี เตชะเสนและก็แผนก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้น้ำคั้นใบยาเขียวป้อนตัวทดลองที่กินสารกำจัดศัตรูพืช“โฟลิดอล”พบว่าแก้พิษได้ ลดอัตราการตายลงจาก 56% เหลือเพียงแค่ 5% แค่นั้น ในขณะแนวทางการฉีดกลับไม่เป็นผล
  • พ.ศ. 2551 สุชาสินี คงกระพันชาตรีธ์ ใช้สารสกัดแห้งใบรางจืดป้อนตัวทดลองที่ได้รับยากำจัดแมลงกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตชื่อมาราไธออนพบว่าช่วยเหลือได้ 30%
  • พุทธศักราช 2553 จิตบรรจง ตั้งปอง มหาวิทยาลัยวงกลมลักษณ์ พบว่าสารประกอบในใบรางจืดช่วยคุ้มครองป้องกันการตายของเซลล์ประสาทของตัวทดลองที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว จึงสามารถคุ้มครองป้องกันสูญเสียการเรียนรู้แล้วก็ความจำได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง


มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องใบยาเขียวสามารถคุ้มครองป้องกันตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่กำจัดสารพิษในร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้ที่ได้รับสารพิษ พุทธศักราช 2543 รายงานวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่าสารสกัดแห้งของน้ำใบยาเขียวน่าจะส่งผลลดความเป็นพิษของตับจากแอลกอฮอล์ได้ พุทธศักราช 2548 พรเพ็ญ เปรมโยธิน จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย รายงานผลว่าสารสกัดน้ำรางจืดแสดงฤทธิ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งยังในหลอดทดลองและในหนูทดลอง  แล้วยังพบว่า สารสกัดน้ำใบรางจืดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย
นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากรางจืดอีกได้แก่ ยอดอ่อน ดอกอ่อนสามารถใช้รับประทานเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวก แกงรับประทาน ก็ทำได้เหมือนกับผักท้องถิ่นปกติ นอกเหนือจากนี้เด็กๆตามชนบทยังนิยมดื่มน้ำหวานจากดอกรางจืดที่บ้านได้อีกด้วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆแต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ การกินยาเขียวในปริมาณต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ บางทีอาจจะจำต้องคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงของเลือดวิทยาหรือเคมีคลินิกที่บางทีอาจเกิดขึ้นต่อไปด้วย
ชารางจืด ใบรางจืดสามารถนำมาหั่นเป็นฝอย ตากลมให้แห้งแล้วเอามาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาได้ รวมทั้งยังมีกลิ่นหอมหวนรวมถึงยังช่วยล้างพิษในร่างกายได้อีกด้วย  ในตอนนี้ได้มีการนำสมุนไพรรางจืดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แคปซูลรางจืดหรือยาเขียวแคปซูล เพื่อความสบายและไม่ยุ่งยากต่อการใช้ประโยชน์  ดอกยาเขียว นำมาบดอย่างละเอียดผสมกับน้ำ แล้วกรองแยกกาก ก่อนนำน้ำที่ได้ใช้ทำของหวาน ใช้หุงข้าว หรือใช้ทำสีผสมอาหารอื่นๆซึ่งจะให้สีม่วงอ่อนหรือสีคราม หรือสีอื่นตามจำพวกสีของดอก
คนสมัยก่อนมีความเชื่อว่า การดื่มน้ำต้มจากรางจืดสามารถช่วยแก้คุณไสย ยาสั่งหรือมนต์ดำที่คนอื่นๆทำแก่ตนได้  ใบรางจืดตากแห้งแล้ว เอามาบดให้รอบคอบ ใช้ผสมในอาหารสัตว์ เป็นต้นว่า อาหารหมู ของกินไก่ ฯลฯ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันต่อโรค แล้วก็ช่วยรักษาให้สัตว์มีอัตราการรอดสูงขึ้นภายหลังที่ได้รับเชื้อโรค

แบบ/ขนาดวิธีการใช้ สำหรับเพื่อการรักษาพิษ ใช้ใบสด 10 -12 ใบ เอามาตำจนกระทั่งละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวประมาณครึ่งแก้ว ส่วนการใช้คุณประโยชน์จากรากยาเขียวในการรักษาพิษ ใช้ราก 1-20 องคุลี ให้เอามาฝนหรือเอามาตำกับน้ำแช่ข้าว แล้วนำมาดื่มให้หมดเมื่อมีลักษณะอาการ และก็บางครั้งอาจจะจะต้องใช้ซ้ำอีกภายในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเช่นเดียวกับการใช้ใบยาเขียว  หรือใช้ใบยาเขียวทำเป็นชาแล้วกินครั้งละ 2-3 กรัม โดยชงกันน้ำร้อน 100-200 ซีซี วันละ 3 ครั้งก่อนของกินหรือเมื่อมีลักษณะอาการ รักษาโรคโรคเบาหวาน ให้ใช้ใบรางจืดโดยประมาณ 58 ใบ มาตำอย่างระมัดระวังแล้วผสมกับน้ำแช่ข้าวรับประทานทีละ 1 แก้ว 3 เวลา แก้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดการเกิดโรคผิวหนัง โดยใช้ใบหรือเถาสด 10-15 ใบหรือเถาขนาดยาว 10 เซนติเมตร ต้มในน้ำประมาณ 10 ลิตร อาบทุกวี่วัน ประมาณ 5-7 วัน  แก้ปวดเมื่อย โดยนำใบ 10-20 ใบ หรือ ใช้เถาตัดเป็นชิ้นๆยาว 1-2 นิ้ว ก่อนนำไปแช่สุราดื่มทุกส่วนเอามาตำหรือบดผสมน้ำ ใช้สำหรับพอกแผล ระงับอาการปวด ลดอาการบวม รวมทั้งกำจัดพิษจากสัตว์ต่อย เช่น งูกัด แมงป่อง ตะขาบ แมงดาทะเล           ทุกส่วนออกฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการดูแลรักษาแผล ดังเช่นว่า รักษาเชื้อไวรัสเริม ด้วยการบดผสมน้ำนิดหน่อย ก่อนนำไปประคบบริเวณรอยแผลเริม  ทุกส่วนเอามาบดผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนนำมาประคบหรือทาแผลสด รอยแผลหนอง ซึ่งจะช่วยทำให้แผลแห้งเร็ว ลดการติดเชื้อ ลดอาการบวมของแผล  ทุกส่วนเอามาต้มน้ำกินหรือคั้นน้ำกินสำหรับใช้เป็นยาแก้ร้อนใน รวมทั้งช่วยทุเลาอาการอยากกินน้ำ  น้ำต้มจากทุกส่วน เอามาดื่มอุ่นๆสำหรับรักษา แล้วก็บรรเทาอาการท้องร่วงหรืออาหารเป็นพิษ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา  มีรายงานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดน้ำจากใบรางจืด ขนาด 2 และ 3 ซีซี/น้ำหนักตัว 100 กรัม และขนาด 3.5 ก./กิโลกรัม มีผลลดพิษจากสารกำจัดศัตรูพืชในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตในหนูได้ โดยการทำให้อัตราการตายต่ำลง  และก็ยังมีมีงานศึกษาเรียนรู้ทางสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับการขับยากำจัดศัตรูพืชออกมาจากร่างกาย พบว่ารางจืดจะถอนพิษได้ดิบได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิษที่เกิดขึ้นจากยาฆ่าแมลง ”โฟลิดอล” แล้วก็พิษออกฤทธิ์เกี่ยวกับการทำงานของ Cholinergic system โดยการเรียนรู้ในเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงรวมทั้งตรวจพบระดับสารฆ่าแมลงในร่างกาย จำนวน 49 คน พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครรับประทานชายาเขียวขนาด 8 ก./วันหรือยาหลอก นาน 21 วัน พบว่าปริมาณยาฆ่าแมลงในเลือดของสมัครใจมัครที่ได้รับยาเขียวต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 7, 14 รวมทั้ง 21 ของการทดสอบ แล้วก็จากการเรียนรู้ของดวงรัตน์รวมทั้งคณะ พบว่าโดยยาเขียวมีผลเพิ่มปริมาณ Cholinesterase ในเลือดของเกษตรกรที่ได้รับยากำจัดศัตรูพืช
สาขาวิชาสรีรวิทยา ภาควิชาแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัขั้นรีนครินทพระอาทิตย์โรฒ ก็เลยได้ศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดยาเขียวต่อเซลล์สมอง พบว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับยาเสพติดแอมเฟทามีน และโคเคน โดยธรรมดาเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากในขณะคนไข้ได้รับสารแอมเฟทามีน และก็ไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวพันกับ  reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในคนป่วย ที่เข้ารับการดูแลรักษา/บรรเทายาเสพติด ที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดยาเขียว อาจกำเนิดความอิงพึงพอใจเหมือนกันกับการรับสิ่งเสพติด ถ้าเกิดเอาไปใช้สำหรับการรักษาผู้เจ็บป่วยจะมีผลให้คนไข้ไม่ต้องทุรนทรายมาก ก็เลยอาจเป็นต้นเหตุหนึ่งครั้งการดูแลรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรสำเร็จ
ภาควิชาเภสัชศาตร์ จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาเรียนรู้ฤทธิ์ของรางจืดสำหรับในการต่อต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย คุ้มครองป้องกันการเสียชีวิตของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ ทั้งในหลอดทดสอบและในหนูแรตครั้งได้รับแอลกอฮอล์ โดยทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่ารวมทั้งไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับลดลง แล้วก็ลดความเคลื่อนไหวภาวะทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเเอลกอฮอล์อย่างเดียว
                เนื่องจากสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วยลดการเกิด heppatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด และก็เพิ่มระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี alcohol dehydrogenase และ aldehyde dehydrogenase
ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดเหล้า พบว่าสารสกัดรางจืดได้ผลลดสภาวะกลัดกลุ้มและทำให้ความประพฤติที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ แต่ว่าไม่มีผลลดความรู้สึกหนักใจ โดยสารสกัดราถงจืดชืดช่วยลดการเช็ดกทำลายเซลล์ประสาทของหนูเหตุเพราะขาดสุราในสมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยเฉพาะที่บริเวณ  nucleus accumbens แล้วก็ ventral tegmental area
ในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำสุกใบยาเขียวทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ส่วนน้ำคั้นใบยาเขียวสดในขนาด ๕๐ มิลลิกรัม/มิลลิลิตรที่ให้หนูโรคเบาหวานดื่มแทนน้ำนาน ๑๒ วัน ไม่เป็นผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
นอกเหนือจากนี้ ยังมีการทดลองพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และก็ทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ ในเรื่องของฤทธิ์ลดระดับความดันนั้นพบว่าสกัดด้วยน้ำของใบยาเขียวแห้งส่งผลทำให้ความดันโลหิตของหนูแรตลดลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งส่วนใดอาจผ่าน Cholinergic receptor รวมทั้งทำให้เส้นเลือดแดงคลายตัว
การใช้สมุนไพรในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันนี้พึงรำลึกว่าต้องมีการดูแลรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบันและก็มีการวัดระดับน้ำตาลรวมทั้งระดับความดันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการศึกษาเล่าเรียนยังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดลองเพียงแค่นั้น รวมทั้งต้องระมัดระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันของตัวยาดังกล่าว
มีการวิจัยว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต้านการอับเสบสูงขึ้นยิ่งกว่ามังคุดราวๆ 2 เท่า(ทดสอบด้วยวิธี Carrageenan induced paw edema) ในหนูถีบจักรและยังมีความปลอดภัยสูงยิ่งกว่าอีกด้วย นอกจากนั้นยังพบว่า สารสกัดรางจืดในรูปแบบของครีมสามารถลดการอักเสบได้ดีเท่ากับสตีรอยด์ครีม
ฤทธิ์สำหรับการต่อต้านมะเร็ง มีการเรียนฤทธิ์ต้านทานการก่อกลายประเภท กล่าวคือสารใดๆก็ตามมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีศักยภาพสูงสามารถก่อมะเร็งได้ แต่ว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต้านทานไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการเรียนรู้โดยให้หนูกินสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวแล้วก็การผลิตนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง พูดอีกนัยหนึ่งนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งตัว นั่นคือกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ถ้าให้สัตว์ทดสอบกินยาเขียวร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งทั้งยาเขียวแบบสดและก็แบบแห้งสามารถใช้ได้ผลเช่นเดียวกัน นับเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของยาเขียว
โดยพบว่าสารออกฤทธิ์บางทีอาจเป็นกรดฟีนอลิก เป็นต้นว่า caffeic acid และ apigenin และสารกลุ่มคลอโรฟิลล์ ได้แก่ chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a รวมทั้ง pheophytin a ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
สารสกัดน้ำ เอทานอล รวมทั้งอะสิโทน มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายจำพวก โดยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง เพราะสาร 2-aminoanthracene ได้จำนวนร้อยละ 87 เมื่อพินิจพิจารณาด้วยแบคทีเรีย Salmonella typhimurium TA 98 รวมทั้งสามารถเพิ่มแนวทางการทำงานของเอนไซม์ควิโนนรีดักเทส ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่ใช้เพื่อการกำจัดเซลล์มะเร็งระยะเริ่มต้น ได้ตั้งแต่ 1.35-2.8 เท่า ทั้งยังยังมีรายงานการดูแลและรักษาคนป่วยพิษแมงดาทะเล ตอนวันที่ 4 เดือนกุมภาพันธ์ 2522 โดยมีกล่าวว่ามี  คนเจ็บ 4 ราย กินยำไข่แมงดาทะเล อาการขึ้นอยู่กับจำนวนที่ได้รับ ทุกรายมีอาการชารอบปาก รวมทั้งอ้วกอาเจียน อาการชาจะลุกลามไปกล้ามเนื้อผูกต่างๆที่ก่อให้เกิดอันตรายคือทำให้หายใจมิได้ คนป่วย 2 รายสลบ จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ระยะที่เริ่มออกอาการตั้งแต่ 40 นาที จนกระทั่ง 4 ชั่วโมง หลังรับประทาน เพราะเหตุว่าพิษของแมงดาทะเล คือเทโทรโดทอกสิน (Tetrodotoxin) ไม่มียาแก้พิษจำเป็นต้องรักษาตามอาการ ภายหลังจากได้น้ำสมุนไพรรางจืด 50 มิลลิลิตร ทางหลอดสวนจมูก-กระเพาะอาหาร ผู้ป่วยเริ่มรู้ตัว รวมทั้งอาการตามลำดับ ภายหลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 40 นาที ผู้เจ็บป่วยอีกรายได้รับการกรอกน้ำยาเขียวเหมือนกัน ในขนาด 50 มิลลิลิตร ทุก 1 ชั่วโมง 5 ครั้ง หลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 5 ชั่วโมง ผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัว และก็อาการดีขึ้นเป็นลำดับ
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษฉับพลันที่ป้อนหนูทดลองครั้งเดียว ขนาดธรรมดาและก็ขนาดสูง ไม่เจอความไม่ปกติอะไรก็ตามรวมทั้งป้อนต่อเนื่องกัน 28 วัน ขนาด 500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่เจออาการไม่ปกติเช่นเดียวกัน แม้กระนั้นอาจก่อให้น้ำหนัก ตับ ไต สูงยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม  ค่าชีวเคมีที่เกี่ยวกับไตสูงมากขึ้น รวมทั้ง AST สูงขึ้น
          การศึกษาพิษเรื้อรังของสารสกัดน้ำจากใบ โดยป้อนหนูแรทขนาด 20  200  1,000  2,000 มก./กิโลกรัม/วัน หรือคิดเป็น 1, 10, 50 และ 100 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคนตรงเวลา 6 เดือน พบว่าไม่เป็นผลต่อน้ำหนักตัว การกินของกิน ความประพฤติ แล้วก็สุขภาพทั่วไปของหนู อวัยวะภายในระดับมหพยาธิวิทยารวมทั้งจุลพยาธิยังคงปกติ และไม่นำมาซึ่งพิษสะสม ไม่ทำให้หนูตาย
มีการเรียนรู้ความเป็นพิษของรางจืดต่อการกลายพันธุ์ของแบคทีเรีย พบว่า สารสกัดจากยาเขียวไม่มีผลทำให้แบคทีเรียกลายพันธุ์อะไร อีกทั้งยังพบว่า สารสกัดจากรางจืดสามารถต้านทานการกลายพันธุ์ได้ด้วย
คำแนะนำ/ข้อควรตรึกตรองมี

  • การเรียนกล่าวว่า รากของยาเขียวนั้นจะมีคุณประโยชน์ ทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า
  • ควรจะใช้อย่างละเอียดและไม่ควรใช้ติดกันเป็นระยะเวลานานเกิน 30 วัน
  • ควรระวังในการใช้ในคนไข้เบาหวาน เพราะเหตุว่าอาจก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ไม่สมควรใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานด้วยเหตุว่าอาจขับสารเคมี หรือตัวยาในร่างกายออก โดยเฉพาะคนเจ็บที่จะต้องใช้ยารักษาอย่างต่อเนื่อง
  • รางจืดบางทีอาจให้ผลข้างๆ สำหรับคนเจ็บที่เป็นโรคอาการหอบหืดได้โดยเมื่อเกิดอาการแพ้รางจืดก็อาจจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลว่ามีระดับอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน หากมีลักษณะอาการแพ้ไม่มากมายก็บางครั้งอาจจะเป็นเพียงแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง
เอกสารอ้างอิง

  • ปัญญา อิทธิธรรม และคณะ 1999 การใช้สมุนไพรรางจืดขับสารฆ่าแมลงในร่างกายของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
  • วิสาตรี คงเจริญสุนทร และปิยรัตน์ พิมพ์ สวัสดิ์,2552. ฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบฉวยโอกาสบางสายพันธุ์ของสารสกัดเมทานอลจากรางจืด. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา.
  • ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร.รางจืดราชาของยาแก้พิษ.คอลัมน์.เรื่องเด่นจากปก.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่385.มกราคม.2554
  • รางจืด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์.รางจืด สมุนไพรแก้พิษและล้างพิษ.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • รางจืดสมุนไพรล้างพิษ.คู่มือสมุนไพรล้างพิษสำหรับประชาชน.สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.พิมพ์ครั้งที่2.มีนาคม 2554.20หน้า
  • รางจืดสรรพคุณรางจืด สมุนไพรลดและกำจัดสารพิษ.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • Toxicity รางจืดและข่อยดำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์,กำไร กฤตศิลป์,เชิดพงษ์ น้อยภู่, 2545. การใช้สมุนไพรรางจืดเพิ่มปริมาณเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสในซีรั่มของเกษตรกรที่พบพิษสารกำจัดศัตรูพืชในร่างกาย)
  • ข้อมูลสรรพคุณของรางจืดในการข้อยาฆ่าแมลงออกจากร่างกายเกษตรกร.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กนกวรรณ สุขมาก;นงนุช คุ้มทอง;สมยศ เหลืองศรีสกุล;อภันตรี โอชะกุล เตือนใจ ทองสุข , 2547 .การศึกษาประสิทธิผลของสมุนไพรรางจืดในการป้องกันการสะสมของสารเคมีกำจัดแมลงในกระแ

3

เห็ดหลินจือ
สมุนไพร เพื่อนๆบางคนอาจสงสัยว่าโรคตับที่เห็ดหลินจือรักษาได้นี่หมายถึงโรคอะไรกันแน่ใช่ไหม โรคตับเป็นทองคำกว้างๆที่รวมโรคหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่นตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับเป็นทองคำกวางๆที่รวมหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่น ตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับอักเสบบี ก็ล้วนโรคตับทั้งสิ้น
ผลการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยับยั้งมะเร็งไดและโดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังกล่าวมีอยู่มากที่สปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มสปอร์แล้วนอกนี้ผลงานวิจัยจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้ม และสารกลุ่ม Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ มากที่สุด ) ซึ่งกลุ่มหลังสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะผนังหุ้มจะให้ผลดีกว่าแบบไม่กะเทาะมาก
อย่างไรก็ตามฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ขณะนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆและคาดว่าผลการศึกษานี้คงจะตีแผ่ให้เพื่อนๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แต่ตอนนี้มีรายงานการศึกษาจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่มีผลข้างเคียงและสามารถใช้ได้ติดต่อกันเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่ช่องทางหลักในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า
ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายมากมายตามท้องตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าเพื่อนๆอยากเลือกซื้อ ต้องดูให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาและแหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือเปล่า มีการรับรองจาก อย. หรือไม่ และผลิตภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดีหรือป่าว
เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่มีสาระสำคัญหลายกลุ่มที่มีฤทธิ์รักษาหรือบรรเทาโรคตับได้ครอบคลุมหลายตับ กลุ่ม Triterpenoid สารกลุ่มนี้มีสารออกฤทธิ์หลักๆคือ Ganoderic acid ซึ่งช่วยเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ต้านสารพิษ และช่วยหยุดการเติบโตของมะเร็งตับ โปรตีน Lz-8 ช่วยรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีและกลุ่ม Germanium ซึ่งเป็นอีกตัวที่ช่วยรักษามะเร็งตับ
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่รายงานว่าเห็ดหลินจือสามารถรักษาโรคตับได้ และยังมีการจดสิทธิบัตรยาบำรุงตับตัวหนึ่งที่เกาหลีใต้ ซึ่งยาดังกล่าวมีส่วนประกอบของสารกาโนโดสเทอโรนในเห็ดหลินจืออีกด้วย
ถ้าไม่ได้เป็นโรคอะไรเกี่ยวกับตับแล้วจะยังทานเห็ดหลินจือได้หรือป่าว
คำตอบคือได้ เห็ดหลินไม่ได้รักษาโรคตับได้อย่างเดียว แต่ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ได้อีกมามายตามที่เขียนไว้ในบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคในเว็บไซต์นี้ หรือจะทานแบบถือคติ กันไว้ดีกว่าแก้ ก็ไม่ผิด
สมุนไพร โรคภูมิแพ้คือโรคที่ร่างกายแพ้สารบางอย่างที่คนทั่วไปไม่แสดงอาการแพ้ เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดสนิทได้ ภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมในเด็กอายุ 5-15 จะพบโรคนี้ได้มากที่สุดเมื่อร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการกล

เมื่อร่างกายได้รับสารที่ทำให้เกิดการแพ้สักอย่างหนึ่ง ร่างกายจะหลั่งสาร Histamine ออก ซึ้งสารตัวนี้จะไปทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการหลั่งสาร Histamine นี้ ก็จะทำให้ร่างกายไม่แสดงอาการแพ้ออกมา
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เพื่อนๆที่กำลังอ่านอยู่คงเข้าใจและเห็นด้วยกันทุกคนใช่ไหม แต่เพื่อนอาจกำลังสงสัยกันอยู่ว่า แล้วจะต้องทำยังไงไม่ให้ป่วยละ
คำตอบคือ เห็ดหลินจือทำให้ตัวเพื่อนเองมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงไง ซึ่งก็จะเป็นผลพวงจาการดูแลสุขภาพ แล้วเห็ดหลินจือจะมีผลยังเดี๋ยววันนี้จะค่อยไขความกระจ่าง
สมุนไพร ระบบภูมิคุ้มกันคือกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง และสิ่งแปลกปลอมอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อร่างกายเรานั้นเอง ดังนั้นถ้าเพื่อนๆมีระบบภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่ป่วยง่าย หรือถ้าป่วยก็จะฟื้นเร็ว แต่ถ้าระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะป่วยบ่อยและเป็นหนักกว่าคนที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวตรงนี้แล้วเพื่อนๆคงเห็นความสำคัญของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกันแล้ว
คนจีนโบราณใช้เห็ดหลินจือมานานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าทำไมคนที่ทานเห็ดหลินจือถึงมีอายุยืนและแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ตอนนี้เราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกลุ่ม Polysacchayide ใน[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url]นั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเราได้จริง สารกลุ่มดังกล่าวสามารถกระตุ้นการสร้าง Interleukin และ Immuoglodulin ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมคุ้มกันดีและแข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต้านวรัส เซลล์มะเร็ง และจำกัดสารอนุมูลอิสระได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คนที่ถูกผลข้างเคียงที่โดนยาต้านมะเร็งบางตัวและการทำคีโมกดภูมิคุ้มกันให้มีระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นอีก และเห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กลุ่มดังกล่าวคือกลุ่ม Bitter Triterpenoids

4

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ รักษาโรคโรคมะเร็ง
สมุนไพร เห็ดหลินจืออีกหนึ่งการวิจัยที่เรียนรู้เกี่ยวกับประสิทธิผลของสารโพลีแซ็คคาไรค์ในเห็ดหลินจือของผู้ในคนป่วยโรคมะเร็งปอด จากการวิเคาะห์พบว่า สารดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นมีส่วนสำหรับการยัยยั้งรูปแบบการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว
จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยมากไม่น้อยเลยทีเดียวถึงประสิทธิผลทางการรักษาโรคโรคมะเร็งของเห็ดหลินจืออาจส่งผลต่อการต้านการอักเสบในคนไข้มะเร็งปอดบางราย แต่ยังคงไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือการทดลองทางด้านการแพทย์ที่ให้ข้อมูลพอเพียงที่ส่งเสริมให้ใช้เห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการรักษามะเร็งอย่างเป็นทางการ
เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบจากการรวบงานศึกษาวิจัยที่ศึกษาประสิทธิผลของเพื่อรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้จะพบว่าคนไข้ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีบรรเทาได้ดิบได้ดีขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แม้กระนั้นเมื่อตรวจสอบและลองใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในในการทำให้โรคมะเร็งลดขนาดลงอย่างใด
สมุนไพร นอกเหนือจากนั้น จาการทวนงานศึกษาเรียนรู้พบว่ามีงานค้นคว้าวิจัย 4 ชิ้นที่มีผลลัพธ์ส่งเสริมว่าเห็ดหลินจืออาจสมาคมต่อการปรับแก้คุณภาพชีวิตของคนไข้ให้ดียิ่งขึ้น และก็ในเวลาเดียวกัน ก็ส่งผลลัพธ์จากงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยหนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้และก็นอนไม่หลับด้วย
ด้วยเหตุดังกล่าว ก็เลยอาจพูดได้ว่า สิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ทางคุณลักษณะและก็คุณประโยชน์ซึ่งมาจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง การค้นคว้าเป็นการทดลองขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือเป็นเพียงการทดสอบในผู้ป่วยบางกรุ๊ปแค่นั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง ก็เลยยังคงเป็นประเด็นการค้นคว้าที่ควรปฏิบัติการทดสอบถัดไป เพื่อได้สำเร็จลัพ์ที่กระจ่างแจ้ง และก็มีประโยชน์ในวงกว้างต่อการรักษาคนป่วยมะเร็งได้ในอนาคต
ภาวการณ์ต่อมลูกหมากโต แล้วก็การเจ็บป่วยในระบบทางเดินฉี่
มีกรรมวิธีการทดลองหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือทดสอบในคนเจ็บเพศ 88 รายซึ่งมีอายุเกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีลักษณะอาการปัสสาวะขัดข้อง ข้างหลังการทดลองกว่า 12 อาทิตย์ คำตอบที่ได้เป็น คนป่วยต่างมีระดับคะแนน IPSS ที่ดียิ่งขึ้น ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลสำหรับเพื่อการวัดปัญหาในระบบฟุตบาทปัสวะของคนเจ็บจากการตอบปัญหา แต่ไม่ปรากฏผลในเชิงความเคลื่อนไหวคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากแต่อย่างใด
สมุนไพร โดยเหตุนี้ การทดลองดังที่กล่าวมาแล้วจึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่กระจ่างแจ้งเพียงพอ จึงควรมีการค้นคว้าทดลองในด้านนี้ถัดไปในอนาคต เพื่อค้นหาข้างหลังฐานที่แจ่มกระจ่างในการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการดูแลและรักษาสภาวะต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอะไรก็ตามที่เกี่ยว
ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลของการทดสอบด้านการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีผู้ป่วยเบาหวานประเภท 2 เข้าร่วมทดสอบกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่มีผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะเกื้อหนุนผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่พอเพียงสำหรับเพื่อการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือสิ่งเดียวกัน โดยหนึ่งในงานศึกษาค้นคว้าวิจัยพวกนั้น ได้แสดงถึงผลกระทบจากการบริโภคเห็ดหลินจือในผู้เจ็บป่วยบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องเดิน หรือท้องผูก
ฉะนั้นจึงควรมีการค้นคว้าทดลองถึงคุณภาพของเห็ดหลินจือสำหรับการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อคุ้มครองแล้วก็การรักษาโรคเส้นโลหิตหัวใจต่อไป แล้วก็ให้ได้การแจ่มชัดชัดดเจนในด้านดังที่กล่าวมาข้างต้นมากขึ้น อันเป็นผลดีต่อแนวทางการรักษาคุ้มครองโรคเส้นเลือดหัวใจแล้วก็อาการต่างๆที่เกี่ยวเนื่องถัดไปในอนาคต
ปริมาณที่สมควรสำหรับเพื่อการบริโรคเห็ดหลินจืออปิ้งแจ่มกระจ่าง เนื่องประสิทธิผลแล้วก็ผลข้างคียงจากการบริโภค ด้วยเหตุนั้น ผู้ใช้ ควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ และก็หารือแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการบริโรค เนื่องจากว่าถึงแม้เห็ดหลินจือในแต่ละแบบอย่างจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แม้กระนั้นสารเคมีและก็ส่วนประต่างบางทีอาจมีผลใกล้กันที่เป็นโทษต่อสุขภาพได้เช่นกัน
โดยปกติ จำนวนการบริโภคเห็ดหลินจือ/วันยกตัวอย่างเช่น
-เห็ดหลินจืออบแห้ง ไม่สมควรบริโภคเกิน 1.5-9 กรัม/วัน
-ผงสารสกัดเห็ดหลินจือ ไม่สมควรบริโภคเกิน 1-1.5 กรัม
-สารละลายเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1 มิลลิลิตร/วัน
ความปลอดภัยในการบริโภคเห็ดหลินจือ
แม้จะมีการพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ในบางด้านที่บางทีอาจเกิดขึ้นได้จากการบริโภคเห็ดหลินจือ แต่ว่าผู้บริโภคก็ควรศึกษาค้นคว้าเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ แล้วก็ขอคำแนะนำแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการบริโภค โดยเฉพาะ ควรรอบคอบในด้านปริมาณและรูปแบบเห็ดหลินจือที่บริโภค เพราะเหตุว่าบางทีอาจเกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ในภายหลัง
โดยข้อควรไตร่ตรองสำหรับในการบริโภคเห็ดหลินจือตัวอย่างเช่น

ผู้ใช้ทั่วๆไป.......
-ควรจะบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนที่พอดี
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี อาจจะส่งผลให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันนานเกินกว่า 1 ปี อาจจะก่อให้ทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้
-การบริโภคสารสกัดเห็ดหลินจืออาจส่งผลให้เกิดผลกระทบได้ ยกตัวอย่างเช่น ปากแห้ง คอแห้งผาก คันจมูก เลือดกำเดาไหล ท้องไส้ป่วนปั่น ถ่ายเป็นเลือด
-การดื่มเหล้าองุ่นเห็ดหลินจืออาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงเป็นอาการผื่นคัน
-การสูดหายใจเอาเซลล์สืบพันธุ์ หรือ สปอร์ (Spores) ของเห็ดหลินจือเข้าไปอาจจะเป็นผลให้เกิดอาการแพ้
ผู้ที่พึงระวังสำหรับในการบริโภคเป็นพิษ
คนที่ท้อง หรือกำลังให้นมลูก แม้ยังไม่มีการพิสูจน์ผลข้างเคียงที่บางทีอาจเกิดขึ้นได้ในกลุ่มคนซื้อนี้แต่คนที่ตั้งครรภ์แล้วก็คนที่กำลังให้นมลูกควรจะหลีกเลี่ยงการบริโภคเห็ดหลินจือ เพื่อให้มีความปลอดภัยต่อร่างกายของตนรวมทั้งลูกน้อย
คนที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัด การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก อาจเพิ่มการเสี่ยงในการเกิดภาวะมีเลือดออกในผู้ป่วยบางรายที่จำต้องเข้ารับการผ่าตัด ฉะนั้น เพื่อลดความเสี่ยง คนป่วยควรหยุดบริโภคเห็ดหลินจือ ขั้นต่ำ 2 อาทิตย์ก่อนวันผ่าตัด
คนที่มีปัญหาสุขภาพ
สมุนไพร  ความดันเลือดต่ำ เห็ดหลินจืออาจส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำลง โดยเหตุนั้น คนไข้ภาวการณ์ความดันเลือดต่ำจึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเห็ดหลินจือ
ภาวการณ์เกล็ดเลือดต่ำ การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก บางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ด้วยเหตุผลดังกล่าว คนเจ็บภาวการณ์เกล็ดเลือดต่ำจึงไม่ควรบริโภคเห็ดหลินจือ
สภาวะมีเลือดออกเปลี่ยนไปจากปกติ การบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณมาก บางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนเจ็บบางราย โดยเฉพาะในคนที่มีสภาวะเลือกออกผิดปกติอยู่แล้ว

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

5

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรชาข่อย[/url][/size][/b]
ชาข่อย Acalypha siamensis Oliv. ex Gang
ชื่อพ้อง A. evrardii Gagnep.; A. fruticosa Ridl.
บางถิ่นเรียกว่า ชาข่อย ชาฤาษี (กึ่งกลาง) กาที่มีไว้สำหรับใส่น้ำ ชาญวน (กรุงเทพมหานคร) จ๊าข่อย (เหนือ) ชาป่า (ปัตตานี) ผักดุก ผักดูด (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์).
    ไม้พุ่ม สูงราวๆ 1-2 ม. ลำต้น และก็แขนงเรียวเล็ก ไม่มีขน (นอกจากก้านใบรวมทั้งช่อดอก). ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ยาว 4-6.5 เซนติเมตร ปลายใบมีติ่งปลายมนยื่นยาวออกไป โคนใบสอบแคบ; ขอบของใบหยักมน เส้นใบมี 4-5 คู่ เส้นบางมาก คู่ล่างสุดออกมาจากฐานใบ; ก้านใบยาวราวๆ 1-3 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอก สีเขียว เล็ก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ รวมทั้งที่ยอด ช่อดอกยาว 2.5-4.5 เซนติเมตร มีขน ดอกเพศผู้ออกทางตอนบนของช่อ ดอกเพศเมียมีเพียงแค่ 2-3 ดอก ออกที่โคนช่อ. ดอกเพศผู้ เล็ก ติดเป็นกลุ่มเล็กๆ; กลีบรองกลีบ 4 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม ขอบกลีบมีขน; เกสรผู้มีราวๆ 10 อัน ก้านเกสรมีขน ใบประดับรูปหอก ปลายแหลม. ดอกเพศภรรยา มีใบประดับขนาดใหญ่หุ้มอยู่ รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล แก่แห้ง แล้วก็แตก เล็ก ยาว 1-2 มม. มีรยางค์เหนียวหนืด. เมล็ด ออกจะกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบแล้ง รวมทั้งปลูกเป็นรั้ว.
คุณประโยชน์ : ต้น ทั้งต้นตำเป็นยาพอกร่างกายใช้ลดไข้  ใบ น้ำต้ม หรือ ชงใบ ใช้แทนใบชาได้ รับประทานเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยสำหรับในการย่อย แก้น้ำเหลืองเสีย ไตพิการ และก็ขับฉี่ ยาชงใบ แล้วก็ดอก รับประทานเป็นยาขับเยี่ยว

6

สมุนไพรผักหวานบ้าน
ผักหวานบ้าน Sauropus androgynous (Linn.) Merr.
ชื่อพ้อง albicans. Bl.
บางถิ่นเรียกว่า ผักหวานบ้าน ผักหวาน (ทั่วไป) ก้านตง จ๊าผักหวาน (เหนือ) โถหลุ่ยกะนีเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) นานาเซียม (มลายู-สตูล) ผักหวานใต้ใบ (สตูล) มะยมป่า (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์).
       ไม้พุ่ม หรือ ไม้ล้มลุก ที่มีโคนต้นออกจะแข็ง สูง 0.5-2 ม.ลำต้นอ่อน กลม หรือ เป็นเหลี่ยม สะอาด กิ่งอ่อนหักงอไปๆมาๆเป็นรูปสิกข์แซกนิดหน่อย. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รูปหอก กว้าง 1.3-3 ซม. ยาว 2.5-11 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบของใบเรียบ โคนใบแหลม หรือ มน เส้นกิ้งก้านใบมีข้างละ 5-7 เส้น โค้งนิดหน่อย ใบหมดจดทั้งคู่ด้าน; เมื่อทำให้แห้งจะมีสีเขียวอมเหลือง; [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ก้านใบสั้น ราวๆ 2-4 มิลลิเมตร หูใบรูปสามเหลี่ยม ยาว 1.7-3 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และดอกเพศภรรยาอยู่บนต้นเดียวกัน บางครั้งกำเนิดบนช่อเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 4-5 มิลลิเมตร ดอกรูปจาน กลีบรองกลีบดอกสีเหลือง หรือ มีจุดๆสีแดง ดอกบนกว้างราวๆ 5-12 มิลลิเมตร ขอบกลีบเป็นคลื่นนิดหน่อย หรือ แยกเป็นกลีบ 6 กลีบ ปลายกลีบกลม หรือตัดตรง เกสรผู้มี 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกันเป็นท่อสั้นๆปลายแยกออกจากกัน ฐานดอกมีต่อม 6 ต่อม. ดอกเพศภรรยา ก้านดอกยาวถึง 8 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้สีเหลือง หรือ สีแดงเข้ม ยาว 5-7 มิลลิเมตร แยกเป็น 6 กลีบ กลีบรูปไข่ หรือ ออกจะกลม ปลายกลีบแหลมสั้นๆ; รังไข่รูปไข่ ข้างในมี 3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 2 หน่วย ท่อรังไข่ 3 อัน สั้น แต่ละอันปลายแยกเป็นสอง และก็ม้วน. ผล รูปกลมแป้น สีขาวอมชมพู เส้นผ่านศูนย์กลาง 15-18 มม. ยาว 10-13 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอกมีขนาดโตขึ้นเมื่อได้ผล. เม็ด สามเหลี่ยม กว้างโดยประมาณ 5 มิลลิเมตร ยาว 8 มม. สีออกดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ ป่าละเมาะ จากที่รกร้าง และข้างถนน.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกรากรับประทานเป็นยาลดไข้ และก็ปัสสาวะขัด ต้น และก็ ใบ น้ำยางต้นรวมทั้งยางใบ ใช้หยอดตาแก้อักเสบ นำมาตำเป็นยาพอกผสมกับรากและ cinnamon รักษาแผลในจมูก ตำผสมกับ arsenic ใช้ทาแก้โรคผิวหนังที่ติดเชื้อโรค spirochete ประเภทหนึ่งได้

7

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรติ้วขน[/url][/size][/b]
ติ้วขน Cratoxylum formosum (Jack) Dyer ssp. pruniflorum (Kurz) Gogelein
ชื่อพ้อง C. pruniflorum Kurz
บางถิ่นเรียกว่า ติ้วขน (จังหวัดนครราชสีมา) กวยโชง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) กุยฉ่องเซ้า (กะเหรี่ยง-จังหวัดลำปาง) ตาว (สตูล) ติ้วแดง ติ้วยาง ติ้วเลือด (ภาคเหนือ) ติ้วเหลือง (ภาคกึ่งกลาง) แต้วหิน (ลำปาง) เน็กเครห่วยแตก (ละว้า-เชียงใหม่) ราเง้ง (เขมร-สุรินทร์)
ต้นไม้ สูง 10-35 ม. ผลัดใบ โคนต้นมีหนาม เปลือกสีเทา มีรอยแตกเป็นเกล็ด ใบ เดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปรี รูปขอบขนาน รูปหอก หรือ รูปไข่ กว้าง 1-7 เซนติเมตร ยาว 3.5-14 เซนติเมตร ปลายใบแหลม มีติ่งสั้นๆหรือ กลม โคนใบกลม หรือ แหลมป้านๆขอบของใบเรียบ ก้านใบยาว 5-15 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ง่ามกิ่ง หรือ ตามลำต้น มีดอกช่อละ 1-6 ดอก ก้านดอกยาว 3-10 มิลลิเมตร มีขน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ ข้างนอกมีขนดกนแน่น กลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาว ชมพูอ่อนถึงชมพูแก่ เกสรเพศผู้ติดเป็นกลุ่มๆอับเรณูมีต่อมที่ปลาย ก้านเกสรเพศเมียมี 3 อัน ผล รูปรีกว้าง 4-6 มิลลิเมตร ยาว 10-16 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงติดทนกระทั่งได้ผลสำเร็จ ข้างในมี 3 ช่อง แก่จะแตกเป็น 3 เสี่ยง เมล็ดรูปใบหอกกลับ มีปีก ช่องหนึ่งมี 12-17 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นประปรายในป่าเบญจพรรณรวมทั้งป่าดงดิบแล้งทั่วไป
คุณประโยชน์ : รากและก็ใบ น้ำสุกกินเป็นยาแก้ปวดท้อง ต้น ยางจากเปลือกต้นทาแก้คัน น้ำสุกเปลือกต้น รับประทานแก้ธาตุทุพพลภาพ เปลือกและใบ ตำผสมกับน้ำมันที่สกัดจากมะพร้าว ทาแก้โรคผิวหนังบางชนิด

Tags : สมุนไพร

8

สมุนไพรพะวาใบใหญ่
พะวาใบใหญ่ Garcinia vilersiana Pierre
บางถิ่นเรียกว่า พะวาใบใหญ่ (จังหวัดชลบุรี เมืองจันท์) ไข่ตะไข้ ตะบอก (เมืองจันท์) จำพูด (ภาคกลาง) ปราโฮด (เขมร-สุรินทร์) ปะหูด (ตะวันออกเฉียงเหนือ มะกล่าว (ภาคกึ่งกลาง ภาคใต้) ส้มปอง ส้มม่วง (เมืองจันท์)
ไม้ต้น สูง 12-15 มัธยม เปลือกสีออกดำ ออกจะหยาบคาย มีน้ำยางสีเหลือง ใบ ลำพัง ออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานปนรี กว้าง 6-12 เซนติเมตร ยาว 15-37 เซนติเมตร โคนใบมน หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น ม้วนลงน้อย เนื้อใบครึ้มเหมือนแผ่นหนัง ข้างบนเป็นมัน เส้นใบเรียงไม่สม่ำเสมอกันแล้วก็มองเห็นไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีรอยย่นตามแนวขวาง ดอก ดอกเพศผู้ หรือดอกสมบูรณ์เพศออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url]  แกนช่อเป็นเกล็ดรวมทั้งมีขนละเอียด ก้านดอกย่อยเป็นสี่เหลี่ยม ยาว 1-1.5 เซนติเมตร มีขน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มม. งอเป็นกระพุ้ง ขอบมีขน กลีบมี 4 กลีบ ออกจะกลม หนา กว้าง 6-7 มม. ยาว 8-5 มม. งอเป็นกระพุ้ง ดอกเพศผู้ เกสรเพศเมียไม่มีก้าน ยอดเกสรเพศเมียมี 6 พู ผล กลม กว้างประมาณ 3 ซม. ยาวโดยประมาณ 4 เซนติเมตร สุกสีเหลือง นุ่ม มี 3-5 เม็ด
นิเวศน์วิทยา
: ถูกใจขึ้นใกล้ลำห้วย พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งภาคใต้
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้น ตำผสมแอลกอฮอล์ลงไปเล็กน้อย เป็นยาพอกแก้เคล็ดขัดยอด และแผลอักเสบเรื้อรัง

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ หมาร่า
« เมื่อ: 27-12-2017 , 18:42:47 »

หมาร่า
หมาร่า เป็นแมลงจำพวกต่อหรือแตน แต่ว่าทำรังรูปร่างแตกต่างกันด้วยดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทราย ติดอยู่กับกิ่งไม้หรืออุปกรณ์อื่นด้านนอกอาคารบ้านเรือน หรือตามขื่อ ฝ้าเพดานในบ้าน ทั้งนี้สุดแท้แต่ชนิดของสุนัขร่า ซึ่งมีอยู่ล้นหลามหลายอย่าง ในสกุล sphecidae และสกุล Eumenidae หมาร่า เป็นแมลงที่มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยว จึงเรียก solitary  wasp  ไม่อยู่จับกลุ่มกันเป็นแบบสังคม เสมือนต่อหลวงหรือต่อหัวเสือ ซึ่งเป็นชนิด social  wasp
สมุนไพร หมาร่าเป็นมังล่า เป็นชื่อที่เรียกกันในภาคกลาง ทางภาคทิศตะวันออก อย่างเช่น จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เรียกเป็น สุนัขร่า สุนัขล้า หรือ หมาล้า ทางภาคตะวันตกตัวอย่างเช่น   กาญจนบุรี เรียก แมงไม้  ไม้ หรือ ไอ้ไม้ ทางภาคเหนือดังเช่นว่า เชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง เชียงใหม่ น่าน เรียก แมงไม้ หรือ ไม้ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเช่น จังหวัดบุรีรัมย์   นครราชสีมา จังหวัดสุรินทร์  ศรีสะเกษ ขอนแก่น มหาสารคาม นครพนม จังหวัดอุดรธานี จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียก ไน หรือ หมาไน ส่วนด้านใต้ เช่น จังหวัดชุมพร กระบี่ สุราษฎร์ จังหวัดภูเก็ต   นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา เรียก หมาบ้า หรือ สุนัขแมงบ้า

Tags : สมุนไพร

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ จระเข้
« เมื่อ: 20-12-2017 , 08:25:57 »

ไอ้เข้
จระเข้เป็นสัตว์คลานขนาดใหญ่ มีสามีหนังแข็งเป็นเกล็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงมากขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายรวมทั้งใช้ฟาดต่างอาวุธ เป็นปกติทำมาหากินในน้ำ จระเข้หรืออ้ายเข้ก็เรียก อีสานเรียกแข้ ภาคใต้เรียกเข้ ในตำราเรียนยาโบราณมักเขียนเป็นจรเข้ เรียกใน๓ษาอังกฤษว่า crocodile
ในทางสัตวานุกรมวิธานนั้น  ตะไข้ที่จัดอยู่ในสกุลไอ้เข้ (Crocodylidae) มีทั้งปวง ๒๒ ประเภท  แบ่งออกได้เป็น ๓ ตระกูลย่อย เป็น
๑. ตระกูลย่อยตะไข้ (Crocodylinae) มีทั้งผอง ๑๔ ประเภท จัดแบ่งเป็น ๓ สกุล จระเข้ที่เจอในประเทศไทยมี ๒ สกุล คืสกุลจระเข้ (Crocodylus) มีทั้งผอง ๑๒ ประเภท เจอในประเทศไทยเพียงแค่ ๒ จำพวก รวมทั้งสกุงตะโขง (Tomistoma) มีเพียงแค่ ๑ ชนิด
๒.สกุลย่อยตะไข้จีน (Alligatoriane)  มัทั้งปวง ๗ จำพวก  แยกเป็น ๔ สกุล  ไม่เจอในธรรมชาติในประเทศไทย Crocodile กับ  Alligator
ไอ้เข้ที่จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Crocodylinae มีชื่อสามัญว่า crocodile ส่วนที่อยู่ในตระกูลย่อย  Alligatoriane มีชื่อสามัญว่า  alligator ลักษณะโดยปกติคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกันที่ alligator  มีส่วนหัวกว้างกว่า  ปลายปากกลมมนกว่า  ฟันบนครอบฟันข้างล่าง  ฟันล่างซี่ที่ ๔ ทั้งสองข้างขยายโตกว่าฟันซี่อื่นๆ จะไม่เห็นฟันซี่นี้เมื่อปากปิด  เนื่องจากฟัน ๒ ซี่นี้ใส่ลงในรูที่ฟันข้างบน  ส่วน crocodile  มีส่วนหัวที่แหลมเรียวยาวกว่า  ฟันบนรวมทั้งฟันด้านล่างเรียงตรงกัน  ฟันซี่ที่ขยายใหญ่ขึ้นจะเฉียงออกมาข้างนอก  แลเห็นได้ถึงแม้เวลาปิดปาก
๓.วงศ์ย่อยตะโขงประเทศอินเดีย (Gavialinaae) ซึ่งมีเพียงแต่ ๑ สกุล และก็มีเพียงแต่ ๑ ชนิดแค่นั้น เป็นตะโขงอินเดียGavialis gangeticus (Gmelin)  เจอตามแหล่งน้ำจืดและก็แม่น้ำต่างๆทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย  ปากีสถาน  บังกลาเทศ  เนปาล  ภูฏาน แล้วก็เมียนมาร์  แม้กระนั้นไม่เจอในไทย
สมุนไพร อดีตสมัยเจอตะไข้อยู่ตามป่าริมแม่น้ำ  ลำห้วย  คลอง  หนอง  บ่อน้ำ  เคยมีมากไม่น้อยเลยทีเดียว  จึงมีการจับตะไข้มากินเป็นของกินและใช้ส่วนต่างๆของตะไข้มาเป็นเครื่องยาสมุนไพร  ปัจจุบันนี้เมื่อมีคนมากยิ่งขึ้น  ธรรมชาติและก็สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป  ในขณะที่จำเป็นจริงได้แก่การใช้พื้นที่ป่าเป็นหลักที่ดินในการประกอบอาชีพและที่พักอาศัย  และก็ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  ทำให้จำนวนตะไข้ในธรรมชาติลดลงมากจนถึงเกือบจะสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ  คงจะเจอบ้างตามแหล่งน้ำในเขตรักษาบางแห่ง อย่างไรก็แล้วแต่  เป็นโชคดีที่ถึงแม้ว่าไอ้เข้จวนสิ้นซากไปจากธรรมชาติในประเทศไทยแล้ว  แต่ว่านักธุรกิจของพวกเราก็ประสบผลสำเร็จสำหรับการเพาะพันธุ์ไอ้เข้  ทำให้มีปริมาณตะไข้เยอะขึ้น แปลงเป็นสัตว์อาสินที่สำคัญของประเทศ   เป็นสัตว์ที่ให้หนังสำหรับทำเครื่องหนังที่ตลาดอยากได้  รวมทั้งให้เครื่องยาสมุนไพรโดยที่ไม่เป็นการทำลายสัตว์ชนิดนี้ในธรรมชาติ  ผลิตมาจากจระเข้ที่เนื่องจากว่าชนิดขึ้นมา  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อจระเข้  ดีไอ้เข้  หรือหนังไอ้เข้  กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ  ที่เย้ายวนใจนักท่องเทียวทั้งๆที่เป็นคนไทยและเป็นคนประเทศอื่นให้มาเยี่ยมชมปีละเยอะๆๆ
ไอ้เข้ในประเทศไทย
ตะไข้ที่พบในธรรมชาติในประเทศไทยจัดอยู่ในวงศื Crocodylidae  มี ๒ สกุล รวม ๓ ชนิดหมายถึงสกุลตะไข้ (Crocodylus) มี ๒ จำพวก ได้แก่ จระเข้น้ำจืดหรือตะไข้บ่อน้ำ (Crocodylus siamensis Schneider)  กับจระเข้น้ำทะเลหรือไอ้เข้อ้ายเคี่ยม (Crocodylus porosus Schneider)  แล้วก็สกุลตะโขง  (Tomistoma )  มี ๑ จำพวกเป็นตะโขงหรือจระเข้ปากกระทุงเหว Tomistoma  schleielii (S.  Muller)  สัตว์เหล่านี้มีผัวหนังแข็งเป็นเกร็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงมากขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก เรียกขี้หมา  หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายน้ำและก็ใช้ฟาดต่างอาวุธ (เมื่ออยู่ในน้ำตะไข้จะฟาหางได้เมื่อขาข้างหลังถึงพื้นแค่นั้น)
๑.จระเข้น้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Crocodylus  siamensis Schneider
เป็นไอ้เข้ขนาดปานกลาง  ลำตัวอาจยาวได้ถึง ๓ เมตร มีลักษณะเด่นเป็นมีแถวเกร็ดนูนบนด้านหลังหอย  รวมทั้งมีสันเตี้ยอยู่ระหว่างตาทั้ง ๒ ข้าง ตะไข้ประเภทนี้เจออาศัยอยู่ตามทะเลสาบน้ำจืด  ตลอดจนในที่ราบ  หนอง บ่อน้ำ รวมทั้งแม่น้ำ  โดยเฉพาะบึงที่แยกออกมาจากแม่น้ำ  แล้วก็ลำธารที่ไหลเอื่อยเฉื่อยที่มีฝั่งเป็นโคลน  เคยพบได้บ่อยที่สระบอระเพ็ด  แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้แทบจะไม่เจอในแหล่งธรรมชาติเลย  ไอ้เข้จำพวกนี้รับประทานปลาเป็นของกินหลัก  โตเต็มกำลังเมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี  สืบพันธุ์ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม ตัวเมียตกไข่ในเมษายนและก็พ.ค.  วางไข่ครั้งละ ๒๐-๔๐ ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๖๗-๖๘ วัน
๒.ตะไข้น้ำเค็ม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylus  porosus Schneider
เป็นไอ้เข้ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาตะไข้ที่ยังมีเชื้อสายอยู่ในปัจจุบัน  ลำตัวอาจยาวได้ถึง ๘ เมตร  บริเวณท้ายทอยไม่พบแถวเกร็ดนูนดังเช่นว่าที่เจอในสมุทรน้ำจืด  รวมทั้งบริเวณหน้าผากมีสันจางคู่หนึ่งซึ่งสอบเข้าหากัน  เริ่มตั้งแต่ตาไปสินสุดที่ปุ่มจมูก  (ก้อนขี้มา)   ตัวผู้โตเต็มที่เมื่ออารุราว ๑๖ ปี   ส่วนตัวเมียโตเต็มกำลังเมื่ออายุราว  ๑๐  ปี  ตัวเมียตกไข่ทีละประมาณ  ๕๐  ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว  ๘๐-๙๐  วัน
ลักษณะที่ไม่เหมือนกัน ไอ้เข้น้ำจืด ตะไข้น้ำเค็ม
๑.ลำตัว ป้อมสั้น ไม่สมส่วนนัก เรียวยาว ได้ส่วนสัดกว่า
๒.ส่วนหัว สามเหลี่ยมมุมป้าน โหนกที่ข้างหลังตาสูง และก็เป็นสันมากกว่า สามเหลี่ยมมุมแหลม  ปากยาวกว่า
๓.ลายบนตัว สีออกเทาดำ มีลายสีดำเป็นแถบ สีออกเหลืองอ่อน มีลายเป็นจุดสีดำตลอดลำตัว
๔.รอบๆท้ายทอย มีเกล็ด ๔-๕ เกล็ด มีมีเกล็ด
๕.ขาข้างหลัง พังผืดเห็นไม่ชัดเจน  มีพังผืดเห็นได้ชัดเสมือนขาเป็ด
๓.ตะโขง หรือ ตะไข้ปากนกกระทุงเหว เป็นไอ้เข้พันธุ์ที่หายากที่สุดในประเทศไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tomistoma  schlegeill (S. Muller) เป็นตะไข้ขนาดใหญ่ประเภทหนึ่งของไทย ลำตัวบางทีอาจยาวถึง ๕ เมตร ตัวสีน้ำตาลปนแดง มีลายสีน้ำตาลเข้ม ปากยาวเรียวเหมือนปากปลาเข็ม หางแบนใหญ่ ใช้ว่ายน้ำ ตะไข้ชนิดนี้พบเฉพาะทางภาคใต้ของไทย  มักอาศัยอยู่ในแม่น้ำแล้วก็หนองน้ำจืดที่มีรอบๆติดต่อกับแม่น้ำ บางทีอาจพบได้บริเวรป่าชายเลนหรือบริเวรน้ำกร่อย มีแถลงการณ์ว่าพบไอ้เข้ปากกระทุงเหวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เขตรักษาชนิดสัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอกไม้ไฟโต๊ะแดง จังหวักจังหวัดนราธิวาส แม้กระนั้นพบเพียงที่ละ ๑-๒ ตัว ไอ้เข้ชนิดนี้รับประทานปลารวมทั้งสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหลายประเภทเป็นของกิน โตเต็มที่เมื่ออายุราว ๔.๕-๖ ปี ตัวเมียออกไข่ทีละราว ๒๐-๖๐ ฟอง ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๗๕-๙๐ วัน  แล้วก็ฟักเป็นตัวในฤดูฝน
๔.ตะไข้พันทาง  เป็นไอ้เข้ผสมรหว่างจระเข้น้ำจืดกับตะไข้น้ำเค็ม ชาวไทยเป็นผู้สำเร็จสำหรับเพื่อการผสมไอ้เข้ ๒ จำพวกนี้  เป็นครั้งแรกในโลกเมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน จระเข้พันธุ์ผสมมีรูปร่าง สีสัน เกล็ด รวมทั้งนิสัยที่ดุร้ายราวกับจระเข้น้ำเค็ม แม้กระนั้นมีขนาดโตกว่า (เมื่อโตเต็มกำลังมีปริมาณยาว ๕.๕ เมตร มีน้ำหนักตัวมากกว่า ๑,๒๐๐ โล) จัดเป็นไอ้เข้ชนิดที่มีขนาดโตที่สุดในปนะเทศไทย ไอ้เข้พันธุ์ผสมเริ่มวางไข่เมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี ตกไข่ราวครั้งละ ๓๐-๔๐  ฟอง มากยิ่งกว่าการวางไข่ของไอ้เข้น้ำเค็ม ไข่มีขนาดเล็ก  เปลือกไข่บาง  อัตราฟักเป็นตัวได้ต่ำมากมาย เมื่ออายุ ๑๓-๒๐ ปีออกไข่ราวครั้งละ ๓๐ –๕๕  ฟอง ไข่ขนาดโตปานกลาง เปลือกไข่ครึ้มกว่า อัตราฟักเป็นตัวได้สูง แล้วก็เมื่ออายุ ๒๑ ปี ขึ้นไปออกไข่ทีละ ๓๕-๖๐ ฟอง เปลือกไข่หนามาก อัตราฟักเป็นตัวสูง

ชีววิทยาของไอ้เข้ไทย
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจระเข้เกิดและมีพัฒนาการบนโลกมาตั้งแต่ ๒๕๐  ล้านปีก่อน  ตอนนี้มีไอ้เข้ในโลกนี้ราว ๒๒ ประเภท กระจัดกระจายอยู่ตามแหลางน้ำต่างๆในเขตร้อนทั้งโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบๆที่มีอุณห๓ไม่เฉลี่ยระหว่าง ๒๑-๓๕ องศา ไอ้เข้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ในช่วงฤดูร้อนหรือในกลางวันนั้น อาศัยกลบดานอยู่ในน้ำ ในฤดูหนาวก็เลยออกมาผึ่งแดด เป็นประจำชอบนอนบนชายฝั่งน้ำที่สงบเงียบ น้ำนิ่ง ลึกไม่เกิน ๑.๕๐ เมตร เป็นสัตว์ที่มีความรู้สึกไวต่อความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาหรือสภาพอากาศ  อย่างเช่น  ก่อนกำเนิดพายุฝนฟ้าร้องหรือแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด ตะไข้จะแผดเสียงร้องออกมาจากคอเหมือนเสียงคำรามของสิงโต  รวมทั้งตัวอื่นๆก็จะร้องรับตามกันต่อๆไป ตะไข้ไทยมีอายุเฉลี่ยราว ๖๐-๗๐ ปี แต่ว่าโตเต็มที่รวมทั้งสืบพันธุ์ละวางไข่ได้เมื่อมีอายุราว ๑๐ ปีขึ้นไป พวกเราสามารถแยกประเภทตะไข้เพศผู้แล้วก็ตะไข้ตัวเมียได้โดยการดูลักษณะข้างนอกเมื่อไอ้เข้มีอายุตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป จระเข้เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อแก่ราว ๑๐ ปี โดยการผสมพันธุ์กันในน้ำเพียงแค่นั้น ฤดูผสมพันธุ์มักเป็นฤดูหนาว  คือในราวธ.ค.ถึงกุมภาพันธ์  เมื่อผสมพันธุ์กัน  เพศผู้จะเกาะข้างหลังตัวเมียและก็ตวัดหลังหางรัดตัวภรรยา ใช้เวลาสืบพันธุ์กันราว ๑๐-๑๕ นาที จระเข้ตัวเมียตั้งครรภ์ราว ๑ เดือน  และเริ่มวางไข่ในราวเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม  ตะไข้ตัวเมียจะเลือกทำเลที่สมควร ปลอดภัย  และใกล้แหล่งน้ำ  แล้วกวาดเอาใบไม้และหญ้ามาทำเป็นรังสูงราว ๔๐-๘๐ เซนติเมตร กว้างได้ตั้งแต่ ๑-๒๐ เมตร  สำหรับออกไข่  ต่อจากนั้นก็เลยขุดหลุมตรงกลางแล้วออกไข่ โดยใช้เวลาออกไข่ ๒๐-๓๐ นาที เมื่อออกไข่เสร็จก็เลยกลบให้แน่น ไข่ไอ้เข้มีลักษณะโตกว่าไข่เป็ดน้อย  แม้กระนั้นเล็กมากยิ่งกว่าไข่ห่าน ตะไข้ตัวเมียออกไข่คราวละ ๓๕-๔๐ ฟอง ระยะฟักตัวของไข่ไอ้เข้แต่ละจำพวกก็ไม่เท่ากัน เมื่อถึงกำหนดช่วงเวลาฟักไข่  ลูกจระเข้จะร้องออกมาจากไข่  เมื่อตัวหนึ่งร้องตัวอื่นๆก็ร้องรับต่อๆกันไป  เมื่อแม่จระเข้ได้ยินเสียงลูกร้อง  ก็จะขุดคุ้ยไปในรังจนกระทั่งไข่ ลูกจระเข้ใช้ปลายปากที่มีติ่งแหลมเจาะไข่ออกมา  ตัวที่ไม่สามารถเจาะเปลือกไข่ได้ แม่ไอ้เข้จะคาบไข่เอาไว้ในปากและก็ขบให้เปลือกแตกออก ลูกไอ้เข้แรกเกิดมีขนยาว ราว  ๒๕-๓0  ซม.   มีน้ำหนักตัวราว  ๒00-๓00  กรัม มีฟันแหลมและก็ใช้กัดได้แล้ว แล้วก็มีไข่แดงอยู่ในท้องสำหรับเป็นอาหารได้อีกราว ๑0  วัน เมื่อของกินหมดรวมทั้งตะไข้เริ่มหิว  ก็จะหาอาหารกินเอง ตะไข้มีระบบระเบียบย่อยอาหารที่ดีเยี่ยม สามารถย่อยกระดูกสัตว์ต่างๆได้ ตะไข้เมื่อโตเต็มกำลังมีฟัน ๖๕  ซี่ ฟันล่าง ๓0 ซี่  เมื่อฟันหักไปก็มีฟันใหม่แตกหน่อขึ้นมาแทนที่ในระยะเวลาไม่นาน ฟันไอ้เข้เป็นกรวยทับกันเป็นชุดๆอยู่ข้างในเหงือก ๓ ชุด จระเข้มีลิ้นชิดกับพื้นปาก เมื่อจระเข้อ้าปากจะเห็นเป็นจุดเล็กๆสีดำๆปรากฏอยู่ทั่วไปที่พื้นปากข้างล่าง   บริเวณนั้นเป็นจุดที่ไอ้เข้ใช้บอกความต่างของรสชาติอาหารที่กินเข้าไป ส่วนลึกในโพรงปากมีลิ้นเปิดปิดเพื่อปกป้องน้ำเข้าคอเมื่อไอ้เข้อยู่ในน้ำ จมูกจระเข้อยู่ส่วนโค้งของปลายด้านบนของจะงอยปาก มีลักษณะเป็นปุ่มรูปวงกลม มีรูจมูก ๒ รู ปิดเปิดได้  เวลาดำน้ำจะปิดสนิทเพื่อคุ้มครองน้ำเข้าจมูก จระเข้หายใจและก็สูดกลิ่นด้วยจมูก ในโพรงปากมีกระเปาะเป็นโพรงอยู่ภายใน ใช้สำหรับรับกลิ่น
ตะไข้มี ๔  ขา แต่ขาสั้น ดูไม่สมดุลกับลำตัว ขาหน้ามีนิ้วข้างละ ๕ นิ้ว ขาข้างหลังมีนิ้วข้างละ  ๔  นิ้ว ตะไข้ไม่สามารถคลานไปไหนได้ไกลๆแต่ในระยะสั้นๆทำเป็นเร็วเท่าคนวิ่ง เมื่อต้อง ตะไข้สามารถคลานลงน้ำและว่ายได้ อย่างเงียบเชียบ  เวลาจับเหยื่อในน้ำ ตะไข้จะขับเคลื่อนเข้าหาเหยื่ออย่างช้าๆ เหมือนท่อนไม้ลอยน้ำมา เมื่อได้โอกาสและก็ระยะทางพอสมควรก็จะพุ่งเข้าใส่เหยื่ออย่างรวดเร็ว พร้อมอ้าปากงับเหยื่อได้อย่างแม่นยำ เมื่องับเหยื่อไว้ได้แล้ว ก็จะบิดหมุนควงเหยื่อเหยื่อตายสนิทแล้วจึงค่อยกิน   ฟันจระเข้มีไว้สำหรับจับเหยื่อรวมทั้งฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆแล้วกลืนลงไป มิได้มีไว้สำหรับเคี้ยวอาหาร
จระเข้สามารถลอยน้ำได้โดยการดมลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วพยุงตัวให้ลอยน้ำได้โดยการใช้ขาพุ้ยน้ำและหางโบก แต่ว่าในการพุ่งตัวแล้วก็ว่ายด้วยความรวดเร็วนั้น   จระเข้ใช้เพียงแค่หางอันมีพลังโบก ไปมาอย่างเร็วเพื่อให้ตัวพุ่งไปด้านหน้า ตะไข้มีความเข้าใจสำหรับการมองเห็นที่ดีรวมทั้งไวมากมาย สามารถดูภาพได้  ๑๘0  องศา ทั้งยังสามารถมองเห็นวัตถุที่มาจากเหนือหัวได้ สายตาของจระเข้มีความไวแล้วก็เร็วพอที่จะผสานกับนกที่บินผ่านไป ไอ้เข้ยังลืมตาแล้วก็เห็นในน้ำได้  เมื่อไอ้เข้มุดน้ำจะมีม่านตาบางใสมาปิดตาเพื่อป้องกันการเคืองตา จระเข้ยังมีหูที่รับเสียงก้าวหน้า หูไอ้เข้เป็นร่องอยู่ข้างดวงตาตะไข้ ๒ ข้าง นอกจากนี้ตะไข้ยังรับรู้อันตรายที่จะมาถึงได้ด้วยผิวหนัง ที่สามารถรับความรู้สึกจากการกระตุกสะเทือนของพื้นดินหรือท้องน้ำได้ ในธรรม

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ ตะพาบน้ำ
« เมื่อ: 19-12-2017 , 17:23:02 »

ตะพาบน้ำ
ตะพาบ (mud turtle หรือ soft-shelled turtle) เป็นสัตว์คลานพวกหนึ่งจัดอยู่ในวงศ์ Trionychidae มีลักษณะเหมือนคล้ายเต่าน้ำจืด แตกต่างตรงที่กระดองบน (carapace) และก็กระดองด้านล่าง (pastron) ไม่มีกระดูกเป็นแผ่นใหญ่ๆแม้กระนั้นมีหนังหุ้มแทน มีนิ้วยาว ตีนข้างหน้ามีแผ่นพังผืดกว้าง ใช้สำหรับพุ้ยน้ำ มีเล็บเพียงแค่ ๒-๓เล็บ คอหดในกระดองได้มิด แม้กระนั้นสามารถยืดคอออกได้ยาวมากเมื่อจะงับเหยื่อหรือกัดศัตรู ตะพาบน้ำทุกชนิดเป็นสัตว์น้ำจืด มักพบอยู่ตามห้วย สระ หนอง และตาม แม่น้ำลำคลอง ตะพาบสามารถขุดรูเป็นโพรงสำหรับอาศัย และก็ยืดคอขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ หรือยืดคอออกไปฮุบกุ้งปลาที่ว่ายน้ำผ่าน โดยที่ตัวไม่ต้องออกมาจากโพรงเมื่อน้ำในบึงหนองแห้งลงในหน้าแล้ง ตะพาบจะทำโพรงอยู่ใต้ดินได้นาน จนกระทั่งฝนตกก็เลยออกมาจากโพรงและเริ่มหาสัตว์น้ำต่างๆรับประทานเป็นของกิน ตะพาบกินอีกทั้งกุ้งแล้วก็ปลาใหม่ๆและเนื้อสัตว์ที่เปื่อยยุ่ย สามารถว่ายน้ำไปหารับประทานไกลๆสำหรับการใช้มือจับตะพาบน้ำนั้นจับได้เฉพาะตรงที่ขอบกระดองตรงหน้าของโคนขาหลัง ถ้าหากจับไม่ถูกตำแหน่งตะพาบน้ำซึ่งมีคอยาวจะยืดคอออกมาแว้งกัดมือได้
ตะพาบน้ำในประเทศไทย
ตะพาบน้ำที่พบในประเทศไทยมีอย่างน้อง ๖ จำพวก เป็น
๑.ตะพาบน้ำธรรมดา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amyda cartilaginea (Boddart)
สมุนไพร ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม เมื่อโตเต็มที่กระดองบนบางทีอาจยาวได้ถึง ๘๓ เซนติเมตร ขอบด้านหน้าของกระดองบนเป็นปุ่มขรุขระ ขอบกระดองด้านล่างไม่มีสีเด่น ปากค่อนข้างจะแหลม ที่หนังบนข้างหลังเป็นริ้วเล็กๆนูนขึ้นมาทั่วหลัง ตัวอ่อนมีสีเขียวขี้ม้าปนเทา บางตัวมีจุดเหลืองๆหรือจุดดำๆขอบเหลือง หัวมีจุดเหลืองๆเป็นจุดใหญ่ทางข้างๆ พอสมควรแก่ จุดเหลืองบนข้างหลังมักหายไป จุดที่ศีรษะก็ลางเลือนไป ที่ใต้ท้องของเพศผู้มีสีขาว แต่ที่ใต้ท้องของตัวเมียเป็นสีเทา ตะพาบชนิดนี้มีมากมาย เจอทั่วไปในแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง ในภาคกึ่งกลางของประเทศไทย บางทีอาจพบตามลำธารรวมทั้งห้วยที่ตีนเขา นอกจากนั้นยังเจอในภาคใต้ของประเทศพม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย แล้วก็ตามหมู่เกาะมลายู
๒.ตะพาบน้ำหัวทื่อ หรือ ตะพาบหัวกบ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelochelys bibroni Owen
ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดใหญ่ กระดองบนบางทีอาจยาวได้ถึง ๑๒๐ ซม. จมูกสั้น หัวค่อนข้างจะแบนแล้วก็เล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ความยาวของกะโหลกหัวใกล้เคียงกับความกว้าง ปากไม่แหลม ขาหน้าสั้น ตีนกว้าง กระดองข้างหลังมีสีเขียวขี้ม้าอมเทามีรูบุ๋มเล็กๆทั่วไป มีจุดเหลืองๆกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป กระดองด้านล่างสีขาว ในประเทศไทยพบอยู่ตอนใต้ นอกเหนือจากนั้นยังพบที่ประเทศ ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และภาคใต้ของจีน
๓.ตะพาบน้ำข้างหลังลายกะรัง หรือ ตะพาบม่านลาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chitra chitra Gray
จำพวกนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดใหญ่ กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๑๒๒ ซม. เป็นประเภทที่มีตัวโตที่สุดของเมืองไทยและของโลก จมูกสั้น หัวออกจะแบนและก็เล็ก ความยาวของกะโหลกหัวเป็น ๒ เท่าของความกว้าง มีลวดลายบนหนังด้านบน เมื่อยังอายุยงน้อย กระดองบนมีสีเขียวอมเทา มีจุดลายดำเปรอะๆพอเพียงมีอายุมากเพิ่มขึ้น รอบๆคอและก็กระดองบนจะมีลวดลายสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเสมือนหินกะรังแม้กระนั้นพอใช้แก่มากมาย ลายสีนี้กลับจางลงไปอีก พบบริเวณที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองในประเทศไทยลุ่มน้ำอิระวดีในประเทศเมียนมาร์ ลุ่มแม่น้ำคงคาแล้วก็แม่น้ำสินธุในประเทศประเทศอินเดีย
๔.ตะพาบน้ำสันหลังยาว หรือ ตะพาบแก้มแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dogania subplana Geoffrey
ประเภทนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ยาว ขอบสองข้างออกจะขนานกัน สีเขียวหมองแกมน้ำตาล ไม่กลมอย่างตะพาบน้ำชนิดอื่นๆขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบเมื่อโตเต็มกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๖ ซม. หัวค่อนข้างจะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ปากแหลม กระดองข้างล่างไม่มีจุดสีดำชัดเจน ที่ข้างคอรวมทั้งแก้มมีสีแดงเรื่อๆเจอได้ตามแหล่งน้ำลำน้ำบนที่สูงทางภาคตะวันตกและภาคใต้ของประเทศไทยนอกจากนี้ยังบางทีอาจเจอในประเทศเมียนมาร์มาเลเซีย แล้วก็ฟิลิปปินส์
๕.ตะพาบไต้หวัน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelodiscus sinensis sinensis Wiegmann
ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างแบนขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตสุดกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๕ เซนติเมตร กระดองบนมีสีเขียวขี้ม้าหรือสีน้ำตาล กระดองข้างล่างมีจุดสีดำแน่ชัด รวมทั้งมีสีส้มในระยะก่อนวัยเจริญพันธุ์ ที่รอบตามีเส้นเล็กๆเป็นรัศมีเป็นตะพาบน้ำพันธุ์ท้องถิ่นของจีน นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์อาสิน เล็กน้อยหลุดมาแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ
๖.ตะพาบหับ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lissemys punctate scutata (Peters)
เป็นตะพาบน้ำที่เจอใหม่และก็มีขนาดเล็กที่สุดของเมืองไทย เมื่อโตเต็มที่กระดองหลังอาจยาวได้ถึง  ๑๖  เซนติเมตร  กระดองหลังโค้ง นูน สีเขียวหม่นหรือสีน้ำตาล  สามารถหับหรือปิดกระดองได้ทั้งผอง พบหนแรกบริเวณชายแดนไทยเมียนมาร์ แถบจังหวัดตาก  เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง มีจำนวนน้อยและหายาก
ผลดีทางยา
ตะพาบน้ำที่เจอในยาไทยมักเป็นตะพาบธรรมดา หมอแผนไทยใช้ดีตะพาบน้ำ เป็นเครื่องยา ตำรายาคุณประโยชน์โบราณว่า ดีตะพาบน้ำมีรสขม  คาวมีคุณประโยชน์แก้ไข้สันนิบาต แก้พิษกาฬ แก้โรคตา  แล้วก็แก้ลมกองละเอียด  (ลมวิงเวียน   หน้ามืดตาลาย) ในหนังสือเรียนพระโอสถพระนารายณ์มียาขนานหนึ่งเข้า “ดีตะพาบน้ำ” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้น้ำมันภาลาธิไตล ให้เอารากหญ้าขัดหมอน รากขี้เหล็ก รากปะคำไก่ รากปะคำกระบือ รากเลี่ยน รากรักขาว รากลำโพงทั้ง ๒ รากชุมเห็ด รากฝักส้มป่อย ขมิ้นอ้อย ขิง ข่า ยาทั้งนี้ควรจะต้มให้ต้ม ควรจะตำให้ตำ เอาน้ำสิ่งละทนาน   น้ำมันพรรณผักกาด  น้ำมันพิมเสน น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงา สิ่งละทนาน หุงให้อาจจะแต่ว่าน้ำมัน แล้วจึงเอา ดีตะพาบ  ดีงูเหลือม พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ฝิ่น  สิ่งละสลึง เทียนอีกทั้ง ๕  สิ่งละบาท ๑ บดปรุงลงในน้ำมันไว้ ๓ วัน จึงทาแลนวดแก้พระเส้นอันทพฤกให้หย่อนยาน  แลฟกบวม เป็นขั้วเป็นหน่วยแข็งอยู่นั้นให้ละลายออกเป็นปรกติแลฯ
พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาแก้ซางเด็กขนานหนึ่งที่เขา  “ดีตะพาบ” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้
ขนานหนึ่ง ท่านให้เอาฟันกรามแรด ๑  กรามช้าง ๑  งาช้าง  นอแรด ๑  เขี้ยวเสือ ๑  เขี้ยวตะไข้  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กระดูกงูทับทาง ๑ โกฏทั้งยัง  ๕  ขมิ้นอ้อย  ๑ ไพลดีตะพาบน้ำ ๑  ดีงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑  รวมยา  ๑๘  สิ่งนี้เอาส่วนเสมอกัน ตำเป็นผุยผงบดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำเหล้า รับประทานแก้ทรางทั้งผอง  หาย

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าน้ำจืด
« เมื่อ: 16-12-2017 , 08:16:07 »

สกุลเต่าน้ำจืด
เต่ากระอานBatagur Baske(Gray) ๕๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดใหญ่ กระดองเรียบ โค้งมน นิ้วเท้ามีพังผืดยึดเต็ม มี ๔ เล็บ จมูกค่อนข้างแหลม ตัวผู้มีตาสีขาว เจอตามปากแม่น้ำ เดี๋ยวนี้บางทีอาจสิ้นซากไปจากธรรมชาติแล้ว
เต่าลายตีนเป็ดCallargur borneoensis (Schlegel & Muller), ๖๐ เซนติเมตร
เต่าขนาดใหญ่ ตัวผู้มีหัวสีแดงเด่นในฤดูผสมพันธุ์ นิ้วเท้าหน้าข้างหลังมีพังผืดยึดติดสำหรับช่วยสำหรับเพื่อการว่ายน้ำ พบตามปากแม่น้ำทางภาคใต้ บางทีอาจสูญพันธุ์ไปแล้ว
เต่าแดงCyclemys dentata(Gray), ๒๖ ซม.
ขอบกระดองด้านท้ายกระเป๋านจักๆ กระดองหลังสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้มเป็นสีดำหรือสีเขียวขี้ม้า นาๆประการตามแต่เต่าแต่ละตัว เมื่อเล็กมีเกล็ดเป็นลายเส้นรัศมี แต่จะหายไปเมื่อโตขึ้น พบได้ในป่าทั่วทั้งประเทศ
เต่าหวายHeosemys grandis (Gray), ๔๘ เซนติเมตร
กระดองสีน้ำตาลเข้ม เป็นปกติมีเส้นสีครีมพิงยาวเป็นแนวกึ่งกลางหลัง ขอบกระดองข้างหลังด้านท้ายเป้นจะๆกระดองท้องด้านหลังมีหยักลึก เจอตามแหล่งน้ำจืดทั้งยังบนภูเขารวมทั้งจากที่ราบ

เต่าหับCuora amboinensis (daudin), ๒๑ ซม.
กระดองโค้งสูงยิ่งกว่าเต่าน้ำจืดประเภทอื่น หัวค่อนข้างจะแหลม มีลายแถบสีเหลืองเป็นขอบ เต่าประเภทนี้สามารถหับหรือปิดกระดองได้มิดชิด พบได้ตามหนองสระทั่วประเทศ
เต่าบัวHieremys annandalii(Boulenger), ๕๐ ซม.
เต่าขนาดใหญ่ สีรวมทั้งรูปร่างกระดองเปลี่ยนไปตามอายุ เมื่อโตเต็มกำลังกระดองมีสีดำ หัวสีเหลือง พบได้ทั้งประเทศในแหล่งน้ำจืดที่ค่อนข้างจะนิ่ง
เต่าจักรHeosemys spinosa(Gray), ๒๓ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองค่อนข้างแบนแล้วก็มีขอบแหลม แม้กระนั้นจะลดน้อยลงเมื่อโตขึ้น กระดองสีน้ำตาลปนแดง มีสันกลางหลังเห็นชัด นิ้วเท้าไม่มีพังผืด เจอในป่าทางภาคใต้
เต่าจันPyxidea mouhotii(Gray), ๑๗ เซนติเมตร
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/url]
เต่าขนาดเล็ก กระดองโค้งสูงสีน้ำตาลปนแดง มีสัน ๓ สัน หายาก เคยมีแถลงการณ์ว่าเจอในป่าทางภาคเหนือรอบๆชายแดนไทย – ลาว
เต่าทับทิมNotochelys platynota(Gray), ๓๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองหลังมีแผ่นเกล็ด ๖ – ๗ แผ่น ต่างจากเต่าประเภทอื่นที่เจอในประเทศไทย เมื่อยังเล็กอยู่กระดองมีสีเขียวสด เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นสีน้ำตาลแดง
เต่าดำSiebenrockiella crassicollis(Gray), ๒๗ ซม.
กระดองสีดำ บางตัวมีแถบสีขาวที่แก้ม ลางถิ่นจึงเรียก เต่าแก้มขาว  ชอบซุกตัวอยู่ตามโคลนตมใต้น้ำ ทำให้มีกลิ่นเต่าเหม็นเสมือนใบไม้เน่า ก็เลยมีชื่อเสียงว่า เต่าเหม็น ด้วย เจอได้ตามหนองสระทั่วประเทศ
เต่าแก้มแดงTrachemys scriptaelegans(Wied), ๒๘ ซม.
เต่าขนาดเล็ก กระดองสีเขียวแต่ว่าจะคล้ำขึ้นเมื่อโตขึ้น ลักษณะเด่นอยู่ที่จุดสีแดงส้มข้างแก้ม เต่าจำพวกนี้นำเข้ามาเลี้ยงกระทั่งแพร่ไปทั่วๆไปตามแหล่งน้ำจืดของไทย

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: 11-12-2017 , 10:43:04 »

ไก่ป่า
ไก่ป่าฯลฯตระกูลของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในตระกูล Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีถิ่นกำเนิด แถบทวีปเอเชียใต้ (ศรีลังการวมทั้งประเทศอินเดีย) มาทางทิศตะวันออก จนกระทั่งหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมีเพียงแต่ประเภทเดียวคือ Gallus gallus (Linnaeus) ชนิดนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงและก็ติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ ข้างหลัง ถึงสะโพกมีสีส้ม ขนปีกสีเขียวเป็นเงาขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำแล้วก็สีน้ำเงินเข้มเป็นมัน ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ ซม. เพศผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าตัวผู้มีลักษณะสำคัญที่ไม่เหมือนกับนกอื่นๆเป็น
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่เป้นขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อห้อยลงมาทั้งสองข้างของโคนปากและก็คาง
๓.มีหน้าและคอเป็นหนังหมดจดๆ ไม่มีขน
๔.โดยทั่วไปขนเรียกตัวมีสีสวยสดงดงาม มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง คู่กลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมแล้วก็อ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.ลำแข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ ขนไม่งาม สีไม่ฉูดฉาด ลำแข้งไม่มีเดือย หงอนแล้วก็เหนียงเล็กมากมาย หรือบางตัวเกือบไม่มีเลย ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มเล็กๆในป่าทั่วๆไป บินได้เร็ว แต่ว่าในระดับที่ถือว่าต่ำๆรวมทั้งระยะทางสั้นๆตามปรกติอยู่เป็นฝูงใหญ่หมดทั้งตัวผู้รวมทั้งตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แต่ว่าจะแยกเป็นฝูงเล็กๆในช่วงฤดูสืบพันธุ์ ซึ่งตัวผู้จำต้องต่อสู้กันเพื่อครองพื้นที่และแย่งตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว ข้างหลังสืบพันธุ์แล้วตัวเมียจะสร้างรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้ววางไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักราวๆ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามก้านไม้ได้ แล้วก็เมื่ออายุราว ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมี ๒ ประเภทย่อย คือ
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว มักพบทางภาคทิศตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าพันธุ์เมียนมาร์ (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง พบได้บ่อยทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก รวมทั้งภาคใต้
ผลดีทางยา
สมุนไพร โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นทั้งอาหารรวมทั้งเป็นยา  ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาพร่า ปัจจุบันพึ่งทราบว่าโรคนี้มีเหตุที่เกิดจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบได้บ่อยในตับไก่ หมอแผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ และเล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามาช้านานแล้ว ตำราโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์ชูกำลังสร้างความรุ่งโรจน์ให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีสรรพคุณบำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตามัว แล้วก็เล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้กาฬ ไข้หัวทุกชนิด นอกจากไข่ขาวยังใช้เป็นตัวยาปรุงแต่งทางการปรุงยาสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ตามที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน ตำราเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ ดังนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง สีผึ้งขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน เคี่ยวขึ้นร่วมกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น ก็เลยเอาไข่ไก่ เอาแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาเหล้ากลั่นราวๆจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบดีแล้ว เป็นสีผึ้งแดง จึงเอาขี้ผึ้งขาวภาค ๑ นั้น มากมายวนด้วยจุณสีพอควร เป็นขี้ผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นขี้ผึ้งขาว ปิดแก้เพ่งพิศม์ แสบร้อนให้เย็น

14

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร รวมทั้งเครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนและประเทศอินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ ตำราคุณประโยชน์โบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีสรรพคุณ แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในไส้ให้ผายและก็เรอ เพราะฉะนั้นน้ำขิงนอกจากจะช่วยละลายยาให้กินยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถให้น่าลิ้มลองเพิ่มขึ้นทั้งยังมีสรรพคุณทางยาที่สามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่ประยุกต์ใช้จัดเตรียมน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาเปลือกนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามต้องการส่วนขิงที่นำมาใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้สดแล้วก็แห้งทั้งหินอ่อนและก็ขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ทำอาหารที่ไม่ต้องการที่จะอยากรสเผ็ดมาก โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสลดบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน อ้วก สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้เจ็บท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมรวมทั้งเรอ
   สมุนไพร ยาระหว่างที่ ๕๓ ในแบบเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกหมวดหมู่นั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ แล้วแต่แพทย์ผู้วางยาจะยักน้ำกระสายให้จำต้องโรคจำต้องอาการ ดังต่อไปนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียนอีกทั้ง ๕ รากเจตมูลไฟ ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ บอแร็ก ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือบก สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน ทำเป็นผุยผง ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ กินหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ ถ้าเกิดลมนั้นค่อยกำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายเท้า บรรดาลมทั้งหมดแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นชื่อสกุลและชื่อวงศ์ ตามหลักสากลสำหรับการตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger ดังที่เรียกกันในภาษาแขก นักปราชญ์ทางภาษาคนจำนวนไม่น้อยสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็น่าจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แม้กระนั้นเรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในวงศ์ Zingoberaceae
เป็นพืชอายุหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนติเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆห่อ เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงโดดเดี่ยว ออกสลับกัน รูปขอบขนานปนรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ ซม. ยาว ๑๐-๒๕ซม. ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ เซนติเมตร มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลได้ผลแห้ง มี๓ พู

ขิงมีส่วนประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดรวมทั้ง มีกลิ่นหอมหวน หากสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางชนิดจะได้ชันน้ำมันที่แทบบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นฉุนและรสเผ็ด มีชื่อเรียกเชิงพาณิชย์ว่า “จินพบริน” (gingerin) มีสารในกรุ๊ปจินเจอรอล ( gingerol) โชโกล (shogaol) และ ชิงเจอโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินเจอรอล ยกตัวอย่างเช่น 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แม้กระนั้นถ้าเกิดทิ้งไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก ทั้งยังโชโกลและก็สิงเจอโรนไม่ใช่สารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่เจอในขิง แต่เป็นสารที่มีเหตุที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินพบรอล เพราะฉะนั้น จินเจอรินที่ดีควรมีสารทั้งสองประเภทนี้ในปริมาณที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวปริมาณร้อยละ ๑-๓ ปริมาณนี้จะขึ้นอยู่กับวิธีปลูกแล้วก็ขณะที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อบัคเตรีที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดหนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารแล้วก็ไส้  ปัจจุบันมีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งครั้งสารองค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl อาทิเช่น สิงเจอโรน จินเจอร์ไดออล (gingerdiol) จินพบร์ไดโอน (gingerdione) จินพบรอคอยล โชโกล เป็นยาบรรเทาอาการคลื่นไส้คลื่นไส้ และบรรเทาอาการปวดเพราะข้อเสื่อม อีกทั้งบางทีอาจช่วยลดการอักเสบและบวมของข้อ

15

อีแอ่นรับประทานรัง
อีแอ่นกินรังเป็นอีแอ่นอย่างต่ำ ๓ ชนิด
ในสกุล Collocalia
วงศ์ Apodidae เป็น
๑.อีแอ่นกินรัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  fuciphaga  (Gmelin)
มีชื่อสามัญว่า  edible – nest  swiftlet จำพวกนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆ
สมุนไพร
๒.อีแอ่นรับประทานรังสะโพกขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  germani  Oustalet
มีชื่อสามัญว่า Germain’s  swiftlet ชนิดนี้สร้างรังด้วยน้ำลายล้วนๆเหมือนกับจำพวกแรก

๓.อีแอ่นรังดำ หรือ อีแอ่นหางสี่เหลี่ยม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  maxima  Hume
ชื่อสามัญว่า  black – nested  swiftlet   ประเภทนี้ทำรังด้วยขนยาวราว  ๖0  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมปริมาณร้อยละ  ๔0 อีแอ่นในสกุล  Colocalia   ที่พบในประเทศไทยมี  ๕  ประเภท  เว้นแต่  ๓  จำพวกข้างต้นแล้ว   ที่เหลืออีก  ๒  ชนิดคือ
๔.อีแอ่นท้องขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  esculenta  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า  glossy  swiftlet   จำพวกนี้สร้างรังด้วยหญ้ารวมทั้งพืชต่างๆ  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงเล็กน้อย

หน้า: [1] 2