แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1

โรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นยังไง  ไส้ติ่ง (Vermiform appendix) เป็นส่วนเพิ่มเติมของไส้ที่ยื่นออกมาจากกระพุ้งไส้ใหญ่ (Cecum) ไส้ติ่งมีรูปร่างเสมือนถุงยาวๆขนาดเท่านิ้วก้อย ยื่นออกมาจากลำไส้ใหญ่ อยู่ตรงบริเวณท้องน้อยข้างขวา โดยมีลักษณะเป็นถุงแคบและยาว มีขนาดกว้างเพียง 5-8 มม. แล้วก็มีความยาวหรือก้นถุงลึกโดยเฉลี่ย 8-10 เซนติเมตร (ในคนแก่) ภายในมีรูติดต่อกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ฝาผนังภายในของไส้ติ่งมีเยื่อต่อมน้ำเหลืองกระจายอยู่ ซึ่งเป็นเยื่อเกิดการอักเสบได้ง่าย โดยเนื้อเยื่อนี้จะมีการเพิ่มปริมาณมากตอนวัยรุ่น ก็เลยพบไส้ติ่งอักเสบเกิดได้หลายครั้งในวัย รุ่น ไส้ติ่งนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ที่ฝ่อตัวลงและไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่สำหรับเพื่อการย่อยและก็ซึมซับอาหาร ด้วยเหตุว่าเป็นท่อขนาดเล็กปลายตัน เมื่อมีการอักเสบจึงทำให้เนื้อผนังไส้ติ่งเน่าตายรวมทั้งเป็นรูทะลุในเวลาอันรวดเร็วได้
ไส้ติ่งอักเสบคือ อาการบวมแล้วก็ติดเชื้อของไส้ติ่งนับเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันรวมทั้งอันตราย ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการผ่าตัดอย่างรีบ ด่วน เนื่องจากถ้าเกิดทิ้งเอาไว้นาน ไส้ติ่งที่อักเสบมักแตกกระจายเชื้อโรคสู่ท้อง และก็อาจเป็นสา เหตุรุนแรงกระทั่งติดโรคในกระแสโลหิตจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้
โดยการตายส่วนมากของโรคไส้ติ่งอักเสบมีสาเหตุจากภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบและก็สภาวะช็อค โรคไส้ติ่งอักเสบได้รับการอธิบายเป็นครั้งแรกโดย Reginald Fitz ในปี พ.ศ. 2429 ตอนนี้ได้รับการยินยอมรับว่าเป็นเลิศในต้นเหตุของอาการปวดท้องรุนแรงฉับพลันที่พบได้มากที่สุดทั้งโลกรวมทั้ง โรคไส้ติ่งอักเสบยังเจอเป็นต้นเหตุลำดับที่หนึ่งของโรคเจ็บท้อง ที่จำต้องรักษาโดยใช้แนวทางผ่าตัดเร่งด่วน บ่อยที่ศึกษาค้นพบว่าคนเจ็บปลดปล่อยให้มีลักษณะอาการเจ็บท้องนานหลายวันแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยมาโรงพยาบาล  ซึ่งชอบพบว่าเป็นถึงขนาดไส้ติ่งแตกแล้ว ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่มักพบ เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กอายุ 2 ขวบไปจนถึงคนชรา และยังรวมไปถึงหญิงท้อง แต่ว่าจะมักพบในช่วงอายุ 10-30 ปี (พบได้น้อยในคนชรา ด้วยเหตุว่าไส้ติ่งตีบยุบมีเนื้อเยื่อหลงเหลือน้อย และก็ในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี เนื่องมาจากโคนไส้ติ่งยังออกจะกว้าง) ในสตรีรวมทั้งเพศชายได้โอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่าๆกัน รวมทั้งมีการคาดประมาณว่าในทั้งชีวิตของคนเราจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ราว 7% ในปีๆหนึ่งจะมีคนป่วยเป็นโรคนี้ราวๆ 1 ใน 1,000 คน
ต้นเหตุของโรคไส้ติ่งอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากมีภาวะอุดกั้นของรูไส้ติ่ง ส่วนการอุดกันนั้นส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นการเกิดขึ้นเองโดยไม่เคยทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากมีเศษอุจจาระแข็งเรียกว่า "นิ่วอุจจาระ" (fecalith) ชิ้นเล็กๆตกลงไปอุดกั้นอยู่ข้างในรูของไส้ติ่ง แล้วทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในรูไส้ติ่งจำนวนน้อยมีการรุ่งโรจน์แพร่พันธุ์และก็รุกล้ำเข้าไปในผนังไส้ติ่ง จนกระทั่งเกิดการอักเสบตามมา ถ้าเกิดปล่อยไว้เพียงไม่กี่วัน ผนังไส้ติ่งก็เกิดการเน่าตายและแตกทะลุได้ รวมทั้งต้นสายปลายเหตุที่พบได้รองลงมาคือ มีเหตุที่เกิดจากเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลือง (Lymphoid tissue) ที่ผนังไส้ติ่งที่หนาตัวขึ้นตามการอักเสบต่างๆที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย นอกเหนือจากนั้นอาจเกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งเจือปน (อาทิเช่น เมล็ด), หนอนพยาธิ (ที่สำคัญคือ พยาธิไส้เดือน พยาธิด้าย พยาธิตืดหมู) หรือเนื้องอก หรือบางโอกาสก็อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ที่นำมาซึ่งการทำให้ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย แล้วก็ต่อมน้ำเหลืองในไส้ติ่งเกิดการปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการขยายตัวขึ้นจนกระทั่งไปขัดขวางไส้ติ่ง และทำให้ไส้ติ่งที่อาจมีเชื้อโรคอาศัยอยู่เกิดอาการอักเสบในที่สุด ในคนเจ็บบางรายบางทีอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสไซโตเมกะโล (Cytomegalovirus)  ซึ่งชอบพบได้ในผู้ป่วยเอดส์ และก็บางรายอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบโดยที่หมอไม่ทราบต้นเหตุเลยก็ได้
ลักษณะโรคไส้ติ่งอักเสบ อาการสำคัญของโรคไส้ติ่งอักเสบนั้นเป็น คนป่วยจะมีลักษณะอาการเจ็บท้องที่มีลักษณะตลอดและก็ปวดแรงขึ้นนานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป ถ้ามิได้รับการดูแลรักษาก็ชอบปวดอยู่นานนับเป็นเวลาหลายวัน จนผู้ป่วยทนปวดไม่ไหวต้องพาส่งโรงพยาบาล ซึ่งอาการของไส้ติ่งอักเสบนั้นบางทีอาจแบ่งออกเป็นสองจำพวก เป็นชนิดตรงไปตรงมาแล้วก็จำพวกไม่ขวานผ่าซากดังนี้ ประเภทขวานผ่าซากเริ่มแรกอาจปวดแน่นตรงลิ้นปี่เหมือนโรคกระเพาะ บางคนอาจปวดบิดเป็นตอนๆบริเวณสะดือ คล้ายอาการปวดแบบท้องร่วง บางทีอาจเข้าส้วมหลายครั้ง แต่ว่าถ่ายไม่ออก (แม้กระนั้นบางบุคคลอาจมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือ ถ่ายเหลวร่วมด้วย)ต่อมาจะมีลักษณะอาการอาเจียน อาเจียน ไม่อยากอาหารร่วมด้วย อาการปวดท้องมักจะไม่ดีขึ้น แม้ว่าจะรับประทานยาแก้ปวดอะไรก็ตาม ต่อมาอีก 3-4 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่ท้องน้อยข้างขวา มีลักษณะปวดเสียดตลอดระยะเวลา แล้วก็จะเจ็บมากขึ้นเมื่อมีการขยับตัว หรือเวลาเดินหรือไอจาม ผู้ป่วยจะนอนนิ่งๆถ้าเกิดเป็นมากผู้เจ็บป่วยจะนอนงอขา ตะแคงไปข้างหนึ่ง หรือเดินตัวงอ เพื่อให้รู้สึกสบายขึ้น  เมื่อถึงขั้นที่มีอาการอักเสบของไส้ติ่งแน่ชัด มีวิธีตรวจอย่างง่ายๆคือ ให้คนเจ็บนอนหงายแล้วก็ใช้มือกดลงลึกๆหรือใช้หมัดทุบเบาๆตรงรอบๆไส้ติ่ง (ท้องน้อยข้างขวา)คนเจ็บจะรู้สึกเจ็บมากมาย (เรียกว่า อาการกดเจ็บ) คนป่วยอาจมีไข้ต่ำๆ(อุณหภูมิ 37.7-38.3 องศาเซลเซียส) ส่วนจำพวกไม่ขวานผ่าซากนั้นอาจเริ่มต้นจากมีลักษณะปวดเริ่มที่หน้าท้องข้างล่างขวาตั้งแต่ต้น ท้องเสีย แล้วก็มีการดำเนินโรคที่ช้านานค่อยๆเป็นค่อยๆไปกว่าประเภทตรงไปตรงมา ถ้าไส้ติ่งที่อักเสบสัมผัสกับกระเพาะปัสสาวะอาจจะเป็นผลให้มีอาการฉี่หลายครั้ง ถ้าหากไส้ติ่งที่อักเสบอยู่ข้างหลังลำไส้เล็กตอนท้ายอาจมีอาการอ้วกร้ายแรงได้ บางรายอาจรู้สึกเจ็บปวดเบ่ง

ส่วนผู้ป่วยในกลุ่มที่เป็นเด็ก หรือสตรีตั้งครรภ์ อาจมีอาการบางอย่างที่แตกต่างจากคนปกติทั่วๆไป ดังต่อไปนี้

  • ในกรุ๊ปคนเจ็บที่เป็นเด็ก เด็กที่แก่ต่ำว่า 2 ปี ลงไป จะมีอาการที่เห็นได้ชัดคือ อาเจียนมากมาย ท้องเฟ้อ ถ้าใช้มือกดบริเวณหน้าท้องจะรู้สึกเจ็บ ส่วนเด็กที่มีอายุมากยิ่งกว่า 2 ปีขึ้นไปจะเริ่มแสดงอาการได้ ซึ่งอาการก็จะไม่ต่างอะไรจากคนทั่วๆไป
  • ในกรุ๊ปผู้เจ็บป่วยที่เป็นสตรีตั้งท้อง เพราะเหตุว่าอวัยวะต่างๆที่ถูกดันให้สูงมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของมดลูก ไส้ติ่งของสตรีมีครรภ์จะเคลื่อนไปอยู่ที่บริเวณพุงส่วนบน ซึ่งถ้าเกิดมีลักษณะอาการไส้ติ่งอักเสบจะมีผลให้ปวดบริเวณท้องส่วนบนทางขวาแทน นอกเหนือจากนี้อาจมีอาการปวดบีบที่ท้อง มีแก๊สในกระเพาะ หรืออาการแสบร้อนที่กึ่งกลางอก บางรายอาจพบอาการท้องเดิน หรือท้องผูกควบคู่กัน


คนป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบถ้าเกิดมิได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดภายใน 24-36 ชั่วโมงข้างหลังมีการอักเสบ ไส้ติ่งจะขาดเลือดแปลงเป็นเนื้อเน่าและตาย ท้ายที่สุดผนังของไส้ติ่งที่เปื่อยจะแตกทะลุ หนองและสิ่งสกปรกภายในไส้จะไหลออกมาในช่องท้อง ทำให้เปลี่ยนเป็นเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) และก็ถ้าเชื้อแบคทีเรียแผ่ขยายไปสู่กระแสเลือดก็จะมีการติดเชื้อโรคในกระแสโลหิต เกิดอันตรายจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้
กระบวนการรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคที่มีปัญหาสำหรับการวิเคราะห์ให้ที่ถูกต้องค่อนข้างมากมาย คนเจ็บบางรายได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคนี้ แต่ว่าเมื่อผ่าตัดเข้าไปก็พบว่าไส้ติ่งไม่มีการอักเสบ คนเจ็บบางรายแม้จะไปพบหมอแต่ว่าก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่น ตราบจนกระทั่งไส้ติ่งแตกแล้วจึงได้รับการรักษาวิเคราะห์ที่ถูก เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบดูเหมือนจะทุกรายมักจะวินิจฉัยโรคนี้ได้หลังจากการแตกของไส้ติ่งแล้ว ในเด็กเล็กรวมทั้งคนไข้เฒ่าพบว่าบางทีอาจเกิดปัญหารุนแรง หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาโรคช้าเนื่องจากว่ามีภูมิต้านทานต่ำ
                การวิเคราะห์โรคไส้ติ่งอักเสบ การวินิจฉัยโรคในคนเจ็บส่วนมากอาศัยลักษณะทางคลินิก (clinical menifestation) คืออาการและก็การตรวจพบเป็นหลัก ส่วนการตรวจทางห้องปฎิบัติการและการค้นหาทางรังสีวิทยา (radiologic investigation) หรือการตรวจเสริมเติมอื่นๆมีความจำเป็นน้อย มีประโยชน์เฉพาะในคนป่วยบางรายที่ลักษณะทางคลินิกคลุมเครือเพียงแค่นั้นโดยมีวิธีการวิเคราะห์ดังนี้

  • การวินิจฉัยอาการของไส้ติ่งอักเสบ เป็น
  • อาการปวดท้อง เป็นอาการที่สำคัญที่สุด ตอนต้นมักจะปวดรอบๆสะดือ หรือบอก มิได้แจ้งชัดว่าปวดที่บริเวณใดแต่ระยะต่อมาอาการปวดจะชัดเจนที่ท้องน้อยทางขวา (right lower quadrant-RLQ)
  • อาการอื่นๆที่บางทีอาจเจอร่วมด้วยเป็น


                          - คลื่นไส้ คลื่นไส้ อาการนี้พบได้ในผู้ป่วยเกือบทุกราย
                          - ไข้ ชอบเกิดภายหลังเริ่มอาการปวดท้องแล้วระยะหนึ่ง
                          - เบื่ออาหาร
                          - ท้องเดิน เจออาการในผู้เจ็บป่วยบางราย มักจะเกิดภายหลังไส้ติ่งแตกทะลุ หรือ อธิบาย ได้จากไส้ติ่งอักเสบที่อยู่ตำแหน่งใกล้กับลำไส้ใหญ่ส่วน sigmoid หรือ rectum

  • ในเด็กที่มีไส้ติ่งแตกทะลุอาจมาด้วยลักษณะของไส้ตันได้
  • การตรวจร่างกาย เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับการวินิจฉัยโรค
  • การกดเจ็บเฉพาะที่ (local tenderness) แทบทั้งสิ้นจะมี maximal tenderness ที่ RLQ แล้วก็อาจมี guarding แล้วก็ rebound tenderness ด้วย ในคนเจ็บไส้ติ่งแตกทะลุ tenderness และ guarding มักตรวจเจอบริเวณกว้างขึ้นหรือเจอทั่วบริเวณท้องน้อยข้างล่างอีกทั้ง 2 ข้าง จากการมี pelvic peritonitis ในรายที่เป็นก้อนไส้ติ่งอักเสบ (appendiceal mass) จาก phlegmon หรือ abscess มักคลำได้ก้อนที่ RLQ
  • การตรวจทางทวารหนัก (rectal examination) ถือได้ว่าเป็นคุณประโยชน์มากมาย จะพบว่ากดเจ็บที่ด้านขวาของ cul-de-sac แต่ว่าไม่นิยมทำในเด็กเล็กเพราะว่าแปลผลประโยชน์ทุกข์ยากลำบาก ในเด็กหญิงอาจมีประโยชน์ในการวิเคราะห์แยกโรคที่เกิดขึ้นจาก twisted ovarian cyst เพราะเหตุว่าอาจคลำได้ก่อน ส่วนในรายที่สงสัยว่าอาจเกิดขึ้นเนื่องจาก pelvic inflammatory disease นอกจากจะได้เรื่องราวมีเซ็กส์แล้วการตรวจด้านใน (per vagina examination - PV) จะให้คุณประโยชน์มาก
  • การตรวจอื่นๆอาจได้ผลบวกสำหรับการตรวจ เช่น


                          - Rovsing sign
                          - Obturator sign
                          - Psoas sign

  • การตรวจทางห้องปฎิบัติการ ไม่ค่อยมีความสำคัญมากสักเท่าไรนักในคนป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อการตรวจร่างกายสามารถให้การวิเคราะห์ได้อยู่แล้ว แต่จะทำเป็นฐานรากเพื่อการดูแลระหว่างการดูแลและรักษาต่อไป ตัวอย่างเช่น
  • complete blood count พบได้ทั่วไปว่า เม็ดเลือดขาวสูงกว่าธรรมดาและมี shift to the left
  • การตรวจปัสสาวะ ไม่ค่อยมีประโยชน์มากเท่าไรนักในการวินิจฉัยแยกโรค แต่ช่วยแยกโรคอื่น เป็นต้นว่า มีเม็ดเลือดแดงในฉี่บางทีอาจต้องระลึกถึงนิ่วในท่อไต
  • การตรวจพิเศษ ในรายที่ลักษณะทางคลินิกชี้ชัดเจนว่าเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน การตรวจพิเศษเพิ่มอีกก็ไม่จำเป็น แต่ในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่แน่ชัดนั้น การตรวจพิเศษอาจมีผลดีสำหรับเพื่อการวิเคราะห์แยกโรค ดังเช่นว่า
  • การถ่ายรูปรังสีของท้อง อาจพบเงาของ fecalith หรือ localized ileus ที่ RLQ
  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasonography) ของช่องท้อง หรือ barium enema ไม่จำเป็นในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่อาจช่วยสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคในคนป่วยบางรายที่มีปัญหาสำหรับในการวินิจฉัยโรค


ไส้ติ่งอักเสบสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเท่านั้น เนื่องจากจะช่วยรักษาอาการและช่วยกำจัดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไส้ติ่งแตก โดยการผ่าตัดที่นิยมใช้ในขณะนี้เป็นการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) เนื่องจากเป็นการผ่าตัดเล็กสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้โดยทันที เหมาะกับกรณีไส้ติ่งที่อักเสบยังอยู่ในระยะไม่รุนแรงนัก แม้รุนแรงถึงกับขนาดไส้ติ่งแตก ก็ต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) ซึ่งเป็นผ่าตัดแบบมาตรฐาน เพราะนอกจากจะต้องนำไส้ติ่งที่แตกออกแล้ว ยังจะต้องชำระล้างภายในช่องท้อง และใส่ท่อเพื่อระบายหนองจากฝีที่เกิดขึ้นอีกด้วย โดยแพทย์จะพินิจพิเคราะห์ผ่าตัดรักษาดังต่อไปนี้

  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลบ่งชี้ว่าน่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แนะนำให้การรักษาด้วยการใช้การ ผ่าตัดโดยเร็ว หลังจากการเตรียมคนไข้ให้พร้อมแล้วก็เหมาะสมต่อการให้และก็การผ่าตัด
  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลคลุมเครือว่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แต่ว่ามีสิ่งที่ทำให้สงสัยว่าบางครั้งก็อาจจะเป็นโรคนี้ ควรจะรับตัวไว้พินิจอาการในโรงหมอ เพื่อติดตามประเมินลักษณะทางคลินิกต่อเป็นช่วงๆโดยงดน้ำและก็ของกิน และไม่ให้ยาปฎิชีวนะ เมื่อลักษณะทางสถานพยาบาลบ่งชี้แจ้งชัดขึ้นว่าน่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน จะได้นำคนป่วยไปทำผ่าตัดรักษาอย่างทันเวลา
  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกชี้ชัดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบทันควัน ไม่แตกทะลุ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยายาปฏิชีวนะก่อนและหลังผ่าตัด แต่แพทย์ผู้ดูแลอาจพินิจให้ยายาปฏิชีวนะก่อนผ่าตัดก็ได้ เมื่อผ่าตัดพบว่าไส้ติ่งอักเสบไม่แตกทะลุ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยาต่อ
  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลไม่สามารถที่จะแยกได้ว่าไส้ติ่งแตกทะลุแจ่มชัด นิยมให้ยาปฏิชีวนะ โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนผ่าตัด หากผ่าตัดแล้วพบว่าไส้ติ่งไม่แตกทะลุ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้ยายาปฏิชีวนะต่อข้างหลังผ่าตัด แม้กระนั้นถ้าพบว่าไส้ติ่งแตกทะลุก็ให้ยาปฏิชีวนะต่อ
  • ในรายที่การตรวจร่างกายบ่งชี้ว่ามี peritonitis ซึ่งเกิดขึ้นจากการแตกของไส้ติ่งอักเสบ ในเด็กมักมีลักษณะ generalized peritonitis ส่วนผู้ใหญ่จะเป็น pelvic peritonitis ก่อนนำผู้เจ็บป่วยไปกระทำการผ่าตัดควรใช้วิธีรักษาแบบช่วยเหลือให้อยู่ในภาวะที่สมควรสำหรับในการให้รวมทั้งการผ่าตัด ยกตัวอย่างเช่นการให้ intravenous fluid ที่สมควรให้พอเพียงซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง มองว่าคนป่วยมีฉี่ออกก็ดีแล้ว ให้ยาปฎิชีวนะที่เหมาะสม ให้ยาลดไข้หรือเช็ดตัวให้อุณหภูมิร่างกายลดน้อยลงถ้าเป็นไข้สูง หากอาการท้องอืดมากควรใส่ nasogastric tube ต่อ suction บางทีอาจใช้เวลาสำหรับการจัดเตรียมผู้ป่วย 3-4 ชั่วโมงก่อนนำคนป่วยไปผ่าตัด
  • กรณีที่ไส้ติ่งแตกทะลุระหว่างการผ่าตัด หรือไส้ติ่งไม่แตกทะลุ แต่ว่ารุนแรงถึงขั้น gangrenous appendicitis ชี้แนะให้ยายาปฏิชีวนะระหว่างการผ่าตัด แล้วก็ต่อเนื่อง 1-3 วันสุดแต่พยาธิภาวะ
  • ในรายที่มีลักษณะมายาวนานหลายวันแล้วก็การตรวจร่างกายพบว่ามีก้อนที่ RLQ ที่ชี้ว่าน่าจะเป็น appendiceal phlegmon หรือ abscess ควรจะรักษาโดยวิธีเกื้อหนุนโดยให้ยาปฎิชีวนะที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมกว้างใหญ่ ถ้าหากผู้ป่วยตอบสนองดีต่อการดูแลและรักษา อาทิเช่น อาการปวดท้อง ก้อนเล็กลง ให้รักษาต่อโดยวิธีประคับประคอง และนำผู้ป่วยไปทำ elective appendectomy จากนั้น 6 สัปดาห์ - 3 เดือน แต่ว่าถ้าเกิดการรักษาด้วยยาปฎิชีวนะดังกล่าวไม่ได้รับการโต้ตอบที่ดีบางทีอาจจึงควรผ่าตัดเลย ถ้าพยาธิภาวะรุนแรงมาก บางทีอาจทำเพียงแต่ระบายหนอง แม้กระนั้นถ้าพยาธิสภาพไม่รุนแรง และสามารถตัดไส้ติ่งออกได้เลย ก็เสนอแนะให้ทำ


กลุ่มอาการที่เสี่ยงต่อโรคไส้ติ่งอักเสบ มีอาการปวดท้องที่มีลักษณะไม่เสมือนอาการปวดโรคกระเพาะ ท้องร่วง หรือปวดเมนส์ ก็ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบได้ ควรรีบไปพบแพทย์ ถ้ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

  • ปวดร้ายแรง หรือปวดติดต่อกันนานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป
  • กดหรือเคาะเจ็บตรงรอบๆที่ปวด
  • คลื่นไส้หลายครั้ง กินอะไรก็ออกหมด
  • มีลักษณะหน้ามืด เป็นลม ใจหวิว ใจสั่น
  • เป็นไข้สูง หรือหนาวสั่น
  • เค้าหน้าซีดเหลือง
  • รับประทานยาที่ช่วยบรรเทาปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้นกว่าเดิมหรือกลับร้ายแรงขึ้น
  • คนป่วยที่มีอาการท้องผูกร่วมด้วย ถ้าหากพบว่ามีอาการเจ็บท้องรุนแรงกว่าธรรมดา ก็ห้ามกินยาถ่าย หรือทำการสวนทวาร


การติดต่อของโรคไส้ติ่งอักเสบ โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดจากการอุดตันของรูไส้ติ่ง จากสิ่งแปลกปลอมต่างๆทำให้ไส้ติ่งเกิดการอักเสบติดเชื้อโรครวมทั้งแตกท้ายที่สุด ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ป่วยแต่ละคน และไม่ได้เป็นโรคติดต่อที่แพร่ให้คนข้างๆอะไร
การกระทำตนเมื่อเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ  เนื่องจากโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคเร่งด่วน จะต้องไปพบแพทย์ทันที ที่ห้องเร่งด่วนของโรงพยาบาลเพื่อกระทำผ่าตัดและไม่ควรจะกินยาระบายหรือสวนอุจจาระ เมื่อมีอาการท้องผูกร่วมด้วย เพราะเหตุว่าอาจจะเป็นผลให้ไส้ติ่งอักเสบนั้นแตกเร็วขึ้น

  • การปฏิบัติตัวก่อนการผ่าตัดไส้ติ่ง คนเจ็บควรปฏิบัติดังต่อไปนี้


o    เมื่อมีอาการของไส้ติ่งอักเสบ ก่อนไปพบแพทย์คนป่วยต้องงดอาหารและก็น้ำดื่มไว้ด้วยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเพื่อการผ่าตัดเร่งด่วน
o   ในเรื่องที่มีลักษณะอาการปวดท้องแต่ว่าผู้เจ็บป่วยยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ห้ามกินยาแก้ปวด แต่ว่าควรรีบไปพบหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน เนื่องจากยาแก้ปวดจะไปบังอาการปวดทำให้หมอแยกโรคได้ทุกข์ยากลำบาก
o  งดการใช้ครีมแล้วก็เครื่องแต่งตัวทุกประเภท และทำร่างกายให้สะอาด อาบน้ำ สระผม ตัดเล็บ เพื่อให้แพทย์ดูอาการแตกต่างจากปกติจากการขาดออกซิเจนได้

  • การกระทำตัวข้างหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง หลังการผ่าตัดไส้ติ่ง 24 ชั่วโมง คนไข้ต้องกระทำลุกจากเตียง เพื่อไส้มีการขยับเขยื้อนเร็วขึ้น งดเว้นของกินรวมทั้งน้ำข้างหลังผ่าตัดวันแรก ส่วนการดูแลแผลผ่าตัด ห้ามให้ผ้าปิดแผลเปียกน้ำ ห้ามให้แผลโดนน้ำ ห้ามเกา รวมทั้งเวลาไอหรือจามให้ใช้มือพยุงแผลไว้ด้วยเพื่อคุ้มครองแผลที่เย็บแยกออก ถ้าถ้าแผลยังไม่แห้งดีอย่าเพิ่งจะอาบน้ำ แม้กระนั้นให้ใช้กระบวนการเช็ดตัวแทน ยิ่งกว่านั้นคือการกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ เน้นการกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เพราะว่าจะช่วยให้แผลติดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้คือ การขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ แล้วก็พักให้พอเพียง


การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคไส้ติ่งอักเสบ ในทุกวันนี้ยังไม่คราวการศึกษาค้นพบวิธีคุ้มครองปกป้องอาการไส้ติ่งอักเสบ เพราะเหตุว่าไส้ติ่งอักเสบเป็นอาการรุนแรงที่ไม่อาจจะหาต้นสายปลายเหตุที่เด่นชัดได้ แต่มีข้อคิดเห็นว่า ประชากรที่นิยมทานอาหารพวกผักผลไม้มากมาย (ยกตัวอย่างเช่น ชาวแอฟริกา) จะมีอัตราการเป็นไส้ติ่งอักเสบน้อยกว่ากรุ๊ปที่ทานผักผลไม้น้อย (อาทิเช่น ชาวต่างประเทศ) ก็เลยมีการชี้แนะให้มานะรับประทานผลไม้และก็รับประทานผักให้มากมายๆทุกวี่วัน ซึ่งส่งผลดีต่อการปกป้องคุ้มครองโรคท้องผูก ริดสีดวงทวาร โรคอ้วน และยังมั่นใจว่าบางทีอาจคุ้มครองไส้ติ่งอักเสบ รวมทั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย
ยิ่งกว่านั้นมีการเรียนรู้ที่ศึกษาค้นพบว่า สภาวะท้องผูกมีส่วนชมรมกับการเกิดไส้ติ่งอักเสบ โดยพบว่าผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบจะมีปริมาณครั้งสำหรับในการขี้ต่ออาทิตย์น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง รวมทั้งยังพบว่า ผู้เจ็บป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่รวมทั้งมะเร็งลำไส้ตรงมักจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบนำมาก่อน อีกทั้งยังส่งผลการเรียนหลายงานที่ค้นพบว่า การกินอาหารที่มีกากใยต่ำจะมีส่วนสำหรับในการทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบอีกด้วย
สมุนไพรที่ช่วยป้องงกัน/ทุเลาโรคไส้ติ่งอักเสบ เนื่องจากการรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเพียงแค่นั้นและก็ในตอนนี้ยังไม่มีการรับรองว่าสมุนไพรประเภทไหนที่จะช่วยคุ้มครองป้องกันหรือ ทุเลา/รักษา โรคไส้ติ่งอักเสบได้ รวมทั้งยังไม่มีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยชิ้นไหนที่รายงานว่าสมุนไพรประเภทไหนสามารถช่วยคุ้มครองหรือ / รักษาโรคไส้ติ่งอักเสบได้
เอกสารอ้างอิง

  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป     หน้า 525-527.
  • Fitz RH (1886). "Perforating inflammation of the vermiform appendix with special reference to its early diagnosis and treatment". Am J Med Sci(92): 321–46.(อังกฤษ)
  • ไส้ติ่งอักเสบ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.
  • Adamis D, Roma-Giannikou E, Karamolegou K (2000). "Fiber intake and childhood appendicitis". Int J Food Sci Nutr51: 153–7. (อังกฤษ)
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ไส้ติ่งอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่301.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2547
  • SCHWARTZ, Principle of Surgery , McGRAW HILL
  • Wangensteen OH, Bowers WF (1937). "Significance of the obstructive factor in the genesis of acute appendicitis". Arch Surg34: 496–526. (อังกฤษ)
  • โรคไส้ติ่งอักเสบ(APPENDICITIS).แนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางศัลยกรรม.ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย.



Tags : โรคไส้ติ่งอักเสบ

2

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรไกรทอง[/url][/size][/b]
ไกรทอง Erythroxylum cuneatum Kurz
บางถิ่นเรียก ไกรทอง (จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนราธิวาส) แก่นแดง เข็ดมูล เจตมูล (จังหวัดปราจีนบุรี) ต๋านฮ้วนเป็ด (จังหวัดเชียงใหม่) พิกุลทอง (ประจวบคีรีขันธ์).
  ไม้ใหญ่ ขนาดกลาง สูง 4-15 ม. ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ทึบ กิ่งมักตั้งฉากกับลำต้น กิ่งอ่อนมีรอยแผลของหูใบเกือบจะรอบกิ่ง เปลือกเรียบ สีน้ำตาล. ใบ รูปมน ขอบขนาน และก็รูปไข่กลับ กว้าง 2-3.5 ซม. ยาว 5-10 เซนติเมตร โคนใบสอบเรียว ปลายใบมน หรือ หยักเว้าเข้าเล็กน้อย ส่วนมากกว้างกว่าทางโคน เนื้อใบดก สมุนไพร สะอาดเป็นเงา หลังใบสีเขียวเข้ม ขอบใบสีจาง ด้านหลังสีนวล หรือ จางมาก สั้นแขนงใบ 7-10 คู่ เส้นมักคด และปลายเชื่อมติดกัน ห่างจากขอบใบเข้ามามาก เส้นใบย่อยเชื่อมชิดกันเป็นร่างแห เห็นชัด 2 ด้าน หูใบหล่นหลุดเร็ว แต่ทิ้งรอยแผลเห็นได้ชัดตามกิ่งอ่อน. ดอก ออกผู้เดียวๆหรือ เป็นกลุ่มตามง่ามใบ กลีบรองกลีบ 5 กลีบ กลีบ 5 กลีบ สีขาว เกสรผู้ 10 อัน โคนก้านเกสรเชื่อมชิดกันเป็นกระจัง รังไข่ด้านในมี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย ท่อหลอดรังไข่มี 3 อัน. ผล กลมยาว สีเหลืองคละเคล้าแดง มีพูตามแนวยาว 3 พู ซับน้ำ มีกลีบรองกลีบดอกไม้ รวมทั้งกระจังก้านเกสรผู้ติดอยู่กับขั้ว.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปตามป่าดิบใกล้ชายทะเล และป่าดิบแล้ง เหนือระดับน้ำทะเล 5-300 ม. ทั่วๆไป.
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกใช้เข้าเครื่องยาสำหรับบำรุงร่างกายรวมทั้งใช้เบื่อปลา

3

สมุนไพรชาข่อย
ชาข่อย Acalypha siamensis Oliv. ex Gang
ชื่อพ้อง A. evrardii Gagnep.; A. fruticosa Ridl.
บางถิ่นเรียกว่า ชาข่อย ชาฤาษี (กึ่งกลาง) กาสำหรับใส่น้ำ ชาญวน (จังหวัดกรุงเทพ) จ๊าข่อย (เหนือ) ชาป่า (ปัตตานี) ผักดุก ผักดูด (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์).
    ไม้พุ่ม สูงประมาณ 1-2 มัธยม ลำต้น แล้วก็กิ่งไม้เรียวเล็ก ไม่มีขน (เว้นเสียแต่ก้านใบและช่อดอก). ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน รูปข้าวหลามตัด กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ยาว 4-6.5 ซม. ปลายใบมีติ่งปลายมนยื่นยาวออกไป โคนใบสอบแคบ; ขอบของใบหยักมน เส้นใบมี 4-5 คู่ เส้นบางมากมาย คู่ข้างล่างสุดออกจากฐานใบ; ก้านใบยาวประมาณ 1-3 มม. สมุนไพร ดอก สีเขียว เล็ก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ และที่ยอด ช่อดอกยาว 2.5-4.5 เซนติเมตร มีขน ดอกเพศผู้ออกทางตอนบนของช่อ ดอกเพศภรรยามีเพียงแต่ 2-3 ดอก ออกที่โคนช่อ. ดอกเพศผู้ เล็ก ติดเป็นกระจุกเล็กๆ; กลีบรองกลีบดอกไม้ 4 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม ขอบกลีบมีขน; เกสรผู้มีโดยประมาณ 10 อัน ก้านเกสรมีขน ใบประดับประดารูปหอก ปลายแหลม. ดอกเพศภรรยา มีใบเสริมแต่งขนาดใหญ่ห่ออยู่ รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล แก่แห้ง แล้วก็แตก เล็ก ยาว 1-2 มม. มีรยางค์ข้น. เมล็ด ออกจะกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบแล้ง รวมทั้งปลูกเป็นรั้ว.
คุณประโยชน์ : ต้น ทั้งยังต้นตำเป็นยาพอกร่างกายใช้ลดไข้  ใบ น้ำต้ม หรือ ชงใบ ใช้แทนใบชาได้ รับประทานเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยในการย่อย แก้น้ำเหลืองเสีย ไตพิการ และขับเยี่ยว ยาชงใบ และก็ดอก รับประทานเป็นยาขับฉี่

4

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรกำลังควาย[/url][/size][/b]
กำลังกระบือ Excoecaria cochinchinensis Lour.
ชื่อพ้อง E. bicolor Zoll. Ex Hassk.
บางถิ่นเรียกว่า กำลังกระบือ ลิ้นควาย กระบือเจ็ดตัว (กลาง) ควาย (จังหวัดราชบุรี).
   ไม้พุ่ม สูง 70-150 เซนติเมตร กิ่งเรียวเล็ก เปลือกสีแดงอมม่วง. ใบ ลำพัง ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง 1.2-4 เซนติเมตร ยาว 6-12 ซม. โคนใบแหลม ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบของใบหยักห่างๆเส้นใบ 12-13 คู่ ใบอ่อนสีแดง ใบแก่ด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีแดงอมม่วง ก้านใบยาว 0.5-1 เซนติเมตร หูใบรูปหอก ปลายแหลม ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ รวมทั้งที่ยอดมีอีกทั้งดอกเพศผู้ ดอกเพศเมีย รวมทั้งดอกสมบูรณ์เพศ บางทีอาจจะอยู่บนต้นเดียวกัน หรือ ต่างต้นกันก็ได้. สมุนไพร ดอกเพศผู้ แล้วก็ ดอกสมบูรณ์เพศ ช่อยาวราวๆ 2 ซม. ใบเสริมแต่งรูปสามเหลี่ยม ปลายเรียวแหลม ยาวโดยประมาณ 0.8 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้ 3 กลีบ รูปยาวแคบปลายแหลม ยาวประมาณ 1 มม. เกสรผู้ 3 อัน อับเรณูกลม. ดอกเพศภรรยา กลม ชอบออก 3 ดอก ใบประดับประดาเสมือนดอกเพศผู้ ก้านดอกสั้นมากมาย กลีบรองกลีบดอก 3 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม ขอบหยักเล็กน้อย ยาวโดยประมาณ 1 มม. รังไข่รูปไข่ มีท่อรังไข่ 3 อัน ไม่ติดกัน. ผล เป็นประเภทแก่แล้วแห้ง ไม่มีเนื้อ มี 3 พู เส้นผ่าศูนย์กลางราว 1 ซม. เม็ด กลม เส้นผ่าศูนย์กลางราว 4 มม.

นิเวศน์วิทยา
: เป็นพันธุ์พืชเขตร้อน ปลูกทั่วไปเป็นไม้ประดับ.
 สรรพคุณ : ต้น ยางจากต้นเป็นพิษมากมาย ใช้เบื่อปลา ใบ เพราะว่าท้องใบมีสีแดง จึงเชื่อกันว่าใช้รักษาโรคที่เกี่ยวกับความไม่ปกติของระบบเลือดบางประเภท ชาวชวาใช้ใบตำเป็นยาพอกห้ามเลือด ตำรายาโบราณใช้ใบรับประทานเป็นยาขับเลือดเสียรวมทั้งน้ำคร่ำ ในสตรีหลังคลอดบุตร

Tags : สมุนไพร

5

สมุนไพรสบู่แดง
สบู่แดง Jatropha gossypifolia Linn.
บางถิ่นเรียกว่า สบู่แดง ละหุ่งแดง (กึ่งกลาง) สบู่เลือด สลอดแดง สีลอด หงส์เทศ (จังหวัดปัตตานี).
ไม้พุ่ม สูง 1-2 มัธยม ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน มีขนาดกว้าง และก็ยาวใกล้เคียงกัน โดยประมาณ 12-15 เซนติเมตร มี 3-5 แฉก ปลายแฉกแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบมีขน ปลายขนมีต่อมกลมๆโคนใบเว้านิดหน่อย เนื้อใบบาง เกลี้ยงอีกทั้ง 2 ด้าน เส้นใบออกมาจากโคนใบ มีปริมาณเท่ากับปริมาณแฉก ก้านใบยาว 5-10 เซนติเมตร ด้านบนมีขนซึ่งแตกกิ่ง และก็ปลายขนมีต่อมกลมๆหูใบเป็นขนจำพวกปลายขนมีต่อมเช่นเดียวกัน. สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่บนต้นเดียวกัน ก้านช่อยาวโดยประมาณ 4-5 ซม. มีขนบางส่วน ใบเสริมแต่งรูปยาวรี ยาว 6-12 มิลลิเมตร ขอบมีขน ปลายขนมีต่อมกลม. ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบ 5 กลีบ รูปไข่ปนรูปหอก ปลายแหลม ยาว 4-5 มิลลิเมตร ขอบมีขน ปลายขนมีต่อมกลม กลีบยาว 4-5 มม. สีแดง เกลี้ยว เกสรผู้ 10-12 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกัน อับเรณูรูปค่อนข้างกลม. ดอกเพศเมีย กลีบรองกลีบดอกยาวกว่าดอกเพศผู้ แม้กระนั้นกลีบดอกไม้เหมือนดอกเพศผู้ รังไข่มีขน. ผล รูปไข่ มี 3 พู ยาวราว 1 เซนติเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในประเทศไทย ถิ่นเกิดอยู่ในทวีปอเมริกากึ่งกลาง.
สรรพคุณ : ใบ ต้มใบ ปริมาณ 7-21 ใบ (โดยกินใบด้วย) รับประทานแก้เจ็บท้อง ลดไข้และก็เป็นยาถ่าย ตำเป็นยาพอกแก้ผื่นคัน พอกฝี  เม็ด ย่างพอเพียงสุก รับประทานเป็นยาระบาย น้ำมันเมล็ด, กินทำให้อาเจียน แล้วก็ใช้ทาแผลโรคเรื้อน

6

สมุนไพรเม็ก
เม็ก Macaranga tanarius (Linn.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. tomentosa Bl.
บางถิ่นเรียก เม็ก (ใต้) กะลอ บาเละมี สะลอ (มลายู-ยะลา) ควรดำ (ปัตตานี) ป้าง หูช้าง (จันทบุรี) รังขาว (จังหวัดสงขลา) ล่อ ล่อขาว (นครศรีธรรมราช) ล้อหูฉีด (พังงา).
ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 6 มัธยม กิ่งใหญ่ สีนวล ตามยอดอ่อน และก็ใบอ่อนมีขนนุ่ม. ใบ เดี่ยว เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ค่อนข้างกลม กว้าง 5-28 ซม. ยาว 8-32 ซม. ปลายใบเรียวแหลมเป็นหางยาว ขอบใบออกจะเรียบ หรือ หยักตื้นๆโคนใบกลม หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ เนื้อใบบาง ข้างบนหมดจด หรือ มีขนน้อย ด้านล่างมีขนนุ่ม ก้านใบติดแบบใบบัว ยาว 10-27 เซนติเมตร สีขาวนวล หมดจด หรือ มีขน หูใบรูปไข่ป้อมแกมขอบขนาน ปลายแหลม ยาวประมาณ 12 มม. มีขนประปราย.สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ช่อยาว 10-30 เซนติเมตร แตกแขนงมาก ดอกมีใบประดับประดารองรับ ใบเสริมแต่งรูปไข่ป้อม ยาว 5-10 มิลลิเมตร ขอบหยักเป็นแฉกเล็กๆแหลมๆกลีบรองกลีบมี 3-4 กลีบ เกลี้ยง เกสรผู้ 5-6 อัน. ดอกเพศภรรยา ช่อยาว 6-12 ซม. ไม่ค่อยแตกกิ่ง รังไข่มีขน ภายในมี 2 ช่อง ท่อรังไข่ใหญ่. ผล กลม ฝาแฝด เส้นผ่าศูนย์กลาง 7-12 มิลลิเมตร มีนอนูน 2-3 นอ มีเม็ดสีเหลืองๆเหนียวๆปกคลุม. เม็ด กลม ผิวหยาบคาย.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดิบ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 150 ม.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกราก รับประทานเป็นยาลดไข้ แก้ไอเป็นเลือด รับประทานผงรากเพื่อช่วยทำให้อาเจียน สำหรับคนเจ็บป่วย ต้น น้ำสุกเปลือกต้น กินแก้บิด ใช้เข้าเครื่องยาสำหรับสตรีรับประทานเพื่อช่วยสำหรับการคลอดบุตร ใบ ตำพอกแก้บาดแผลอักเสบ สารสกัดใบมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะต่อเชื้อ Staphylococcus

Tags : สมุนไพร

7

สมุนไพรหล่อง่าม
หล่อง่าม Macaranga triloba (Bl.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. carnuta Muell. Arg.
บางถิ่นเรียก หล่อง่าม (จังหวัดตรัง) ลอขาว (นครศรีธรรมราช) สลาป้าง (ตราด).
ต้นไม้ มากถึง 12 ม. ลำต้นกลวง เปลือกสีเท่า เกลี้ยง หรือ มีขนบางส่วนใบอ่อนด้านล่างชอบมีสีม่วงอมแดง หูใบกว้างกว่ายาว โค้งกลับไปข้างหลัง ใบ ลำพัง เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ หรือ ออกจะกลม มีขนาดกว้าง และยาว 10-30 ซม. ปลายแยกเป็นแฉกแหลมสามแฉก ขอบใบเป็นคลื่น มีต่อมยื่นยาวออกมา โคนใบกลม มีเส้นกิ่งก้านสาขาใบ 3 เส้น เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได มีขนบางส่วน หรือ หมดจด ก้านใบติดแบบใบบัว ยาว 5-23 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ มีขนสีน้ำตาลปนแดงปกคลุม สมุนไพร ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ เล็กมาก ช่อยาว 7.5-12.5 ซม. แตกแขนงเยอะมาก ใบประดับประดาสีเขียว. ดอกเพศเมีย ช่อยาว 7.5-12.5 ซม. แตกกิ่งมากมาย มีกลีบรองกลีบดอกไม้ 4 กลีบ มีขน รังไข่ที่โคนมีขน ตอนบนมีต่อมสีเหลือง ด้านในมี 5 ช่อง ท่อรังไข่สั้น มี 5 อัน. ผล กลมแป้น มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-13 มิลลิเมตร ด้านบนรอบนอกมีนอนูนๆ3-6 นอ สีน้ำตาลปนแดง ผลอ่อนมีแต้มสีเขียวอยู่ที่นอ ผลสุกแต้มจะกลายเป็นสีเหลือง รวมทั้งเหนียว. เมล็ด สีดำ มี 3-6 เม็ด เนื้อห่อหุ้มสีแดง หรือ ม่วงอมชมพู.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ หรือ ป่าละเมาะ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 400 ม.
คุณประโยชน์ : ใบ ใช้ข้างนอกตำขัดฝี น้ำต้มใบ แล้วก็ผลเป็นยาฝาดสมาน กินแก้ปวดท้อง ผล เป็นพิษ

8

สมุนไพรปริก
ปริก Mallotus floribundus (Bl.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. anamiticus Ktze.
บางถิ่นเรียกว่า ปริก (ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช) กาบิงบามอง (มลายู-นราธิวาส) ปิก ล้อ (กระบี่) ลอขน (ตรัง)
ไม้พุ่ม หรือ ไม้ต้น ขนาดเล็ก สูง 5-15 ม. สะอาด ใบอ่อนสีน้ำตาลอมชมพู. ใบผู้เดียว เรียงแบบบันไดเวียน รูปค่อนข้างกลม หรือ รูปไข่ป้อมๆครั้งคราวความกว้างมากกว่าความยาว กว้าง และก็ยาว 4.5-15 ซม. ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบของใบเรียบ หรือ หยักเล็กน้อย โคนใบกลม หรือ ตัดตรง ตรงที่ติดกับก้านใบมีขนเป็นกลุ่มๆข้างล่างสีขาวนวล มีต่อมเล็กๆสีเหลืองกระจายทั่วไป เนื้อใบบาง ก้านใบติดแบบใบบัว ยาว 3.5-17.5 ซม. เล็ก. ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด หรือ ตามง่ามใบ แกนกลางช่อเป็นเหลี่ยม มีดอกเพศผู้ ดอกเพศภรรยา รวมทั้งดอกสมบูรณ์เพศ มีกลิ่นหอมสดชื่น. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกเพศผู้ ช่อยาว 15-20 เซนติเมตร ก้านดอกยาว 3-3.5 มม. กลีบดอก 3-4 กลีบ งอ รูปไข่ปนขอบขนาน ปลายมีติ่งแหลม ขนาดไม่เท่ากันยาว 1-2.5 มม. เกสรผู้ 40-42 อัน อับเรณูมีขน. ดอกเพศภรรยา ช่อยาว 7-15 ซม. ไม่แตกสาขา มี 5-9 ดอก ก้านดอกยาว 1-3 มม. กลีบ 3-4 กลีบ รูปยาวแคบปนรูปหอก ยาว 3-4 มิลลิเมตร รังไข่มีขน ท่อรังไข่ยาว 8-11 มิลลิเมตร มีขน ข้างในมี 3 ช่อง. ผล เป็นพูกลมๆ3 พู เห็นได้ชัด เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 ซม. ภายนอกมีขนแข็ง. เมล็ด กลม มีช่องละ 1 เม็ด เส้นผ่าศูนย์กลางราว 7 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ หรือ ป่าละเมาะใกล้สายธาร เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 100 ม.
 สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรากรับประทานแก้ไข้ข้างหลังการคลอดลูก แก้ปวดท้อง และก็อหิวาต์

9

สมุนไพรสอยดาว
สอยดาว Mallotus paniculatus (Lam.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. cochinchinensis Lour.
บางถิ่นเรียกว่า สอยดาว สลัดป้าง (เมืองจันท์ ตราด) สตีตัน (เลย) แสด (ใต้).
ไม้พุ่ม หรือ  ไม้ใหญ่ สูงได้ถึง 20 ม. ยอดอ่อนมีขนสีขาว น้ำตาลอ่อน หรือ น้ำตาล. ใบ ผู้เดียว เรียงแบบบันไดเวียนห่างๆรูปไข่ รูปไข่ปนข้าวหลามตัด หรือ สามเหลี่ยม กว้าง 3-22 เซนติเมตร ยาว 5-24 ซม. ปลายใบเรียวแหลมเป็นหางยาว บางคราวเป็นแฉกแหลม 3 แฉก ขอบใบเรียบ หรือ หยักเป็นคลื่นห่างๆโคนใบกลม สอบมนๆโคนสุดมีต่อมใหญ่ 1 คู่ อยู่ข้างบน ข้างล่างมีขนรูปดาวสั้นๆหนาแน่น เส้นกิ้งก้านใบมี 5-8 คู่ เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได ตามเส้นใบ และก็ก้านใบ มีขนสีน้ำตาลอ่อน ก้านใบยาว 3-18 ซม. ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด แล้วก็ตามง่ามใบ ยาว 7-35 ซม. มีขนสีน้ำตาลปกคลุม มีทั้งดอกเพศผู้ ดอกเพศเมีย และก็ดอกบริบูรณ์เพศ. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 1.5-2.5 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอกกลม เล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 มม. กลีบดอก รูปไข่ 3-4 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน ยาว 2.5-2.7 มม. เกสรผู้มี 50-60 อัน. ดอกเพศเมีย ก้านดอกยาว 0.5-1 มิลลิเมตร กลีบดอกติดกันคล้ายรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ยาว 2.5-2.7 มิลลิเมตร รังไข่มี 3 ช่อง ปลายท่อรังไข่เป็นรูปยาว 2-3 มิลลิเมตร ผล มี 3 พู กว้างประมาณ 7.5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 4.5 มิลลิเมตร มีขนยาว นุ่มปกคลุม. เมล็ด รูปไข่ออกจะกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราว 3 มิลลิเมตร สีดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วๆไปในป่าดงดิบ หรือ ป่าผลัดใบ.
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มราก กินเป็นยาบำรุง หลังการคลอดลูก ตำเป็นยาพอกรวมกับสมุนไพรอื่นๆพอกศีรษะแก้ปวด ต้น น้ำต้มต้น ใช้เป็นยาล้างแผล

10

สมุนไพรคำป่า
คำป่า Mallotus philippensis (Lam.) Muell. Arg.
บางถิ่นเรียกว่า คำป่า คำแดง คำแสด ทองคำหมู่ มะคาย แสด (กึ่งกลาง) กายขัดหิน ขี้เนื้อ (จังหวัดเชียงใหม่) กือบอ ซาบอเส่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ขางปอย ซาดป่า (จังหวัดนครพนม) กลิ่นเต่า (สุราษฎร์ธานี) ทองขาว (เลย) คำแสด (กลาง จังหวัดราชบุรี) พลับพลาที่ประทับกลิ่นเต่า (นครศรีธรรมราช) พลากวางใบใหญ่ (จังหวัดตรัง) มะกายคัดเลือก (เหนือ) มินยะมายา (มลายู-จังหวัดยะลา) มือราแก้ปูเต๊ะท่า (มลายู-จังหวัดนราธิวาส) ลายเพศผู้ (เมืองจันท์) สาก ละว้า (พิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย).
ไม้พุ่ม หรือ  ไม้ต้น สูงได้ 5-15 ม. ยอดอ่อนมีต่อมสีแดงเล็กๆตามกิ่งมีขนสีน้ำตาล. ใบ โดดเดี่ยวเรียงแบบบันไดเวียนห่างๆรูปรี หรือรูปไข่ กว้าง 3-10 เซนติเมตร ยาว 6-10 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ หยักนิดหน่อย โคนใบแหลม มน หรือ ตัด ที่โคนสุดมีต่อม 1 คู่ เส้นใบคู่ข้างล่างออกมาจากโคนใบ ขึ้นสูงเหนือกลางใบ เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได เส้นนูน เห็นกระจ่างทางข้างล่าง สีเขียวอมเหลือง ข้างล่างสีขาวนวล ก้านใบยาว 2-7 เซนติเมตร มีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม. ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกลุ่ม มีขนสั้นๆปกคลุม ช่อยาว 2.5-16 ซม. ก้านดอกมีขนรูปดาว. สมุนไพร ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 2-3.5 มม. กลีบดอกไม้มี 3-4 กลีบ ยาว 2.5-3 มม. เกสรผู้ 23-32 อัน. ดอกเพศเมีย ก้านดอกยาว 0.5-1 มม. กลีบมี 5 กลีบ โคนกลีบชิดกันบางส่วน ยาว 1-2 มม. รังไข่มีขนรูปดาว ข้างในมี 3 ช่อง ปลายท่อรังไข่รูปยาวๆ2-4.5 มม. ผล รูปกลมแป้น มีพูตื้นๆ3 พู มีต่อมสีแดงปกคลุม, ข้างในมีขน กว้าง 7.5-10 มิลลิเมตร ยาว 5.7 มิลลิเมตร เมล็ด รูปไข่ค่อนข้างจะกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 4 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ, ป่าละเมาะ แล้วก็ตามที่โล่งแจ้งพื้นดินคละเคล้าหิน เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,100 ม., บางแห่งปลูกไว้เพื่อทำยา.
สรรพคุณ : ราก ใบ แล้วก็ ขนผล ตำรวมกับน้ำผึ้ง, ทาแก้สัตว์มีพิษกัดต่อย, ทาแก้ปวดแผลอักเสบ, แก้สิว รวมทั้งลอดฝ้า ผล น้ำสุกผล แล้วก็ใบ รับประทานแก้หวัด ผงจากขนผล และก็ต่อมสีแดง, ใช้เป็นยาระบาย ขับพยาธิตัวตืดที่เป็นกับสัตว์เลี้ยง เมล็ด ทำเป็นผง ใช้พอกแผล

Tags : สมุนไพร

11

สมุนไพรละหุ่ง
ละหุ่ง Ricinus communis Linn.
บางถิ่นเรียกว่า ละหุ่ง มะละหุ่ง (ทั่วๆไป) คิติเตียน (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่งสอน) คีเต๊าะ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร) ปีมั้ว (จีน) มะโห่ง มะโห่งหิน (เหนือ) ละหุ่งแดง (กึ่งกลาง).
ไม้พุ่ม หรือ ต้นไม้ ขนาดเล็ก สูงได้ถึง 6 มัธยมยอดอ่อน แล้วก็ช่อดอกเป็นนวลขาว. ใบ โดดเดี่ยว เรียงสลับกัน กว้าง และก็ยาว 15-60 เซนติเมตร มีแฉกเป็นแบบนิ้วมือ 5-12 แฉก ปลายแฉกแหลม ขอบหยักแบบฟันเลื่อน ที่ปลายแหลมของแต่ละหยักมีต่อม เนื้อใบค่อนข้างจะบาง ไม่มีขน สีเขียว หรือ เขียวแกมแดง ก้านใบยาว 10-30 เซนติเมตร มีต่อมที่ปลายก้าน.  สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด หรือ ตามปลายกิ่ง ตั้งชัน สีเขียว หรือ ม่วงแดง มีทั้งยังดอกเพศผู้ และดอกเพศภรรยาอยู่บนช่อเดียวกัน. ดอกเพศผู้ อยู่ตอนบน กลีบรองกลีบบาง แยกเป็น 3-5 แฉก เกสรผู้หลายชิ้น ก้านเกสรชิดกันเป็นกระจุก หรือ แยกเป็นกลุ่มๆอับเรณูรูปค่อนข้างกลม. ดอกเพศเมีย อยู่ส่วนล่างของช่อดอก ก้านดอกยาวกว่าดอกเพศผู้ กลีบรองกลีบดอกไม้เชื่อมติดกันเหมือนกาบ ปลายมี 5 หยัก หลุดหล่นง่าย รังไข่มี 3 อัน แต่ละอันภายในมี 3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย. ผล รูปไข่, เป็นจำพวกแก่แล้วแห้ง สีเขียว หรือ เขียวแกมม่วง ยาว 1-1.5 ซม. มีหนามอ่อนๆปกคลุม. เมล็ด เป็นพิษ มีน้ำมัน.

นิเวศน์วิทยา
: ถิ่นเดิมอยู่ในแอฟริกาเขตร้อน ปลูกกันทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ราก ตำเป็นยาพอกเหงือกแก้ปวดฟัน น้ำสุกรากรับประทานเป็นยาระบาย ใบ ใบสดมีฤทธิ์ฆ่าแมลงบางชนิดได้ น้ำสุกใบกินเป็นยาระบาย แก้เจ็บท้อง ขับน้ำนม และก็ขับรอบเดือน ใบเผาไฟใช้พอกแก้ปวดบวม ปวดตามข้อ ปวดหัว และแผลเรื้อรัง ตำเป็นยาพอกฝี พอกหัว แก้ปวด แก้บวมอักเสบ ตำประสมกับ Bland oil ที่อุ่นให้ร้อนใช้พอก หรือ ทาแก้ปวดตามข้อ แล้วก็ทาท้องเด็กแก้อาการท้องอืด เม็ด มีพิษมาก ถ้ากินเมล็ดดิบๆเพียงแค่ 4-5 เมล็ด ก็อาจจะส่งผลให้ตายได้ เมื่อจะจำมาใช้ทางยา ให้ทุบเอาเปลือกออก แยกจุดงอดออกมาจากเมล็ด ต้มกับน้ำนมครึ่งหนึ่งก่อน แล้วจึงต้มกับน้ำเพื่อทำลายพิษ รับประทานแก้ปวดตามข้อ แก้ปวดหลัง เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว เป็นยาถ่าย ตำเป็นยาพอกแผล แก้ปวดตามข้อ หีบเอาน้ำมันได้น้ำมันละหุ่ง ซึ่งโดยมากใช้ในทางอุตสาหกรรม

12

สมุนไพรไม้เท้ายายม่อม[/size][/b]
ไม้เท้ายายม่อม Trigonostemon longifolius
บางถิ่นเรียก เท้ายายม่อมป่า อ้ายบ่าว (จังหวัดปัตตานี)
ไม้ใหญ่ หรือ ต้นไม้ ขนาดเล็ก สูง 2-6 ม. ยอดอ่อนมีขนสีเหลืองอมแดง เมื่อแห้งมีสีเหลือง. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปหอกกลับถึงรูปช้อนปนรูปไข่กลับ กว้าง 5-14 ซม. ยาว 20-55 ซม. ปลายใบเรียวแหลมเป็นหาง ยาวประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร ขอบใบหยักเล็กน้อยทางใกล้ปลายใบ ส่วนขอบใกล้โคนใบเรียบ; โคนใบเรียวแหลมกระทั่งเป็นครีบ; เส้นใบมี 15-20 คู่ ด้านบนใบสีเขียวเข้ม สะอาด ยกเว้นตามเส้นกึ่งกลางใบมีขน ด้านล่างสีอ่อน มีขนห่างๆทั่วไป และมีขนมากตามเส้นกลางใบ และขอบใบ; ก้านใบยาว 0.5-1.5 เซนติเมตร มีขน. ดอก ออกตามง่ามใบ เป็นช่อยาว ไม่แยกกิ้งก้าน ยาว 15-25 เซนติเมตร มีขนหนาแน่น ใบประดับรูปยาวปลายแหลม; ดอกเพศผู้ และ สมุนไพร ดอกเพศเมียกำเนิดบนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ ข้างนอกมีขนยาวและแข็งชี้ไปทางปลายกลีบ; กลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปไข่กลับแกมขอบขนาน สีแดงคล้ำ เกสรผู้มี 3 หรือ 5 อัน ก้านเกสรเชื่อมชิดกันเป็นแท่ง อับเรณูติดที่ปลาย ก้านดอกมีต่อม 5 ต่อม มักจะเชื่อมติดกันเหมือนรูปถ้วย. ดอกเพศเมีย กลีบรองกลีบ รวมทั้งกลีบดอกไม้มีลักษณะเหมือนดอกเพศผู้หรือไม่มีกลีบดอก รังไข่มี 3 ช่อง ท่อรังไข่แยกเป็น 2 แฉก แต่ละแฉกแยกต่ออีก 2 แฉก. ผล เป็นช่อตั้งชัน มี 3 พู เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 14 มิลลิเมตร มีขนปกคลุมหนาแน่น; ก้านผลยาว 0.7-1.0 เซนติเมตร เมล็ด มีขนาดเล็ก.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบทางภาคใต้ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 400 ม.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำยางรากใช้ทาแก้ผึ้งต่อย แล้วก็ทาแก้พิษแมงกะพรุน

13

สมุนไพรว่านหางช้าง
ว่านหางช้าง Belamcanda chinensis (L.) DC.
ว่านหางช้าง (กรุงเทพฯ) ว่านมีดยับ (ภาคเหนือ)
            พืชล้มลุก อายุหลายปี มีลำต้นใต้ดินและมีรากมาก ลำต้นที่อยู่เหนือดินตั้งชันสูง 1-1.5 ม. ใบ ชอบออกหนาแน่นอยู่ส่วนโคนของลำต้น เรียงสลับซ้ายขวาในระนาบเดียวกัน ใบที่อยู่ส่วนบนของลำต้นมักจะมีขนาดเล็ก รวมทั้งเรียงห่างๆแผ่นใบรูปกระบี่ กว้าง 2-4.5 ซม. ยาว 20-60 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเป็นกาบ ขอบของใบเรียบ สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อ แกนช่อแตกกิ่งก้านสาขา ดอกออกที่ปลายกิ่งก้านสาขา 6-12 ดอก ก้านดอกยาว 2-4 ซม. ตรง หรือ โค้งนิดหน่อย เมื่อดอกตกแล้ว ก้านดอกยังคงติดอยู่ กลีบโคนเชื่อมชิดกันนิดหน่อย ปลายแยกเป็นกลีบรูปขอบขนาน 6 กลีบ ยาว 2.5-3.5 ซม. เรียงเป็น 2 ชั้นๆละ 3 กลีบ กลีบชั้นในมีขนาดเล็กกว่ากลีบชั้นนอกเล็กน้อย เมื่อดอกบานกลีบดอกกางออก โคนกลีบสอบแคบกระทั่งเป็นก้าน ด้านนอกสีเหลือง ขอบกลีบ รวมทั้งด้านในสีส้ม มีจุดประสีแดงเข้ม กลีบชั้นนอกมีต่อม เป็นร่องยาว 1 ต่อม สีแดงเข้ม เกสรเพศผู้มี 3 อัน ก้านเกสรไม่ชิดกัน อับเรณูรูปยาวแคบ รังไข่มี 3 พู รูปยาวปลายใหญ่กว่าโคน เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียยาวโค้งแต่สั้นกว่ากลีบ ปลายเกสรเพศเมียมี 3 อัน ติดกัน ผล รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานปนรูปไข่กลับ เป็นพูลึก 3 พู เปลือกบาง แก่แตกตามยาวเป็น 3 เสี่ยง มีเม็ดพูละ 3-8 เม็ด รูปเกือบจะกลม เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 5 มิลลิเมตร สีดำ ผิวเป็นเงา

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเขา มีปลูกบ้างเป็นไม้ประดับ ถิ่นเกิดอยู่แถบทิศตะวันออกของทวีปเอเชีย
คุณประโยชน์ : หัวใต้ดิน ใช้เข้าเครื่องยาสำหรับบำรุงร่างกาย แก้ต่อมทอนซิลอักเสบรวมทั้งโรคที่เกี่ยวกับปอด ดังเช่น ไอ โรคหืด หอบ ตับและก็ม้ามโต เป็นยาขับลม ขับเสลด ยาระบาย ลำไข้ ขับเหงื่อ ขับเยี่ยว ขับประจำเดือน ต้มน้ำรวมกับใบให้สตรีอาบหลังการคลอดลูก ราก เป็นยาระบาย แก้พิษงูบางจำพวก ใช้เป็นยาฟอกโลหิตและใช้ทำลายพิษสำหรับวัวควายที่รับประทานพืชมีพิษบางประเภทเข้าไป ต้น ตำเป็นยาพอกแก้ปวดหลัง ปวดข้อ พอกฝี น้ำยางจากต้นกินเป็นยาพาราท้องและเป็นยาบำรุงธาตุ

14

สมุนไพรขานาง
ขานาง Homalium tomentosum (Vent.) Benth.
บางถิ่นเรียกว่า ขานาง (ภาคกลาง เชียงใหม่ เมืองจันท์) ขางนาง ขานาง (ภาคกึ่งกลาง) ค่านาง วัวด (จังหวัดระยอง) ช้างเผือกหลวง (เชียงใหม่) แซพลู้ (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) ปะหง่าง (จังหวัดราชบุรี) เปลือย (กาญจนบุรี) เปื่อยยุ่ยคะนาง เปื๋อยนาง (อุตรดิตถ์) เปื๋อยค่างไห้ (จังหวัดลำปาง) ลิงง้อ (จังหวัดโคราช) แลนไฮ้ (ลาว-แม่สอด)
    ไม้ใหญ่ ขนาดกึ่งกลางถึงขั้นใหญ่ ผลัดใบ 15-30 ม. ลำต้นกลมตรง เปลือกลางเรียบ สีขาวหรือสีเทาอ่อน ที่โคนต้นมีพูพอน ใบ โดดเดี่ยว ออกเวียนสลับกับช่วงปลายๆกิ่ง รูปไข่กลับ ถึงรูปไข่กลับปนขอบขนาน กว้าง 4-7 ซม. ยาว 10-15 ซม. ปลายใบกลมมน หรือ เป็นติ่งแหลม โคนสอบแคบ โคนสุดมน ขอบใบจักมนตื้นและห่างๆข้างล่างมีขนสากหนาแน่น เส้นใบมีราว 12 คู่ เกือบจะขนานกัน ก้านใบอ้วนสั้น ยาว 1-3 เซนติเมตร ดอก เล็ก สีเขียว ออกเป็นช่อยาวตามง่ามใบ สมุนไพร ช่อดอกยาว 10-35 เซนติเมตร แขวนลง ไม่มีก้านดอก ติดเป็นกลุ่มๆเวียนกันบนแกนดอกกลุ่มละ 2-3 ดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นรูปกรวย มีขน ปลายแยกเป็น 5-6 แฉก กลีบดอกไม้ติดอยู่ในท่อกลีบเลี้ยง กลีบดอกแต่ละกลีบจะมีเกสรเพศผู้ติดอยู่ ก้านเกสรยาวราว 2 มิลลิเมตร รังไข่มี 1 ช่อง ฝาผนังรังไข่ชิดกับผนังด้านในของท่อกลีบเลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียมี 2-3 อัน แยกจากกัน หรือ ชิดกันเพียงนิดหน่อยที่โคนก้าน ผล เล็ก ยาวราว 3 มม. เป็นชนิดผลแห้งแก่ไม่แตก ข้างในมีเพียงแต่ 1 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วๆไป ความสูง 50-300 มัธยม
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรากเป็นยาฝาดสมาน

15

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรหวายลิง[/url][/size][/b]
หวายลิง Flagellaria indica L.
บางถิ่นเรียก หวายลิง หวายเย็บจาก (ภาคใต้) หวายลี (จังหวัดสงขลา)
ไม้เถา ต้นยาวได้ถึง 20 ม. หมดจด โคนต้นเนื้อแข็ง เหนือขึ้นไปเนื้ออ่อน มีเส้นผ่านศูนย์กลางต้น 2-8 มม. ใบ ลำพัง ออกเวียนสลับ รูปใบหอก กว้าง 0.5-6.5 ซม. ยาว 3-50 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ปลายสุดม้วนเป็นมือพัน ยาวตั้งแต่ 3-13 ซม. กาบใบยาว 1-7 ซม. มีสันตามแนวยาว มีติ่งหู 2 ติ่งอยู่ที่ปลาย ก้านใบสั้น หรือ ไม่มี ดอก ออกเป็นช่อกระจัดกระจาย ที่ยอดมักประกอบด้วยกิ่ง 2 กิ่ง ยาว 2-30 เซนติเมตร ดอกย่อยไม่มีก้านดอก ออกโดดเดี่ยวๆหรือ ติดเป็นกระจุก สมุนไพร มีใบตกแต่งที่มีลักษณะเป็นเกล็ดล้อมอยู่ กลีบมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น สีขาวแกมสีเนื้อ ยาวราว 2 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้ชั้นนอกยาวกว่ากลีบชั้นในนิดหน่อย เกสรเพศผู้มี 6 อัน ยาวกว่ากลีบดอกไม้ 2 เท่า อับเรณูสีเหลือง ก้านเกสรไม่ชิดกัน รังไข่แคบ ด้านในมี 3 ช่อง มีไข่ช่องละ 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 3 แฉก โผล่พ้นกลีบดอก ผล เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร ด้านในมี 1 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ส่วนมากขึ้นจากที่ราบลุ่ม สูงยิ่งกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 ม. และก็ตามป่าชายเลน ตามชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ภาคกึ่งกลางลงไปจนถึงภาคใต้
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำต้มต้นรวมทั้งเหง้า รับประทานเป็นยาขับฉี่ ใบ ใบอ่อนใช้สระผม น้ำต้มใบและดอกรับประทานเป็นยาขับเยี่ยว ขับนิ่ว แล้วก็แก้ทางเดินฉี่อักเสบ เมล็ดพิษ

หน้า: [1] 2 3 ... 9