แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - watamon

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1

สมุนไพรงาขี้ม้อน
งาขี้ม้อน Perilla frutescens (L.) Britton
บางถิ่นเรียก งาขี้ม้อน (ภาคเหนือ) สวยน (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) งอแง (กาญจนบุรี) นอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) น่อง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี)
ไม้ล้มลุก ตั้งชัน สูง 50-150 ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมมนๆระหว่างเหลี่ยมเป็นร่อง แตกกิ่งก้านสาขา มีกลิ่นหอมหวน มีขนยาวละเอียดสีขาวปกคลุมหนาแน่น เมื่อโตเต็มกำลัง ที่โคนต้นสะอาด ส่วนโคนต้นแล้วก็โคนกิ่งแข็ง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url] ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปไข่หรือกลม กว้าง 2-8 ซม. ยาว 3-9.5 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมหรือแหลมเป็นติ่งยาว โคนใบกลม ป้าน หรือ ตัด ขอบใบจะแบบฟันเลื่อย สีเขียวอ่อน ด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน มีขนทั้งคู่ด้าน ตามเส้นใบมีขนหนาแน่น ข้างล่างมีต่อมน้ำมัน ก้านใบยาว 10-45 มิลลิเมตร มีขนยาวหนาแน่น ดอก ออกเป็นช่อกระจะ ตามง่ามใบรวมทั้งที่ยอด ริ้วประดับประดาดอกย่อย รูปไข่ กว้าง 2.5-3.2 มม. ยาว 3-4 มิลลิเมตร ไม่มีก้าน โคนริ้วประดับกลมกว้าง ขอบเรียบ มีขน ปลายเรียวแหลม ก้านดอกย่อยยาวราว 1.5 มิลลิเมตร มีขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นรูประฆัง ยาวราวๆ 2 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก แฉกกึ่งกลางด้านบนสั้นกว่าแฉกอื่นๆมีเส้นตามยาว 10 เส้น ข้างนอกมีขนรวมทั้งมีต่อมน้ำมัน ข้างในมีขนยาวเรียงเป็นวงรอบปากหลอด เมื่อดอกเจริญรุ่งเรืองไปสำเร็จแล้ว กลีบเลี้ยงจะใหญ่ขึ้น กลีบดอกสีขาว เชื่อมชิดกันเป็นหลอดทรงกระบอก ปลายแยกเป็นปาก ยาว 3.5-4 มม. ข้างนอกมีขน ภายในมีขนเรียงเป็นวงอยู่ตรงกลางหลอด ปากบนปลายเว้านิดหน่อย ปากล่างมี 3 หยัก ปลายมนหยักกลางใหญ่มากยิ่งกว่าหยักอื่นๆและเฉพาะหยักนี้ข้างในมีขน เวลาดอกบานกลีบนี้จะกางออก เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็นคู่ คู่บนสั้นกว่าคู่ล่างนิดหน่อย ก้านเกสรเกลี้ยง อับเรณูมี 2 พู ข้างบนชิดกัน ด้านล่างกางออก จานดอกเห็ดชัด รังไข่ยาวราวๆ 3 มม. มีพูกลมๆ4 พู ก้านเกสรเพศเมีย ยาว 2.6-3 มม. ปลายแยกเป็น 2 แฉก ไม่มีขน ผล รูปไข่กลับ ขนาดเล็ก ยาวราว2 มม. แข็ง สีน้ำตาล หรือสีเทา มีลายรูปตาข่าย

นิเวศน์วิทยา
: มีปลูกทางภาคเหนือของเมืองไทย
คุณประโยชน์ : ใบ และก็ยอดอ่อน ใช้แต่งรสอาหาร แก้ไอ แก้หวัดและช่วยสำหรับการย่อย เม็ด น้ำมันสกัดจากเม็ดใช้ประกอบอาหารได้ กินเป็นยาชูกำลัง ทำให้ร่างกายอบอุ่นและก็แก้ท้องผูก

Tags : สมุนไพร

3

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรเทียนดอก[/url][/size][/b]
ชื่อพื้นบ้านอื่น  เทียนดอก , เทียนไทย , เทียนบ้าน , เทียนสวน (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Impatiens balsamina L.
ชื่อวงศ์  BALSAMINACEAE
ชื่อสามัญ Garden balsam.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) ลำต้นจะอวบน้ำและมีขนบางส่วน สูงโดยประมาณ 30-50 ซม. ลำต้นเอียงไม่ตั้งชัน เปราะง่าย
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว แตกออกตามก้านของลำต้น ลักษณะใบมนรีหรือรูปเรียวรี ปลายใบแหลมเรียว ขอบของใบเป็นจะละเอียด โคนใบจะมนสอบเข้าหาก้านใบ ผิวเนื้อใบสาก หยาบคาย แลเห็นเส้นกิ่งก้านสาขาใบได้ชัด สีของใบ จะเริ่มจากสีเขียวอ่อนไปจนถึงสีเขียวและสีเขียวเข้ม
ดอก เป็นดอกลำพัง จะออกชิดกันช่อหนึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมี 2-3 ดอก ดอกมีหลายสี ดังเช่น สีชมพู สีแดง สีส้มแล้วก็สีขาว ออกดอกตรงส่วนยอดของลำต้น กลีบจะอยู่ซ้อนๆกันเป็นวงกลมผล ผลรูปรี ปลายแหลมยาว มีสีเขียว ผลเมื่อแก่เต็มที่ก็จะแตกหรือดีดตัวออกเป็นเมล็ดเม็ด ลักษณะกลมเล็ก คล้ายเมล็ดดอกบานเย็น
นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ชอบอยู่ในที่ร่มรำไร รังเกียจแดดจ้าแต่ต้องอยู่ในที่มีแสงไฟเพียงพอ นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านช่องหรือตามสวนยาจีนทั่วๆไป

การปลูกและขยายพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกได้ไม่ยาก เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย ขยายาพันธ์ุด้วยการเพาะเมล็ด หรือตัดปักชำหรือตัดไปแช่น้ำให้รากออกแล้วก็ค่อยนำไปปลูกลงดิน
ส่วนที่ใช้รสแล้วก็สรรพคคุณ
ราก รสเฝื่อนฝาดเมา ฟอกเลือด ลดบวม แก้ปวดกระดูก แก้ช้ำบวม แก้ตกขาว แก้ตกเลือด
ลำต้น รสขื่น ขับลม ทำให้เอ็นคลายตัว ทำให้เลือดเดินสะดวก แก้ปวด แก้เหน็บชา แก้แผลเน่า
ใบ รสฝาด สลายลม ฟอกเลือด แก้บวม แก้ปวดตามข้อ แก้แผลมีหนองเรื้อรัง
สมุนไพร ดอก รสเฝื่อนฝาด สลายลม ฟอกโลหิต ลดบวม แก้ปวดข้อปวดเอว  เป็นยาเย็นบำรุงร่างกาย ทาแผลน้ำร้อนลวก แผลผุพอง
ดอกและก็ใบ รสเฝื่อนเย็น พอกกันเล็บถอด
เมล็ด รสขม กระจัดกระจายเลือด ขับเสมหะข้นๆขับเมนส์ แก้พิษงู แก้แผลติดเชื้อโรคอักเสบเรื้อรัง แก้แผลไฟลุก น้ำร้อนลวก แก้บวม แก้โรคตับแข็ง
วิธีการใช้และก็จำนวนที่ใช้

  • รักษาโรคผิวหนัง แก้ลักษณะของการปวดตามนิ้วมือ นิ้วเท้า เล็บขบ โดยใช้ใบสดและก็ดอกสีขาว 10-20 กรัม นำมาโขลกให้ละเอีียดทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลทา 5-7 วัน
ข้อควรรู้
สีจากน้ำคั้นจะติดอยู่นาน จึงควรระวังการเปื้อนเสื้อผ้าและก็ร่างกายส่วนอื่นๆ

4

สมุนไพรเสลดพังพอน
ชื่อพื้นบ้านอื่น  พิมเสนต้น  เสมหะพังพอน  เสลดพังพอนตัวผู้ (ภาคกึ่งกลาง) เช็กเชเกี่ยม (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Barleria lupulina Lindl.
ชื่อตระกูล   ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Salet phangphon tuapuu.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (S) แตกกิ่งก้านสาขาจำนวนมากบริเวณลำต้น สูงราว 1 เมตร มีหนามสีน้ำตาลคู่ ตามข้อและก็โคนใบ กิ่งมีสีน้ำตาลปนแดง
ใบ เป็นใบลำพัง ออกตรงข้ามเป็นคู่ๆลักษณะใบรูปยาว เรียวแคบ โคนแล้วก็ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยง พื้นใบมีสีเขียวเข้มแล้วก็มัน ก้านใบสั้น ก้านใบตลอดจนเส้นกลางใบมีสีแดง ที่โคนกว้างมีหนามแหลม 1 คู่ สีม่วง ชี้ลง
สมุนไพร ดอก ออกดอกเป็นช่อตามยอดหรือที่ปลายกิ่ง เมื่อดอกยังอ่อนนมีใบเสริมแต่งห่อมิด เมื่อดอกบานจะโผล่เลยใบเสริมแต่งออกมาครึ่งเดียว ใบประดับประดารูปกลมรี ส่วนปลายมีสีน้ำตาลอมแดง กลีบรองกลีบดอกไม้สีเขียวมี 5 กลีบ กลีบดอกไม้สีเหลืองจำปา ตรงโคนเป็นหลอดตรงปลายแยกเป็น 5 กลีบผล เป็นฝัก ลักษณะรูปมนรี แบนแล้วก็ยาว โคนกว้าง ปลายแหลม ข้างในผลมีเม็ด 2-4 เม็ด

นิเวศวิทยา
เป็นไม้กลางแจ้งที่ไม่ขึ้นทั่วไป มีแม้กระนั้นเฉพาะตามบ้านซึ่งปลูกเอาไว้ใช้
การปลูกรวมทั้งแพร่พันธุ์                                    
เจริญวัยเจริญในดินร่วนซุย มีความชื้น ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือตัดลำต้นปักชำ โดยตัดเป็นท่อนๆยาวราว 1-2 คืบ ปักชำในแปลงที่จัดเตรียมไว้หรือปักชำในที่ชุ่มชื่นก่อน เมื่อออกรากก็ดีก็เลยย้ายไปปลูกภายในแปลง
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคุณ
ใบ รสจืดเย็น ตำกับเหล้าคั้นเอาน้ำดืื่ม เอากากพอกแก้พิษงู แก้ไฟลามทุ่ง แผลบวมช้ำจากาเกลื่อนกลาดระทบชน แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ยกตัวอย่างเช่น ผึ้ง ตะขาบ เป็นต้นราก รสจืดเย็น ฝนกับเหล้าหรือสุราโรงทาแก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย
วิธีการใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • รักษาลักษณะของการปวดฝี ทำลายพิษ ปวดอักเสบปวดร้อน โดยที่ใช้ใบสด 1 กำมือ หรือราวๆ 20 กรัม ตำอย่างระมัดระวังผสมกับสุราพอกรอบๆที่เป็นฝี หรือบริเวณที่เป็นวันละ 3 เวลา
  • รักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยใช้ใบสด 1 กำมือ โขลกอย่างระมัดระวังคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือตำผสมเหล้าโรงนิดหน่อยด็ได้
ข้อควรจะรู้
ในประเทศมาเลเซีย ใช้แก้ปวดฟันและก็แก้งูกัด  และก็ถือกันว่าฯลฯไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองภัยจนกระทั่งอันตรายต่างๆได้ด้วย

5
อื่นๆ / สัตวัตถุ มดลี่
« เมื่อ: 03-01-2018 , 18:24:55 »

มดลี่
มดลี่เป็นแมลงประเภทมด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า crematogsterdoheniiMayr
จัดอยู่อยู่ตระกูล  Formicidae เวลาเดินจะชูท้องขึ้นท้องเฟ้อตั้งฉากกับลำตัว  บางคราวจึงเรียก มดตูดงอน
ชีววิทยาของมดลี่
มดลี่ที่เป็นมดงานมีลำตัวยาวราว ๓.๕-๕ มม.  สีแดงผสมน้ำตาลหรือสีสนิมเหล็ก  เว้นเสียแต่หนวดรวมทั้งปลายท้อง  ท่อนหัวโต  ทึบ  ไม่เป็นเงา  สะท้อนแสง  มีร่องเป็นลายเส้นทอดไปตามความยาวของหัว  และเส้นจะห่างบานออกไปทางท้ายของหัว  ฟันกรามมีลายเส้นตามยาว  ริมฝีปากบนโค้ง  ริมขอบหน้าตัดตรง  รวมทั้งมีขนละเอียดตามขอบตาเล็กกลม  สีน้ำตาลแก่  อยู่บริเวณราวตรงกลางหัว  หนวดยาวจากหัว  หนาดยาวจากถึงอกปล้องที่ ๒ โคนหนวดมีขนสีส้มปนแดงอ่อนกระจายอยู่หัว  อกสีทึบ  ไม่เป็นมัน  ค่อนข้างแคบและแบนทางด้านข้าง  อกบ้องแรกมีขอบยื่นไปทางข้างๆ  รวมทั้งขอบนี้จะไปเชื่อมกับด้านหน้าขอบอกปล้องกลาง  มีลักษณะโค้งนูนอกกทางข้างหน้า  มีรอยย่นและจุดเล็กๆเป็นลายกระจายทั่ว  อกปล้องกึ่งกลางมีลัษณะเป็นสี่เหลี่ยมเมื่อมองดูทางข้างหลัง  ยาวมากกว่ากว้าง  และมีขอบเว้าเข้านิดหน่อย  มีรอยย่นและจุดเล็กๆเป็นลายกระจัดกระจายอกบ้องที่ ๓ กว้างมากยิ่งกว่ายาว  มีร่องเป็นลายเส้นทอดไปตามทางยาว  ตอนท้ายของอกยื่นเป็นมุม  แล้วก็มีหนามเล็กๆยื่นไปทางด้านท้องข้างละอัน  หนามนี้โค้งลงน้อย  ปลายของปล้องที่ ๓ ตัดตั้งฉากลงไปติดส่วนท้อง มีลักษณะเรียบและก็เป็นมัน  ขายาวราวๆความยาวของลำตัว  โหนกบนท้องปล้องแรกกว้าง  และปลายแบน  ข้างๆสอบลงและก็มีตุ่มเล็กๆกลมๆที่ปลาย  โหนบนท้องปล้อยที่ ๒ สั้นมาก  กึ่งกลางเป็นร่องท้องโตยาวราว ๑ ใน ๓ ของลำตัว  มีลัษณะเป็นมัน  สะท้อนแสง  แล้วก็มีรูปจุดเล็กๆละเอียดกระจายอยู่ทั่ว มดลี่ชนิดนี้อาศัยสร้างรังดินผสมเศษสิ่งของจากพืชอยู่บนต้นไม้  ลางครั้งอาจพบรังใหญ่ขนาดไล่เลี่ยกับลูกฟุตบอล  กินสัตว์เล็กๆเป็นอาหาร  แล้วก็ถูกใจเลี้ยงเพลี้ยเพื่อกินน้ำหวานจากเพลี้ย มดลี่ชนิดย่อย crematogsterdoheniiregenhoferiMayr  มีลัษณะต่างๆเหมือนกันมาก  ยกเว้นท้องที่มีสีดำตลอด

คุณประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพท์แผนไทยรู้จักใช้ “รังมดลี่” เป็นเครื่องยาด้วย  เช่นในพระหนังสือไกษพให้ยาแก้ษัยปลวกขนานหนึ่ง  ดังนี้ ถ้าเกิดจะแก้  เอาใบส้มช่า ๑ ใบมะขาม ๑ ใบส้มป่อย ๑ ใบส้วเสี้ยว ๑ ใบส้มสันดาน ๑ ใบส้มสคุณลุง ๑ ใบมะตาดเครือ ๑ สิ่งกำมือ  ใบมะกา ๓ กำมือ  รังมดลี่ ๑ แท่นปลวก ๑ แท่น  สมอทั้งยัง ๓ หัวหอม ๑ สิ่ง ละเท่าอายุคนไข้  เทียนดำหนัก ๑ บาท  ขมิ้นอ้อยไพล ๑ รากโคนงแตก ๑ หนักสิ่งละ ๓ ตำลึง รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ ต้มตามแนวทางให้รับประทาน แก้ไกษพปลวกปฏิบัติให้จับสบัดร้อนสบัดหนาว ถ้าหากจะดีขึ้นแชกดีเกลือตามสมุฏฐาน ธาตุหนักเบาให้รับประทานลงจนสิ้นโทษร้าย  แล้วจึงเอายาประจำธาตุให้รับประทานถัดไป

Tags : สมุนไพร

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ จงโคร่ง
« เมื่อ: 22-12-2017 , 09:27:33 »

จงโคร่ง
จงโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในวงศ์ Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก ควรโคร่ง นกกระทาหอพักง กระหอพักง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของควรโคร่ง
ต้องโคร่งมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายกับคางคกบ้าน แต่ว่าตัวโตกว่ามาก เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่ไม่เหมือนกับคางคกบ้าน หลายสิ่งหลายอย่าง ที่สำคัญเป็น ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่ากึ่งหนึ่งของความกว้างของตา และอยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูดกนมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง บุ๋ม กึ่งกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกกึ่งกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนออกจะดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากมายน้อยแตกต่างกันไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วๆไป ตามส่วนบนของตัว ใต้ฝ่าเท้ามีปุ่มตามข้อนิ้วมาก ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงตูดราว ๒๖เซนติเมตร จงโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของเทือกเขา ที่มีป่าไม้เป็นสุขชุ่มชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อคอยกินแมลงที่มาเล่นแสง พบได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของเมืองไทย ลงไปจนกระทั่งนานเลเซียและก็เกาะ เกะสุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์เชื้อสายของ จงโคร่ง
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url] ชาวบ้านทางภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอเบตงจ.ยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีจงโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะอยู่เย็นเป็นสุข แม้คนใดกันแน่ทำร้ายจงโคร่ง ผู้นั้นหรือญาติโกโหติกา ก็จะเผชิญซวย ดังนั้นเจ้าของบ้านจึงมักปลดปล่อยให้จงโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เปรียบเสมือนเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง ปลดปล่อยให้ทำมาหากินแมลงที่มาเล่นแสงไฟในบ้าน ไม่มีใครกล้ารบกวน รังควาน หรือรังควาน หนังต้องโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษเสมือนหนังคางคก โจรผู้ร้ายเคยใช้หนังต้องโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางประเภท ใบและยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้สูดดมยานี้ก็จะเมา หลับ หรือหมดสติไป มิจฉาชีพก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือชิงทรัพย์ได้ดุจตั้งอกตั้งใจ ขั้นตอนการแก้พิษนั้นให้ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝ่าฝืนได้เป็นประจำ หมอแผนไทยใช้หนังควรโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนใช้บำบัดโรคคุดทะราด
สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์เป็นยังไง
คำ “สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเล่าเรียนความเกี่ยวเนื่อง โดยตรงในแง่มุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์เผ่าพันธุ์ต่างๆเช่นความเชื่อเรื่องสัตว์กับโชค การใช้พรรณสัตว์เป็นของกิน เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องตามความจริง เพราะสัตว์เหล่านี้บางจำพวกไหมได้แต่ว่าคลานไม่ได้ อาทิเช่นงูต่างๆลางจำพวกเคลื่อนโดยการเลือกคลานเท่านั้น ไม่เลื้อย ดังเช่น เต่า จระเข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่อาจจะใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวดวงใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์คือ หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องล่างแยกกันไม่สนิท เว้นเสียแต่จระเข้ ส่วนพวกนี้คลอดเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลากหลายประเภท อาทิเช่นงูต่างๆไอ้เข้ ตุ๊กแก ตะพาบ แล้วก็เต่า

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกวัก
« เมื่อ: 09-12-2017 , 08:56:44 »

นกกวัก
นกกวักมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amaurornis phoenicurus (Pennant)
จัดอยู่ในสกุล Rallidae
มีชื่อสามัญว่า white – breasted waterhen หรือ white – breasted swamphen
ชีววิทยาของนกกวัก
นกจำพวกนี้เป็นนกขนาดกึ่งกลาง รูปร่างป้อม ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๓๐ เซนติเมตร ปากสีเหลือง โคนปากสีแดง หน้าผาก คอกระทรวงอุตสาหกรรมรวมทั้งท้องสีขาว ข้างบนลำตัวสีดำ ด้านข้างตรงต้นขาสีเทา ตูดสีน้ำตาล ขาและนิ้วยาวสีเหลือง นกกวักมีลักษณะปราดเปรียว มักหาเลี้ยงชีพตัวเดียวกระโดดๆตามหนองน้ำที่มีพรรณไม้น้ำลอยอยู่ วิ่งบนไม้น้ำได้อย่างรวดเร็ว มักออกหากินตอนเวลาค่ำหรือเช้าตรู่ ส่งเสียงร้องดัง “กวัก กวัก” ขณะเดินเล่น ลำตัวจะอยู่ในแนวขนานกับพื้นดิน และกระดกหางไปด้วย ว่ายเก่ง แต่ว่าบินไม่เก่งนัก ขณะบินขาจะห้อยลง นกประเภทนี้รับประทานสัตว์น้ำตัวเล็กๆเป็นของกิน อย่างเช่น กุ้ง หอย ปู ปลา แล้วก็พืชน้ำลางชนิด ทำรังด้วยกิ่งไม้แล้วก็ใบไม้ในรอบๆพงพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำที่รกทึบ ออกไข่คราวละ ๕ – ๗ ฟอง ไข่สีฟ้าอ่อน มีจุดสีเทา ตัวผู้แล้วก็ตัวเมียเปลี่ยนกันกกไข่ ใช้เวลาฟักราว ๒๐ วัน พบได้ในทุกภาคของประเทศ

ผลดีทางยา
สมุนไพร แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณใช้น้ำมันนกกวักผสมยาทาแก้แผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง รวมทั้งพยาธิผื่นคันต่างๆ

Tags : สมุนไพร

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกยุง
« เมื่อ: 07-12-2017 , 10:23:17 »

นกยุง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pavo muticus Linnaeus
จัดอยู่ในวงศ์ Prasianidae
มีชื่อสามัญว่า Burmese peafowl หรือ green peafowl
ในประเทศไทยพบ ๒ ชนิดย่อยเป็นนกยูงใต้ (Pavo muticus muticus Linnaeus) พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป และนกยูงเหนือ (Pavo muticus imperator Delacour) ซึ่งเจอทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วก็ภาคตะวันตก นกยูงใต้มีขนาดเล็กกวานกยูงเหนือ หนังรอบๆหูรวมทั้งแก้มของนกยูงใต้มีสีเหลืองสดกว่า
ชีววิทยาของนกยูง
นกยุงเป็นนกประเภทไก่ฟ้าขนาดใหญ่ ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๒๐ – ๒๑๐ เซนติเมตร ตัวผู้มีหงอนเป็นพู่สูง รวมทั้งมีแผ่นหนังที่หน้าสีฟ้าสลับกับสีเหลืองเห็นได้ชัด ขนเรียกตัวมีสีเขียวแวววาวแววเหลือบสีน้ำเงินบนปีกและสีทองแดงทางข้างๆลำตัว มองเป็นลายเกล็ดแพรวพราวไปทั้งตัว ขนปีกบินสีน้ำตาลแดง ขนคลุมโคนหางมีสีเขียวยื่นยาวออกมา มีดวงกลมที่แต้มด้วยสีฟ้าและก็สีน้ำเงิน(ดวงกลมนี้ทางยาเรียกว่า แววนกยูง)  ส่วนตัวเมียมีลักษณะเหมือนตัวผู้ แต่ว่าขนมีสีชำเลืองเขียวน้อยกว่า และก็มีประสีน้ำตาลเหลืองอยู่ทั่วๆไป ขนปกคลุมโคนหางไม่ยื่นยาวเสมือนเพศผู้ นกชนิดนี้ออกหากินตามหาดทรายรวมทั้งสันทรายขอบสายธารในตอนเวลาเช้าตรู่ถึงบ่าย รับประทานเมล็ดพืชรวมทั้งสัตว์เล็กๆเป็นของกิน แล้วบินกลับไปเกาะบนยอดไม้สูงๆเป็นปกติอยู่เป็นฝูงเล็กๆ๒ – ๑๐ ตัว รวมทั้งผสมพันธุ์ในช่วงพ.ย.ถึงม.ย. ขนคลุมโคนหางของเพศผู้จะเจริญเต็มที่ในตุลาคม และก็จะผลัดขนนั้นในราวเดือนกุมภาพันธ์ สร้างรังที่กอต้นกกหรือกอต้นอ้อริมลำธาร ออกไข่สีขาว ๒ – ๕ ฟอง
สมุนไพร นกยูงชอบอาศัยตามขอบลำธารในป่าดงดิบแล้งและก็ป่าผลัดใบผสม มีเขตการแพร่ไปจากภาคเหนือจากภาคเหนือประเทศอินเดียไปทางตะวันออก ผ่านเมียนมาร์ ตอนใต้ของจีน ไทย ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย รวมทั้งชวา เคยพบมาทั่วทั้งประเทศที่ระดับความสูงต่ำยิ่งกว่า ๙๐๐ เมตร  ยกเว้นบริเวณที่ราบสูงภาคกลาง  แม้กระนั้นปัจุบันปริมาณประชากรนกยูงต่ำลงจนถึงอยู่ในสภาวะใกล้สิ้นซากไปธรรมชาติ  รัฐบาลประกาศให้นกยูงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองป้องกันจำพวกที่ ๑ นกยูงอีกเป็นนอกยูงอินเดีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Pavocristatus  Linnaeus  เป็นนกยูงอินเดียเป็นสีน้ำเงิน รวมทั้งขนที่หงอนบนหัวแผ่เป็นรูปพัด

ผลดีทางยา
หมอแผนไทยรู้จัก ใช้แววนกยูงและก็ดีชูยูงเป็นยา ดังที่มีบันทึกไว้ใน พระหนังสือปฐมจินดาร์ ๓ ขนาน ดังต่อไปนี้
๑.แววนกยูง เอามาปิ้งไฟให้เหลืองกรอบก่อน แล้วจึงใช้เป็นเครื่องยา ดังเช่น ที่ใช้ใน “ยากวาดเจีนรไนเพชร์”ขนานหนึ่ง แล้วก็ “ยากวาดทรางสกอทรางกระตัง” อีกขนานหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ยากวาดชื่อเจีรไนเพ็ชร์ ขนานนี้ ท่านให้เอา มูลแมลงสาบคั่ว ๑ รากดินคั่ว ๑ หนังปลากระเบนเผา ๑ น้ำประสานทองสตุ ๑ แววนกยูงเผา ๑ ศีร์ษะงูเห่า ๑ กระดองปูทเล ๑ กระดองปูนา ๑ กระตังมูตร ๑ เปลือกไข่ฟัก ๑ ลิ้นทะเล ๑  ผลเบ็ญกานี ๑ กำมะถันแดง ๑ เบี้ยผู้เผา ๑ หมึกหอม ๑ ชาดก้อน ๑ ชะมดเชียงอำพัน ๑ ทองคำเปลว ๑๐ แผ่น ๑ รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเท่าเทียม ทำเป็นจุณ บดปั้นแท่งไว้ ละลายน้ำมะนาวปัดกวาดทรางกะแหนะ หายวิเศษนักแล้วก็ ยากวาดทรางสกอทรางกระตัง  ขนานนี้  ท่านให้เอา  แววนยูงเผา ๑ หางปลาช่อนเผา ๑ มูลแมลงสาบเผา ๑ หัวตะใคร้ ๑ เปลือกแมงดา ๑ ตรีกฏุก ๑ หญ้ายองไฟ ๑ ดินประสิวขาว ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ ดอกผักคราดกระเทียม บดปั้นแท่งไว้กวาดทรางสกอทรางกระตังหายดีนัก ยาลางขนานอาจใช้ “หางนกยูงเผา” ถ้าเกิดแบบเรียนระบุแบบนั้น  ให้หมายคือ “ขนหางนกยูงเพศผู้” ที่มี “ แวว” อยู่ด้วย เป็นต้นว่า  “ยากวาดแก้ทรางโจรทรางเพลิง|”  ขนานหนึ่งในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ เช่นเดียวกัน  ดังต่อไปนี้ ขนานหนึ่งเอา  มูลแมลงสาบเขากวาง ๑ หางนกยูงเผา ๑ หวายตะค้า ๑ พริกไทย ๑ หัวกระเทียม ๑ เข้าไหม้ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเท่าเทียม  ทำผงก็ได้  ทำแท่งก็ได้แก้ลิ้นกุมาร
๒.ดีนกยูง  เป็นพิษมากมาย  และมีที่ใช้ร่วมกับดีสัตว์อื่นๆ สำหรับแทรกเป็นกระยาอาทิเช่นใน “ยาแสนผสานทองคำ”  ดังต่อไปนี้ ยาชื่อแสนประสานทอง  ขนานนี้ท่านก็เอา  ชะมด ๑ ชะมดเช็ด ๑ เอาสิ่งละเฟื้อง พิมเสน ๑ สลึง ๒ สลึง กรุงเฉมา ๑ อำพันดอกบุนนาค ๑ น้ำประสารทอง ๑ ลิ้นทเลปิ้งไฟ ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง ตรีกฏุก ๑ โกฐทั้งยัง ๙ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวานกานพลู ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ชะลูด ขอนดอก ๑ เปราะหอม ๑ ผลราชดัด ๑ ผลสารพัดพิษ ๑ พระยารากขาว ๑ ปลาไหลเผือก ๑ ตุมกาอีกทั้ง ๒ ปะทุขา ๑ มหาสดำ ๑ มหาละลาย ๑ รายย่อม ๑ รากไคร้เครือ ๑ หวานกีบแรด ๑ อบเชยเทศ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ทองคำเปลว ๒๐ แผน  รวมยา ๖๑ สิ่งนี้  ปฏิบัติให้เป็นจุน  แล้วเอางูเหลือมดีจรเข้ตะพาบน้ำดีหมูเถื่อนดีปลาซ่อนดีนกยูง ดีทั้งยัง ๖ นี้แซก  เอาน้ำเป็นกระสาย  บดปั้นแท่งไว้แก้พิษทรางแลแก้ไข้สันนิบาต  ละลายน้ำดอกไม้รับประทาน  ถ้าเกิดจะแก้พิษโรคฝีดาษ  พิษฝีดวงเดียว  พิษงูร้าย  ละลายสุรากินหาย  ทุกสิ่งทุกอย่างประสิทธิ์ดีนัก

Tags : สมุนไพร

9

อีแอ่นรับประทานรัง
อีแอ่นกินรังเป็นอีแอ่นอย่างน้อย ๓ ประเภท
ในสกุล Collocalia
ตระกูล Apodidae เป็น
๑.อีแอ่นรับประทานรัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  fuciphaga  (Gmelin)
มีชื่อสามัญว่า  edible – nest  swiftlet ชนิดนี้สร้างรังด้วยน้ำลายล้วนๆ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color]
๒.อีแอ่นรับประทานรังบั้นท้ายขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  germani  Oustalet
มีชื่อสามัญว่า Germain’s  swiftlet ประเภทนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆเหมือนกับจำพวกแรก

๓.อีแอ่นรังดำ หรือ อีแอ่นหางสี่เหลี่ยม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  maxima  Hume
ชื่อสามัญว่า  black – nested  swiftlet   จำพวกนี้ทำรังด้วยขนยาวราว  ๖0  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมจำนวนร้อยละ  ๔0 อีแอ่นในสกุล  Colocalia   ที่เจอในประเทศไทยมี  ๕  จำพวก  เว้นแต่  ๓  จำพวกข้างต้นแล้ว   ที่เหลืออีก  ๒  ประเภทคือ
๔.อีแอ่นท้องขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  esculenta  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า  glossy  swiftlet   ประเภทนี้ทำรังด้วยต้นหญ้ารวมทั้งพืชต่างๆ  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงนิดหน่อย

Tags : สมุนไพร

10

รังนกอีแอ่น
อีแอ่นกินรังรวมทั้งอีแอ่นตะโพกขาวทำรังด้วยน้ำลายเป็นรูปถ้วยครึ่งด้าน ขนาดยาวตามขอบบนเฉลี่ย ๑๓.๓ ซม. ลึก ๕.๑  เซนติเมตร   มีน้ำหนัก  ๗-๑0  กรัม   โดยนกอีกทั้ง  ๒  เพศช่วยกันทำรังเฉพาะกลางคืน ใช้เวลาในการทำรัง ๓0-๓๕  วัน  และก็จะสร้างรังชดเชย  (re-nest) ถ้าเกิดรังถูกทำลาย   โดยรังที่  ๒  ที่ทำใหม่มีขนาดเล็กลงมีน้ำหนักโดยเฉลี่ย  ๕-๗  กรัม รวมทั้งใช้เวลาสำหรับเพื่อการทำรังลดลงด้วย  เป็น ๒0-๒๕  วัน ถ้ารังถูกทำลายอีกก็จะทำรังที่ ๓ ซึ่งจะมีขนาดเล็กกว่ารังที่ ๒ ไม่มากมาย น้ำหนักใกล้เคียงกัน   และก็ใช้เวลาสำหรับการทำรัง  ๑๕-๑๗ วัน เหมือนปกตินกประเภทนี้สร้างรังเพียงแค่ ๓ รัง หากรังที่ ๓ ทำลายก็จะไม่สร้างรังใหม่อีก แม้กระนั้นจะมีลางทำรังที่ ๔ และที่  ๕  ได้
ขณะที่นก  ๒  ประเภท นี้ทำรังคือตอนเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน โดยออกไข่เพียงแค่รังละ ๒ ฟอง ระยะฟักไข่ ๒๒-๒๔  วัน ระยะเลี้ยงลูก ๕-๖ สัปดาห์ นกทั้งคู่เพศจะช่วยกันฟักและก็เลี้ยงลูกอ่อน ลูกอ่อนที่ฟักออกมามักมี  ๒  ตัว มีเพียงแค่ตัวเดียวที่เติบโตหรือมีชีวิตรอดจนกระทั่งบินได้   โดยในตอนที่ลูกนกอีกตัวหนึ่งมักตาย   เนื่องมาจากไม่ได้กินอาหาร หรืออาจถูกลูกนกอีกตัวหนึ่งซึ่งโตกว่าเบียดตกรังไป
สมุนไพร ส่วนอีแอ่นหางสี่เหลี่ยมสร้างรังโดยใช้ขนเป็นสิ่งของ ใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมอุปกรณ์ให้ติดกัน รูปร่างของรังเป็นรูปถ้วย ขนาดโตกว่าของอีแอ่นรับประทานรังเพียงเล็กน้อยน้ำหนักเฉลี่ยราว  ๓0  กรัม หรือราว ๓ เท่าของอีแอ่นรับประทานรัง อีแอ่นหางสี่เหลี่ยมนี้มีพฤติกรรมกระบวนการทำรังทดแทนและการออกไข่ตอบแทนเหมือนกับอีแอ่นทำรังบั้นท้ายขาวแต่ว่าวางไข่เพียงรังละ ๑ ฟอง และช่วงเวลาสร้างรังกับวางไข่นั้นเป็นเวลานานกว่า
อีแอ่นทำรังอีกทั้ง ๓ จำพวกดังที่กล่าวถึงมาแล้ว จัดเป็นสัตว์ป่าเวิ้งน้ำครอบครองตามกฎหมาย อนึ่ง สำหรับในการเก็บรังนกนั้น ผู้เก็บจำเป็นต้องได้รับสัมปทาน ข้อบังคับให้เก็บรังนกได้ไม่เกินปีละ  ๓  ครั้ง การเก็บแต่ละครั้งให้เก็บพร้อมๆกัน   ภายหลังเจ้าพนักงานตรวจสอบแล้ว เพราะการเริ่มต้นสร้างรังของนกแต่ละตัวไม่พร้อม   ลางรังที่เก็บจะมีไข่หรือตัวอ่อนอยู่ด้วย  ซึ่งการเก็บรังที่มีไข่หรือตัวอ่อนแล้วนั้น นกจะไม่มีการทำรังใหม่ขึ้นมาทดแทน เป็นเหตุให้จำนวนอีแอ่นลดลง นอกจากนี้ การลดลงของอีแอ่นกินรังเกี่ยวเนื่องกับสารพิษตกค้างในตัวนก แล้วก็สัตว์ผู้ล่า ซึ่งโดยมากเป็นเหยี่ยวต่างๆงูเหลือม รวมทั้ง งูเขียว

ประโยช์จากรังนก
ชาติจีนเป็นเชื้อชาติที่นิยมบริโภครังนก เพราะเหตุว่าเช้าใจกันว่าเป็นอาหารชั้นยอดเยี่ยม มีคุณประโยชน์ชูกำลังสำหรับคนเจ็บเรื้อรังด้วยโรคต่างๆเป็นยาอายุวัฒนะ กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดกำหนัด แม้กระนั้นก็ทำให้มีการเกิดเสมหะด้วย รังนกประเทศต่างๆอาทิเช่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และ ประเทศฟิลิปปินส์ จะถูกส่งไปขายในประเทศจีน และประเทศที่มีชุมชนจีนหนาแน่น ปีละมากๆชาวจีนเช้าใจกันว่า รังนกจากไทยมีคุณภาพดีเยี่ยม จึงราคาแพงแพงกว่ารังนกคุณภาพเดียวกันจากประเทศอื่น
ผลจากการวิเคราะห์คุณประโยชน์ทางของกินของรังนกพบว่า มีโปรตีนอยู่ร้อยละ ๕๔  คาร์โบไฮเดรตปริมาณร้อยละ ๒๓.๓  น้ำจำนวนร้อยละ ๑๖.๘  และก็สารอื่นๆรวมทั้งแคลเซียม โพแทสเซียม   แล้วก็ฟอสฟอรัส อีกร้อยละ ๕.๙  นอกจากนี้ยังมีสารที่แสดงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เป็นคุณต่อสถาพทางร่างกายอีกหลายชนิด

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ กวาง
« เมื่อ: 02-12-2017 , 12:05:31 »

กวาง
กวาง หรือ กวางป่า เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่
มีชื่อสามัญว่า sambar  หรือ  sambar  deer
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cervus unicolor Kerr
จัดอยู่ในตระกูล  Cervidae  กวางม้าก็เรียก
ชีววิทยาของกวาง
กวางป่าเป็นสัตว์กีบคู่ มี ๔ กระเพาะ จัดเป็นสัตว์บดเอื้อง เพศผู้มีเขา ตัวเมียไม่มีเขา ลำตัวสูง ๑๒0-๑๕๕ ซม. น้ำหนัก ๑๘๕-๒๖0 กิโลกรัม ขนยาว หยาบคาย สีน้ำตาลเข้ม รอบๆคอจะยาวและหนาแน่นกว่าที่อื่นๆ เห็นได้ชัดในเพศผู้ลูกกวางที่เกิดใหม่ไม่มีจุดสีขาวบนลำตัว ลางตัวอาจเห็นจุดสีขาวลางๆที่บั้นท้าย หางค่อนข้างจะสั้น แอ่งน้ำตาที่ศีรษะตาทั้งสองข้างมีขนาดใหญ่ยื่นออกมาเห็นได้ชัดเจน ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ แอ่งน้ำตานี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก รวมทั้งขับสารที่มีกลิ่นแรงออกมา ประสาทหู ตา แล้วก็จมูกไวมากมาย   เพศผู้มีเขา ซึ่งแตกออกทีแรกเมื่ออายุ ๑.๕  ปี มีเพียงแต่ข้างและกิ่งเรียก เขาเทียน เมื่อเขาเทียนหลุด เขาจะแตกหน่อใหม่อีกทีเมื่ออายุได้ ๒.๕-๓  ปี มีข้างละ ๒ กิ่ง เมื่อเขา ๒ กิ่งนี้หลุดไป จะมีเขางอกขึ้นใหม่อีกเมื่ออายุราว ๔  ปี  มี ๓ กิ่ง ถัดจากนั้นผลัดเขาทุกปีในช่วงมี.ค.ถึงม.ย. แม้กระนั้นจะมีเพียงข้างละ  ๓  กิ่ง ไม่มากมายไปกว่านี้ เขากวางเป็นแท่งตันกวางป่ามักอยู่ตัวเดียวตามป่าทั่วไป รวม

ทั้ง สมุนไพร ป่าทึบ เวลากลางวันจะนอนนิ่งอยู่ในป่ารกทึบ หรือนอนเกลือกแช่ปลักโคน ว่ายน้ำเก่งรวมทั้งกระปรี้กระเปร่า ออกหากินช่วงเวลาเย็นหรือเวลาค่ำถึงเช้าตรู่  รับประทานยอดอ่อนของพืชและก็ผลไม้เป็นอาหารฤดูสืบพันธุ์อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม ตัวผู้ดุร้ายรวมทั้งรักนวลสงวนตัวภรรยามากมาย  มักมีการต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวเมีย  หลังฤดูผสมพันธุ์ เพศผู้และก็ตัวเมียจะแยกกันออกหากิน ตัวเมียมีท้องนาน ๘-๘.๕  เดือน คลอดลูกทีละ  ๑  ตัว ในช่วงต้นฤดูฝน ลูกกวางอย่านมเมื่ออายุ  ๗-๘  เดือน และก็เริ่มจากแม่ออกไปพบกินเองเมื่ออายุราว ๑ ปี กวางป่าสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ  ๑.๕-๒  ปี และเมื่อมีอายุได้ ๑๘-๒0  ปีกวางป่าพบได้ตามป่าดงดิบทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทั้งป่าสูงและก็ป่าต่ำ ในต่างประเทศเจอที่ประเทศอินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า  จีนตอนใต้  ลาว  เวียดนาม เขมร  มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ จัดเป็นสัตว์ป่าปกป้องของไทย

Tags : สมุนไพร

12

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรชะมดต้น[/url][/size][/b]
ชะมดต้นเป็นพืช
อันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Abelmoschus moschatus Medik subsp moschatus
จัดอยู่ในสกุล Malvacaea
ราษฎรบางถิ่นเรียก ฝ้ายผีก็มี  มีชื่อสามัญว่า musk   mallow หรือ  Abel  muskพืชชนิดนี้เป็นไม้ล้มลุก อายุปีเดียว ลำต้นตั้งชัน แตกกิ่งเล็กน้อยบางทีอาจสูงได้ถึง  ๒  เมตร ใบเป็นใบลำพังเรียงสลับกัน รูปหัวใจปนรูปไข่ โคนใบเว้า ขอบของใบเว้าเป็น ๓-๕  แฉก ใบที่ปลายยอดจะเล็ก แฉกลึกและก็แคบกว่าใบที่อยู่ใกล้โคนต้น ผิวใบมีขนรูปดาว ๒ ด้าน ก้านใบยาว ดอกมักออกลำพังๆตามซอกใบ สมุนไพร ดอกใหญ่มีกลีบเลี้ยง ๕  กลีบ เชื่อมชิดกันบนหลอด ปลายแยกเป็น  ๕  แฉก กลีบดอกเป็น  ๕  กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน สีเหลืองสด โคนกลีบสีแดงเข้ม เกสรเพศผู้มีเยอะมากๆ เชื่อมติดกันเป็นท่อยาว   รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มี ๕ ช่อง ก้านเกสรเพศเมียยาวแทงพ่นท่อเกสรเพศผู้ ปลายแยกเป็น  ๕  แฉก ผลเป็นฝัก แตกได้ รูปรีปนรูปไข่ เป็นเฟืองตามยาว ปลายเรียวแหลม ยาว  ๖.๓-๗.๕  เซนติเมตร ข้างในฝักมี  ๕  ช่อง แต่ละช่องมีเมล็ดเยอะมาก เมล็ดรูปไต มีกลิ่นฉุน หมอแผนไทยเรียกพืชชนิดนี้ว่า “เทียนฉมต” หรือ“เทียนชะมด”   มีชื่อสามัญทางการค้าว่า Ambrette seed หรือ Grains d’Ambrette ใช้เป็นยาแก้เสมหะแล้วก็ดีทุพพลภาพ แก้ลมให้คลื่นไส้ (ขับลม) เป็ยยาเย็น บำรุงธาตุ ยาบำรุง แก้อาการเกร็ง เมื่อเอามาบดกับนมใช้ทาแก้หิดหรือแก้คันได้ หากเอาเมล็ดมาเคี้ยวจะได้กลิ่นเสมือนราวกับกลิ่นชะมดเช็ด ผงเทียนชะมดใช้โรยในตู้สำหรับเก็บเสื้อผ้า เพื่อกันไม่ให้แมงมากินเสิ้อผ้าและทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอม ทั้งยังใช้ผสมทำบุหงา น้ำมันที่ระเหยง่ายที่ได้จากการกลั่นเทียนชะมดที่ใช้ปรุงน้ำหอมให้กลิ่นคงทนถาวร
 
ผลดีทางยา
ชะมดเช็ด (civet) เป็นเครื่องยาที่มีกลิ่นหอมสดชื่น ได้จากมูกของไขของตัวชะมดเช็ดหมดทั้งตัวผู้แล้วก็ตัวเมีย ที่ถูไว้ตามไม้ที่ปักให้หรือที่ซี่กรงที่ขังสัตว์ไว้
แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณ ชะมดเช็ด มีกลิ่นหอมหวนฉุน ใช้เป็นยาบำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่น เป็นยาชูกำลัง ใช้เป็นเครื่องหอมนอกจากนี้ยังคงใช้เป็นตัวทำให้น้ำหอมอยู่ทนทาน (fixative) ด้วย ก่อนนำชะมดเช็ดมาใช้ แพทย์แผนไทยมักฆ่าฤทธิ์ก่อน โดยผสมกับหัวหอมเล็กหรือผิวมะกรูดที่หั่นให้เป็นฝอยละเอียด ใส่ลงไปในช้าพลูหรือช้อนเงิน   นำไป ลุกลี้ลุกลนไฟเทียนจนกระทั่งชะมดนั้นละลาย แล้วก็มีกลิ่นหอมยวนใจก็ดีจึงกรองเอาน้ำมันชะมดไปใช้เป็นยาต่อไป ชะมดชนิดอื่นๆที่ให้  “ชะมดเช็ด”ชะมดเช็ดที่ใช้ในยาไทยนั้น ยังอาจได้จากชะมดประเภทอื่นๆในวงศ์  Viverridae   ที่เจอในประเทศไทยอีก ๒ ประเภท เป็น
๑.ชะมดประเภทแผงหางข้อ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Viverra  zibetha Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า large Indian civet
เป็นชะมดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดวัดจากจมูกถึงปลายหางราว ๗๕-๘๕  ซม. หางยาว ๓๕-๔๕  เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๘-๙ กก. พื้นลำตัวมีสีเทาหรือสีน้ำตาล เหลือง มีจุดดำกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ข้างคอมีแถบดำ ๓ แถบ แล้วก็แถบขาว  ๒  แถบ พาดผ่านจากไหล่อีกทั้ง ๒ ข้าง มีลายดำเป็นเส้นยาวไปถึงโคนหาง กึ่งกลางภายหลังหัวถึงโคนหางมีขนสีดำตั้งขึ้น หางมีลายเป็นปล้อง มีขาวสลับดำ  ๕-๗  ปล้อง ปลายหางสีดำ ปลายตีนสีน้ำตาลไหม้ เล็บหดกลับได้ครึ่งเดียวชะมดแผงหางปล้องเป็นสัตว์ที่หากินในค่ำคืน และก็ถูกใจอยู่ตามลำพังคนเดียวในป่าทึบ ปีนต้นไม้เก่ง แต่พบบ่อยอยู่บนพื้นดินมากยิ่งกว่าบนต้นไม้ กลางวันหลบนอนในที่ป่าทึบหรือในโพรงดิน ต่อมกลิ่นอยู่ที่รอบๆก้น ใกล้โคนหาง จะเช็ดถูของเหลวจากต่อมนี้กับต้นไม้ เพื่อแสดงเขตแดนและติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยยิ่งไปกว่านั้นในฤดูสืบพันธุ์กลิ่นดังที่กล่าวมาข้างต้นจะแรงมาก เป็นสัตว์ค่อนข้างจะประหม่า  มักวิ่งหลบซ่อนมากยิ่งกว่าจะต่อสู้กับศัตรูชะมดแผงหางบ้องโตเต็มที่เมื่อมีอายุราว  ๒  ปี สืบพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี ตั้งครรภ์นาน  ๖๐-๗๒  วัน คลอดครั้งละ  ๒-๔  ตัว มีอายุถึงราว  ๑๐  ปี รับประทานสัตว์เล็กๆอาทิเช่น หนู งู  นก แมลงและไข่แมลง ผลไม้และก็หน่อไม้ลางประเภทเป็นของกินพบในประเทศอินเดีย ประเทศพม่า จีนตอนใต้ ลาว  เวียดนาม เขมร รวมทั้งทุกภาคของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้
๒.ชะมดแผงสันหางดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Viverra  magaspila Blyth (ชื่อพ้อง Viverra  civettina  Blyth)
มีชื่อสามัญว่า  large – spotted  civet
เป็นชะมดขนาดใหญ่   ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว  ๗๒-๘๕ ซม. หางยาว  ๓๐-๓๗ เซนติเมตร น้ำหนักตัว  ๘-๙  กิโลกรัม พื้นตัวสีเนื้อคละเคล้าเทา มีจุดดำขนาดใหญ่ที่ข้างลำตัว สีข้าง และโคนขา ขาสี่ดำ มีขนเป็นสันสีดำจากคอถึงหาง ปลายหางสีดำ จากกึ่งกลางหางถึงโคนหางมีข้อสีดำ  ๔-๕  ข้อ หน้าค่อนข้างยาว ตีนสีน้ำตาลแก่   หางสั้น ขายาว ต่อมกลิ่นอยู่ที่รอบๆก้น ใกล้โคนหาง จะขัดของเหลวจากต่อมนี้ถึงต้นไม้ เพื่อแสดงเขตแดนและติดต่อระหว่างกัน โดยเฉพาะในฤดูสืบพันธุ์ กลิ่นดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจะแรงมาก ชะมดแผงสันหางดำถูกใจอาศัยอยู่รอบๆป่าทึบเกลื่อนกลาดๆออกหากินตัวเดียว ชอบออกหากินช่วงเวลาค่ำคืน ช่วงเวลากลางวันนอนซ่อนตัวบริเวณตามป่าทึบหรือตามทุ่งที่มีต้นไม้ขึ้นเกลื่อนกลาดๆการขยายพันธุ์แล้วก็ของกินหาเลี้ยงชีพที่ราวกับชะมดแผงหางข้อ เจอในประเทศไทย พม่า ลาว  เวียดนาม กัมพูชาและก็ในทุกภาคของไทย

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเพะ
« เมื่อ: 24-11-2017 , 17:29:20 »

แพะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capra hircus Linnaeus
จัดอยู่ในวงศ์ Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  goat
ชีววิทยาของแพะ
แพะเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายแกะ  แม้กระนั้นมีลักษณะที่แตกต่างกันที่เห็นได้ชัด  เป็น
๑.แพะมีเคราใต้คาง ส่วนแกะไม่มี
๒.แพะเพศผู้มีต่อมกลิ่นสาบที่ใต้โคนหาง กลิ่นสาบจะกระจายจากต่อมนี้ไปทั่วตัว เรียกกันว่า “กลิ่นแพะ” ส่วนแกะไม่มีต่อมกลิ่นดังที่กล่าวมาแล้ว
๓.แพะไม่มีต่อมกลิ่นที่หว่างกีบ แต่แกะมีต่อมกลิ่นดังกล่าว
๔.แพะมักมีเขาเหมือนดาบ โค้งไปด้านหลัง แกะมักมีเขาม้วนกลับไปใต้หู แม้กระนั้นก็ไม่เป็นเช่นนี้เสมอไป
๕.แพะมักมีขนเป็นเส้นตรงๆ โดยมากเป็นขนสั้นๆแต่ว่าลางจำพวกที่เลี้ยงไว้บนที่สูงอาจมีขนยาว แต่ว่าแกะมีขนม้วนหนาไปหมดทั้งตัว
 แพะบ้านที่เลี้ยงกันทั่วไปมีพัฒนาการมาจากแพะป่า ( wild  goat)  ซึ่งมีความสูง  ๗๐-๑๐๐  ซม. เขายาวโค้งไปด้านหลัง  ยาวราว  ๘๐-๑๓๐  ซม.  โค้งข้างบนคมรวมทั้งหยักเป็นคลื่น ตัวเมียมีเขาสั้น ยาวราว  ๒๐-๓๐  ซม. เขาโค้งบางส่วน เพศผู้มีเคราใต้คาง ไม่พบว่าตัวเมียมีหนวดเคราใต้คาง พบแพร่ขยายตามเกาะต่างๆของประเทศกรีซ ถึงตุรกี อิหร่าน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถาน โอมาน ปากีสถาน และรอบๆใกล้เคียงในอินเดียในตอนนี้มีการเลี้ยงแพะบ้านกันในหลายประเทศ  บางประเทศเลี้ยงเพื่อเอาขน แต่จะต้องเลี้ยงบนที่ราบสูงที่มีอากาศหนาวเย็น บ้างก็เลี้ยงไว้รับประทานนม บ้างก็เลี้ยงไว้รับประทานเนื้อ ชาวมุสลิมชอบกินเนื้อแพะมากมาย

ผลดีทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้เขาแพะและน้ำนมแพะเป็นเครื่องยา บางขนานใช้นมแพะเป็นน้ำกระสายยาน้ำนมแพะได้จากเต้านมของแพะตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า นมแพะมีรสหวาน ฝาด เย็น มีสรรพคุณแก้เลือด แก้โรคหืดไอ แก้ท้องร่วง

Tags : สมุนไพร

14
อื่นๆ / สัตววัตถุเลียผา
« เมื่อ: 23-11-2017 , 08:56:02 »

เลียงหน้าผา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า capricornis  sumatraensis (Bechstein)
จัดอยู่ในตระกูล  Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  serow
ชีววิทยาของแกงเลียงหน้าผา
แกงเลียงผาเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง  มี ๔  กระเพาะ  รูปร่างเหมือนแพะ  ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑.๔๐ – ๑.๕๐  เมตร  หางยาว ๑๐ – ๑๕  ซม.  น้ำหนักตัว  ๕๐ – ๗๐ กิโลกรัม  ขนบนลำตัวหยาบ ยาว สีดำ มีขนยาวสีดำเป็นแผงอยู่ในแนวสันหลังตั้งแต่กำดันถึงโคนหาง ใบหูยาว  มีเขาตลอดตัวผู้แล้วก็ตัวเมีย  เขาสีดำ  โค้ง  ปลายแหลม ยาว  ๑๗.๕ –  ๒๕  ซม. รอบๆโคนเขาขึ้นไปมีรอยหยักเป็นวงรอบๆ ปลายเขากลมแล้วก็เรียวโค้งไปทางข้างหลัง  ขาทั้งยัง ๔ มีกล้ามที่แข็งแรง ขนบริเวณเหนือกีบสีน้ำตาล  กีบสั้น  สีดำ รอบๆหน้ามีรูต่อมน้ำมันอยู่ใต้ตา ข้างดั้งจมูก แล้วก็ขับน้ำมันสีขาวออกมาตลอดระยะเวลา หางสั้น เลียงเขาหินชอบอยู่ตามป่าสูงที่มีหน้าผาหรือโคนหินชัน  มีชะง่อนผากำบังพอเพียง  ประหม่า จะดุเมื่อเจ็บหรือหมดหนทาง  วิ่งไต่ไปตามหน้าผาได้อย่างปราดเปรียว ทำมาหากินอย่างโดดเดี่ยวในเวลาเช้าตรู่หรือช่วงค่ำ ช่วงเวลากลางวันมักหลบนอนพักอยู่ตามป่าละเมาะตามชะง่อนผา หรือในถ้ำ อดน้ำได้นาน ว่ายน้เก่ง  ประสาทตา หู แล้วก็จมูก ดีเยี่ยม กินผลไม้  หญ้า ใบไม้ หน่อไม้  เป็นของกิน  โตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์เม่ออายุได้  ๓  ปี หลังผสมพันธุ์  ตัวเมียจะแยกออกไปอยู่ต่างหาก  ท้องนานราว  ๘  เดือน คลอดลูกทีละ ๑ ตัว ลูกแกงเลียงเขาหินอยู่กับแม่นานราว  ๑  ปีจึงจะแยกออกไปหากินตามลำพัง แกงเลียงผาอายุยืนราว ๑๕   ปี แกงเลียงเขาหินที่เจอในประเทศไทยมี  ๒ จำพวกย่อย คือ ชนิดย่อย  Capricornis  sumatraensis  sumatraensis  (Bechstein)  ซึ่งมีเท้าสีดำ พบรอบๆเขาหินปูน  ทางภาคใต้ กับจำพวกย่อย  Capricornis  sumatraensis  millneedwardsi  David  ซึ่งมีเท้าสีออกแดง เจอทางภาคเหนือแล้วก็ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ

ผลดีทางยา
หมอแผนไทยใช้เขาเลียงหน้าผาเป็นเครื่องยา เขาแกงเลียงหน้าผาเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก  “สัตตเขา”  อาทิเช่น  เขาโค  เขาควาย  เขากระทิง  เขากวาง  เขาแกะ เขาแพะ แล้วก็เขาแกงเลียงเขาหิน นอกจากนี้ หมอพื้นบ้านลางที่ใช้ “น้ำมันเลียงเขาหิน” สำหรับจัดแจงยาน้ำมัน โดยผสมสมันพนาลัยอื่นๆอีกหลายแบบ  ว่าเป็นยาแก้อักเสบ  แก้ลมจับโปง (rheumatism) บำรุงข้อ บำรุงกระดูก

15
อื่นๆ / สัตววัตถุวัว
« เมื่อ: 22-11-2017 , 08:28:59 »

วัว
คำ “วัว” เป็นคำที่แผลงมาจากคำไทยว่า “งัว” ส่วนคำ “โค” เป็นคำเรียกสัตว์ชนิดนี้ในภาษาบาลี (คำ“วัว” นี้อาจเป็นพระอาทิตย์  ดังเช่นว่าในคำ“โคจร” ซึ่งแสดงว่า ทางเดินของดวงอาทิตย์ )
ชีววิทยาของโค
วัวเป็นสัตว์บดเอื้อง กินหญ้า มี ๔ เท้า และกีบเป็นคู่ เขากลวง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos  Taurus (Linnaeus) จัดอยู่ในสกุล Bovidae
โคบ้านมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  bos  Taurus  domesticus  Gmelin  โคบ้านของไทยมีวิวัฒนาการมาจากโคป่าหรือโคออรอกส์  (Aurochs)  ซึ่งปัจจุบันนี้สิ้นพันธุ์ไปหมดแล้ว  วัวป่าที่ยังคงเจอในบ้านเราเป็นโคแดง ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos  javanicus  (D’Alton)  รู้เรื่องว่าวัวแดงนี้น่าจะสืบเชื้อสายมาจากสชวัวออรอคอยกส์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์  ต่อมาโคแดงนี้ก็เลยสืบทอดมาเป็นโคบ้านของประเทศไทย ทำให้รูปร่างและสีสันของโคบ้านเหมือนวัวแดงมากมาย แต่ว่ารูปร่างใหญ่กว่าแล้วก็สูงขึ้นยิ่งกว่า วัวแดงมีความสูงที่ไหล่ราว ๑.๗๐ เมตร หรือกว่านั้น มีเขายาวราว ๗๐ ซม. วัวแดงมีสีน้ำตาลแกมแดงเสมือนวัวบ้าน ตัวผู้เมื่อมีอายุมากๆสีบางทีอาจแปรไป โคแดงเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่เป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีราว ๒๐-๓๕ ตัว มักมีตัวภรรยาแก่ๆเป็นผู้นำฝูง แต่ละฝูงมักมีตัวผู้เพียงแต่ตัวเดียว คอยปฏิบัติหน้าที่สืบพันธุ์เมื่อตัวเมียเป็นสัด

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้นมวัว (นมโค) ขี้วัว (มูลโค) แล้วก็น้ำมูตรวัว (น้ำมูตรวัว) น้ำมันไขข้อวัว เป็นยา
๑. น้ำนมโค ได้จากเต้านมของวัวเพศเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า น้ำนมโคหรือนมโคมีรสหวาน มัน เย็น มีสรรพคุณปิดธาตุ แก้โรคในอก ชูกำลังรวมทั้งเลือดเนื้อ รุ่งโรจน์ไฟธาตุ หมอแผนไทยมักใช้นมวัวเป็นน้ำกระสายยา ยกตัวอย่างเช่น “ยาแก้ลมโกฏฐาสยาวาตา” ใน พระหนังสือโรคนิทาน ใช้ “น้ำนมวัว” เป็นน้ำกระสายยา ดังนี้ลมโกฏฐาสยาวาตาแตกนั้น มักให้เหม็นคาวคอ ให้อาเจียน ให้จุกเสียด ให้เขมือบในอกถ้าหากจะแก้ ให้เอาใบสลอดต้มกับเกลือให้สุกแล้วตากแดดให้แห้ง ๑   ชะเอมเทศ ๑  รากเจตมูลเพลิงเเดง ๑  ราก{ตอ|โคนงแตก ๑  รากจิงจ้อใหญ่ ๑  ลำพัน ๑  พริกล่อน ๑  ดีปลี ๑  ใบหนาด ๑  การะบูร ๑  เอาเท่าเทียม ทำเปนจุณ ละลาย น้ำนมโค ก็ได้ น้ำผึ้งก็ได้ น้ำร้อนก็ได้ กินหายแล
๒. ขี้วัว ตำราเรียนยามักเรียก น้ำขี้วัว แพทย์แผนไทยใช้ขี้วัวปรุงเป็นยาบำบัดโรคทั้งข้างในและด้านนอกหลายขนาน ส่วนใหญ่ใช้ขี้วัวดำ แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า ขี้วัวดำมีรสขม เย็น มีสรรพคุณดับพิษร้อน พิษไข้ พิษรอยดำ ลางตำราเรียนว่าขี้วัวสดและแห้งผสมกับใบน้ำเต้าสดและสุรา ตำคั้นเอาน้ำ ทาแก้เริม ไฟลามทุ่ง งูสวัด ลมพิษ   และก็แก้พุพอง ฟกบวม ทำลายพิษ
๓. น้ำมูตรวัว แบบเรียนยามักเรียกว่า น้ำมูตรวัว  แล้วก็มักใช้น้ำมูตรโคดำเป็นน้ำกระสายยา ตัวอย่างเช่น ยาสตรีขนานหนึ่งใน พระคู่มือมหาโชตรัต ใช้ “มูตรโคดำ” เป็นกระสาย   ดังต่อไปนี้ หากหญิงเลือดตกทางทวารหนักทวารเบา มิออกสะดวก ให้เอาขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ ผลผักชีล้อม ๑ บดละลายด้วย มูตรวัวดำ กินหายแล
๔. น้ำมันไขข้อโค พระหนังสือมุจฉาปักขันทิกา ให้ยาน้ำมันทาแก้ไส้กุดไส้ลามรวมทั้งแผลฝีเน่าเปื่อยขนานหนึ่ง เข้า “น้ำมันไขข้อโค”   เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้
ถ้ามิฟัง   พิษนั้นกล้านักมักเผาเอาเนื้อนั้นสุก รุ่นเข้าไปแม้กระนั้นปลายองคชาตทุกๆวันๆก็ดี   ท่านให้หุงน้ำมันนี้ใส่   ดับพิษทั้งรักษาเนื้อไว้   ไม่ให้หนุ่มเข้าไปได้ ท่านให้เอามะพร้าวผลิออกบนต้นเขี้ยวน้ำมันให้ได้ถ้วย ๑  จึงเอาใบกระเม็ง ๑ ใบยาดูดสดๆ๑  เปลือกพันพาย ๑  เปลือกจิก ๑  เปลือกกรด ๑  เบญจลำโพง ๑  ใบเทียน ๑  ใบทับทิม ๑   ใบขมิ้นอ้อย ๑ ใบมัน ๑  ยาดังนี้เอาสิ่งละถ้วย ใส่ลงกับน้ำมันมะพร้าวหุงให้คงจะแต่น้ำมัน แล้วเอาน้ำมันแมวดำชาตรีจอก ๑ น้ำมันถูไก่จอก ๑   น้ำมันไขข้อโคจอก  ๑   ปรุงใส่ลงเถิดวิเศษนัก  น้ำมันนี้ท่านตีค่าไว้ตำลึงทองหนึ่งใช้ได้ทุกประการ แลตานทรางสรรพพิษฝียุ่ยสาว   อีกทั้งแก้มิให้เป็นด่างเป็นแผลให้อาจคืนดีคนเก่า แลแก้ไส้ขาดไส้ลุกลาม  ดังกล่าวข้างต้นมาแม้กระนั้นหนหลังหายสิ้นอย่าสงสัยเลย  ได้ทำมามากมายแล้ว  หนังสือเรียนนี้ฝรั่งเอามาแม้กระนั้นเมืองยักกัยี่ห้อแล

หน้า: [1] 2 3 ... 5